360603 สัมภาษณ์พ่อท่าน โดย ชาวต่างประเทศ.docx
เนื้อหาในไฟล์
360603 สัมภาษณ์พ่อท่าน โดย ชาวต่างประเทศ
สัมภาษณ์ สมณะโพธิรักษ์ โดย ชาวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2536 อาจารย์จุฬาฯ : ล่าม
ล่าม : อยู่ 13 ปีแล้วค่ะ พูดภาษาไทยพอได้ค่ะ แล้วก็อาจารย์คนรามอนอยู่ที่รามคำแหงค่ะ คณะมนุษยศาสตร์ เพิ่งมาได้ปีเดียวค่ะ แล้วคนนี้ก็จะเป็นอาจารย์ พิเศษที่จุฬาฯค่ะ เพิ่งมาได้ 2 เดือนเท่านั้นค่ะ ทีนี้ทั้งสามก็พูดภาษาอังกฤษได้น้อยค่ะ กำลังเรียนอยู่ค่ะ หนูก็เลยช่วยเป็นล่ามให้ จริงๆแล้ว ถ้าจะบอกว่ามานี่ หนูเป็นคนพามานะคะ เพราะว่าเมื่อวันสงกรานต์ ที่ได้กราบพ่อท่านครั้งแรกไปจาก คุณพิธีกรนี่ค่ะ แล้วก็ได้รู้จักสันติอโศกจากคุณ... กรณีตอนที่นิยมคุณจำลองค่ะ แล้วก็มาเห็นตอนออกข่าวน่ะค่ะ ทีนี้ก็สนใจ แล้วก็ยังไม่ได้มา พอมาเสร็จแล้วก็ชอบ ชอบแล้วก็กลับไปเล่าให้ฝรั่งฟัง ก็เล่าเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาก็อยากจะมา เอาหนังสือไปให้ดู เอาอะไรไปให้ดู แล้วอธิบายจนเหนื่อยอ่อนนะคะ แล้วก็เลยบอกว่าเดี๋ยวจะพามาสักครั้งหนึ่ง ก็เลยรวมพลทีหนึ่ง แล้วก็มาพร้อมกันหมดค่ะ ทีนี้คำถามก็ไม่ทราบว่าเขาจะเตรียมอะไรมาบ้างนะคะ เพราะเขาไม่รู้จักอะไรเลย หนูก็อธิบายให้เขาฟังเท่าที่หนูทราบน่ะค่ะ พ่อท่าน : นี่ก็คงไม่รู้จัก เพราะนี่เป็นอาจารย์อยู่ธรรมศาสตร์ ไม่ได้เกี่ยวข้อง กับจุฬาฯ คณะเดียวกันไหม? นี่เขาก็จบอักษรฯ จุฬาฯรุ่นเก่าแก่แล้วก็สอนด้วย อ๋อ สอนจุฬาฯ ด้วยเหรอ ผู้สัมภาษณ์ : สองท่านนี้ เป็นคล้ายๆ กับมิชชันนารีน่ะค่ะ เขาเป็นคาทอลิค จะ ว่าเป็นบาทหลวงก็ไม่ใช่ เพราะว่าเขาไม่สามารถจะไปทำมิซซาได้ แต่ว่าเขาสอน คล้ายๆกับเป็นมิชชันนารี ที่มาสอนหนังสืออย่างเดียว เป็นบราเดอร์ (Brother) อะไรอย่างนี้นะคะ แล้วก็ส่วนอีกคนหนึ่ง ก็เพิ่งจบนิติศาสตร์จากสเปนมา แล้วติดใจเมืองไทยค่ะ ก็เลยอยากจะ
อ่านต่อ
มาอยู่เมืองไทย ก็มาเป็นอาจารย์พิเศษค่ะ พ่อท่าน : เอาซิ ถ้าเผื่อจะคุยอะไร สงสัยอะไร อยากซักถามอะไร เมื่อสัมผัสแล้วรู้สึกยังไง สงสัย ข้องใจอะไร อันนี้อันนั้นมันเป็นไปได้ ไม่เป็นไปได้ ยังไงก็ว่าไป ผู้สัมภาษณ์ : อาจารย์เขาทราบเรื่องเกี่ยวกับศาสนาพุทธค่อนข้างดีนะคะ เพราะเขาสอนการท่องเที่ยวอยู่ในจุฬาฯด้วยค่ะ เขาสอนให้พวกมัคคุเทศก์นะคะ เขารู้จักเรื่องวัด วัง เกือบหมดค่ะ แล้วก็ไปมาแล้วเกือบทุกแห่งนะคะ มีความรู้เรียกว่าดีกว่าคนไทยเยอะนะคะ เพราะว่าความรู้ละเอียดมาก แล้วอาจารย์ก็ไปมาเยอะ แต่อาจารย์ไม่เคยมาวัดแบบนี้ อาจารย์บอก ในความรู้สึกว่ามันเป็นของแท้ (เสียงพ่อท่านพูดแทรก : รู้ได้ยังไงว่าเป็นของแท้) แท้ตรงทึ่ว่า ที่อื่นนี่เห็นการก่อสร้าง เห็นอะไรต่ออะไร ทางด้านวัตถุ แต่ไม่ได้ลงมาทางด้านการพัฒนา สังเกตจากคนนะคะ ตั้งแต่เข้ามาก็มีความยิ้มแย้มแจ่มใส แล้วใบหน้าส่อถึง (Peace) ซึ่งอยู่ภายใน ความสงบที่อยู่ในจิตใจ แล้วมันส่อออกมาให้เห็น ความอ่อนน้อมที่คนในนี้ให้อะไรอย่างนี้ ความเป็นอยู่ การลดละกิเลส ซึ่งมันเป็นเรื่องยากมาก เพราะเล่าให้เขาฟังว่า เมื่อกี้ตอนที่ไป จะไปหาบ้านคุณจำลองใช่ไหมคะ ก็ไปหลงทางอยู่ ไปเจอเด็กน้อยนักเรียนนะคะ ถามโน่นนี่เขา เขาก็บอกเขากิน 2 มื้อ และก็ต้องถือศีล 5 พอบอกศีล 5 ก็หงายหลังกันหมด เพราะตอนแรกก็บอกอยากอยู่ค่ะ แต่พอบอกถือศีล 5 ก็ไม่ไหวแล้ว เพราะดื่มแอลกอฮอล์นี่ เขายังต้องดื่มนะคะ ฆ่ายุง กับฆ่ามดยังเลิกไม่ได้ ก็รับไม่ได้ค่ะ เพราะยุงตบกันทุกวันเลยนะคะ มดก็ยังบี้กันอยู่ค่ะ แล้วก็ห้ามโกหกนี่มันก็ลำบาก เพราะเขาบอกเล็กๆ ก็มีบ้างนะคะ (เสียงหัวเราะ) เอาตัวรอดไปบ้างเล็กๆน้อยๆ ต้องมี แล้วก็ดื่มแอลกอฮอล์ก็ไม่ได้ นี่ก็ลำบาก เพราะงานเลี้ยงทุกงานของสเปนต้องมีไวน์ นะคะ ก็ยังดื่มกันอยู่ ข้อที่ไม่ประพฤติผิดลูกเมีย คงไม่มีปัญหา เพราะว่าเป็นพระแล้วก็ไม่ ขโมยก็ไม่มีปัญหา ได้แค่ 2 ข้อค่ะ แล้วตื่นตี 3 ครึ่งก็รับไม่ไหวค่ะ เพราะประเทศสเปนนะคะ คนเข้านอนบางครั้งตี 2 ตี 3 น่ะค่ะ เพราะเขาชอบชีวิตกลางคืนมากค่ะ เที่ยวกันกลางคืน พอ 4 ทุ่ม 5 ทุ่ม แต่งตัวสวย ออกกันไปหมดเลยค่ะ แล้วก็กลับเข้าบ้านก็ประมาณนี้น่ะค่ะ ตี 2 ตี 3 หมายถึงในวันหยุดนะคะ วันศุกร์ วันเสาร์ เพราะฉะนั้นถ้าให้นอนตี 2 ตี 3 สู้ แต่ถ้าให้ตื่นตี 3 สู้ไม่ไหวค่ะ เพราะทานอาหารเย็นก็ 4 ทุ่มค่ะ พ่อท่าน : โอ้ คนเราหนอ เรียกว่าระบบชีวิตมันต่างกัน ให้นอนตี 3 สู้ แต่ให้ตื่นตี 3 ไม่สู้ ไอ้เรานี่ พวกเรานอนตี 3 ไม่ได้ พวกเรานี่นอนหัวค่ำ ไม่เกิน 3 ทุ่ม พวกเราหลับหมดแล้ว ผู้สัมภาษณ์ : เขาบอกว่าการศึกษาของที่นี่ จากที่ฟังจากนักเรียนนะคะว่า เรียน แค่ครึ่งวัน และที่เหลือทำงานนี่นะคะ เขาบอกว่ามันน่าสนใจมาก และคิดว่ามันเวิร์ค (Work) มาก เพราะเขาสอนจุฬาฯ มา 13 ปี เขาก็เห็นว่า เวลาที่เด็กสูญเสียไปด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องนี่ มันเยอะมากค่ะ ซึ่งจริงๆแล้ว ระบบอย่างนี้ มันคงจะเป็นระบบที่ดีมาก พ่อท่าน : โรงเรียนเราก็เพิ่งตั้งนะ เพิ่งได้รับอนุญาตเมื่อปีกลายเป็นปีแรก ปีนี้เป็นปีที่ 2 แต่ว่าเราสอนนำมา เราเอาระบบ กศน. มาใช้ เราก็เริ่มรับเด็กมาก่อนที่จะขออนุญาต 1 ปี รวมแล้วปีนี้ก็เป็นปีที่ 3 เท่านั้นเอง เด็กเราก็เพิ่งรับ มีเท่านี้ ผู้สัมภาษณ์ : นักเรียนทั้งหมด มีเท่าไหร่คะ พ่อท่าน : ตอนนี้มี 67 คนเท่านั้นเอง มัธยม 1 มัธยม 2 มัธยม 4 มีสามชั้นเอง ผู้ถาม : แล้วหายไปไหนคะ มัธยม 3 พ่อท่าน : เราเพิ่งตั้งไง ปีที่แล้วเราเพิ่งตั้งเป็นปีแรก ขออนุญาตจากกระทรวง เป็นปีแรก ได้มีมัธยม 1 ปีนี้มัธยม 1 ก็ขึ้นไปเป็นมัธยม 2 แล้วเราก็รับมัธยม 1 เพิ่มเติม แล้วเราก็ขออนุญาตตั้งมัธยมปลาย แล้วก็มีชั้นม. 4 เราก็เลยมี 3 ชั้น มีเสียงแทรก : แล้วเด็กที่อาจารย์ไปเจอ ไม่ได้พูดถึงเรื่องหลักการ 3 ข้อนี้หรือ ผู้สัมภาษณ์ : ไม่ทันได้คุยอะไรค่ะ พ่อท่าน : เด็กเขารู้ เด็กเขารู้ เสียงแทรก : ไม่ใช่ค่ะ ยังไม่ได้อธิบาย ผู้สัมภาษณ์ : ยังไม่ทราบอะไรหรอกค่ะ พ่อท่าน : แต่เด็กๆ นักเรียนทุกคนรู้ ว่าเราเน้นอะไรๆ พวกนี้บอกให้เด็กของเราเข้าใจหมด บรรยายมา โดยเฉพาะเด็กที่ผ่านมาแล้ว ปีหนึ่ง 2 ปี อะไรนี่ เด็กเขารู้หมดว่าเรามุ่งหมายอะไร เพราะฉะนั้นปีหนึ่งผ่านไป ปีแรกนี่เขาจะหนักมาก เพราะเขาอยู่ข้างนอกมันไม่เหมือนอย่างนี้ มันต้องอยู่ในกรอบ ต้องถือศีล ต้องทำงาน ต้องอะไรต่ออะไรหลายอย่าง ซึ่งมันไม่ฟรีเหมือนกับอยู่ข้างนอก ผู้สัมภาษณ์ : ถามเด็กคนหนึ่ง เขาบอกว่าเพิ่งจะมาอยู่ได้ 2 เดือนเท่านั้น แล้วก็ถามเขาว่า มาอยู่ที่นี่ รู้สึกเหมือนกับว่า บังคับจิตใจตัวเองไหม เด็กเขาก็ตอบว่า ไม่เลย ก็เลยถามเขาว่า แล้วอนาคตนี่คิดว่าต้องการจะเป็นอะไร ใฝ่ใจอยากจะไปทางธรรมเรื่อยๆ คือประทับใจที่ว่า เด็กอายุ 12 ขวบน่ะค่ะ แล้วแกก็ตอบได้อย่าง นี้ ถามแกว่า ไม่รู้สึกอัดอัดหรือ คล้ายๆ แบบว่า พ่อแม่บังคับมาหรือเปล่า แกก็บอกว่า ไม่เลย พ่อท่าน : ที่นี่เราเริ่มต้นตั้งแต่แรกเลยว่า เด็กที่จะเข้ามาเรียนที่นี่ เรามีเงื่อนไขเลยว่า เด็กจะต้องเต็มใจจะมาเรียนหนึ่ง สองพ่อแม่ผู้ปกครองต้องเต็มใจด้วย ทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าขัดแย้งด้านใดด้านหนึ่งก็ไม่เอา เด็กไม่เต็มใจ พ่อแม่บังคับ ก็ไม่เอา ข้างใดข้างหนึ่งไม่เต็มใจ ไม่เอาเลย ต้องให้เต็มใจทั้ง 2 ฝ่าย เราตั้งเงื่อนไขอย่างนั้นด้วย ขนาดเด็กเต็มใจเองนี่นะ หลายคนอยู่ไม่ได้ ขนาดเด็กเต็มใจเอง อยู่ไปไม่รอด ผู้สัมภาษณ์ : อาจจะคิดถึงไอติมหรือเปล่า คิดถึงลูกอม ไอติม (เสียงหัวเราะ) พ่อท่าน : หลายอย่าง ไอติมเราก็มี บางครั้งบางคราวเราก็มีให้ แต่เราก็สอนว่าอย่าไปหลงใหลติดยึด ที่นี่หลักการใหญ่ของเรา เราเน้นจะต้องให้เด็กได้ 3 หลักใหญ่คือ 1. คุณธรรม เป็นอันดับที่หนึ่ง 2. ทำงาน ต้องทำงานเป็น ถ้าเด็กแน่ใจจากที่นี่แล้ว อาตมาเชื่อมั่นเลยนะ ว่า ถ้าเด็กเรียนอยู่ที่นี่ถึง 6 ปีนะ ถ้าเด็กแกเรียนตั้งแต่ ม.1 ถึง ม. 6 เด็กออกจากที่นี่ อาตมารับรอง ไม่เป็นเด็กที่ทำอะไรไม่ได้ ต้องทำงานเป็น พึ่งตนได้ ต้องทำงานเป็นแน่นอน 1. คุณธรรม 2. ทำงานเป็น 3. วิชาการ มาอันดับที่ 3 ผู้สัมภาษณ์ : ค่ะ คล้ายๆ จุฬาฯ ความรู้คู่คุณธรรม แต่ไม่ค่อยสำเร็จค่ะ พ่อท่าน : เพราะว่าทุกวันนี้ การศึกษานี่มันมีแต่วิชาการ กับทำงานได้บ้าง ซึ่งจริงๆ ทำงานไม่เน้นเท่าไหร่ เน้นวิชาการเป็นเรื่องหลัก ทุกวันนี้การศึกษา มหา วิทยาลัยก็แล้วแต่ แม้แต่โรงเรียนก็ตาม เป็นอย่างนั้นไปหมดเลย เพราะฉะนั้น คนที่จบออกมา จะจบแค่มหาวิทยาลัย หรือจะจบแค่มัธยมก็ตาม คนที่จบมา เด็กที่จบออกมาแล้ว มีแต่วิชาการทั้งนั้นที่แกได้ ทำงานก็ไม่ค่อยเป็น เอ้า สมมุติให้เป็นทั้งทำงาน ทำงานเป็นวิชาการเก่งด้วยซ้ำไปนะ แกก็เอาวิชาการที่เก่งกับทำงาน แกไม่มีคุณธรรม แกก็เอาไปล่าโลภโมโทสัน ชิงดีชิงเด่น แข่งขัน ฆ่าแกง เล่ห์เหลี่ยมกัน เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดเลย นี่มันล้มเหลวอย่างนี้ ไปไม่รอด เพราะฉะนั้นเราถึงเห็นความล้มเหลวของการศึกษา เราก็เลยไม่เอา ถ้าเผื่อว่าคนนี่จะเป็นเด็กจบ ม. 6 หรือแกจบปริญญาไป เป็นอุดมศึกษาก็ตาม ถ้ามีคุณธรรมกำกับ แกจะเก่งวิชาการ มีคุณธรรม แกก็ไปรอด จะทำงานเป็น วิชา การไม่เก่งก็ตาม ถ้ามีคุณธรรมกำกับนี้ จะเก่งวิชาการและมีคุณธรรม มันก็ไปรอด หรือจะทำงานเป็นวิชาการไม่เก่งก็ตาม มีคุณธรรม มันก็ไปรอด ยิ่งเก่งทั้งคุณธรรม มีทั้งวิชาการ มีทั้งความรู้ มันก็ดีอยู่แล้วละ แล้วมีคุณธรรมกำกับมันก็ไปรอด ไม่มีปัญหาอะไรหรอก เพราะฉะนั้นแฟกเตอร์สำคัญที่สุด ก็คือคุณธรรม ผู้สัมภาษณ์ : เขาถามว่าชุมชนนี้ตั้งมากี่ปีแล้ว พ่อท่าน : 9 ปี เริ่มต้นสร้าง เริ่มต้นรากฐานเลย เริ่มต้นตั้งแต่ถมดิน จากผืนแผ่นดินนี้ 40-50 ไร่ ถมดินคันแรก พ.ศ. 2527 ผู้สัมภาษณ์ : แต่สันติฯเริ่มก่อนใช่ไหมคะ หมายความว่า Foundation ชุมชน หมายความว่าตั้งแต่ตัวท่านเองก่อตั้งมากี่ปีแล้ว พ่อท่าน : อาตมาเองน่ะหรือ อาตมาบวชมา 23 ปีแล้ว ผู้สัมภาษณ์ : สันติเป็นแห่งแรกใช่ไหม ไม่มีมาก่อนหน้านั้นใช่ไหมคะ ที่มี 2 แห่ง พ่อท่าน : โอ้ ต้องสืบสาวประวัติ มีมาแล้วก็ค่อยๆไล่มา ผู้สัมภาษณ์ : แต่ก็เกือบ 20 กว่าปีใช่ไหมคะ พ่อท่าน : อาตมาตั้งหมู่กลุ่ม ถ้าถือว่าอาตมาทำงานเริ่มต้นปักหลัก หรือว่าเริ่มตั้งหมู่กลุ่มจริงๆ เมื่อ พ.ศ. 2516 ยี่สิบปี สิบเก้าปี ยี่สิบปี ย่างนี่แหละ 16 เริ่ม ตั้งหมู่กลุ่ม ถือว่าเริ่มตั้งหมู่กลุ่มที่แดนอโศก ที่กำแพงแสน ผู้สัมภาษณ์ : ปัจจุบันไม่มีแล้วใช่ไหมคะ พ่อท่าน : ไม่มีแล้ว อันนั้นล้มเลิกไปแล้ว ผู้สัมภาษณ์ : คือหนูได้อธิบายให้เขาฟังว่า ต้องมีการลดละ ต้องมีการช่วยเหลือ อะไรที่นี่นะคะ ทีนี้เขาถามว่า ถ้าการช่วยเหลือลักษณะนี้นี่ เป็นการช่วยเหลืออยู่ ในหมู่กลุ่ม แล้วก็เป็นการลดละอะไรอยู่ในหมู่กลุ่ม เขาถามว่า มันมีส่วนไหนบ้างที่ชุมชนจะช่วยสังคมได้ พ่อท่าน : การช่วยเหลือสังคมนี่ จะต้องคิดดีๆนะ เราไม่ไปดึงอะไรจากสังคมมา คือการช่วยเหลือแล้ว สังคมเขาอยู่กันแบบใครมือยาวสาวได้สาวเอา แล้วแย่งกันตลอดเวลาเลย เราเลิกแย่งกับสังคม เราเริ่มช่วยสังคมแล้ว เสร็จแล้วเราก็มาสร้างสรร ช่วยตัวเอง พึ่งตนเอง มีอยู่มีกินเอง ของตนเองสร้างเอง นี่คือเราไม่ได้ไปแบ่งแย่งกับสังคม แล้วเราก็ไม่ได้ไปทำร้ายทำลายอะไรสังคม เราช่วยตนเองได้แล้ว จนกระทั่งเหลือ ทีนี้เราก็ได้ช่วยสังคมต่อไป ผู้สัมภาษณ์ : เช่นอะไรบ้างคะ พ่อท่าน : ก็ทั้งนั้นแหละ มีสินค้า เราก็ขายสินค้าให้ถูกๆ ด้วยหลักของเราก็คือ จะต้องขายถูกหรือให้ฟรี แม้แต่กิจการอะไรเราก็ทั้งนั้นแหละ แม้แต่สอนหนังสือ นักเรียน เด็กนักเรียนทั่วประเทศนะที่มา เราสอนฟรีหมดแหละ คลินิกทำฟันข้างนอก ถอนซี่ละ 200 บาท ที่นี่ซี่ละ 30 บาท (พ่อท่านหัวเราะ) ค่ายายังไม่พอเลย ผู้สัมภาษณ์ : เขาบอก เขาถอนได้บ้างหรือเปล่า (หัวเราะ) ข้างนอกถอน 200 เดี๋ยวนี้ยังไม่ได้เลยค่ะ พ่อท่าน : เราช่วยสังคม เราไม่ได้มานั่งหาเงิน แต่เราก็ต้องคิดค่าเครื่องมือ ค่า เครื่องใช้ ค่าอะไรมันแพง เราก็คิดพอที่จะไปได้ เราก็ทำอะไรที่จะทำออกไป คือเราเองอยู่ในนี้ เราเองพึ่งตนเองได้ เพราะฉะนั้นอะไรที่เรามีแรงงานกับผลผลิตที่เรามีได้ เมื่อเรากินเราใช้เหลือ เราก็สะพัดต่อข้างนอก โดยไม่ได้ไปนั่งขูดรีดเอาจากข้างนอก ทีนี้ไอ้เรื่องจะสร้างอะไรก็แล้วแต่ จะสร้างผลผลิต มันต้องอาศัยทุนรอนและการวางรากฐาน กว่าจะสมบูรณ์มันอีกนาน ตอนนี้เราก็เลยยังไม่มีผลผลิต หรือว่าไม่มีสินค้า ไม่มีอะไรที่ให้แก่ข้างนอกเขามากนัก มันเป็นรูปธรรมชัด แต่ไม่ค่อยมีมากนัก เดี๋ยวจะอธิบายว่าที่นี่เราให้อะไร ที่นี่ไม่มีสารพิษ ทุกอย่างไม่มีสารพิษ ยากันบูด อะไรต่ออะไร แม้แต่แชมพูผลิตจากที่นี่ ยาสระผมที่นี่ผลิตออกไป ไม่ใส่ยากันบูด มีหลายสูตร ใช้ดอกอัญชัญ ใช้หางจระเข้ ใช้มะกรูด ใช้อะไรพวกนี้ ใช้ใบเมี่ยง ใช้อะไรหลายอย่าง ทีนี้เราเห็นว่า สังคมนี่ขาดอะไรมากที่สุด ตรงนี้เราให้แก่สังคมมากที่สุด ก็คือความรู้ทางธรรมะนี่แหละ ขาดแคลนมาก มีดีมานด์สูงมาก เพราะฉะนั้นเรา ให้แก่สังคม อันนี้มากเลย แต่คนไม่ค่อยได้ และเขาไม่ค่อยเอา แต่เราเห็นว่าต้องให้ เพราะฉะนั้นเราเสียสตางค์ หรือว่าสะพัดสู่สังคมมากที่สุด คือพิมพ์หนังสือธรรมะออกสู่ตลาดมากที่สุด และแจกฟรีด้วย ผู้สัมภาษณ์ : เพราะเคยเอาหนังสือให้เขาดูค่ะ ว่าหนังสือไม่เหมือนของที่อื่นๆ ก็ ได้หนังสือไปเยอะ แล้วก็อ่านเกือบหมด ก็เอาไปให้เพื่อน แล้วให้เขาดูอะไรอย่าง นี้ค่ะ เขาก็เคยเห็นหนังสือของที่นี่ค่ะ พ่อท่าน : เราทำมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ เราก็ทำมาโดยตลอด แล้วก็ทำให้มันมี คุณภาพดีขึ้น ปริมาณมากขึ้น เพื่อที่จะให้คนได้รับอันนี้ก่อน เราทำเป็นหลักเลย อันอื่น วัตถุดิบ ผลิตสินค้าผลิตอะไรต่ออะไรพวกนี้ เรายังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เราก็ถือว่ายังเป็นรอง แต่อันนี้เราถือว่าให้ก่อน ปีหนึ่งๆ หลายล้านบาท เรื่องของหนังสือที่เราให้แก่สังคมจริงๆ เราให้อันนี้มากที่สุด แต่คนมองไม่ค่อยเห็น มันไม่เป็นรูปธรรมแล้วเขาก็ไม่ค่อยได้รับ เขาก็รู้สึกไม่มีค่าอะไร แต่เราเห็นว่ามีค่าที่สุด ผู้สัมภาษณ์ : หนูบอกเขาว่า หนังสือที่นี่มันจะไม่เป็นหนังสือที่เป็นธรรมะอย่าง เดียวล้วนๆ มันจะมีธรรมชาติ มันจะพูดเกี่ยวกับเรื่องน้ำ เรื่องความขาดแคลน เรื่องอะไรต่างๆ ที่เราควรจะช่วยกันนะคะ เขาบอกหนังสือพวกนี้ สเปนก็ต้องการ เหมือนกัน ยังขาดแคลนเหมือนกัน เพราะคนสเปนที่ใช้กันฟุ่มเฟือยก็เยอะค่ะ เสียงแทรก : เขายังไม่เห็นน้ำตก เสียดาย เหมือนธรรมชาติ พ่อท่าน : ทำไม ไม่ได้เปิดหรือ มองเข้าไปไม่เห็นมั้ง ไม่ได้ไปชี้ให้ดู ต้นไม้มันบังๆอยู่ ตอนนี้ต้นไม้มันขึ้นมาก ต้นไม้มันคลุมเยอะ ผู้สัมภาษณ์ : ท่านคะ นอกจากจะว่าเป็นอย่างเช่นพวกดิฉันมานี่นะคะ แล้วคิด ว่าดี ก็พยายามบอกต่อเพื่อนฝูงใช่ไหมคะว่า โอเค สันติอโศกนี่ เราก็ไปมาหลาย แห่ง อะไรอย่างนี้ เราพอใจกับที่นี่ แต่ว่าในส่วนที่เป็นนโยบายของทางสันติอโศก ทางท่านนี่นะคะ มีนโยบายที่จะขยายออกไปเรื่อยๆ เผยแพร่เพราะว่าของเรามีดี ใช่ไหมคะ พ่อท่าน : อันนี้อาตมาระมัดระวังในการขยาย หรือเผยแพร่ เราเจียมตนว่าเรา ยังเล็ก เรายังน้อย เรายังไม่เก่งพอ เรายังไม่มีองค์ประกอบ ยังไม่แข็งแรงพอ เพราะฉะนั้นเราจะไปอ้าขาผวาปีก อยากจะกระจาย อยากจะเผยแพร่ออกไป เหมือนกับเราตั้งบริษัท เราตั้งร้าน เราตั้งโรงงาน แหม ผลิตสินค้าออกไปเป็นตัวอย่างนิดหน่อย คนเต็มใจ ยินดี เลยโฆษณาใหญ่เลย เสร็จแล้วเราผลิตไปให้เขาไม่ได้ เราก็ตายพอดี เราเลยต้องค่อยๆ ทยอยทำไปตามลำดับ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ทุกช่องจะมาขอถ่ายที่นี่ มาขอถ่ายไปออกอากาศ เราปฏิเสธทุกช่อง จนกระทั่งมีบางช่องโกรธ บอกว่าที่อื่นน่ะจ้างผมไปนะ จะไปถ่ายแล้วโฆษณาออกโทรทัศน์โน่น แหม ที่นี่ทำไมหยิ่งฉิบหายเลย ทำไมขอถ่ายไม่ให้ถ่าย เราก็บอกกับเขาดีๆ เรายังไม่ต้องการที่จะเปิดเผย เพราะเรายังไม่ดีพอ เราก็ขอโอกาสหน่อย เราพูดกับเขาดีๆ แต่เขาก็โกรธ คือเรายังไม่อยากจะโฆษณามาก เพราะว่าคนเรานี่นะ ถ้าเผื่อว่าเราเผยแพร่ออกไปว่าดี เราก็อยากได้ดี เขาก็มาๆ แล้วที่นี่รับไม่ได้เลย เพราะว่าเราเองเราช่วยเขาไม่ได้เลยทันที เขามันเฮละโล โฮละเล แล้วมากัน นิสัยอย่างนั้น จริตอย่างนั้น มามะรุมมะตุ้ม ไปไม่รอด ขนาดเราคัดๆ นี่ยังยาก คนที่คัดๆ เข้ามาศึกษา เข้ามาฝึกฝนนี่ ยังยากเลย เพราะฉะนั้น ปล่อย เละ ไม่มีการกรองอะไรเข้ามาเลยนี่ ไม่ได้ ผู้สัมภาษณ์ : แต่ท่านคะ ที่ศรัทธามากจริงๆอย่างตัวอย่าง อย่างท่านยุทธวโร นี่นะคะ เพราะว่าท่านก็สุดๆ มาเหมือนกัน คือไฟแรงมาก แต่ว่าที่ประทับใจคือ ท่านยุทธก็มาลงที่ท่านโพธิรักษ์อย่างนี้ได้ ก็ประทับใจมากแล้วคุณจำลองอีกคนใช่ไหมคะ ก็เคยถามท่านยุทธนะคะว่า อย่างตามสายตาจากคนนอกที่มองเข้ามานี่ คนของท่านนี่ แต่ละคนนี่เรียกว่า ระดับหัวกะทิมานะคะ คือตามที่เข้าใจนะคะ แต่ละคนนี่ระดับหัวกะทิ เพราะฉะนั้นต่างคนต่างมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ก็เคยถามท่านยุทธว่า อย่างเวลาทำงานนี่มีปัญหาบ้างไหม ต่างคนก็ต่างมีดี ว่างั้นเถอะค่ะ แล้วมีทะเลาะกันอะไรบ้างไหม ท่านยุทธบอก โอ้โฮ บางทีหัวชนฝาเลยละ พ่อท่าน : ต้องยอมด้วยเหตุผล ด้วยหลักฐานกันจริงๆ แล้วมันกระจ่าง ใช่ไหม แล้วมันชัดขึ้นมา แล้วก็ได้รู้อะไรเพิ่ม แล้วก็ตัดสินขึ้นมา จริงจัง ชัดแจ้งขึ้นเรื่อยๆ ผู้สัมภาษณ์ : แต่เคยมีไหมคะ อย่างเป็นพระแล้ว ความเห็นไม่ลงรอยกันจนต้อง ออกไป พ่อท่าน : ไม่ถึง ไม่เคยมี ไม่มี ความเห็นไม่ลงรอยกันนี่เรื่องธรรมดา แน่นอน มันเรื่องธรรมดา ไม่ลงรอยกัน ก็ต้องศึกษากัน อย่าเพิ่งไปดูถูกของคนอื่นก่อน ศึกษาไป พิสูจน์ไปๆ สักวันหนึ่งก็ต้องรู้ว่าของใครถูกจริง ถูกมากกว่ากัน เราต้องยอมรับความจริงนะ สุดท้ายต้องยอมรับความจริงกัน ใครไม่ยอมรับความจริง มันก็ดันทุรัง ยึดถือดี ของตัวดี ของตัวกู ของกู ตีไม่แตก ผู้สัมภาษณ์ : มีสมณะกี่รูปคะ ปัจจุบันนี้ พ่อท่าน : ปัจจุบันมี สมณะ 85 รูป ผู้สัมภาษณ์ : สิกขมาตุ? พ่อท่าน : สิกขมาตุ 21 รวมทั้งหมดเลย มีอยู่เท่านั้นน่ะ เราไม่ได้บวชกันง่ายๆ ขึ้นมาเป็นสมณะ ก็ต้องเรียนกัน ศึกษากันตั้งหลายปี ยิ่งสิกขมาตุ ยิ่งผู้หญิงแล้ว ดูเหมือนเดี๋ยวนี้คนหนึ่งไม่ต่ำกว่า 10 ปีมั้ง กว่าจะได้ขึ้นมาเป็นสิกขมาตุ เรามีเงื่อนไข มีกฎอยู่ข้อหนึ่งว่า มีสมณะ 4 รูป จึงจะมีสิกขมาตุได้ 1 เพราะฉะนั้น จะเป็นอัตราส่วนอยู่ สมณะนี่ต้องมี 4 เท่าของสิกขมาตุเสมอ ฉะนั้นสิกขมาตุถึงถูกคุมกำเนิดไว้โดยสมณะ ผู้สัมภาษณ์ : เพราะเหตุผลอะไรคะ ถึงจะต้อง 4 ต่อ 1 พ่อท่าน : เพราะผู้หญิงนี่ต้องคุมมากหน่อย ผู้สัมภาษณ์ : เขาสงสัยว่า ทำไมต้องกดผู้หญิงมากขนาดนั้น เขาบอกว่า ไม่ค่ะ เขาเข้าใจดี พ่อท่าน : นึกว่าสงสัยก็ถามมาเลย แล้วจะตอบให้ ยิ่งเป็นบาทหลวงนี่ ยิ่งตอบ ชะงัดนัก อาตมาเคยตอบว่า ถ้าคุณจะให้ผู้หญิงไปเท่ากับผู้ชาย คุณรู้ไหมว่า อีฟ นี่ มาจากกอะไร อีฟมาจากกระดูกซี่โครงของอาดัมเท่านั้นใช่ไหม แล้วคุณจะให้อีฟไปเท่ากับอาดัมได้อย่างไร จบ เสียงแทรก : เขาชื่ออะไร ผู้สัมภาษณ์ : เขาชื่ออดุลค่ะ เขาชื่อ เอดุลออตโต้ แล้วมันคล้ายๆ กับอดุลค่ะ อยู่เมืองไทยมานานค่ะ เขาบอกว่า ขอขอบพระคุณค่ะ ที่ท่านได้ให้เวลาตอบข้อซักถาม ข้อสงสัย แล้วเขาบอกว่า อยากจะอวยพรให้ เขาบอกว่าเขาชอบสถานที่มาก แล้วก็อยากจะอวยพรให้ประสบความสำเร็จยิ่งๆขึ้นไป โดยเฉพาะนะคะ กับเด็กๆ เขาเน้นว่า ขอให้เด็กในวันนี้ที่เรามีอยู่ เป็นเด็กที่มีคุณภาพค่ะ ขอบพระคุณค่ะ พ่อท่าน : ขอบคุณมาก
ถอดเทปโดย พรพรรณ เอมพันธุ์ 4 มิ.ย.37 ตรวจทาน 1 โดย เพียงวัน 7 มิ.ย.37 พิมพ์โดย สม. นัยนา ตรวจทาน 2 โดย สม. ปราณี 12 ก.ย.37 เข้าปกโดย สมณะพรหมจริโย เขียนปกโดย พุทธศิลป์