361031 วันออกพรรษา '36 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2536
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์359 KB
วันที่แก้ไข13 มิถุนายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

361031 วันออกพรรษา '36 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

วันออกพรรษา'36 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม 2536 ณ พุทธสถานสันติอโศก

เจริญธรรม ท่านผู้ยังมั่นใจอยู่กับศาสนาพุทธทั้งหลาย วันนี้เป็นวันออกพรรษามาได้วันหนึ่ง เมื่อวานนี้ออกพรรษา วันนี้ก็เป็นวันที่ แหม! ผู้ที่ออกพรรษาแล้วแต่เพียงตามจารีตประเพณี วันนี้ก็เต้นแล้ว เต้นดีดไปตามประสาโลกียบุคคล หรืออยู่ในจารีตประเพณีว่า เข้าพรรษาก็ทำอะไรก็เหมือนกับถูกมัดเอาไว้ วันนี้ก็ปล่อยไอ้เชือกมัดออกไป แหม! ลอยตัวเลย อยากจะเป็นยังไงก็เป็นอย่างเก่า ดีไม่ดีอาจจะบอกว่า แหม! สามเดือนขอ อะไรล่ะ สามเดือนอดอยากปากแห้ง กดข่ม ขออะไร ขออะไรล่ะ ฉลองเหรอ ตกเบิก ขอตกเบิกหน่อยเหอะ หนักกว่าเก่า ไอ้อย่างนี้ละก็ ปฏิบัติธรรม สีลลัพพตุปาทาน เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างที่ยึดติด เอาแต่แค่รูปแบบ เอาแต่แค่จารีตประเพณีธรรมดาเท่านั้น เข้าพรรษา ออกพรรษา ไม่มีประโยชน์อะไร ไม่มีประโยชน์ ถ้าเผื่อว่าบางคนพอเข้าพรรษาก็เคร่งในศีลในธรรม เข้าพรรษาเคร่งดี พอออกพรรษาก็ เออ! ได้ศีลบ้าง แต่ยังเป็นสีลลัพพตุปาทานอยู่นั่นแหละ คือไม่ได้เข้าใจศีล ยึดศีลอย่างไร เอาศีลไปปฏิบัติกับตัวเองอย่างไร ปฏิบัติศีลแล้วได้ปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม หรือมีสัมโพชฌงค์อย่างไร เดินมรรคองค์ 8 เป็นไหม ไม่ได้เข้าทางของมรรคองค์ 8 ปฏิบัติไม่เป็น ศีลก็คือศีล ไม่ฆ่าสัตว์ก็ไม่ฆ่าดื้อๆ ไม่ลักทรัพย์ก็ไม่ลักทรัพย์ดื้อๆอย่างงั้น เป็นความชินชาหรือเป็นความกดข่มเพื่อที่จะให้ระมัดระวังกายวาจา ส่วนใจจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ อ่านไม่ออก อ่านไม่เป็น ถ้าจะไปปฏิบัติทางจิต นั่งสมาธิ ทางฤาษีก็ระวังนะ อย่าฆ่า อย่าลักทรัพย์ อย่าผิดผัวเขาเมียใคร อย่าพูดปด ก็ระวังอย่าให้มันเกิดกาย วาจา เพราะเขาสอ

อ่านต่อ

นกันมาว่า ศีลรักษากายกับวาจา สอนกันมาอย่างนั้น เขาก็ทำอย่างนี้ตามคำสอน จารีตประเพณี ทำตามๆกันมาเป็นปรัมปราอย่างนี้ พอบอกว่าจะปฏิบัติจิตก็ไปนั่งสมาธิ ซึ่งมันไม่สมังคีกัน ไม่สัมพันธ์กันหรอก ไปนั่งสมาธิก็เป็นวิธีเจโตสมถะ คือพยายามที่จะทำให้จิตนี่มันสงบโดยวิธีเอากสิณ เอาอะไรมาล่อ อย่าคิดอย่านึกเรื่องนั้นเรื่องนี้ อย่าให้มีอารมณ์แวบๆ ไปในกาม ไปในพยาบาท อย่าให้มีอารมณ์ไปคิดนึกว่า เอ๊! นั่นเป็นกาม นั่นเป็นพยาบาท ทั้งๆที่เรื่องเกี่ยวกับศีลก็ไม่รู้ ข้อ 1 หมายความว่ายังไง ไม่เกี่ยว อย่าไปหลงอารมณ์กาม อารมณ์ พยาบาท อย่าไปง่วง อย่าไปถีนมิทธะ อย่าไปอุทธัจจะ อย่าไปฟุ้งซ่าน ให้มันนิ่งสงบไม่คิดไม่นึกอะไร หรือว่าไม่ไปมีอาการ ถ้าอ่านเป็นก็อ่านว่า อารมณ์กามเป็นยังไง ไม่ให้มี อารมณ์พยาบาทเป็นยังไง ไม่ให้มี อารมณ์ถีนมิทธะเป็นยังไง ไม่ให้มี อารมณ์ฟุ้งซ่านเป็นยังไง ไม่ให้มี ก็ทำอย่าให้มันเกิดอารมณ์ ว่างๆจากนิวรณ์แบบนั้นก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นจะกดข่มด้วยวิธีอย่างไร จะเอาอะไรมาล่อ เป็นกสิณไฟ กสิณน้ำ กสิณดิน หรือว่าใช้วัตถุอะไรมาเพ่ง มาอะไรต่ออะไรเพื่อที่จะให้จิตหยุดอยู่ตรงนั้นน่ะ สำคัญอยู่ตรงนั้นน่ะ จ่ออยู่ตรงนั้น ไม่ไปคิดอื่น ไม่ไปเป็นอารมณ์อื่น ก็เป็นวิธีเจโตสมถะ หรือสะกดจิต เรียกโดยภาษาสากลว่า สะกดจิต เรียกโดย ภาษาของทางนักปฏิบัติธรรมก็ว่าใช้กสิณ กสิณ 40 กสิณอะไรก็แล้วแต่มากมาย แม้แต่ใช้อานาปานะ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกก็ตาม เสร็จแล้วปัญญาล่ะ ปัญญาก็ไปคิดผกผันเอา หรือไม่ก็บอกว่าคิดตอนที่นั่งเจโตสมถะนี่แหละ พอจิตมันว่างแล้วก็คิด ไอ้คิดนี่แหละเขาว่าเขายกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา วิปัสสนาคือมีปัญญา มีความรู้ความเห็นความเข้าใจ เพราะจิตมันสะกดให้นิวรณ์ระงับไปชั่วคราว วิธีการนั่งเจโตสมถะมันทำได้ ทำกันมานานแล้ว อาจารย์ต่างๆเขาสอนมาเขาก็ทำมา แล้วก็นั่งสะกดจิตเสร็จ จิตไม่มีนิวรณ์ แล้วก็ยกเอาเรื่องราวอะไรขึ้นมาคิด ไอ้ยกเรื่องราวอะไรขึ้นมาคิดก็คือตรรกะเราดีๆนี่เอง ตรรกศาสตร์ธรรมดานี่เอง แล้วเขาก็คิดอันนั้นแหละ เรียกโดยภาษาว่ายกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา พอจิตมันไม่มีนิวรณ์ แล้วก็คิด ยกเรื่องขึ้นมาคิด ก็คือการคิดนึกเหตุและผล จะเอาเรื่องราวที่มันมีของเก่า ของที่เคยประสบผ่านมา อะไรต่ออะไรมา เป็นเหตุเป็นปัจจัยในการคิดบ้าง เขาก็ทำ ทำแล้วก็ วินิจฉัย มันก็อาจจะลึกซึ้งขึ้นจริงๆ เพราะจิตมันไม่มีกิเลสกวน ตอนนั้นน่ะนิวรณ์ไม่มี จิตมันก็มีประสิทธิภาพ การนึกการคิดก็ได้ลึกได้ซึ้ง จนกระทั่งกลายเป็นความคิดนึกตรรกศาสตร์ทั้งนั้น แล้ว ก็ได้ผลลึกแหลมอะไรออกมา ก็แล้วแต่ ก็เหมือนกับนักคิดที่เขาคิดจะสร้างจรวด จะสร้างไอ้โน่น จะสร้างไอ้นี่ จะสร้างอะไรต่ออะไรนี่ เขาก็คิดสร้างคิดออกเหมือนกันแหละ มันมีความลึกแหลม มันมีผลของความคิดได้เยอะแยะ คิดได้ลึกดีเพราะว่าจิตไม่มีนิวรณ์ดังกล่าวแล้ว พลังการคิด พลังผกผัน พลังความลึกแหลม มันก็มีมากกว่าปกติ เพราะฉะนั้นจึงจะรู้สึกว่าตัวเองเฉลียวฉลาด ตัวเองคิดอะไรที่ลึกซึ้งได้เกินกว่าปกติธรรมดาที่มีนิวรณ์มันกวน เขาก็เห็นผลว่านี่แหละคือวิปัสสนา จะได้ปัญญาอันเยอะแยะ ส่วนมากการทำแบบนี้จึงไปได้ปัญญาแบบตรรกศาสตร์เสียเยอะ ดีไม่ดีก็คิดเอาอะไรมาผสมผเสเอาเอง เป็นเรื่องคาดคะเนด้นเดา เป็นเหตุผลทางความคิด ไม่ใช่เรื่องของสัจจะเลย ทีนี้เมื่อนั่งหลับตาระงับนิวรณ์ห้าได้แล้ว ถ้าจะปฏิบัติเป็นผล มีสัจจะขึ้นมามาก มีสัจจะขึ้นมามากได้ก็คือทำเตวิชโช เตวิชโชคืออย่างไร เตวิชโชก็คือระลึกถึงความจริงที่ผ่านมา ที่มีสภาพความจริง ที่เราได้มีประสบการณ์มา เช่น เราระลึกย้อนเมื่อวานนี้ เรามีเหตุการณ์อะไรเกิด เราสัมผัสกับอะไร เกี่ยวข้องกับวัตถุ เกี่ยวข้องกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของเรา ที่ได้มีประสบการณ์ผ่านมา ชั่วโมงที่แล้ว ห้าชั่วโมงที่แล้ว ทั้งวัน หรือสองวันที่แล้ว สามวันที่แล้ว ความจำของเรา สัญญาความจำของเรา จำความจริงที่เรามีประสบการณ์นั้นๆได้ ก็หยิบอันนั้นขึ้นมาพิจารณา เรียกว่าบุพเพนิวาสานุสติ ระลึกเอาอดีตความเก่านั้นมาเป็นเหตุในการพิจารณา ในการตรวจสอบ แล้วเราก็จะตรวจสอบอย่างละเอียด แล้วก็จะได้รู้มากกว่าตอนที่กำลังสัมผัสจริง ปัจจุบันธรรม ในขณะที่เราสัมผัสจริงปัจจุบันธรรมที่เป็นอดีตนั้นๆน่ะ ในขณะที่เป็นอดีต ที่เป็นปัจจุบันของอดีตใดๆ ฟังเข้าใจนะ ปัจจุบันของอดีตใดๆที่เราผ่านมา เหตุการณ์นั้นๆเราอาจจะพิจารณาวิจัยไม่ทัน มันเป็นยังไงบ้างล่ะ เกิดกิเลสยังไง เกิดโกรธยังไง ทำอาการโกรธด้วยภาษา ด้วยกายวาจาอะไรไปยังไง เราไม่รู้ตัว อารมณ์ของเราเป็นยังไง ตอนนั้นเราไม่มีทางอ่านออก หรือเราอ่านไม่ทัน พอหยับมาตอนนี้แล้วก็มาทวนดูซิว่า เอ๊ะ! อารมณ์ตอนนั้นเราเป็นยังไง มีกิเลสอะไรยังไง รุนแรงไปแค่ไหน มันไม่ดีไม่งามขนาดไหน หรือว่าอารมณ์ตอนนั้น โอ้โห! เราดีนะ เราสามารถควบคุมกาย วาจา จิตใจเราก็ควบคุมถึง สามารถที่จะตัดกิเลสได้ทัน ตัดกิเลสได้ทัน เราก็จะรู้ว่า เออ! เรามีความสามารถได้เท่าไหร่ สามารถปฏิบัติธรรมถูกสภาวะ ถูกพฤติกรรม ถูกอาการจริง ทันหรือไม่ทัน มากน้อย ได้ผลหรือไม่ได้ผล เราก็จะมาทบทวน จึงจะเห็นความเกิดความดับ เรียกว่าจุตูปปาตญาณ ญาณที่จะเห็นความเกิดความดับ เหตุการณ์นั้นเกิดจริง เหตุการณ์นั้นเกิดแล้ว มีกายกรรมอย่างไรเกิด มีวจีกรรมอย่างไรเกิด มีการสังขาร มีกิเลสเข้าไปร่วมสังขารในตอนนั้นหรือไม่ มีกิเลสเกิดไหม สามารถลดละกิเลสได้ไหม ญาณจุตูปปาตะ คือรู้จักการเกิดการดับ ก็จะทบทวนย้อนอ่านว่ากิเลสของเราเกิดนะ ตอนนั้นเกิด สัมผัสกับวัตถุ สัมผัสกับคน กับเรื่องราว เหตุการณ์อันนั้นๆ โอ้! แหม! ตอนนั้นกิเลสเราเกิด แล้วเราก็รู้ทัน แล้วเราก็ลดได้ ก็เห็นความดับของกิเลส ลดได้แค่ใด มากน้อย หรือว่าลดได้นิดหน่อย สู้กิเลสไม่ได้ ก็รู้ความจริง มันเป็นการทบทวนความจริงตามความเป็นจริง ผู้ที่รู้ความจริงตามความเป็นจริงท่านเรียกว่าเกิดญาณ ญาณทัสสนวิเสสด้วย เรียกเต็มๆ หรือวิปัสสนาญาณ เป็นวิชชาหนึ่ง เขานับแปดเท่านั้นแหละ อาตมานับเก้า เขานับเป็นวิชชาที่หนึ่งด้วย วิปัสสนาญาณหรือญาณทัสสนะ วิชชาที่สองคือมโนมยิทธิ วิชชาที่สามคืออิทธิวิธญาณหรืออิทธิวิธี วิชชาที่สี่คือทิพยโสต วิชชาที่ห้าคือเจโตปริยญาณ วิชชาที่หกก็บุพเพนิวาสานุสติญาณที่กำลังพูดถึงนี่ วิชชาที่เจ็ดก็คือจุตูปปาตญาณ วิชชาที่แปดอาสวักขยญาณ เขาเรียกญาณแปดหรือวิชชาแปด อาตมาเติมฌานเข้าไปอีกวิชชาหนึ่ง หรือญาณหนึ่ง เพราะในฌานของพระพุทธ พุทธเจ้านั้นไม่มีญาณไม่ได้ ฌานไม่มีญาณไม่ถือเป็นฌานของพระพุทธเจ้า ต้อง มีญาณจึงถือเป็นฌาน ฉะนั้นเริ่มต้นด้วยญาณอันแรก คือญาณที่เกิดจากฌาน ทีนี้ยิ่งคุณเข้าใจที่อาตมาอธิบายให้ฟังแล้วว่า ฌานของพุทธไม่ต้องนั่งหลับ ตา ฌานของพุทธต้องลืมตา มีผัสสะเป็นปัจจัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบสัมผัสรูป รส กลิ่น เสียง อะไร แล้วก็สามารถที่จะมีมุทุภูตธาตุ จิตเจตสิกที่แวว ไวนี่ อ่านเข้าไปในจิต วิจัยเข้าไปในจิตของเราเองได้ รู้กายกรรม รู้วจีกรรม รู้จิต รู้มโนกรรมด้วย วิเคราะห์ไปจนกระทั่งได้ถึงขั้นเวทนาในเวทนาอีกด้วย ตามที่ได้อธิบายมาแล้ว แล้วก็รู้จักสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออุเบกขาเวทนา ยิ่งรู้ไปถึงร้อยแปดเวทนา ผู้ใดไม่รู้ก็ฟังผ่านๆไปก็แล้วกัน ภาษาวิชาการซึ่งมีสภาวะรองรับ ฝึกปรือเรียนรู้แล้วมันก็จะรู้จักพวกนี้ ก็ยิ่งนั่นแหละ คุณก็ยิ่งสามารถที่จะรู้ความเกิดความดับต่างๆ ได้จริง เพราะฉะนั้นฌานลืมตาที่ขณะมีสัมผัสเป็นปัจจัยนี้ คุณอ่านปัจจุบันธรรมใดทัน มีมุทุภูตธาตุ สามารอ่านเข้าไป วิจัยเข้าไปในจิตได้ จับกิเลสได้ สู้เดี๋ยวนี้ ลดละเดี๋ยวนี้ได้ทันที นี่เป็นการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าตามหลักโพธิปักขิยธรรม มีโพชฌงค์ 7 มีมรรค 8 ประกอบพร้อม โพชฌงค์ 7 กับมรรค 8 นี่แหละเป็นหลักการใหญ่ของการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ก็จะเกิดสภาพ เกิดจริง เป็นจริง ได้จริง ผู้ใดปฏิบัติประพฤติฝึกโพธิปักขิยธรรม หรือฝึกโพชฌงค์เจ็ดมรรคแปดนี่จริง ผู้นั้นก็จะรู้ว่าเรามีความชำนาญในมรรค 8 โพชฌงค์ 7 หรือชำนาญในโพธิปักขิยธรรมขึ้นเท่าใดๆ ยิ่งเราไปทบทวนเตวิชโช ระลึกย้อนหรือว่าเราปฏิบัติมาได้เท่าไหร่ จุตูปปาตญาณมีแค่ไหน มีความเกิดความดับ ทบทวนไปเมื่อไหร่ๆก็ โอ๊! มีแต่กิเลสเกิด สู้กิเลสไม่ค่อยได้ ก็ยังดีนะ คุณทบทวนความจริงออก เพราะฉะนั้นญาณที่รู้หรือวิปัสสนาญาณ หรือญาณทัสสนวิเสส ญาณทัสสนะ นี่ท่านถึงแปลว่าการรู้ความจริงตามความเป็นจริง เราเรียกว่าญาณ หรือเราเรียกว่าปัญญาที่แท้ อธิปัญญา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญานี่ อธิปัญญาคือตัวนี้ ปัญญาที่รู้ความจริงตามความเป็นจริงนี่ ไม่ใช่ปัญญาที่ไปหยิบเรื่องมาตรรกะ นึกคิดเหตุผลอะไรๆไปตามเรื่องตามราว แล้วผกผันฝันเฟื่องไปเป็นโน่นเป็นนี่ อะไรต่ออะไรต่างๆ มีนิมิต มีเรื่องราวอะไรประกอบด้วย เพ้อเจ้อไปใหญ่โต ในประเด็นความหมายที่อาตมากำลังอธิบายให้ฟังนี่ อาตมาจะต้องพูดซ้ำ ซากในเรื่องความหมายพวกนี้อีกมาก อีกนาน ใครจำได้ ใครเข้าใจดีแล้วก็ฟังซ้ำฟังซาก ใครเข้าใจยังไม่ได้ก็ฟังไปเรื่อยๆ นี่เป็นเพียงอธิบายในเรื่องของสภาวะ ลักษณะการปฏิบัติธรรมด้วยมรรคองค์ 8 โพชฌงค์ 7 ของพระพุทธเจ้า หรือโพธิปักขิยธรรม 37 ปฏิบัติด้วยสูตร 4 5 7 8 นี่เป็นสูตรวิเศษของเรา ซึ่งอาตมาเอาตัวเลขนี้มาเรียก อาตมายังไม่เห็นอาจารย์ใดๆ เขากำหนด อาตมากำหนดเอง แล้วพวกเราก็เข้าใจแล้ว อาตมาไม่ได้โมเมนะ ไม่ได้มาใบ้หวยด้วย 4 5 7 8 มาจากอะไรก็รู้กันอยู่แล้วสำหรับผู้ได้เรียนมา ผู้ยังไม่ได้เรียน มากระซิบคนข้างๆ ถาม แต่อย่าพึ่งถามตอนนี้เดี๋ยวเขาจะรำคาญ ซึ่งเป็นทางเอก ทางวิเศษที่พระพุทธเจ้าท่านสอน ประพฤติอันนี้ให้ได้ ประพฤติอันนี้ให้เป็น ถ้าผู้ใดก็ตามประพฤติ ถือศีล ปฏิบัติสมาธิจนเกิดปัญญาเรียกว่าไตรสิกขา ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์นี้ ไม่อยู่ในรูปรอยโพธิปักขิยธรรมนี้ นี่คือผู้ปฏิบัติยังไม่ถูก ทาง ปฏิบัติศีลก็เป็นสีลลัพพตุปาทาน ปฏิบัติสมาธิก็เป็นมิจฉาสมาธิ ไม่ใช่สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิเกิดจากมรรคทั้ง 7 มรรค 8 นี่ มรรคทั้ง 7 มีสัมมาสมาธิเป็นองค์ที่ 8 ปฏิบัติตั้งแต่สัมมาทิฐิจนถึงสัมมาสติ 7 องค์นี่ มีสัมมาทิฐิก็คือความเห็น ความเข้าใจ ขณะที่อาตมาอธิบายนี่เป็นนิเทศไป ก็เอาอุเทศมาอธิบายไปอยู่นี่ คุณฟังความหมาย ทำความเข้าใจ ทำไปเรื่อยๆ ฟังปริยัติไปเรื่อยๆ แล้วคุณก็เอาไปปฏิบัติจริงตามที่คุณเข้าใจ ไปฝึกด้วย มีสติรู้ตัว มีความพยายามเรียกว่าวายามะกับสติ มีทิฐิเป็นตัวเข็มทิศ เป็นตัวแผนที่นำ เสร็จแล้วคุณไปพยายาม คุณต้องเข้าใจอย่างไร คุณก็ต้องทำตามที่คุณเข้าใจ คุณมีปัญญารับได้เท่าไหร่ คุณก็ต้องไปปฏิบัติตามที่คุณเข้าใจหรือคุณมีปัญญารับได้นั่นแหละ โดยมีสติรู้ตัวเสมอ มีสติแล้วก็พยายามให้มีสติ พยายามที่จะทำตามที่เราเข้าใจว่าเราจะปฏิบัติกับสังกัปปะ ปฏิบัติกับความคิดทางจิต ปฏิบัติกับวาจา ปฏิบัติกับการกระทำทุกอย่าง กระทำอะไรๆทุกอย่าง ปฏิบัติกับงานกับอาชีพที่ทำอยู่ตลอดเวลา คุณจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะลดมิจฉาต่างๆ ของสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ซึ่งเป็นองค์อีกสี่องค์ เป็นตัวปฏิบัติแท้ องค์ทั้งสี่นี่ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะนี่ เป็นตัวปฏิบัติธรรมะแท้ๆ อยู่ในองค์ทั้งสี่ตัวของมรรคองค์ 8 คนที่จำมรรคองค์แปดไม่ได้เลย ก็คงจะหนักหน่อย ในการฟังธรรมะที่อาตมากำลังอธิบาย แต่ถ้าใครจำมรรคองค์แปดได้คล่องดี ฟังมันจะดี เข้าใจดี มรรคองค์ 8 มีสัมมาทิฐิ นี่มาทบทวนกันวันออกพรรษานะ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมา สติ มี 7 องค์นี่ เป็นตัวปฏิบัติ ปฏิบัติ 7 องค์นี่ แล้วจะสั่งสมลงเป็นสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิจะสร้างสมาธิจากองค์ทั้ง 7 นี่ปฏิบัติของพุทธ ใครสงสัยว่าอาตมาเอา มาจากไหน ไปอ่านมหาจัตตารีสกสูตร พระไตรปิฎกเล่ม 14 นะ ไปอ่านดู มหาจัตตารีสกสูตรทั้งสูตรนั่นแหละ ท่านอธิบายอันนี้ไว้ ไว้ชัดแต่ว่าสั้นๆนะ อาตมามาขยายความออกมา จนกระทั่งกลายเป็นหนังสือสมาธิพุทธเล่ม 1 เล่ม 2 ยังไม่ทันทำต่อเลยนี่ เล่มหนาขนาดนี้ ปกแข็ง เพราะว่านี่เป็นหลักการใหญ่ของศาสนาพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น 7 องค์นี่แหละ สัมมาหรือมิจฉาก็แล้วแต่ ถ้ามันไม่ถูกก็เป็นมิจฉา ถ้ามันถูกก็เป็นสัมมา ทั้ง 7 องค์นี่มีสัมมาทิฐิเป็นประธาน มีความเห็นความเข้าใจเป็นประธาน แล้วมีวายามะ คือความพยายามกับสติเป็นตัวที่ช่วยทิฐิปฏิบัติ ท่านเรียกว่ามีสัมมาวายามะกับสัมมาสติ เป็นตัวห้อมล้อม สัมมาทิฐิเป็นประธาน ความพยายาม ที่จะทำให้ลงร่องลงตัวกับการปฏิบัติ ปฏิบัติอะไร ปฏิบัติให้รู้ว่า อะไรเป็นมิจฉาสังกัปปะ อะไรเป็นมิจฉาวาจา อะไรเป็นมิจฉากัมมันตะ อะไรเป็นมิจฉาอาชีวะ ลดเปลี่ยนจากมิจฉาให้เป็นสัมมา เช่น สังกัปปะมีมิจฉา 3 กามวิตกเป็นอย่างไร อารมณ์ของจิตนั่นเองมันคิดวิตก คือการนึกคิด ตริตรึก ไตร่ตรอง มีอาการ มีความคิดความเป็นอยู่ที่จิต มันเป็น อย่างไรล่ะ มันตักกะ มันคิดอยู่ มันมีความคิด มีอาการ มีอารมณ์ มีตักกะ วิตักกะ คิดมาก คิดลึก คิดตื้นยังไง ก็คิดอยู่งั้นน่ะ อารมณ์อย่างนั้น เป็นอารมณ์กาม คุณต้องอ่านให้ออกว่านี่เป็นกามนะ นี่ลักษณะทางกาม มันกำลังต้องการ อยากใคร่เอามาให้แก่ตัวเอง โดยเฉพาะเอามาในทางรสของ รูป เสียง กลิ่น รสทางลิ้น สัมผัสทางกาย เรียกว่ากามคุณ 5 มันอยากได้รสอร่อยทางรูป รสอร่อยทางเสียง รสอร่อยทางจมูก รสอร่อยทางลิ้น รสอร่อยทางกาย อะไร อย่างนี้ ให้มันได้สมใจฉัน มีอุปาทานอยู่ในใจ ยึดติดว่า รูปอย่างนี้ ได้สมใจ รูปอย่างนี้ชอบ รูปอย่างนี้ไม่ชอบ ไม่สวยไม่งาม ได้รูปไม่สมใจ สมเหมาะสมใจ ได้เสียงไม่สมเหมาะสมใจ เสียงอย่างนี้ไม่ชอบ เสียงอย่างนี้ดังไป ไม่ไพเราะ ไม่เสนาะอะไรก็ตามใจ ไม่ชอบ ไม่ชอบคุณก็ผลัก ชอบคุณก็จะเอามาสมใจ ถ้าได้สมใจคุณก็สมกาม พอเสพสมกามได้สมใจปั๊บ กิเลสก็อ้วน สมใจ กิเลสก็อ้วน ถ้าไม่สมใจ ไม่ได้สมใจก็โกรธ ไม่ชอบใจ กิเลสก็จองเวร ข้าต้องเอาให้ได้อีก คราวหน้า มันจะแรงหรือเบาก็แล้วแต่ มันไม่ยอมง่ายๆนะคนน่ะ มันอยากได้อย่างนี้แล้วมันก็ไม่ได้สมใจ มันเมื่อยมันก็พัก หรือคิดว่า เออ! คราวนี้ข้าไม่ได้ ยังมีคราวหน้า เพราะกาละยังมี ข้ายังไม่ตาย ข้าจะเอาให้ได้ แม้ตายแล้วชาติหน้าเอาใหม่ กิเลสมันไม่ได้เคยบอกว่ามันจะหยุดนะ ชาติหน้าหยุดแล้ว วินาทีข้างหน้าฉันจะหยุดแล้ว ไม่เอาต่อแล้ว ไม่อยากได้แล้ว ไม่เคยรู้หรอก อวิชชา ด้วยความโง่ของมนุษย์ มันไม่เคยรู้อย่างนี้ เดี๋ยวนี้พวกคุณมาฟังธรรมะ บางคนคุณรู้แล้ว แม้คุณจะบอกตัวเองว่า ไม่เอาแล้วละ จริงรึเปล่าๆ อาตมาว่าเรียนรู้โดยเหตุผลด้วยภาษานี่ พวกที่นั่งๆนี่เคยฟังอาตมาพูดมาแล้วนี่ อาตมาว่าเข้าใจทุกคน รู้ดีทุกคน นั่นล่ะบอก แหม! เข็ดจริงๆ ไม่เอาอีกแล้วล่ะ กิเลสอันนี้ไม่เอาอีกแล้ว แต่พอเสร็จแล้วก็ เอ้! ทำไมมันยังอยู่ มันยังจะเอาอีกล่ะ แหม! ไอ้อร่อยนี่ก็รู้แล้วว่าไม่น่าจะเอาอร่อยนี้อีกน่ะ มันก็ยังอยากจะเอาอร่อยนี้อีก ไอ้สุขอันนี้ก็ แหม! มันจะต้องเอามาเสพสุขอันนี้ให้ได้อีก ก็ว่ามันเป็นทุกข์ก็รู้อยู่แล้วละ บอกแล้วว่าไม่เอาน่ะ ไม่เอาน่ะ เดี๋ยวมันก็ขึ้นมาอีกแล้ว ดีไม่ดีไม่รู้ตัวหรอก เอาเข้าไปแล้ว สวาปามเข้าไปแล้ว เสพอร่อยเข้าไปเต็มกามแล้ว กามก็อ้วนเข้าไปแล้ว ต๊าย! เผลอ ไม่มีทางแก้ กิเลสอ้วนแล้วก็อ้วนเลย ไม่มีทางแก้ เอายางลบชนิดเคมีธาตุอย่างเก่งขนาดไหนมาลบก็ไม่หาย คุณจะมียางลบประเภทเคมีเก่งขนาดไหนมาลบก็ไม่มีทางหาย สั่งสมแล้วก็สั่งสมเลย เป็นกรรม เป็นกิริยาของจิต กิเลสที่ทำขึ้นมาจริง เป็นพฤติกรรมของ มัน มีบทบาทของมันเกิดแล้วจริง เพราะฉะนั้นอาตมาเน้นรายละเอียดพวกนี้ นี่ยังจะอธิบายชอนไชปฏิบัติไป อีกได้มาก พยายามอธิบายโดยภาษาไทยนี่แหละ วิจัยวิเคราะห์ให้คุณฟัง ถ้าคุณ ฝึกได้ดังที่อาตมากล่าวนี่ ก็จะได้ผล สั่งสมไป ฝึกฝนไป อบรมตนเองไป มีการรู้เท่าทัน มีสติ สติที่เรียกว่าสัมมาสติ หรือสติสัมโพชฌงค์ เป็นสติพระอาริยะ ถ้าคุณมีสติสัมโพชฌงค์ปฏิบัติอยู่ หรือเป็นสัมมาสติ ที่ทำงานอย่างถูกต้องจริง เรียกว่าสติไม่ใช่สติปุถุชน ไม่ใช่สติกัลยาณชน แต่เป็นสติที่อยู่ในองค์แห่งการตรัสรู้ เป็นสติที่มันรู้แล้วว่าเรากำลังมีสติ มีองค์ธรรม มีรู้สังกัปปะ รู้การคิดนึก รู้วาจา ว่าเราพูดนี่ มิจฉา 4 ของวาจาเป็นยังไง เราจะต้องรู้ว่ากิเลสตัวนี้นะ นี่มันพาพูดปด กิเลสตัวนี้มันพาพูดส่อเสียด กิเลสตัวนี้มันพาพูดหยาบคาย กิเลสตัวนี้มันพาพูดเพ้อเจ้อ รู้กิเลส รู้อาการของกิเลสในจิต แล้วฆ่าตัวตัณหาที่เป็นทุกขสมุทัย ทุกขสมุทัยคือตัวตัณหา ตัวกิเลสนั่นแหละ กิเลสที่มันอยาก มันอยากจะเอามาเสพให้เป็นกามหรือเสพตามอัตตามานะ มีกามตัณหากับภวตัณหา เรารู้อาการมันนะ รู้ว่า เออ! นี่เป็นอาการ ยิ่งคุณอ่านเข้าไปถึงอาการมันชัด รู้อาการจริง แล้วคุณก็ทำให้อาการนั้นน่ะลดลงได้จริง ไอ้อาการลดนี่แหละคือคุณเห็นความไม่เที่ยง อนิจจานุปัสสี ตามเห็นความไม่เที่ยง อาตมาก็อธิบายถึงความไม่เที่ยง แต่ในพยัญชนะ ในพระไตรปิฎกนี่เข้าใจ ยาก ก็เลยไปคิดเป็นตักกะอีกแหละ พิจารณา เราได้ให้ทำแบบฝึกหัด ให้พิจารณาคำข้าว อาหาร อ่านอาการ เห็นความไม่เที่ยงในรส เห็นความไม่เที่ยงในกิเลส เห็นความไม่เที่ยงในรูป รูปนี่มันไม่เที่ยงรู้อยู่แล้ว รูปไม่เที่ยงนี้วางไว้ ประเดี๋ยวมันก็ไม่เที่ยง หรือมันไม่เที่ยง ก็มันมีรูปมานี่นะ แหม! แกะสลักฟักเป็นรูปนก แหม! สวย เดี๋ยวก็เอาเข้าปากเคี้ยว มันจะไปเหลือรูปนกที่ไหน มันก็ไม่เที่ยงให้เห็นอยู่แล้ว ไอ้รูปอย่างนั้นน่ะ ทำลายรูปอยู่แล้ว ไปเสียดายรูปนกที่เป็นตัวฟักที่แกะมาไม่ได้แล้วนะ ก็จะกินมันน่ะ ก็จะกินมัน อ่าน นี่รูปง่ายๆ ความไม่เที่ยงธรรมดา แต่ความไม่เที่ยงอย่างนี้มันไม่ได้เป็นกิเลสอะไรเท่าไหร่ จะเป็นกิเลสตรงที่คุณยังไปหวงแหนรูปนก พอทำลายรูปนกก็ทุกข์ก็เจ็บปวด แต่ถ้าคุณไม่เจ็บปวดอะไรมากมาย รูปนกก็วางใจแล้ว ช่างหัวมันซิ ก็กินมัน มันก็ต้องไม่เที่ยง คุณก็วางใจ ก็หมดทุกข์แล้ว แต่ไอ้ทุกข์มันไม่ได้อยู่ที่รูปนกเท่านั้น ทุกข์มันอยู่ที่ตัวกิเลส ตัวอุปาทาน ตัวตัณหาที่ติดยึด ผูกยึด อุปาทาน คือตัวติดยึดอยู่ว่า อย่างนี้มันต้องมีรสชาติ อย่างนี้มันต้องอร่อย อย่างนี้มันได้กินแล้วภาคภูมิ เป็นกิเลสประเภทภาคภูมิก็มีนะ ได้กินภาคภูมิ แหม! ฉันได้กินอาหารฮ่องเต้ อาหารอะไรแล้วแต่ ทั้งๆที่จริงแล้วรสชาติสู้อาหารนี่ ที่สันติอโศกนี้ก็ยังไม่ได้เลย แต่เขามันมีค่าความหลง มีอุปาทานความหลงอยู่เยอะแยะ ที่ลึกซึ้งก็คือว่า ยังไม่ เข้าใจว่า คำว่าไม่เที่ยง แหม! อาตมาก็ไม่รู้จะว่ายังไง เมื่อยนะ อธิบายแล้วอธิบาย อีก อธิบายไปตั้งไม่รู้เท่าไหร่ว่า ความไม่เที่ยงนั้น ไอ้รูปไม่เที่ยง มันไม่ยากเท่าไหร่หรอก รูปไม่เที่ยง ตาไม่เที่ยง เพราะตาเดี๋ยวก็เปลี่ยนไป ตามันก็เปลี่ยนไปดูอันอื่นแล้ว มันก็ไม่เที่ยงแล้ว มันก็เห็นชัดๆอยู่แล้ว มันไม่มีปัญหาเท่าไหร่หรอกเรื่องพวกนี้ ไม่ใช่ตัวความไม่เที่ยงของสมุทัย ฟังชัดๆ ความไม่เที่ยงของทุกข์สมุทัย เมื่อดับตัวทุกข์สมุทัย หรือลดตัวทุกข์สมุทัยได้ เหตุ พูดภาษาไทยชัดๆ ดับตัวเหตุคือ ตัวกิเลสตัณหา ดับ หรือว่า ลดค่าของมัน มันไม่เที่ยงคือ มันลด เห็นความไม่เที่ยงอันนี้ เสร็จแล้วก็ไปเป็นตรรกะ โอ๊! กินอาหาร ดูคำข้าวนี้มัน ไม่อร่อย แล้วก็เห็นความไม่เที่ยง เออ! ประเดี๋ยวมันก็อร่อย ประเดี๋ยวมันก็ไม่ อร่อย ไอ้นั่นมันก็เป็นอารมณ์ ฟังให้ดีนะ จับไม่ชัด เห็นอารมณ์เท่านั้นว่า เออ! ประเดี๋ยวบางครั้งมันก็อร่อย บางครั้งมันก็ไม่อร่อย มีความไม่เที่ยง มันก็จริงเหมือนกัน จริงเหมือนกันว่าอารมณ์ของคนไม่เที่ยง แต่มันยังไม่ใช่สมุทัยนะ ฟังให้ชัดนะ อาตมาเคยอธิบายแล้วว่า กิเลสมันก้อนเท่านี้ คนในโลกีย์ คนในโลกที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะนี่ ไม่รู้จักหรอกว่ากิเลสก้อนเท่านี้ เท่าไหนไม่รู้เรื่องหรอก อาตมากำหนดให้ฟังเท่า นั้นเองว่ากิเลสมันก้อนเท่านี้ สมมุติว่าร้อย เอาเลยเท่านี้ ใส่เลขมันเข้าไปว่าร้อยเปอร์เซ็นต์หรือร้อยหน่วย เสร็จแล้วถ้าคุณไม่รู้เรื่องในการปฏิบัติธรรม กิเลสที่คุณจะกินอร่อยนี่ พอคุณได้กินอร่อยสมใจ กิเลสก็อ้วน ร้อยอาจจะสมใจ แหม! ปลาบปลื้มมาก ผนึกมาก มันอาจจะขึ้นเป็นร้อยสิบ แน่ อ้วนเข้าไปร้อยสิบแล้ว มันไม่เที่ยงนะ แต่มันอ้วน มันโต มันใหญ่ กิเลสหนาขึ้นๆ ภาษาปุถุนี่ แปลว่าหนา กิเลสมันหนาขึ้น มันมากขึ้นนั่นเอง นี่คือความไม่เที่ยง พวกคุณก็ยังมีอยู่ อย่าเพิ่งมาพูดเลย อาตมาไม่อยากจะฟัง เหม็นขี้ฟัน อย่าเพิ่งมาปฏิเสธ เพราะอาตมารู้ดี อาตมาปฏิบัติมานี่ กว่าจะหมดอร่อยจริงๆนี่ มันไม่ใช่ง่ายๆนะ แล้วหลายคนก็ฟังธรรมะ ต๊าย! กินไม่อร่อย ตายซิ อย่างนี้จะไปมีชีวิตชีวาอะไรกันล่ะ แน่นอน คนข้างนอกเขามาเจอไอ้นี่เข้า เขาจะไม่เอาก่อนเลย ว้าย! กินไม่อร่อยเหรอ อยู่ได้เหรอ ก็กินข้าวไม่ลงน่ะซิ ตาย ผอมแห้งแรงน้อยตายเลย แล้วมีชีวิตชีวา กินไม่อร่อยเป็นยังไงล่ะ ต๊าย! เขายังหวงแหน เขายังรู้สึกว่า เอ๊! ความสุขนี่ต้องอาศัย ไม่มีความสุขที่จะเป็นรสอร่อยกิน ทางกินนี่ พูดถึงกินอย่างเดียว ไม่ต้องเอาถึงตา หู จมูก ลิ้น กาย พวกกินนี่เป็นเรื่องใหญ่ ว้าย! จะทำยังไงชีวิต แต่ทีนี้ถ้าเผื่อว่าใครกล้าหาญมาปฏิบัติ เอาน่า ลองดู จะเห็นจริงว่ามันไม่เป็นดังคิดหรอก มันไม่อร่อยก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ยิ่งสบายเลย ยิ่งกินไม่อร่อยน่ะยิ่งดี เราไม่ติดชอบและไม่ติดชัง ยิ่งแก้ได้ทั้งสองด้าน ชอบก็ไม่ติด ชังก็ไม่ติด ผลักก็ไม่ติด ดูดก็ไม่ติด เคี้ยว ก็ง่ายเลย กลืนก็ลงดี ก็มันไม่ผลักไม่ดูด ก็กลืนเข้าก็แล้วกัน พยายามดูดกลืน ก็ปฏิกิริยาของการเคี้ยว เคี้ยวกลืนมันก็ธรรมดา ธรรมชาติมันมีอยู่แล้ว ก็ทำมันก็แล้วกัน สบาย มันไม่มีผลัก ไม่มีดูดอะไรแล้ว ยิ่งสบายกว่าเลย เพราะฉะนั้นเราจะกินก็กิน มาเข้าประเด็นตรงว่า ไม่เที่ยง ที่อาตมาอธิบายแล้วอธิบายอีก ก็เข้าใจความไม่เที่ยงนี่ไม่ได้ ยังไปเข้าใจตรรกะอยู่นั่นเอง อารมณ์ก็ไม่เที่ยงนะ เดี๋ยวมันก็สุข เดี๋ยวมันก็ทุกข์ เดี๋ยวมันก็อร่อย ยังดีนะ ยังไปหาสุขเวทนาทุกขเวทนา ซึ่งอาตมาก็แตกให้ฟังหมดแล้ว ถ้าสุขที่มันเสพเพราะกิเลสมันต้องการ และมันก็สมใจในสุข เป็นสุขอย่างโลกียสุขหรือเคหสิตโสมนัส มันก็สุขสมใจอย่างคนโลกๆอย่างชาวบ้าน เคหสิตะนี่ อย่างชาวบ้าน อย่างปุถุชนธรรมดา สุขเพราะได้รับรสอร่อย แหม! อาหารคำนี้อร่อย สมใจก็เป็นสุข เป็นเวทนาก็จริง แต่มันยังไม่ได้เจาะลงไปหาตัวตัณหา ตัวกิเลสแท้ บอกเอ็งยังไปตั้งค่าอุปาทานว่า ถ้าเอ็งได้สมใจในรสอย่างนี้ รสอย่างนี่นะ อุปาทาน ก็คือต้องการตามนี้ เมื่อเขาจะต้องได้รส น้ำพริกนี้ จะต้องหวานปะแล่มขนาดนี้ ต้องเปรี้ยวขนาดนี้ ต้องเค็มขนาดนี้ อย่างนี้แหละเหมาะที่สุดที่ตั้งค่าเอาไว้ ถ้าได้ขนาดนี้ แหม! ไคลแมกซ์ อร่อยสมใจ มันได้รสตามที่กำหนด ถูกต้องเป๊ะนี่ สูตรนี้ อย่าผิดสูตรนะ ชั่งตวงวัดเลยเช

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน