210503-243 อภิณหปัจจเวกขณ์-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ015.txt

โฟลเดอร์สมณะโพธิรักษ์ - 2521 อภิณหปัจจเวกขณ์ (107 ตอน )MP3 ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข3 มิถุนายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันพุธที่ 3 พฤษภาคมพุทธศักราช 2521 ตอนนี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์ได้นำหมู่พิจารณาธรรมปฏิเวธก่อนฉันที่พุทธสถานสันติอโศกถ้าเราผู้ปฏิบัติซึ่งจะเป็นอยู่มีชีวิตอยู่แม้กระทั่งการกินเราก็กินได้อย่างเป็นอรหันต์กินได้อย่างไม่เป็นทุกข์แม้ไม่มีจะกินเราก็เป็นอยู่ได้โดยไม่ทุกข์แม้ไม่มีจะกินเพราะว่ามันเพราะว่ามันไม่มีตามสภาพคือมันพอมีได้เรากินพอ อาหารอย่างไรที่มันเป็นสาระแท้เราก็กินได้เราจึงเป็นผู้ที่กินอย่างเป็นอรหันต์แท้ตามที่มีรายละเอียดและทำความเข้าใจสู่กันฟังแล้วเราก็ปฏิบัติที่สุดเพื่อที่จะเป็นอยู่ได้ในการกินก็ยังเป็นอรหันต์การเป็นอยู่เราก็จะเป็นอรหันต์เราจะเป็นผู้มีชีวิตอยู่อย่างง่ายสบายและก็เป็นผู้ที่กระทำการสร้างสรรค์จรรโลงเป็นผู้มีประโยชน์สูงกระทำอะไรก็รู้จักแนวแห่งการประหยัดคำนวณได้กระทำได้ตรงตามที่เรารู้เราเข้าใจชัดแจ้งเป็นพวกมีประโยชน์อยู่จริงมีการงานก็ เดือดร้อนต่อการงานรู้หมดรู้ควรมีวิริยารัมภะมีอุฏฐานะมีวิริยะอย่างแท้จริงเป็นผู้ขยันหมั่นเพียรเป็นผู้ที่จะขวนขวายรู้จักจิตรู้จักการรู้จักพักรู้จักเทียนในขณะที่อยู่เป็นอยู่เราจะรู้ถึงจิตของเราเองว่าเรามีการงานก็ดีมีการกระทำอะไรก็ดีมีสัมผัสที่จะต้องเกี่ยวข้องกับทั้งผู้คนเกี่ยวข้องทั้งกิจกรรมต่างๆที่เราจะทำอยู่ทั้งสถานที่ทั้งที่ไปที่มาก็ดีสิ่งที่จะเกิดอยู่เป็นสิ่งที่ยังอยู่เราก็จะเข้าใจต่อการกระทำงานกับสิ่งเหล่านั้นโดยไม่กระเทือน เห็นใจเราเบาเบิกบานแจ่มใสเป็นผู้รู้รู้ตามจริงตามความเป็นจริงอะไรควรขนาดไหนอะไรยังไงไม่มีอุปสรรคไม่มีโทมนัสไม่มีทุกข์ไม่มีปริเทวะนาการไม่มีโศกเศร้าหมองเพราะเราเข้าใจอย่างแท้ว่าเราจะไม่ขอพบของชาติเราจะไม่มีอุปทานเราจะมีปัญหาไม่มีสิ่งอยากสิ่งใดซึ่งเป็นโลภะโทสะโมหะจะแท้จริงอ่านกิริยาจิตออกว่าตัณหาเพื่อตัวเพื่อตนเป

อ่านต่อ

็นอย่างนี้อุปทานเพื่อตัวเพื่อตนเป็นอย่างนี้เราไม่มีและไม่มีแล้วเราก็ไม่สะเทือนใจจนถึงขั้นอึดอัดขัดเคืองเรารู้เท่าทันว่าเป็นอย่างนี้มากระทบสัมผัส รู้รู้พอเหมาะพอสมพิจารณาแล้วก็ปล่อยก็วางไม่มีการเสียใจน้อยใจเว้าใจแหว่งใจรู้อยู่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเป็นอย่างนั้นรู้ชัดแจ้งอันใดที่ควรจะติดตามจะสืบสาวราวโยงอยู่ก็รู้แต่ก็ไม่ติดห้อยไม่รู้จักแล้วไม่รู้จักหยุดติดต่อไม่รู้จะตัดไม่ใช่อย่างนั้นเรารู้จักปริเทวะนาการว่ามันเป็นทุกข์ถ้าเกิดว่าติดต่อจะไม่รู้จะตัดจนไม่รู้ขอบเขตจนไม่รู้ความเจ็บความพอมันก็ยังเป็นทุกข์อยู่ตลอดกาลและจะต้องรู้เขตรู้จักรู้ขอบรู้ความพอความจบสิ่งใดที่จะเกิดการเศร้าหมองเกิดการไม่ มีงานเราจะต้องทำให้สะอาดทะลุความสะอาดรู้ความแจ่มใสไม่เศร้าไม่มองที่แท้จริงทั้งนอกทั้งในเราจึงเป็นผู้ที่รู้จิตเป็นผู้ที่เป็นไปได้จริงทำอยู่เสมอเพราะงั้นมันจะมีบทปฏิบัติก็อยู่ตรงที่เราจะต้องรู้ผัสสะต่อทวารนอกแล้วก็โยงเชื่อมไปจนถึงทวารคิดปรับปรุงจิตอยู่ตลอดเวลาเราเป็นผู้เบิกบานแจ่มใสเป็นผู้ใหม่โศกเป็นผู้ใหม่ทุกอึดอัดอัดเครื่องน้อยใจเสียใจอันเป็นฐานแห่งความทรมานความทุกข์ยากความลำบากเราสบายใจและเราก็ยังมีหลักเกณฑ์ในการที่จะรู้ว่าแม้มันจะสบายใจแล้วมัน รื่นเริงบันเทิงใจมากไปเราก็ยังจะต้องปล่อยในสิ่งเหล่านั้นรู้เท่าทันในสิ่งเหล่านั้นไม่สะสมสิ่งเหล่านั้นให้จัดให้หยาบให้มากขึ้นจนกลายเป็นเราเองจะต้องหยาบกร้านเป็นไปอย่างโลกิยะอย่างโลกอีกเราจะมีการเบิกบานแจ่มใสพอประมาณและจะไม่ให้แก่ขึ้นแต่จะให้อ่อนลงให้จางคลายให้ปล่อยปละให้ปล่อยอยู่ปล่อยอยู่ที่เป็นทิศทางผู้ใดทำทิศทางนี้ได้โดยสามัญสำนึกโดยการรู้เท่ารู้ทันอยู่ผู้นั้นก็เป็นผู้เข้าใจและก็ทำให้คุณตราบที่เรายังมีจิตคิดเป็นอยู่มีสติสัมปชัญญะเราจะเป็นอยู่ด้วยการเข้าใจทิศทาง ทฤษฎีแบบที่ว่านี้เป็นผู้รู้เท่าทันในอนิจจังเป็นผู้รู้เท่าทันในวิราคะมีการปล้นปล่อยมีการจางคลายและรู้เท่าทันในบทจบที่สุดในวัณโรคอยู่เหนือจิตอยู่ทุกอยู่เหนือทุกสภาพเป็นจุดที่ทนได้โดยไม่ยากทนได้โดยไม่ลำบากเป็นจุดที่รังสรรค์ก่อสร้างอย่างดีอย่างไม่ใช่หลงเอายึดมาเป็นของเราเข้าใจทุกจุดอยู่และพบมีอริยมรรคองค์ 8 ดำเนินไปอย่างพอดีการเป็นอยู่ดังกล่าวนี้จึงเป็นการเป็นอยู่อย่างมีสัมมาทิฏฐิอย่างรู้และเข้าใจแม้จะเริ่มต้นตั้งแต่เริ่มคิดเริ่มคิดอ่านอาจจะคิดเป็นสัมมาสัมพุทโธรู้ในวาจาของ รู้ในการงานของเราเป็นที่สุดรู้ว่าชีวิตของเราก็คือความมีชีวิตที่จะเป็นประโยชน์อยู่พระกรุพรรคเพียรก็รู้เพียงและเราได้เป็นผู้มีความพยายามในสิ่งที่ควรได้พยายามอยู่อย่างจริงที่จะเป็นประโยชน์สูงประหยัดสุดได้เป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะรู้เท่าทันสิ่งที่ควรรู้เท่าทันรู้จะตัดรู้จักวางและก็รู้จักสร้างรู้จักก่ออยู่อย่างดีจริงจึงเป็นผู้ที่เข้าใจรอบและถือว่าเป็นผู้ที่มีสัมมาสมาธิมีจิตอันสูงเท่าที่เราทำได้มีเจตนาเป็นที่สุดด้วยกุศลและเจตนาอย่างกุศลและเจตนานั้นไปจริงสร้างกุศลให้ถึงพร้อมด้วยกุศลอย่างไม่ประมาท จึงเป็นที่สุดของที่สุดแห่งความเป็นอยู่เราจะเป็นอยู่ได้โดยสบายตนและเป็นผู้ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นจึงเรียกว่าเป็นประโยชน์ตนตรงที่มีสบายตนและเป็นประโยชน์ท่านตรงที่มีการสร้างสรรค์ได้แก่ผู้อื่นได้อย่างแท้จริงเชื่อมโยงสืบต่ออยู่นี่แหละคือที่สุดแล้วเราก็จะต้องพยายามปรับปรุงตนให้เข้าสู่ที่สุดไม่จริงให้สะอาดสุขุมลึกซึ้งเราจึงจะเป็นผู้เป็นนักปฏิบัติธรรมที่ได้ผลที่แท้จริง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน