360925 การอยู่ป่าและฌานของพุทธ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
360925 การอยู่ป่าและฌานของพุทธ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก
การอยู่ป่าและฌานของพุทธ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2536 ณ พุทธสถานสันติอโศก
อาตมาตอนนี้เอาเรื่องของคำว่า "ป่า" หรือ "พระป่า" อะไรพวกนี้ หรือว่าเรื่องของการทำความเข้าใจให้ฟัง เรื่องของความเข้าใจผิด เรื่องคำว่า "ป่า" คำว่า "พระป่า" ที่มันเป็นความเข้าใจผิดมานาน จนกระทั่งทุกวันนี้อาตมาก็ยังเห็นอยู่ว่า เขายังเข้าใจผิดกันอยู่ แม้แต่ในอโศกเราก็เถอะ ก็ยังเข้าใจเอียงๆอยู่ มันยากที่จะให้ทำความเข้าใจคำว่า "ป่า" อยู่ป่ามันเป็นสำนวน คำว่าป่านี้เป็นสำนวน สมัยพระพุทธเจ้านั้นเป็นป่าอยู่โดยจริง แม้เมืองมันเป็นเมืองป่าๆ ไม่ต้องเอาอะไรมากดอก พวกเรามาอยู่ที่สันติอโศกก็ตาม ตั้งแต่มาอยู่แรกๆ มันก็เหมือนบ้านนอก มันไม่เป็นป่าหรอก มันก็เป็นนา แล้วก็เป็นต้นไม้ไรๆ นิดๆ หน่อยๆ ไม่มีต้นไม้มากดอก เพราะว่ามันถูกถาง ถูกอะไรกัน เป็นนา ทุ่งนาโล่งๆ แล้วก็ไม่มีบ้านเรือน อะไรยังไม่มี แค่ยังไม่กี่ปีมานี่เองนะ แต่เมื่อก่อนจริงๆ แล้วก็ 40-50 ปีที่แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก แถวนี้มันก็เป็นป่า เพราะฉะนั้นพูดไปทำไมมี 2,500 กว่าปี ชีวิตมนุษย์จะอยู่กันอย่างไร มันก็อยู่ในป่ากันทั้งนั้นแหละ มีต้นหมากรากไม้นั่นเอง มีต้นหมากรากไม้แล้วก็ต้องอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านมีอนาคตังสญาณ แล้วท่านก็เห็นว่าต่อไปในอนาคตนี่ มันไม่เป็นอย่างนั้นดอกบ้านเมือง แล้วก็กลายมาเป็นอย่างที่เป็นนี่แหละ เป็นจอแจ มีบ้านมีเรือนอะไร แต่ท่านคงไม่ได้นึกถึงว่ามันจะเป็นถึงขนาดนี้ ถึงขนาดมาเป็นเมืองคอนกรีต ไม่รู้กี่ชั้นต่อกี่ชั้น สูงโย่งโย่งโยงหยกขึ้นไปสู่ฟ้าขนาดร้อยชั้นอะไรอย่างนี้ ท่านก็คงไม่ได้นึกถึงว่า ข้างล่างก็เทปูนเทอะไรทับอุดอัด ตันไปหมดถึงขนาดนี้ ท่าน
อ่านต่อ
ก็คงไม่ได้คะเนถึงขนาดปานนี้ แต่ว่าคะเนถึงหรือไม่ถึงก็แล้วแต่เถิด มันก็คือสภาพที่เสื่อมเสีย สภาพที่ไม่ควรจะมีแล้ว ไม่ใช่ถิ่นที่ควรจะเป็นจะมี เพราะฉะนั้นไม่ควรอยู่ดอก สถานที่อย่างนั้น เมืองกรุงเทพ อย่างเมืองในตัวจังหวัดอะไรพวกนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเมืองเสื่อม เป็นสังคมมนุษย์เสื่อมทั้งนั้น คือไม่มีธรรมชาติ ไม่มีสิ่งแวดล้อม พวกเราก็พยายามจะมาทำสิ่งแวดล้อม ในสถานที่นี้มันไม่มีมาก่อน สร้างขึ้นๆ มีบ้านเรือน มีต้นหมากรากไม้ มีอะไรต่ออะไรให้มันเป็นบรรยากาศที่จะเป็นธรรมชาติ ที่มันจะสังเคราะห์ดิน น้ำ ลม ไฟ พืชพันธุ์ธัญญาหาร แม้แต่สัตว์รวมกัน จะมีการอยู่รวมกัน แล้วก็สังเคราะห์ ทุกอย่างมันทำงานมันหมด ทำหน้าที่ของมันทั้งนั้น ดินก็ทำหน้าที่ของมัน ไม่ได้หมายความว่า มันไม่มีอิทธิพลอะไร มันมีอิทธิพลนะ มันมีการรวมตัว มันมีการแตกตัว มันมีการย้ายตัว มีการสังเคราะห์ตัว ดินก็มีการสังเคราะห์ตัว น้ำก็มีการสังเคราะห์ตัว ลมก็มีการสังเคราะห์ตัว ธาตุแต่ละอย่างๆ เอามารวมกันแล้วมันจะสังเคราะห์กัน มันจะเกิดปฏิกิริยาสัมผัส เมื่อสัมผัสแล้วมันก็จะแตกตัว มีการย่อยสลาย หรือมีการรวมตัว มีทั้งย่อยสลายทำลายกันเอง และมีทั้งที่รวมตัว ทั้งหมดแหละทุกอย่างเลย ลักษณะของมันก็มีทั้งสองอย่างนั้นเป็นทั้งใหญ่ๆ เพราะฉะนั้นเราจะเปลี่ยนแปลงอะไรๆในโลก ก็มีการเปลี่ยนแปลงได้สองอย่าง เปลี่ยนแปลงด้วยการแตกตัวออกไป กับให้มันเจือจางออกไปให้หมด เดี๋ยวมันก็หมดฤทธิ์เปลี่ยนแปลง ในสังเคราะห์เปลี่ยนแปลงของมัน เมื่อเวลาเจือจางมันก็จะกลายเป็นเรื่องที่หมดค่าไปอย่างหนึ่ง ถ้าการสังเคราะห์ก็คือเมื่อเวลามันสังเคราะห์กัน มันก็แตกตัวแล้วก็ไปเป็นอื่น ที่จะไปรวมกันก็คือรวมกัน ไอ้ที่จะสลายแปรตัวไปเป็นอื่น มันก็จะไปเป็นอื่น เรียกว่าการสังเคราะห์ก็มี 2 วิธีใหญ่ๆ การปฏิบัติธรรมของเราก็เหมือนกัน เมื่อเราพูดถึงนามธรรม เราพูดถึงจิตใจ เราก็มีการ Dilute กับ Synthesis เท่านั้นเหมือนกัน มีการเจือจางมันลงไป ทำให้มันอ่อนจางลงไป กับวิธีสังเคราะห์ให้มันแตกตัว ให้มันสลาย ให้มันเปลี่ยนตายไปอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งมันก็จะเกิดใหม่น่ะ การสังเคราะห์เรียกว่าวิธีวิปัสสนา ถ้าสังเคราะห์ Synthesis ก็คล้ายๆ กับวิปัสสนา ส่วนการ Dilute หรือว่าการให้เจือจางไป ก็คล้ายๆกับวิธีการของสมถะ ทำลืมๆเลือนๆไป ปล่อยๆโยนๆ ทิ้งๆขว้างๆ หรือว่ากดๆข่มๆ ลงไป นั่นวิธีสมถะ ส่วน Synthesis ก็วิธีวิปัสสนาจับตัวมันมาเลย ให้มันรู้เนื้อรู้ตัว เอามาเลย อันนี้ๆ ผสมกับอันนี้ให้มันชัดๆ จะทำอย่างนี้ให้มันฆ่าตัวนี้ ให้มันสลายตัวนี้ ให้มันมารวมกับตัวนี้อะไรก็แล้วแต่ ก็ทำให้เกิดกับทำให้ตาย ให้เกิดเป็นจิตที่ดี ให้เกิดเป็นจิตสะอาด พร้อมกันนั้นก็จับตัวให้มันบีบคั้นให้ตาย คือตัวกิเลส แล้วก็ฆ่ากิเลสลงไปให้ตาย จิตก็ยิ่งจะสะอาดขึ้น เป็นการเปลี่ยนแปลงธาตุ นามธาตุก็เหมือนกัน จิตใจก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้านี่ ท่านเป็นผู้ที่รู้รอบ รู้อะไรหมด อุบาลีสูตร สูตรที่เกี่ยวกับป่าจริงๆ อาตมาเห็นว่าสูตรนี้นี่ แหม ชัดเจนทุกอย่างที่ท่านบอกเอาไว้ว่า เกี่ยวกับเรื่องของความเป็นป่าเลยทำให้อาตมามีหลักฐานขึ้นมา แล้วก็เอามาอธิบายสู่พวกเราฟัง หลักฐานหลายๆอย่างที่อาตมาเองว่าอาตมารู้ธรรมะอย่างนั้นๆ แต่มันก็พึ่งเจอในพระไตรปิฎก เช่น หลักฐานว่าพระอรหันต์ตายแล้ว สามารถที่จะยังวนเวียน ยังมีสังสารวัฏ ยังจะพัฒนาสูงขึ้นไปได้อีก เป็นโพธิสัตว์ เป็นโพธิสัตวภูมิ ในเถรวาทเองก็มีสูตรที่มาช่วยเหลืออาตมาว่า พระอรหันต์ตายแล้ว จะกล่าวว่าตาย แล้วสูญ ตายแล้วพินาศ ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีกนั้น กล่าวไม่ได้ ใครคิดเห็นเช่นนั้นและใครเข้าใจอย่างนั้นแล้วกล่าวอย่างนั้นเป็นการกล่าวผิด อย่างที่เราเจอในยมกสูตร นี่ท่านก็ยืนยันไว้ชัดเจน ว่าไม่ควรกล่าวอย่างนั้น เพราะการเกิดการตายนี่ ถ้าเราไม่แม่นเลยว่า อะไรเกิด อะไรตาย พระพุทธ เจ้าท่านไม่ได้สอนอะไรเกิด อะไรตายในเรื่องอื่น ท่านสอนเกิด ตายในเรื่องของกิเลส ตัณหา อุปาทาน หรือตายในเรื่องของโลภะ โทสะ โมหะ ท่านให้ทำลายสิ่งนั้น มันต้องละเอียดลออ ต้องชัดเจน ชัดเจนในสิ่งนั้น ถ้าสิ่งนั้นไม่ชัดเจน มันก็เลยคลุมเคลืออย่างทุกวันนี้นี่ กลายไปเป็นแบบฤาษีที่ไม่รู้เรื่อง ดับก็ดับกันหมดเลย หยุดดับ นิ่งไปทั้งหมด ดับทั้งจิต ดับทั้งสัญญา ดับทั้งเวทนา พาซื่อ มันก็บรรลัยไปอย่างนั้น เป็นต้น ในเรื่องป่านี้ ก็เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องยาว ในคำสอนของพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าให้อยู่ป่าโน่น ป่าเขา ลอมฟาง โน่นป่าที่แจ้ง โน่นป่าเขาที่แจ้ง ลอมฟาง อะไรต่างๆ นานา ถ้ำอะไรอย่างนี้ เป็นต้น ฟังแล้วก็คล้ายๆ กับว่า พระพุทธเจ้านี่ ให้ไปอยู่ป่าอีก แต่ที่จริงก็อยู่ป่า ก็คือมีต้นหมากรากไม้ มีสิ่งแวดล้อมที่มันเป็น ... ไม่ใช่เป็นอย่างเมือง มันไปฆ่าทำลายสิ่งแวดล้อมออกไปหมด ให้ที่สิ่งแวดล้อมมาก มากพอก็ยิ่งดี โดยที่เราได้กระทำอยู่นี่ ดีที่ว่าอาตมาได้พากระทำมา มีหลักฐานยืนยันไว้ว่าที่ไหนๆ ก็เป็นแดนอโศก มันก็มีส่วน มีอะไร เราก็พยายามทั้งๆที่เป็นสวนเขา เราก็ทำอะไรไม่ได้มาก จนกระทั่งมาเป็นสันติอโศก มาเป็นศีรษะอโศก ศาลีอโศก อะไรพวกนี้ เราก็บูรณะรักษาส่งเสริมทำให้เกิดต้นหมากรากไม้ เป็นเมืองป่า เมืองอะไรขึ้นมา แม้แต่ปฐมอโศกที่ไม่มีอะไรเลย หรือสันติอโศกนี่คล้ายๆ กันกับปฐมฯ แต่ว่าที่นี่มันแคบ มันเล็ก มันน้อย แล้วเราก็ทำจนได้ มาถึงปีนี้ มาถึงวันนี้แล้ว มันก็เห็นกันได้ว่า มันเป็นรูปอะไร ปฐมอโศกเดี๋ยวนี้ ก็พอเห็นแล้ว ต้นหมากรากไม้ก็ชักจะหนาตา แต่ก็ยังไม่โต ต้นไม้มันยังไม่โตเหมือนสันติฯ สันติฯ ระยะเวลามันยาวนานกว่า ต้นไม้ก็โตพอสมควร สูง ปฐมอโศกที่กว้าง แล้วก็ปลูกต้นไม้เห็นได้ชัด ตรงที่ว่ามันกว้าง ก็ปลูกขึ้นมาจากลานดินธรรมดาที่เราถมเข้าๆ 50-60 ไร่ เราถมดินเป็นพืดไปหมดเลย เอาดินมาลงตั้ง 40-50-60 ซม. ตั้งครึ่งเมตรกว่าแน่ะ ถมดินขึ้นมา ก็ต้นไม้เล็กๆน้อยๆ มันไม่เหลือดอก ก็เหลือแต่ต้นไม้ใหญ่ที่มันมีเหลืออยู่บ้าง ไม่กี่ต้น นับต้นได้ แล้วเราก็พอได้พื้นดินที่เป็นดินแดนที่เราจะรังสรรค์ จัดให้มันเป็นหมู่บ้าน แล้วเราก็ปลูกต้นไม้ลงไป มาถึงวันนี้ก็มีต้นไม้ ดูแล้วก็เหมือนธรรมชาติกันขึ้นมาไม่ใช่น้อย มันจะต้องอยู่เป็นบ้าน หมู่บ้านอย่างนั้น เป็นหมู่เมืองอย่างนั้น ซึ่งจะเป็นตัวถ่วงดุลของความหลง ทุกวันนี้หลงเมือง หลงกรุง หลงหมู่บ้านที่เป็นหมู่บ้าน โทรม หมู่บ้านเสื่อมเสีย เพราะฉะนั้นอยู่กันอย่างหมู่บ้านพวกนี้ เป็นหมู่บ้านที่เสื่อมที่โทรมแล้ว สิ่งแวดล้อมที่มันจะเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือคนมันไม่มีแล้ว มันกลายเป็นมลพิษไปหมด เป็นมลพิษจริงๆ ขอยืนยันเลยว่าเป็นมลพิษจริงๆ แล้วเขาก็จะอยู่กันอย่างชนิดแบบนั้นแหละ มันไปไม่รอด จิตใจก็แย่ วัตถุอะไรมันก็ทำลาย เอ้า ลองฟังดูอีกที ที่จริงเทศน์ไปแล้วตั้งสองทีน่ะ มีเทปตั้งหลายม้วน ยัง ไม่ได้ไปฟังกัน แต่ไม่เป็นไร ก็ฟังซ้ำฟังซากนี่แหละ ไม่มีปัญหาอะไร ต้องฟังดูอีก ทีหนึ่ง แต่หลายคนก็คงจะเคยได้ยินสูตรนี้ อุบาลีสูตร มาจากพระไตรปิฎกเล่ม 24 ข้อ 99 ครั้งนั้นแล พระอุบาลีเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าถึงยังที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ปรารถนาเพื่อส้องเสพเสนาสนะคือป่า และราวป่าอันสงัด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกร อุบาลี เสนาสนะ คือป่า และราวป่าอันสงัด อยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ฟังให้ดีน่ะ มันไปอยู่อย่างนั้น มันทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ฟังภาษาไปก่อน ดูกร อุบาลี ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราเมื่อไม่ได้สมาธิ จักส้องเสพเสนาสนะคือป่าและราวป่าอันสงัด ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้คือจักจมลงหรือฟุ้งซ่าน คือหมายความว่า ไม่ตายก็กระจายไปเลย สลายไปเลย หมายความว่า ไม่จมก็ฟู ไม่มีทางดี ดูกร อุบาลี เปรียบเหมือนมีห้วงน้ำใหญ่อยู่ มีช้างใหญ่สูง 7 ศอก หรือ 7 ศอกกึ่งมาถึงเข้า ช้างตัวนั้นพึงคิดอย่างนี้ว่า ไฉนหนอเราลงสู่ห้วงน้ำนี้แล้ว พึงขัดถูหูเล่นบ้าง พึงขัดถูหลังเล่นบ้าง ครั้นแล้วจึงอาบ ดื่ม ขึ้นมาแล้วกลับไปตามต้องการ หมายความว่าเหมือนกับช้างมาเจอห้วงน้ำบอก โอ๋ ดีจังเลย เราลงไปเล่นเถิด ช้างใหญ่ก็ลงไปเล่นน้ำ ช้างมันใหญ่ มันสูง ลงเล่นน้ำไม่มีปัญหา เสร็จแล้วเล่นน้ำก็ถูหู ถูหลัง เล่นเสร็จเรียบร้อย แล้วก็ขึ้นจากน้ำ กลับไปตามต้องการ กลับไปที่เก่า ช้างนั้นลงสู่ห้วงน้ำนั้นแล้ว พึงหัดขัดถูหูเล่นบ้าง ขัดถูหลังเล่นบ้าง แล้วจึงอาบดื่ม ขึ้นมาแล้ว กลับไปตามต้องการ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะว่าช้างนั้นเป็นสัตว์ที่มีร่างกายใหญ่ ย่อมได้การลงในน้ำลึก หมายความว่าช้างใหญ่ลงในน้ำลึกได้ ครั้นกระต่าย หรือเสือปลา มาถึงห้วงน้ำนั้นเข้า กระต่ายหรือเสือปลา พึงคิดอย่างนี้ว่า เราเป็นอะไร แล้วช้างใหญ่เป็นอะไร แน่ะใหญ่เสียด้วย ไฉนหนอ เราพึงลงสู่ห้วงน้ำนี้ แล้วจึงขัดถูหูเล่นบ้าง พึงขัดถูหลังเล่นบ้าง เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้างอย่างที่อาตมาว่า ครั้นแล้วจึงอาบ ดื่ม ขึ้นมาแล้วกลับไปตามต้องการ ล้อเลียนช้าง จะทำอะไรเหมือนช้างทุกอย่างน่ะ กระต่ายหรือเสือปลานั้นก็ลงสู่ห้วงน้ำนั้นโดยพลัน ไม่ทันได้พิจารณา กระต่ายหรือเสือปลานั้นจะต้องหวังข้อนี้คือ จักจมลง หรือจักลอยขึ้น จมลงก็หมายความว่าตาย ลอยขึ้นก็หมายความว่าเน่า ก็ลงไปในน้ำแล้วก็จักจมลง หรือลอยขึ้นมาก็หมายความว่าเน่า แล้วมันก็ลอยขึ้นมา ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่ากระต่ายหรือเสือปลานั้น เป็นสัตว์มีร่างกายเล็ก ย่อมไม่ได้การลงในห้วงน้ำลึก แม้ฉันใด ดูกร อุบาลี ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราเมื่อไม่ได้สมาธิ จะส้องเสพเสนาสนะ คือป่า และราวป่าอันสงัด ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้คือ จักจมลง หรือจักฟุ้งซ่าน คือจมลง หรือลอยอย่างเสือปลาเจอ ฉันนั้นเหมือนกันแล ดูกร อุบาลี เปรียบเหมือนเด็กอ่อนนอนหงาย ย่อมเล่นมูตรและคูถของตน ดูกร อุบาลี เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การเล่นนี้เป็นการเล่นของเด็กอ่อนอย่างเต็มที่สิ้นเชิงมิใช่หรือ พระอุบาลีก็กราบทูลว่า เป็นอย่างนั้นพระเจ้าข้า เด็กอ่อนก็ได้แค่ขยำขี้เล่นไปมาเท่านั้นเอง พระพุทธเจ้าก็กล่าวต่อว่า อุบาลี สมัยต่อมา เด็กนั้นแล อาศัยความเจริญ เด็กโตขึ้นอาศัยความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ ย่อมเล่นเครื่องเล่นทั้งหลายที่เป็นของเล่นของพวกเด็กๆ คือเล่นไถน้อยๆ เล่นตีไม้หึ่ง เล่นกังหัน เล่นกังหันไม้ เล่นกังหันใบไม้ เล่นตวงทราย เล่นรถน้อยๆ เล่นธนูน้อย ดูกร อุบาลี เธอจักสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การเล่นนี้เป็นการเล่นดียิ่งกว่าและประณีตกว่าการเล่น ที่มีครั้งก่อนมิใช่หรือ หมายความว่าการเล่นดีกว่าการเล่นขี้เล่นเยี่ยว คือไม่รู้เรื่องอะไร ตอนนี้ชักรู้เรื่องขึ้นมาบ้างแล้ว ประสีประสาขึ้นมานิดหน่อยเด็ก พระอุบาลีทูลตอบว่า เป็นอย่างนั้นพระเจ้าข้า พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบละเอียด อาตมาไม่อ่านละเอียดทีเดียวน่ะ บอกว่า ดูกร อุบาลี สมัยต่อมา อะไรไม่อ่านแล้วน่ะ เอาเนื้อเรื่องไปเลย เด็กนั้นแล อาศัยความเจริญ อาศัยความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ เป็นผู้อิ่มเอิบ พรั่งพร้อมด้วยคุณ 5 บำเรออยู่ด้วยรูปทั้งหลาย ก็คงจะเป็นกามคุณ คงตกกามคุณ บำเรอพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ คงเป็นกามคุณ บำเรอด้วยคุณ 5 บำเรออยู่ด้วยรูปทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้ด้วยจักษุอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวนชวนให้กำหนัด ด้วยเสียง อันนี้ก็เสียง เมื่อกี้รูป เสียงทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้ด้วยหู ด้วยกลิ่นทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้ด้วยจมูก ด้วยรสทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้ด้วยลิ้น ด้วยโผฏฐัพพะทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้ด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด ดูกร อุบาลี เธอจักสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน การเล่นนั้นเป็นการเล่นที่ดียิ่งกว่า ประณีตยิ่งกว่าการเล่นที่มีในครั้งก่อนมิใช่หรือ ตอนนี้ นอกจากจะเล่นไถน้อยๆ เหมือนเล่นตุ๊กตาว่าอย่างนั้นเถิด เด็กโตขึ้นมา ชักไม่อย่างนั้นแล้ว ตอนนี้ชักมีฮอร์โมน ชักมีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มีกามก็ชักจะยินดีชอบในกาม แล้วเขาก็จะต้องเล่นกับกามนั่นแหละ ก็เป็นการเจริญวัยขึ้นมา ก็เป็นการเล่นที่ประณีต หรือว่าเป็นการเล่นที่ดียิ่งกว่า โดยทางธรรมมันเลวยิ่งกว่า แต่โดยทางโลกนี่ท่านขยายความขึ้นมาว่า โตใหญ่ขึ้นมา ก็อย่างนั้นแหละ แต่ก็ถือว่าเป็นการประณีต เหมือนกับพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อาหารอันประณีต มีนม มีเนย มีเนื้อสัตว์ มี เนื้อปลา มีอะไรขึ้นมาอย่างนี้ เป็นต้น อันนี้อยู่ในพระวินัย แล้วอย่างนี้ ประณีตขึ้นมายิ่งกว่าเก่าใช่ไหม แล้วก็ขายกันนั่นแหละ แต่แท้จริง มันก็เป็นแบบโลกๆ ท่านก็ต้องเอาสำนวนโลกมาเรียกก่อน ไม่ใช่ท่านส่งเสริมให้ไปยินดีกับกามคุณ 5 หรือส่งเสริมให้ไปกินเนื้อสัตว์ เหมือนกับในวินัย ท่านอ้างมา ยกขึ้นมา เหมือนเอาโลกมาเท่านั้นเอง แต่คนฟังแล้วก็นึกว่า เห็นไหมนี่ แสดงว่าพระพุทธเจ้าต้องฉันเนื้อสัตว์ แสดงว่าพระพุทธเจ้าก็ต้องมีกามน่ะซิ คล้ายๆกันอย่างนี้ สูตรนี้ก็ คล้ายๆกัน เป็นแต่เพียงยกเป็นวาระ เป็นลำดับๆ มาเท่านั้น พระอุบาลีก็บอกว่า เป็นอย่างนั้นพระเจ้าข้า นี่ก็หมายความว่า โตขึ้นมาก็ย่อมเล่นอะไร หรือว่าเสพสมเล่นกับอะไรขึ้นมา แล้วก็สังวร หรือว่าเสพสม ถ้าสังวรก็เป็นการดี ถ้าไม่สังวรก็เสพสมไปเรื่อยๆ ดูกร อุบาลี ก็พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ตอนนี้ก็ท่านกล่าวถึงตัวท่านยกคุณ 9 อาตมาไม่อ่านต่อนะ เสร็จผ่านไปแล้ว พอเวลาท่านตรัสแล้ว ท่านก็ว่าท่านเอง ท่านเป็นผู้อยู่เหนือโลก เป็นผู้ที่พร้อมแล้ว ท่านก็บอกว่าท่านเอง เมื่อตอนนี้แล้ว ใช้คำว่าสอนคน สอนคนแล้วท่านก็สอนคนให้รู้ รู้จักทิศทาง ให้บอกว่าอยู่อย่างฆราวาสเขา อยู่อย่างโลกีย์นั้นมันไม่ดี สรุปรวมนะ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าใฝ่ใจมาศึกษา สำนวนมันก็ไปเรื่อยนั่นแหละ สำนวนในพระไตรปิฎก หรือว่าสำนวนอะไรก็ว่าไปตามสูตร ที่จริงมันก็ไม่ไปตามสูตรหรอก แต่ก็ว่าไปว่าเมื่อเป็นคฤหัสถ์ คฤหัสถ์นั้นทางแคบ ต้องมาบวชเป็นทางโปร่ง พูดทันทีก็บอกว่ามาบวชละ ที่จริงก็ยังไม่ถึงขนาดนั้นดอก แต่นี่ท่านก็พูดไปตามสำนวน ท่านบอกว่า ถ้าเผื่อว่าจะกระไร เมื่อได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้า แล้ว ได้เกิดประกอบการศรัทธา พิจารณาเห็นว่าฆราวาสเป็นทางคับแคบ เป็นทาง มาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง ก็เป็นสำนวนที่จะไล่มาอย่างนั้น การที่บุคคลอยู่ครองเรือน จะประพฤติพรหมจรรย์ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดย ส่วนเดียวนั้นทำไม่ได้ง่ายๆ ถ้ากระไรพึงปลงผม ปลงหนวด ครองผ้ากาสายะ ออก บวชเถิด ละกองสมบัติน้อยใหญ่ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสิกขาและอาชีพ เมื่อบวชแล้วก็เป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยสิกขาและอาชีพ เสมอด้วยภิกษุทั้งหลาย ละปาณาติบาต สรุปแล้วก็คือ ท่านตรัสอันแรกก็มาถึงระดับศีล ท่านก็บอกว่า พอต่อมาแล้วแทนที่จะเป็นคนอย่างนั้น คือโตขึ้นมา ก็มาอยู่ในโลก เต็มไปด้วยกาม ธรรมมาจบที่ตรงกาม จนกระทั่งมาพบศาสนา มาพบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าผู้ตรัส รู้ดี ท่านก็สอนในทิศทางนี้ ว่ามาทางนี้ดีกว่า เมื่อเชื่อก็มาสนใจในศีล สรุปแล้วก็ศีลนี่ ถ้าจะตรัสไปยาวในจุลศีล ไปทั้งหมดเลยนี่ อาตมาไม่อ่าน ท่านจะตรัสเรื่อง จุลศีลไปทั้งหมด ไม่มีมหาศีล ไม่มีมัชฌิมศีล ท่านตรัสแต่จุลศีลเท่านั้น จนจบจุลศีลนั่นแหละ แล้วท่านก็สรุปบอกว่า เมื่อผู้ปฏิบัติตามศีลนั้น ก็จะเป็นผู้ที่เจริญ นี่ก็เรียกว่าเป็นความเจริญที่เจริญยิ่งกว่าที่จะไปหมกมุ่นอยู่ในกาม ที่พูดเมื่อกี้นี้แล้วว่า หมกมุ่นในกาม ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทีนี้เมื่อผู้ที่มาศึกษาแล้ว มีศีล พอมีศีลแล้วก็จะพิสูจน์นั้น เห็นรูปด้วยจักษุ แล้วไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจักเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่าย่อมรักษาจักขุนทรีย์ ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยธรรมารมณ์อะไร จนกระทั่งถึงแจ้ง รู้แจ้งด้วยธรรมารมณ์ทั้งหมด เสร็จแล้วก็สังวรว่าอย่างนั้น เสร็จแล้วก็สรุปง่ายๆ ก็คือ สังวร สำรวมอินทรีย์ เมื่อสังวร สำรวมอินทรีย์แล้ว จึงย่อมรักษามนินทรีย์ ชื่อว่าย่อมถึงความสำรวมในมนินทรีย์ ที่สุดนั้นเป็นผู้ประกอบในอินทรีย์สังวรอันเป็นอาริยะ น่าเป็นอาริยะ อันนี้เรียกว่าเจริญดีกว่า ย่อมได้เสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิเลสเฉพาะตน เสร็จแล้วต่อมาก็ นอกจากจะให้สำรวมอินทรีย์ ท่านก็อธิบายเล่ามาถึงการปฏิบัติวิปัสสนา หรือปฏิบัติ เมื่อมีศีลสำรวมอินทรีย์ แล้วก็มีชีวิตอยู่ บอกแล้วว่า ทั้งศึกษา มีสิกขาและอาชีพ ภิกษุนั้นย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป การถอยกลับ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการแลไปข้างหน้า ในการเหลียวหลัง ย่อมทำความรู้สึกตัวในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ย่อมทำความรู้สึกตัวในการทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร ย่อมทำความรู้สึกตัวในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ย่อมทำความรู้สึกในการถ่าย อุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การดื่ม การพูด การนิ่ง รวมความแล้วก็คือ หมายความว่า เราจะอยู่ในอิริยาบถใดๆ ทุกอิริยาบถ จะกิน จะอยู่ จะหลับ จะนอน จะไป จะมา จนทำการทำงาน จะมีพฤติกรรมใดๆ ก็แล้วแต่ ภิกษุนั้น ประกอบด้วยศีลขันธ์ อันเป็นอาริยะ ถึงแม้เราจะมีอะไร เราจะต้องประกอบไปด้วยศีล สังวรตัวเอง ต้องสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีศีล สำรวมอินทรีย์ 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดูทุกอิริยาบถกาย วาจา ใจ เราจะกิน จะเคี้ยว จะขี้ จะเยี่ยว จะไป จะมา จะเดิน จะเห็น จะหลับ จะตื่น จะพูด จะนิ่ง จะอะไรก็แล้วแต่ทุกอัน สรุปแล้วก็คือ ท่านกล่าวสำนวนอย่างนี้แหละ อ่านเมื่อไรในพระไตรปิฎก พอมาถึงตรงนี้ ก็ชักสำนวนนี้ลอกกันมาได้หมดเลย ทุกสำนวนนั่นแหละ พอถึงบทนี้ สรุปแล้วก็คือ ให้ปฏิบัติตนตามมรรคองค์ 8 ตามมรรคองค์ 8 มีความรู้พร้อมในสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ มีสิกขาอาชีพทุกอย่าง เสร็จแล้วสำนวนจะเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้น ประกอบด้วยศีลขันธ์อันเป็นอาริยะนี้ ประกอบด้วยอินทรีย์สังวรอันเป็นอาริยะนี้ และประกอบด้วยสติสัมปชัญญะอันเป็นอาริยะนี้ การปฏิบัติมีสติสัมปชัญญะ อันนี้แหละวิปัสสนา หรือว่าปฏิบัติตามมรรคองค์ 8 เพื่อให้เกิดสัมมาสมาธิ เพื่อให้เกิดสัมมาสมาธิ ฟังให้ดีๆนะ ย่อมส้องเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง สำนวนก็วนมาที่นี่อีกแล้ว ทั้งๆที่ท่านกำลังจะบอกว่า ป่าน่ะไปอยู่ไม่ได้ แต่ในสำนวนนี้ ซ้อนลงไปว่า ภาคปฏิบัติของพระพุทธเจ้านั้นก็ให้อยู่ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอก ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง ที่จริงก็คืออยู่อย่างนั้นแหละ ไปอยู่ป่าตามที่เขาเข้าใจน่ะ อย่างพระป่าทุกวันนี้ นี่ "ผิด" ขอยืนยันอีกทีว่า ที่นั่นไม่ใช่ที่ปฏิบัติธรรม ที่นั่นเป็นที่ๆจะไปเช็คได้ เมื่อเราบรรลุแล้วไปเช็คเลย ว่าที่นั่นไปอยู่แล้ว จะน่ากลัวไหม เพราะที่นั่น ไม่ใช่ที่ของมนุษย์ ที่อย่างนั้นไม่ใช่ที่ของมนุษย์ แล้วไม่ใช่ที่ปฏิบัติด้วย เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าปฏิบัติธรรมนี่นะ ท่านก็ไม่ได้ปฏิบัติธรรมไปป่าอย่างนั้น ท่านก็อยู่ป่า แต่ป่าของท่านก็เหมือนกับป่าฤาษีนั่นแหละ คล้ายๆกับป่าฤาษีในสมัยโบราณ เพราะว่าฤาษีปฏิบัติตามถ้ำบางอย่างท่านก็มี แต่ไปป่าอย่างที่พระไปเดี๋ยวนี้ก็มี คือไปป่าแล้วก็ไปให้เสือสิงห์กระทิงแรดมันฆ่าตายเยอะแยะไป เป็นไข้ป่าตายไป ตกเหว ตกถ้ำตายไป เสร็จแล้วก็มาคุยโว ไปสู้กับเสือ กับสิงห์ กับช้าง กับลิง อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งไม่เป็นอย่างนั้น ท่านไปปฏิบัติออกมา เพราะท่านบวชแล้วที่แม่น้ำเนรัญชรา เสร็จแล้วท่านก็อยู่ในป่าพวกนั้น ท่านก็อยู่ป่า เหมือนกับป่าที่มีบ้านมีเมือง ไม่ให้ไกลจากบ้านจากเมืองอะไร มีเด็กเลี้ยงโคไปเลี้ยงโคอยู่ในบริเวณเหล่านั้นแหละ ท่านทรมาน ร่างกายจนกระทั่งสลบไป ไอ้เด็กเลี้ยงโคก็เอานมไปหยอดปากท่าน ใครอ่านบ้าง เล่าสูตรนี้ ไปเล่นกับท่าน เอาไม้ไปแยงหูท่าน ท่านก็ต้องอดต้องทนอะไร อย่างนี้เป็นต้น คือป่าเหล่านั้น ไม่ได้ห่างได้ไกลอะไร แม้แต่ภูเขาคิชกูฏ ท่านก็อยู่ภูเขาคิชกูฏก็ไม่ได้ห่างไกลอะไร ที่มันไม่ห่างก็ยืนยันชัดอยู่แล้วว่า ตอนนั้นมืดแล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูกลุ้ม ชีวกโกมารภัจก็แนะนำ มีใครแนะนำอาจารย์ทั้ง 6 องค์ แล้วชีวกโกมารภัจก็แนะนำพระพุทธเจ้า โดยบอกว่า กลุ้มอย่างนี้ ก็ไปหาอาจารย์คนอื่นก็แนะนำไปทุกอาจารย์ ส่วนหมอชีวกโกมารภัจก็แนะนำพระพุทธเจ้า พระเจ้าอชาตศัตรูก็ว่า เออ ตกลง เราจะไปหาพระพุทธเจ้า ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าดีกว่า ก็ยกทัพโยธาไปเลย ก็เดินไปภูเขาคิชฌกูฏนั่นแหละ หา? พระพุทธเจ้าหรือพักอยู่สวนมะม่วง สวนมะม่วงหรือเขาคิชฌกูฏใช่ไหม สวนมะม่วงหรือ ของหมอชีวกหรือ มันไม่ได้ใกล้ได้ไกลอะไรกันดอกนะ ไปๆมาๆ หาสู่กันอยู่เป็นป่าก็ตาม ถึงแม้เดี๋ยวนี้ ไปดูภูเขาคิชฌกูฏกับเมืองมันก็ไม่ได้ไกลอะไร มันก็มีหลักฐาน มีบ้าน มีเรือนอะไรอยู่รอบภูเขาคิชฌกูฏก็มีทุกอย่าง พระเจ้าพิมพิสาร ก็มองเห็นกันอยู่ มันไม่ได้ไกลได้ใกล้อะไรกัน พระเจ้าพิมพิสารติดคุกนี่ ก็มองเห็นกันอยู่ เขาเอาไปขัง ไปอะไรกันไว้ พลาดสำนวนนี้ อาตมาก็ขอยืนยันว่า นี่ก็สำนวน พระพุทธเจ้าท่านจะใช้สำนวนนี้ ในพระไตรปิฎกนี้มีสำนวนนี้ แม้แต่ในปฏิบัติวิปัสสนา นี่ก็วิปัสสนาน่ะ ก็บอกว่าอยู่ป่า อยู่เขา อยู่ถ้ำ ที่จริงไม่ใช่ป่า ใช่เขา ใช่ถ้ำ คือเสนาสนะอย่างนั้นแหละสมควร เสนาสนะอันอย่างนี้นี่ ท่านเรียกว่าเป็นอรัญญะ เป็นป่า ก็ใช้คำเดียวกัน ใช้อรัญญะ เพราะฉะนั้นเสนาสนะอันที่อยู่ควรเป็นเสนานะที่ควรอยู่นั้น เป็นเสนาสนะอย่างไร เสนาสนะที่ควรอยู่นั้นก็คือ เสนาสนะที่ประกอบด้วยองค์ 5 เสนาสนะที่อยู่ไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นัก สมบูรณ์ด้วยทางไปมา แล้วมันใช่ป่าที่ไหนล่ะ ถ้ามีสมบูรณ์ด้วยทางไปมา นี่เรียกว่าเสนาสนะป่านะ อย่างนี้เสนาสนะที่ควรอยู่ก็คือ อันที่พระพุทธเจ้าได้แนะนำนี่แหละ ประกอบด้วยองค์ 5 คือ 1. อยู่ไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นัก สมบูรณ์ด้วยทางไปมา เพียงแต่ว่า กลางวันไม่เกลื่อนกล่น กลางคืนเงียบเสียง ปราศจากเสียงอึกทึก มีเหลือบ ยุง ลม แดด และสัมผัสแห่งสัตว์เลื้อยคลานน้อย ก็ไม่มีสัตว์เสือสิงห์อะไรมารบกวนมากมายนักเท่านั้นแหละ ไม่อย่างนั้น มันก็จะเป็นโรคเป็นภัย 2. จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยแห่งคนไข้ ย่อมเกิดขึ้นได้โดยไม่ผืดเคือง แก่ภิกษุผู้อยู่ในเสนาสนะนั้น นี่ 2 หมายความว่า ก็อยู่ บิณฑบาตได้ มีข้าว มีของ มีคนไปมา ทำทาน ทำบุญได้ 3. ภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นเถระ เป็นพหูสูต เป็นผู้ชำนาญคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกาอยู่ในเสนาสนะนั้น ต้องมีพระมีเจ้า ต้องมีผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ และเพื่อนดี มิตรดีอยู่ด้วย 4. ภิกษุนั้น เข้าไปหาพระเถระเหล่านั้น ตามกาลอันสมควร เสนาสนะนั้น นอกจากเสนาสนะที่บอกไว้เป็
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive