360424 ตอบให้หัน ดันไปบุญ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2536
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์375 KB
วันที่แก้ไข21 สิงหาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

360424 ตอบให้หันดันไปบุญ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

ตอบให้หันดันไปบุญ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เนื่องในงานอบรมพุทธทายาทครั้งที่ 10 เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

ถาม ขอให้พ่อท่านอธิบายถึงธรรมะขณะทำงานให้ชัดเจนอีกครั้ง ตอบ คำถามนี่ดี แต่มันไม่เหมาะที่จะถามตอนนี้หรอก เพราะเรื่องนี้มันเรื่อง หลักๆเลย อาตมาก็สอนเรื่องทำงานที่มีอิริยาบท แล้วก็มีการปฏิบัติธรรมในตัว เพราะฉะนั้นถ้าจะตอบกันจริงๆ คือการบรรยายธรรมะทั้งหมดนั่นแหละ หลักสูตรของพระพุทธเจ้านี่คือหลักมรรคองค์ 8 หรือว่ารวมเป็นทฤษฎีก็โพธิปักขิยธรรม ที่มีสติปัฏฐาน 4 มีสัมมัปธาน 4 มีอิทธิบาท 4 นี่เราเรียก เคยได้ยินไหมล่ะ ทีนี้เขามีรหัส 4, 5, 7, 8 ไงล่ะ รหัส 4, 5, 7, 8 คนที่เคยมาวัดมาวาแล้วก็ โดยเฉพาะมาวัดมาวาที่อโศกนะ วัดอื่นเขาไม่มี มีวัดนี้แหละนะ 4, 5, 7, 8 นี่คือ มีสติปัฏฐาน สัมมัปธาน อิทธิบาท 4 นี่หลักของเลข 4 แล้วก็อินทรีย์ 5 พละ 5 นี่ เป็นอีก 2 หมวด เป็น 5 หมวดแล้ว แล้วหมวดที่ 6 ก็โพชฌงค์ 7 หมวดที่ 7 ก็ มรรค 8 4, 5, 7, 8 อาตมาอธิบายมาตลอดเวลาก็อธิบายเรื่องโพธิปักขิยธรรม หรืออธิบายมรรค อธิบายโพชฌงค์ อธิบายทฤษฎีหลักใหญ่อันนี้แหละ แล้วมันก็เป็นทฤษฎีที่ต่างจากทฤษฎีฤาษี ที่ว่าทำงาน คุณจำลองก็ได้อธิบายให้ฟังบ้างแล้วว่า การทำงานไม่ใช่ว่าเป็นการปฏิบัติ ธรรมเสมอไป โจรทำงานก็ทำงานอย่างโจร ไม่ได้ปฏิบัติธรรมหรอก โจรบัณฑิตทำ งานก็ปฏิบัติธรรมที่ไหน ก็ปฏิบัติโจรบัณฑิต รู้จักโจรบัณฑิตไหมล่ะ โน่นๆ ใส่ชุดโน่น รู้จักโจรบัณฑิตไหม อยู่ไหน เต็มสังคมหรือ โจรบัณฑิตก็คือผู้ที่จบปริญญา ส่วนใหญ่นี่ เสร็จแล้วก็ไปเป็นโจรอยู่ในสังคม คำว่า "โจร" คำนี้ ฟังแล้วแรงนะ แต่จริงๆแล้วปฏิบัติการเยี่ยงโจร แ

อ่านต่อ

ต่โจรเลือดเย็น เขาไม่ใช่โจรที่จะต้องมีหนวด เขี้ยวโง้ง หน้าดุๆ ตาโปนๆ แล้วถือดาบ โจรแบบนี้เราเห็นก็วิ่งหนีทัน แต่โจรนี่ โอ้โฮ เห็นแล้วพูดดี แหม มาดเท่ น่าเคารพนับถือ ดูซื่อสัตย์ ดูเหมือนซื่อสัตย์เหลือเกิน ดูเหมือนตั้งใจช่วยสังคม ดูเหมือนทำงาน แต่ โอ้โฮ เหมือนๆๆ แล้วมีเล่ห์กลวิธีการที่จะกอบโกย วิธีการที่จะดูดๆๆอยู่ในสังคม แล้วเรื่องที่จะดูดๆๆก็คือความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ได้ ความตะกละตะกลาม ความไม่รู้จัก พอ ไม่มีสันโดษ ไม่มีมักน้อย ไม่มีละความโลภ ไม่มีเสียสละที่จริง จะเสียสละก็สละ อย่างซ่อนเชิง มีวิธีการกลวิธีเพื่อที่จะได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มามากกว่า เดิมอีก นี่แหละคือจอมโจรบัณฑิตอยู่ในสังคม เพราะฉะนั้นการทำงานนี้จึงไม่ใช่การปฏิบัติธรรมเสมอไป ผู้ที่จะชื่อว่าทำ งานแล้วก็มีการปฏิบัติธรรมด้วยก็คือ ผู้ที่จะต้องเข้าใจหลักมรรคองค์ 8 มรรค องค์ 8 นี่จะมีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สังกัปปะนี่คิด สัมมาวาจา วาจานี่พูด สัมมากัมมันตะนี่แหละการทำงาน กัมมันตะคือการทำงาน สัมมาอาชีวะ อาชีพ นั่นก็คือการทำงานประจำชีวิต ที่ทำกันเป็นส่วนใหญ่ของคน เราจะต้องมีสัมมาวายามะ สัมมาสติ เราจะต้องมีความพยายาม จะต้องมีสติ สติต้องเป็นสติสัมโพชฌงค์ หรือเป็นสติปัฏฐาน 4 หรือเป็นสัมมาสติ เป็นสติที่อยู่ในระดับสติสัมโพชฌงค์หมายถึงเป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คนเราธรรมดาไม่เสียสติต้องมีสติทุกคนแหละใช่ไหม พวกคุณนี่ไม่ใช่คนที่ต้องไปโรงพยาบาล ก็ถือเป็นคนมีสติดี ไม่ใช่คนเสียสติ ก็เป็นคนมีสติ แต่สติอย่างนี้ไม่ใช่สติสัมโพชฌงค์ทีเดียว สตินี่อาตมาแบ่งเป็น 3 สติ สติธรรมดาสามัญของปุถุชน กับสติกัลยาณชน ผู้พยายามมีสติรู้ตัว แล้วก็พยายามพัฒนาตัวเองให้มีกายกรรม วจีกรรม อย่าให้มันทุจริต อย่าให้เป็นอกุศล พยายามจริงๆ เขาทำตามภูมิปัญญาของเขา แล้วเขาก็พยายามปฏิบัติดี อย่างคนอยู่ในสังคมนี่มาก เขาไม่ลดกิเลสนะ แต่เขาก็พยายามจะทำท่าที ทำกายกรรม วจีกรรม ให้เป็นการกระทำที่ไม่แสดงความโลภ ความโกรธ พยายาม ซึ่งก็ดีขึ้น แต่ว่าเขาจะเพ่งเพียร ตั้งอกตั้งใจทำจริงไหม ถ้าทำจริงก็หมายความว่าเขาพัฒนาเพื่อที่จะลดโลภ ลดโกรธ ลดหลง โดยความเข้าใจอย่างกรายๆ แต่ยังไม่มีหลักเกณฑ์ยืนยันได้ว่า สตินี้เป็นสติสัมโพชฌงค์ หรือเป็นสติอาริยะ มีสติปุถุชน สติกัลยาณชน สติอาริยะ หรือ สติสัมโพชฌงค์ สติที่จะเป็นสัมโพชฌงค์ก็คือ สติที่อ่านจิตเจตสิกของตัวเองออก ในขณะที่ปฏิบัติการงาน ทำการงาน กำลังพูด กำลังคุย กำลังสัมผัสอะไรก็แล้วแต่ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสอะไรต่ออะไร แล้วเราก็มีตัวเจตสิกของเรานี่ มันเป็นธาตุจิตที่แววไว ที่ฉลาด ที่อ่านใจเราออกเลย พอจิตเราสัมผัสปั๊บ อาการโกรธเกิดในใจ เรารู้ตัวแล้วก็มีวิธีการทำให้กิเลสลด ปฏิบัติธรรม มีวิธีการทำให้กิเลสลด เวลาเราเกิดราคะ เกิดกาม เกิดโลภ ก็อ่านรู้ตัว ได้สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เมื่อใดหรือเมื่อแสดงกิริยากาย วาจา ใจ ออกไป ก็รู้ตัวว่านี่จะเป็นกิเลส นี่จะเป็น กายกรรมที่ประกอบด้วยกิเลส สังกัปปะ การนึกคิด การปรุง ก็รู้ว่ามีกิเลส ก็มีวิธีกรอง มีวิธีฆ่า วิธีลดกิเลส ไม่ให้มันออกไปประกอบกรรมกิริยาต่างๆ ผู้ใดกระทำตนในขณะใดก็ตามที่มีสติ ที่มีประสิทธิภาพดังอาตมาสาธยายนี้ นั่นชื่อว่าการกระทำการงาน การมีพฤติกรรม มีสติตรวจสอบระมัดระวังตัวเอง แล้วก็จัดแจงกับตัวเอง ปฏิบัติธรรมถูกทาง ปฏิบัติเข้าข่ายเป็นอาริยมรรค กำลังเดินทางไปสู่นิพพาน ทางอาริยะ ทางเป็นอาริยบุคคล ทางที่จะเป็นไม่ใช่ปุถุชน ไม่ใช่แค่กัลยาณชน แต่เดินทางขึ้นสู่ความเป็นอาริยบุคคลที่แท้จริง ไหวไหมนี่ ฟังรู้เรื่องไหมนี่ ก็คุณฟังมาจนหูแฉะ อยู่วัดมาหลายปีแล้ว ฟังไม่รู้เรื่องก็เอาหูไปจิ้มควายโน่น นี่สรุป ก็พูดมาจนปากเปียกปากแฉะแล้ว อธิบายพวกนี้หลักธรรมพวกนี้ สติเป็นสติ 3 อย่าง เพราะฉะนั้นเวลาทำงานที่เป็นการปฏิบัติธรรม คือปฏิบัติการทำงานนั้นมีสติ ในขณะทำงาน มีกรรม กิริยา แล้วเราก็มีสติถึงขั้นสติสัมโพชฌงค์ หรือสติอาริยะดังกล่าวนี้ เรียกว่าปฏิบัติธรรมในการทำงาน และทำใจลดละกิเลสตัวเองจริงๆ เข้าใจนะ ถาม ทำยังไง ตอบ มีวิธีสมถภาวนา กับ วิธีวิปัสสนาภาวนา ก็ต้องเรียนรู้กันต่อไป แล้วก็ ฝึกฝน วิธีสมถะทำอย่างไร วิธีวิปัสสนาทำอย่างไร วิธีสมถะ ก็วิธีกดข่มมันไม่ให้ กิเลสมันเกิด ไม่ให้กิเลสมันเกิดเอาดื้อๆแหละ คุณจะมีวิธีไหนก็แล้วแต่เถอะ กด หัวมัน โยนทิ้งมัน สลัดออก แล้วแต่จะทำ ด้วยกำลังดื้อๆ ส่วนวิธีวิปัสสนานั้นต้องใช้เหตุผล ใช้ปัญญา ใช้ความจริง ใช้หลักฐานอะไรที่เป็นสัจธรรมต่างๆเลยก็เป็นหลักฐาน ก็มายืนยันกับมันว่านี่มันเรื่องกิเลส นี่มันเรื่องไม่ดี กิเลสนี่เกิดไม่ใช่คนเจริญ กิเลสเกิดไม่ใช่ความดีงาม หาเหตุผล มีเหตุผลต่างๆนานา หาหลักฐานมีความจริงๆ อะไรต่ออะไร ระลึกเหตุผลต่างๆ เข้ามายืนยันกับมันเลย ให้กิเลสมันยอมแพ้ต่อความจริง ต่อเหตุผล ต่อสัจจะ ต่อหลักฐาน อะไรต่างๆ มันลดจางคลายไปเอง นั่นเรียกวิปัสสนาภาวนา นี่ขยายหลักใหญ่ ขยายหลักสำคัญให้ฟังแล้วนะ อธิบายได้ประมาณนี้ ใคร อยากจะฟังก็มาติดตามฟัง อาตมาอธิบายเรื่องนี้แหละ เป็นเรื่องยาวตลอดชาติ เรื่องนี้ฉายตลอดชาติ ถาม พ่อท่านคะ ในงานนี้หนูเห็นผู้ชายนั่งทำตาหวาน ตอบ ใครล่ะ มาทำให้เขาจับได้ ผู้ชายคนไหน มาทำให้เขาจับได้ ถาม หนูเห็นผู้ชายนั่งทำตาหวาน พ่อท่านคิดว่า ผู้ชายคนนี้สมควรจะทำหรือ ไม่ เพราะเหตุใด แล้วเขาจะได้รับวิบากของเขาบ้างไหมคะ ตอบ เอาเลย ยิงเลย ผู้ชายคนนี้ควรจะทำหรือไม่ ตอบซิ ควรจะทำไหม ไม่ เห็นมีใครบอกว่าควรสักคนหนึ่ง เมื่อไม่ควร เหราะเหตุใด มาอยู่ในวัดในวา มา อบรมธรรมแท้ๆ ยังมาทำตาหวานตาเหวินอะไรอยู่ ปัดโธ่ ไปทำที่อื่น ก็เป็นบาป เป็นกรรมของตนเองที่อื่นอยู่แล้ว มาทำในวัดมันบาปซ้ำบาปซ้อนนะ บาปมากกว่านั้น เพราะว่าเราเองเรามาปฏิบัติธรรม เราก็มาปฏิบัติอบรม มาถือศีล เราเน้นศีล 8 ใช่ไหม เน้นศีล 8 แล้วเรื่องผู้หญิงผู้ชาย เรื่องกาม เรื่องอะไรมันต้องสังวรสำรวมจริงๆ เพราะฉะนั้นมาปล่อยให้มันเรี่ยๆราดๆไม่ได้นะ ไม่เข้าท่า เขาจะรับวิบากไหมคะ ทำจริงๆ ก็เป็นกรรมจริงๆ กรรมเป็นของจริง กรรมเป็นอันทำ ทำในที่ลับ ทำในที่แจ้ง ทำเมื่อใดเป็นเมื่อนั้น สั่งสมลงเป็นวิบาก ทำมาก ทำน้อยก็ตามน้ำหนักของอันนั้นจริงๆ ไม่มีใครสามารถไปกำหนดกรรมว่า ทำแล้วเราบอกว่าไม่ทำ ทำแล้วก็แบ่งให้คนนั้นคนนี้ นี่เป็นกรรมบาปหรือกรรมบุญก็แล้วแต่ แบ่งบาปแบ่งบุญให้คนอื่น แบ่งไม่ได้ กุศลกรรมหรือว่ากรรมบุญ อกุศลกรรมเรียกว่ากรรมบาป กรรมบาปกรรมบุญของใครทำเป็นของคนนั้น กัมมัสสโกมหิ กัมมัสสกตา กรรมเป็นของของตน ใครทำเป็นของคนนั้น ไม่เหมือนของศาสนาคริสต์ที่เขาไปล้างบาปได้ ของพุทธไม่มีการล้าง บอกให้ ไม่มีการล้าง คุณสั่งสมมา มีบาปมีบุญอยู่ในตัวเยอะแยะ แม้แต่พระพุทธเจ้ายังมีบาปในตัวตั้งเยอะ แล้วก็มีบุญ ท่านสั่งสมบุญตั้งเยอะ จนมาเป็นพระพุทธเจ้า บุญของท่านเยอะ ขนาดนั้นวิบากบาปยังตามเล่นงานท่านเลย ถูกเขาด่า เขาไสช้าง เขาไล่ช้างมอมเหล้ามาเพื่อที่จะแทง เขาตามฆ่า เขามาเล่นงานอะไร จนกระทั่งพระเทวทัตกลิ้งหินทับพระบาทห้อเลือด เป็นวิบากของท่านทั้งนั้น แต่วิบากที่มันเป็นบาป อกุศลวิบาก ซึ่งมันหนีไม่ได้ง่ายๆ มันไม่หมด ล้างของพุทธไม่มี กรรมสั่งสมไว้ตลอด มีเมื่อไรสั่งสมไป กี่ชาติๆก็อยู่ที่เราหมด กรรมของเราเหมือนกับใส่สีลงไปในขวด ของเรานี่นะ เหมือนกับคนใส่สีลงไปในนี้ คุณเหยาะสีแดงลงไป สมมุติสีแดงเป็นบุญ ก็เหยาะลงไป น้ำเงินเป็นบาป ก็เหยาะลงไปในนี้ อยู่ในนี้ ถ้าเหยาะแต่แดงๆๆ น้ำเงินไม่ค่อยมี แดงมีเปอร์เซ็นต์สูงกว่าๆๆ จะเห็นขวดน้ำสีน้ำเงินหรือสีแดง สีแดง สีน้ำเงินก็จะค่อยๆลดอำนาจ ลดฤทธิ์ลงไป ถ้าคุณเผลอหยุดใส่สีแดง ใส่แต่สีน้ำเงินลงไปๆๆ น้ำเงินก็ออกฤทธิ์ น้ำเงินก็ปรากฏตัว แล้วก็เป็นทุนอยู่อย่างนี้แหละ ใส่อะไรมาก อันนั้นก็ออกมา ฤทธิ์อันนั้นออกนำหน้า แล้วแต่คุณจะไปปฏิบัติตัวแต่ละยุค แต่ละกาล แต่ละชาติ แต่ละเมื่อไรก็แล้วแต่ เผลอเมื่อไรเสร็จ เผลอใส่บาป บาปก็กองลงไป มันเป็นทุนเป็นรอน เป็นวิบากอยู่อย่างนั้น ไม่มีการล้าง ของพุทธไม่มีการล้าง ส่วนการปฏิบัติจะให้บรรลุอรหันต์นั้นก็ปฏิบัติไป วิบากก็เป็นวิบากในตัวส่งผล แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่พ้นวิบากบาป ได้รับผลสะท้อนที่มีทุกข์อย่างที่ว่านั่นบ้าง แต่ท่านก็สั่งสมแต่กุศล กุศลก็ออกฤทธิ์ให้ท่านอาศัย กัมมปฏิสรโณ กรรมเป็นเครื่องอาศัย เพราะฉะนั้นเรามีชีวิตอยู่นี่ เรามีกรรมเป็นเครื่องอาศัยอยู่ทั้งนั้น ใครทำให้คนนี้เขาเดือดร้อน ทำให้คนนี้เขาสุขสบาย ทำให้คนนี้เขาได้รับบาปอะไรหนักๆหนาๆ ก็ของเขาทั้งนั้น ของใครๆ ทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นอย่าประมาทกรรม อย่าประมาท ทำเอา ยิ่งกรรมเป็นชนิด ละกิเลสกาม ละกิเลสอะไร มานั่งทำตาหวานใส่กระป๋อง ทำตาหวานก็กามลงไปให้มันหยาบ มันหนาจัดลงไป ขนาดนี้ก็ยังจะตายอยู่แล้ว ยังจะทำใส่กันนักกันหนาเล่า ทำยังไงจะตอบให้มันหันดันไปบุญได้ ทำยังไง จะตอบให้มันหันดันไปบุญได้ อาตมาทำสุดฤทธิ์สุดแรงแล้ว เหนื่อยก็ต้องทำ ก็ต้องทำ อาตมาเห็นว่าเรื่องนี้เป็น เรื่องดีที่สุดของโลก ดีที่สุดของมนุษยชาติ จ้างให้ทำงานอะไร เอาเงินมาจ้าง ให้ ชั่วโมงละล้านก็ไม่เอา ให้ทำอะไรไม่รู้ พวกอะไรนี่ มาทำอย่างนี้ไม่ได้สตางค์ก็เอา นี่มารอพวกคุณก่อนเลยนี่ อยากจะทำ อยากจะเทศน์ พวกคุณก็ช้า ระวังนะ อย่า ให้อาตมารอนานเกินไป ถาม พ่อท่านครับ การมีทุกข์คือกิเลสหรือเปล่าครับ ตอบ การมีทุกข์ก็คือกิเลส เพราะกิเลสนั่นแหละคือตัวเหตุแห่งทุกข์ตัวสำคัญ เรียกว่าทุกขสมุทัย อาริยสัจ 4 มี 1. ทุกข์ 2. ทุกขสมุทัย อ่านให้ครบ ทุกข สมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์ 3. ทุกขนิโรธ คือดับทุกข์ นิโรธคือดับทุกข์ 4. มรรคองค์ 8 คือทุกขนิโรธคามินี ทางปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ อันที่สี่ เพราะฉะนั้นเรารู้ ที่ทุกข์มันเกิดก็เพราะมีเหตุก็คือกิเลส เพราะฉะนั้นที่ถามมานี่ กิเลสเป็นทุกข์หรือเปล่า ตัวจอมกับตัวแท้มันล่ะ เพราะฉะนั้นเราปฏิบัติธรรมนี่เราล้างกิเลส ฆ่ากิเลสให้ตาย ทุกข์มันก็หายไปเอง ไปฆ่าทุกข์ไม่ได้หรอก ทุกข์ไม่มีตัวตน แต่กิเลสมันมีตัวตน กิเลสเป็นตัวอัตตา จับตัวกิเลสให้ได้ๆ มันไม่มีแขนมีขา มีเนื้อมีหนัง มันไม่มีรูปมีร่างหรอกนะ แต่เราอ่านอาการได้ในจิต อาการกิเลสนี่ อาการเวลามันโกรธ เคยรู้สึกไหม เคยอ่านออกไหม อาการในจิตเรา แหม เวลาโกรธ อาการโกรธ จิต นั่นแหละกิเลส กิเลสในจิตมันเกิดอาการอย่างนั้น หัดอ่าน หัดสังเกต หัดอ่านอย่างนี้นี่แหละ เป็นการปฏิบัติธรรม อาการโกรธ อาการรัก อาการโลภ อาการราคะขึ้น นั่นแหละอ่านมันให้ออก มันไม่อยู่ๆ ที่ไหน มันบอกไม่ถูกหรอก ในร่างกายเรานี้ มันไม่มีตัวตน แล้วมันก็ไม่มีสถานที่อยู่ อนันตัง อนันตัง หมายความว่า ไม่มีขอบเขต หมายความว่า ไม่มีหัว ไม่มีกลาง ไม่มี ปลาย ไม่มีกว้าง ไม่มีใหญ่ ไม่มีเล็ก ไม่มีโต อนันตัง สุดประมาณ จะประมาณ จะวัดอะไรไม่ได้ จิตวิญญาณ หรือ กิเลส เหมือนตัวเดียวกัน มันอสรีรัง อนันตัง อนัตตา จิตหรือกิเลสนี่ไม่มีรูปร่าง อสรีรัง ไม่มีรูปร่าง ไม่มีโฉม ไม่มีกาย และ ไม่มีที่อยู่ ไม่มีขอบเขต ไม่มีหัว มีกลาง มีปลายอะไรหรอก ไม่มีว่าตรงนั้นหัวมัน ตรงนี้หางมัน เขตมันตรงนั้นตรงนี้ไม่มี จิตวิญญาณหรือกิเลสไม่มี เพราะฉะนั้นอยู่ในตัวเรานี้มีกิเลส ตัวเรานี้มีจิตวิญญาณ จิตวิญญาณ กิเลสนี้มันเข้าไปแทน เข้าไปแฝงตัว เข้าไปปลอมตัวเป็นจิตวิญญาณไปนาน เพราะฉะนั้นเราอ่านอาการมันให้ออกแล้วทำลายตัวนี้ ฆ่าตัวอาการของกิเลสนี่ออก ยิ่งฆ่ากิเลสออกเท่าไร จิตยิ่งใส จิตยิ่งมีประสิทธิภาพ จิตยิ่งมีพลัง จิตยิ่งแข็งแรง ยิ่งฆ่ากิเลสจิตยิ่งดี ไม่ใช่ยิ่งฆ่ากิเลสจิตยิ่งซึม ยิ่งฆ่ากิเลสยิ่งหงอย ยิ่งฆ่ากิเลสยิ่งนิ่ง ยิ่งฆ่ากิเลสยิ่งโง่ ยิ่งฆ่ากิเลสยิ่งไม่รู้โลก ไม่รู้อะไร ไม่ใช่ ยิ่งฆ่ากิเลส จิตวิญญาณยิ่งมีประสิทธิภาพ ยิ่งมีปัญญา ยิ่งเฉลียวฉลาด ยิ่งผ่องใส ยิ่งกระปรี้กระเปร่า สดชื่น มันกลับกัน เพราะฉะนั้นเราศึกษาแล้ว ก็อ่านตัวนี้ วิจัยออก กิเลสกับจิตนี่ วิจัยให้ออก มันต่างกัน อย่าฆ่าผิดตัว มันยากตรงนี้ ยากตรงจิตกับกิเลสเหมือนอันหนึ่งอันเดียวกัน แล้วเราฆ่าแต่กิเลสออก จิตใจของเราก็จะแข็งแรง จิตใจของเราก็จะหยุด ตรงนี้แหละยาก โดยเฉพาะศาสนาพุทธนี่ คนทำอันนี้แหละ คนรู้อันนี้แหละไม่ค่อยได้ แม้ที่เรียนกับอาตมามากๆ อยู่ในวัดนี่ก็พยายามรู้กันนะ พยายามเรียนกันอยู่ ถาม ทำไมคนเรามีความโลภ อยากทราบว่ากินมังสวิรัติแล้วจะสูงไหมคะ 2 คำถาม ตอบ ทำไมคนเรามีความโลภ ก็เพราะคนเรามีกิเลสมาแต่เดิม เราเกิดมาตั้ง แต่เป็นสัตว์เซลเดียว เกิดมาเป็นชีวะมา จนกระทั่งสั่งสมมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้นี่ มันคือโง่ คืออวิชชา มันคือมีกิเลสมาก่อน เป็นเริ่มต้น พระพุทธเจ้า มาค้นพบว่า เรื่องสัจธรรมที่สูงส่งนี้ ท่านมีวิธีเรียนรู้จิตวิญญาณ แล้วท่านก็ล้างจิตวิญญาณได้ เพราะฉะนั้นมาเรียนรู้จากพระพุทธเจ้าแล้ว จึงจะสามารถล้างกิเลสได้ เห็นจิตสะอาดบริสุทธิ์ได้ พระพุทธเจ้าจึงประกาศชัดเจนว่า โอ จิตไม่ได้เป็นอัตตา ส่วนศาสนาอื่นที่เขาเรียนรู้ถึงจิตไม่สมบูรณ์ โอ จิตไม่ได้เป็นอัตตา จิตเป็นปรมาตมัน เป็นนิรันดร ไม่สูญ ไม่ปรินิพพาน แต่ของพระพุทธเจ้านี่ จิตมันไม่ใช่ตัวตน ถ้าปล่อยวางสิ้นสุด ปล่องวางโดยที่เรียกว่าไม่คิด ต้องมีวิธีฝึก ฝึกจนกระทั่งต้องปล่อยวางแล้วก็รู้จิตวิญญาณ แม้กระทั่งว่าภพที่ดี วิภวภพ เป็นภพของอุดมการณ์ คือไม่ได้มีกิเลสมาเพื่อตัวตนแล้ว อย่างพระโพธิสัตว์หรืออย่างผู้ที่จะบำเพ็ญธรรมไปสู่พระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้เห็นแก่ตัวแล้ว ก็มาช่วยเหลือโลก ช่วยเหลือผู้อื่นไปได้เรื่อยๆ ก็เป็นภพพิเศษ เป็นภพที่ไม่ได้บำเรอตน ท่านรู้แล้ว ถามก็รู้เรื่อง อัตตามานะก็รู้เรื่อง ท่านก็ละๆ เสร็จแล้วท่านก็ทำงานเพื่อเสียสละ สร้างเพื่อประโยชน์ผู้อื่น แล้วก็หัดวางภพที่สูงขึ้นๆ เรื่อยๆไป พระอรหันต์ก็วางเป็นแล้ว วางไปแล้ว ท่านอยู่ เวียนเกิด ท่านก็มาเพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติ แม้อย่างนั้นท่านก็วาง ไม่มีภพ เมื่อวางภพทุกภพไม่เหลือภพอะไรแล้ว จิตไม่มีอะไร มันก็สลายตัว เพราะมันไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่อะไรที่จะมาเกาะมากุม แต่ถ้าเผื่อว่าเจตนา ตั้งใจตั้งจิตจะไม่ให้สลาย ง่ายๆ แต่จะให้สลาย จะให้ปรินิพพานนี่ยาก จะให้ปรินิพพาน ยาก แต่จะให้เกิด ไม่ต้องหรอก เก่งมาตั้งแต่เป็นสัตว์เซลเดียว มาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ เกิดมาจนกระทั่งไม่รู้กี่ล้านชาติแล้ว ยังไม่ปรินิพพานอยู่เดี๋ยวนี้ สั่งสมอยู่เดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้นความโลภมันก็ติดตัวมาอยู่อย่างนั้นเอง ถาม อยากทราบว่ากินมังสวิรัติจะสูงไหมคะ ตอบ แหม อาตมาจะตอบอย่างไรล่ะ จะสูงหรือไม่สูงนี้มันก็ ถ้าอาหารมันดี อาหารมันถูกต้อง สูง ถ้าเผื่อว่าของเรามันมีสรีะ มันมีเวลานะ เวลาที่โต เวลาที่ จะเจริญมันมีขนาดของมัน มันมีเวลาของมัน อย่างคนอายุเลย 25 ไปแล้ว จะไม่โต จะไม่สูงแล้ว แต่ถ้าอายุยังไม่เกิน 25 นี่ ก็จะสูงจะอะไรได้อยู่ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเราได้ธาตุอาหาร มันก็จะบำรุงร่างกายที่ได้สัดส่วนที่ดี มังสวิรัติก็เป็นธาตุอาหารที่ ถ้าได้เรียนรู้เรื่องโภชนาการทางมังสวิรัติดีๆ ถึงแม้เขากินเนื้อสัตว์ก็ตาม ก็สูงได้ ถ้าได้ธาตุอาหารที่มันถูกสัดส่วน อาหารทำให้สูงได้ มันก็สูงได้เหมือนกัน สังเกตไหมว่าคนสมัยนี้น่ะสูง คนสมัยนี้ไม่เตี้ยเหมือนสมัยโบราณน่ะ เด็กๆสมัยนี้สูง หลานอาตมาอายุ 19 แล้วล่ะ อาตมาถามเขา ตอนนี้สูงเท่าไร เขาบอก 180 อายุ 17 ผู้ชาย สูง เวลานั่งนี่เข่าท่วมหัว ตั้งแต่เล็กๆแล้วพอโตมาแล้วนี่สูงเอาๆ อาตมายังไม่รู้เลยว่าจะสูงต่อไปอีกเท่าไร เพราะว่าเพิ่งอายุ 19 แล้วเขาถาม เขาไม่ได้คิดเป็นปมด้อยเขานะ พี่ชายเขาคนหนึ่งก็สูง 170 กว่า 180 หรือเปล่าไม่รู้ แต่พี่ชายเขานี่ อายุยังไม่ถึง 25 ถ้ากินอาหารที่ได้ธาตุที่จะทำให้สูงได้ก็สูง ฉะนั้น เด็กสมัยนี้สูงกว่าปกติ เพราะธาตุอาหารทุกวันนี้เป็นธาตุอาหารฟ่าม ธาตุอาหารโด๊ป อาหารมันเป็นธาตุสกัด เป็นธาตที่มันรู้ โภชนาการเยอะ ฉะนั้นคนทุกวันนี้ อาหารมันเป็นอาหารโด๊ป มันเพิ่มฮอร์โมน มันเพิ่มอะไรต่ออะไร พวกนี้หลายอย่าง มันจะโต มันจะเป็นคนอย่างตะวันตก ลวกๆ ฟ่ามๆ ใหญ่ๆ อย่าอยากไปไอ้นั่นเลย ตัวเล็กๆน่ะ ไม่เปลืองผ้าดี โลงก็ไม่ต้องใหญ่ เวลาตายโลงก็ไม่ต้องใหญ่ อยากไปใหญ่ทำไม อยากไปสูงทำไม ตัวเล็กๆก็ไม่เป็นไร ขอให้ขยันหมั่นเพียร แข็งแรง ไม่ต้องไปอยากใหญ่ อยากร่างกายใหญ่โตอะไรหรอกน่า อยากจะเป็นดารา เป็นนางสาวไทยหรือไง ที่ถามมานี่ผู้หญิง อยากจะเป็นนางสาวไทยหรือไง นางสาวไทยเดี๋ยวนี้เขาต้อง 170 ขึ้นนะ ถ้า 170 ต่ำลงไปหรืออะไรนี่ ก็เรื่องของเขา ถาม อยากได้ยุทธวิธีปราบมานะผู้อื่น ตอบ ไม่ให้ ให้ปราบตัวเอง ไปปราบมานะผู้อื่นทำไม ปราบตัวเองนั่น อ่าน วิธีก็คือ อ่านกิเลสให้ออก กิเลสมานะมันเป็นอย่างไร กิเลสมานะก็คือมันถือดี มัน หยิ่งในตัวเอง มันเที่ยวได้ข่มคนอื่น ได้เที่ยวดูถูกเหยียดหยามคนอื่น ยกตนข่ม ท่านในลักษณะพวกนี้ ลักษณะตัวเองใหญ่ ตัวเองถือดี หรือพวกที่เชื่อตัวเองสูงนี่ เชื่อตัวเองสูงนี่ พวกนี้มันมานะ การเชื่อตัวเองก็ดีอยู่ แต่ต้องมีว่าคนอื่นก็จะต้องฟังเขา เชื่อตัวเองก็เชื่อไว้ แต่ว่าคนอื่นไม่ใช่ว่าปฏิเสธหรือผลัก ไม่ใช่ว่าไม่ยอมรับ ไม่ใช่ว่าไปดูถูกดูแคลนคนอื่น คนอื่นเขาก็ดีได้ คนอื่นเขาก็รู้ได้ คนอื่นเขาก็ถูกได้ จนกระทั่งทุกวันนี้อาตมาว่า อาตมาฉลาดนะ แต่อาตมาก็ยังได้อะไรดีๆ จากคนต่างๆนานา คุณนี่ อาตมาก็ได้อะไรดีๆจากพวกคุณได้ อย่าไปดูถูกคน อย่าไปเหยียดหยามเขา โดยสามัญสำนึกนี่ ไปเหยียดหยามเขามันดีไหม อย่าโง่นะ ฝึก ถ้ารู้ตัวว่า เอ๊ะ มีลักษณะอย่างนี้ไม่ดี นั่นแหละลด เปลี่ยนในใจเรา ดูเสีย จะไปดูถูกเหยียดหยาม อาการใจของเราจะเป็นอย่างไร ที่จะไม่ไปเหยียดหยาม ไม่ไปดูถูก ไม่ไปข่มคนอื่น ทำอาการนั้นให้จริง ทำไปฝึกไป มันก็จะเป็นเองนั่นแหละ ฝึกไปเรื่อยๆ โอ ทำอย่างนี้ลดมานะ ลดความถือดีของตัว ถือตัวอย่างนี้ให้ยอมอ่อน น้อมถ่อมตน เรียบร้อยเข้าไป อะไรพวกนี้ เป็นต้น ถาม ทำอย่างไรจึงจะทำลายพลังอุปาทานได้ ตอบ โอ อุปาทานมันตัวรากเหง้า ทำอย่างไร มันก็ต้องเรียนรู้กิเลสนี่แหละ กิเลส ตัณหา อุปาทาน อุปาทานแปลว่าความติดยึด รู้ยากกว่ากิเลส เพราะฉะนั้นเราจับกิเลสให้ได้ก่อน จับอาการกิเลสให้มันรู้ว่า โกรธ โลภ นี่มันกิเลส อ่านอาการ ให้ได้ เราก็จะจับไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปถึงตัณหา ตัณหาแปลว่าความอยาก ทีนี้ ความอยากมันมีอยากอย่างที่ว่า อยากทำดี ก็เป็นอยากนะ คนเราอยากทำดี มัน ไม่เสียนะ อยากช่วยคนอื่น มันก็ไม่ถือว่ากิเลสแล้ว อยากช่วยผู้อื่นไม่ถือว่ากิเลสแล้ว อยากทำดีมันไม่เสียนะ อยากช่วยผู้อื่นไม่ถือว่ากิเลสแล้ว แต่อยากในทางกาม เรียกว่ากามตัณหา อยากในภพชาติ อยากที่เราไปยึดติดอย่างนี้อยู่ เป็นอุปาทาน เราต้องการอย่างนี้ เราจะต้องให้ได้อย่างนี้ ต้องเป็นอย่างนี้ สร้างวิมานอะไรไว้ ไม่ใช่รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นะ แต่เป็นวิมานอะไร เป็นภพของเราน่ะ เราอยากได้นี่ อยากนั่งมันอยู่เฉยๆ อยากจะหลับ อยากอร่อย อย่างไรก็แล้วแต่ อยากฝันหวาน อยากจะสร้างภพสร้างชาติอะไรไปนั่น เป็นพวกภวตัณหา เรียกว่าอยาก กิเลสมันมี 2 แกนใหญ่ คือแกนกาม กับแกนอัตตา ภวตัณหาก็คืออัตตา เรียนรู้ กิเลสและตัณหานี้ไปได้เรื่อยๆๆๆ จนกระทั่งเราละคลายเป็นนั่นแหละ ละ คลาย อุปาทานอยาก จนกระทั่งอุปาทานการติดการยึดจะจางคลาย จนสุดท้ายเรารู้มันดี แล้ว กิเลสก็ลดลง เหลือตัณหาอะไร ระดับสูงขึ้นๆ จนกระทั่งเรายึดติดมันว่าเป็น เรา เป็นของเรามากๆ นั่นแหละคืออุปาทาน คืออุปาทานติดยึด แม้แต่ดี มันก็ติดยึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา แต่เราก็อาจจะสมาทานได้ อุปาทานคือการติดยึดอย่างอวิชชา สมาทานคือการยึดไว้ ฉวยไว้ อย่างรู้ อย่างมีปัญญา อย่างผู้อยู่เหนือ อย่างผู้สงบ อาทานนี้แปลว่าฉวยไว้ อุปาทาน ก็ อุป+อาทาน สมาทานก็ สม+อาทาน สมนี้เป็นตัวที่เจริญ ส่วนอุปนี้เป็นตัวเกิด เป็นตัวกิเลส เพราะฉะนั้นผู้ใดรู้ดี รู้เท่าทันตัวกิเลสพวกนี้ แล้วเราก็กระทำ เพราะเราเจตนา เราทำเพราะรู้ ทำเพราะไม่ได้เป็นกิเลสของเรา อย่างนี้เรียกว่าสมาทาน ยึดเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผู้ใดล้างอุปาทานได้แล้ว ก็อาศัยสมาทานเท่านั้นทำงาน อุปาทานมันก็ละเอียดขึ้นไปอย่างนั้น จะทำอย่างไร ก็ปฏิบัติไปตามนั้น ถาม กระผมอยากถามว่า ถ้ากระผมถือศีล 5 จะทำให้ผมสามารถลดอัตตามานะได้มากขนาดไหนครับ ตอบ ศีล 5 มันก็มีอธิของมัน มีความยิ่ง มีความสูงละเอียดขึ้นไป ศีล 5 เป็นศีลละเอียดที่สุด เป็นศีลหลักที่สุด ปฏิบัติศีล 5 นี่ เป็นพระอรหันต์เลยแหละ ถ้า จะว่ากันจริงๆแล้วละก็ ปฏิบัติให้ถึงพระอรหันต์เลยก็ได้ แต่เอาละ เราปฏิบัติไปตามขั้น ปฏิบัติศีล 5 ในความหมายต้นๆ อย่าฆ่าสัตว์ อย่าลักทรัพย์ อย่าประพฤติผิดในกาม ไม่มีราคะจัดจ้าน อย่าพูดโกหก อย่าพูดเพ้อเจ้อ พูดหยาบ หรือว่าพูดมดเท็จ อะไรพวกนี้ อย่าไปพูดพวกนั้น พูดส่อเสียด พูดอะไรอย่างนี้ เป็นต้น ศีลข้อ 5 ก็คือจิตที่มันไปเสพไปติด ไปเมา การเมาในทางกามนี้มันไม่ใช่เมาแต่เหล้า เมาเหล้าก็เมาแล้วล่ะ คนเราอยู่ดีๆ มีสติธรรมดายังใช้ไม่ได้ใช่ไหม สติปุถุชนยังใช้ไม่ได้ ไปถองเหล้าเข้าอีกเหมือนคนเสียสติ เลิกเลย อันนั้นมันหยาบที่สุดแล้วความหมายนั้น คนเราธรรมดาที่เป็นคนที่ดีแล้ว ไม่ไปกินเหล้าให้มันเมาหรอก แล้วก็ไม่ควรจะไป กินทำไมเหล้าน่ะ ไปกับค่านิยมของโลกอย่างนั้น ตามอย่างกัน เพราะฉะนั้นคนมาปฏิบัติ ทำตนให้ได้ ไม่กินเหล้า ไม่เสพติด สิ่งที่จะทำให้ เราเมาเราติด ที่จะหยาบขนาดไหน เราก็เลิกมันให้ได้ เสร็จแล้วเราต้องมาเรียนรู้ ตนเอง ว่าเรายังเมาอะไร เมากาม เมาลาภยศ เมาสรรเสริญ เมาโลกธรรม พวกนี้ก็เมา เมาคือไม่รู้ตัว หลงระเริงไปกับเขา เหมือนกับคลั่งไคล้ เป็นคนหลง คนเมาเป็นคนหลง ลักษณะนี้ท่านเรียกว่ามทะ ภาษาบาลีเรียกว่ามทะ เพราะฉะนั้นพวกเราก็ปฏิบัติไปตามขั้น เมาอย่างหยาบเรียกว่าสุราหรือสุระ เมรยะก็เมาอย่างกลาง มัชชะเมาอย่างขั้นสูง ศีล 5 นั่นแหละ ปฏิบัติศีล 5 นั่นแหละ เพราะฉะนั้นเราเดินไปตามขั้นๆ ลดกาม ลดอัตตาในตัว มาเดินดีๆ ที่ถามนี้เป็นหลักวิชา ดีนะถามหลักวิชา ถามเรื่องสนุกก็ได้ ถามเรื่องไอ้โน่นไอ้นี่ก็ได้ แหม ประเดี๋ยว เราไม่ถามหลักวิชา มันขายหน้า หน้าจะแตกอายเขา ไม่ต้องมีมานะขนาดนั้น ไม่ต้องมีอัตตาขนาดนั้นหรอก ถามได้ ในกาละอย่างนี้ จะถามอะไรพอสมควรก็ถาม ถาม อยากให้พ่อท่านอธิบายความรักในมิติที่ 1 คือมันต่ำอย่างไร เราจะสร้าง ภูมิคุ้มกันอย่างไร เราจะได้พ้นความรักมิติที่ 1 ตอบ ความรักมิติที่ 1 ก็คือ ความรักในทางผู้หญิง ผู้ชาย ในกาม เรียกว่า กาม นิยม เรื่องของกาม เรื่องของผู้หญิง ผู้ชายโดยตรง เรื่องของกาม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน