600119_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาตายก่อนตาย.docx
เนื้อหาในไฟล์
600119_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาตายก่อนตาย
สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม 2560 คราวที่แล้วพ่อครูนำโพธิราชกุมารสูตร ที่อธิบายถึงทางพ้นทุกข์ ว่า ความสุขอันบุคคลจะพึงถึงได้ด้วยความสุขไม่มี ความสุขอันบุคคลจะพึงถึงได้ด้วยความทุกข์แล ตอนนี้ที่ริมมูน มีชาวศรีโคตรบูรณ์อโศก มาช่วยปลูกแตงไทย ปีที่แล้วปลูกได้มาก แตงกวาก็ปลูกได้มาก ตอนมีแตงกวาน้อยๆ ก็กินอร่อย ตอนมันมีมาก ก็ไม่ค่อยอร่อยแล้ว ได้เห็นความไม่เที่ยงของความอยาก เราไม่สามารถเข้าถึงความสุขด้วยความสุข พ่อครูว่า เราไม่สามารถเข้าถึงความสุขด้วยความหลอก จะเข้าถึงความสุขด้วยความทุกข์ หรือต้องเข้าถึงความสุขด้วยความจริงเท่านั้น เราเลิกเนื้อสัตว์ตอนแรกๆ ก็ยังฝันถึงเนื้อสัตว์ ถึงไข่ พอเราฝึกไปมากๆ ก็จะไม่มีอาการเหล่านี้ จะเข้าถึงได้ก็ด้วยการปฏิบัติเป็นลำดับ
พ่อครูว่า...วันนี้เด็กๆมาฟังธรรม ใครจะถามปัญหาก็เขียนมา หรือจะถามสดก็ได้ ก่อนจะได้คุยกันก็ขออ่าน sms วันที่ 18 มกราคม 2560
ปรมัตถสัจจะและสมมุติสัจจะ _0893867xxx นมก.พ่อครูฯสอนฌานอันมีสมาบัติ 8 คือ รูปฌาน 4 อรูปฌาน 4 ถ้าเรียนรู้ละวางฌานที่เป็นรูปธรรม ฤาอรูปธรรมที่เป็นอารมณ์ได้ จะเข้าถึงปัจจเวกขณญาณ จึงจะบรรลุมรรคผลได้ไหม? ตอบ...คงหมายถึงฌานแบบฤาษี เป็นฌานสะกดจิต ปัจจเวกขณญาณ คือญาณที่อ่านทบทวน อ่านความจริง ความจริงนั้นมีสองความจริงใหญ่ๆ คือสมมุติสัจจะ กับปรมัตถสัจจะ สมมุติสัจจะ คือสัจจะที่รู้ร่วมกันกับคนอื่นทั้งหลาย สัมผัสแล้วรู้ตรงกัน เป็นหนึ่งเดียว ข้างหน้าอาตมานี้มี ดอกจาน สีแสด นี่เป็นดอกอัญชัญ สีน้ำเงิน ทุกคนตาไม่บอด ประสาทตาดี มองเห็นตรงกันหมดเลย ไม่ว่าจะไทย แขก จีน ฝรั่ง ชาติไหนก็แล้วแต่ เป็นหนึ่งเดียวกัน ตั้งสมมุติฐาน เป็นสัจจะท
อ่านต่อ
ี่รู้ร่วมกันหมดเลย ได้จากภายนอก แล้วต้องมีธาตุรู้ภายในรับรู้ด้วย สีเหมือนกันหมด ใครๆก็เห็นอัญชัญได้หมด จนเป็นสัจจะมีหนึ่งเดียว ไม่มีสอง พระพุทธเจ้าตรัส สัจจะมีหนึ่งเดียวไม่มีสอง มันต้องมีครบ ทั้งภายนอกภายใน แต่ถ้าคนนั่งหลับตาทำสมาธิ มันมีแต่ภายใน ขอดูอย่างแหว่งๆ ดูได้แต่ภายใน ไม่ได้ใช้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ได้กระทบสัมผัส ร่วมรับรู้เหมือนคนอื่น ก็รู้ 1 ใน 6 แต่คนลืมตาปฏิบัตินั้น ข้างในก็รู้ด้วย ข้างนอกก็รู้ ครบทุก 6 ทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่หลับตานั้นรู้แต่ใจ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้นปิดหมด ไม่รู้ เป็นสัจจะที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ครบทั้ง สมมุติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ ก็เป็นสมมุติที่ไม่เต็มเต็ง คนที่ยืนยันว่า ปรมัตถ์สูงสุดอยู่ที่ใจ ไม่ต้องสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ได้ จะรู้ยิ่งหรือยอดอย่างไรก็ตาม คุณก็เชื่อของคุณไป แต่อาตมาว่า เอาอาตมาเอง นั่งหลับตาอย่างที่คุณรู้ อาตมาว่า อาตมาไม่ได้รู้น้อยกว่าพวกคุณหรอก เช่นคุณหลับตาแล้วบอกว่า รู้ลึกซึ้ง เห็นเทวดา นรก ภพชาติ ที่เป็นมิติลึกซึ้ง คนที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เห็นไม่ได้ ต้องหลับตาลึกเข้าไปนั่น จึงจะเห็นได้ อาตมาก็ว่าปฏิบัติได้ ก็เห็นอย่างที่คุณเห็น ปฏิบัติได้ ไปเห็นทั้งนั้น ที่คุณพูดมา เห็นสวนนันทวัน เห็นเทวดาอย่างใด มีสัตว์นรก พรหม อรูปพรหม พรหมไม่มีรูป อาตมาก็เล่นมา สัมผัสมา ตอนเล่นไสยศาสตร์ทั้งนั้น แต่คุณเห็นแต่ข้างใน อาตมาลืมตามานี่ เห็นหมดทั้งข้างนอกข้างใน และที่สำคัญก็คือ เทวดาหรือผี ก็คือจิตวิญญาณ หรือมโน ที่เป็นธาตุรู้ในตัวตนของคน แล้ว จิต มโน วิญญาณ จริงๆแล้วก็คือ ความรู้ เกิดความเข้าใจ มีนิมิต เป็นเครื่องหมายรู้ได้เท่านั้น ไม่มีแขน ขา ไม่มีสีสัน ไม่มีแท่งก้อน ไม่มีเหลี่ยมมุมอะไร แต่เราสามารถรู้อาการนี้ได้ว่าเป็นสุข สุขเขาก็เรียกว่าเป็นเทวดา เขาเรียกโดยใช้ศัพท์ที่สูงว่าเป็นเทวดา ซึ่งคำ ศัพท์สูงๆนี้ พระพุทธเจ้าก็ตรัสใน สคารวสูตร เล่มที่ 13 ข้อ 10 ความจริงก็คือ อาการจิตที่มีความดีใจ ชื่นใจ มีความเจริญ จะใช้เจริญแบบสมมุติเทพ ก็อย่างหนึ่ง แบบอุบัติเทพก็อีกอย่างหนึ่ง สมมุติเทพ คือเราเจริญแบบโลกๆ เช่นเรามีกุศลจิต เทวดาสมมุติ ยังมีกิเลส อย่างไร ก็ไม่หมดกิเลส ต่างกับเทวดาโลกุตระ เทวดาโลกุตระ ก็คือจิตที่เป็นเทวดา เป็นจิตเจริญ เจริญ เป็นศัพท์ที่ไม่สูงส่งอะไร จิตเทวดาคือ อุบัติเทพ เป็น จิตที่เจริญขึ้น เพราะจิตมันลดลง เจริญขึ้นเพราะน้อยลง เจริญขึ้นเพราะไม่มี มันยากมาก สำหรับคนเข้าใจแบบโลกีย์ทิศเดียว ว่าต้องมากต้องใหญ่ แต่โลกุตระนั้น ทวนกระแส ปฏิโสตัง เจริญแล้วกลับลดลง จนมากคือเจริญ แต่คนโลกีย์ ต้องรวย ต้องหรูหรา ใหญ่โต ต้องมีศักดิ์ศรี แต่โลกุตระ ไม่ถือศักดิ์ศรี ไม่มีตัวตน แต่มีความสามารถที่รู้ได้เท่ากัน หรือรู้ได้ยิ่งกว่า คนที่มีความร่ำรวย ความใหญ่โต ความหลากหลาย รู้ลึกซึ้งรู้ได้ละเอียด ธาตุรู้สามารถรู้ได้เหมือนกัน รู้ได้เก่งกว่าด้วย แต่แม้รู้ก็ไม่เอา แม้รู้ก็ไม่ไปโลภโมโทสัน ไม่เอาความรู้ ความมาก ความเก่ง ไม่เอาความวิเศษ อันนั้น ไปล่าเอาลาภยศ มาหอบไว้กับตน จะมาเป็นคนมักน้อย ยิ่งน้อย ยิ่งไม่มี ยิ่งไม่ติดยึด ยิ่งไม่เอา ยิ่งเจริญ ถ้าไปโลภมาก แย่งมาก แล้วบอกว่าเจริญ อย่างนั้นไม่ใช่ มันทำให้คนอื่นเป็นทุกข์ แต่เราไม่แย่งชิงกับคนอื่น เรากลับช่วยคนอื่น อย่างนี้เป็นคนเจริญที่แท้จริง ถ้าไปแย่งเอามาแล้ว เรามีมาก คนอื่นมีน้อย อย่างนี้ไม่เจริญ ให้เขามีมาก แล้วเรามีน้อย นี่แหละคือเจริญ คำว่าเทวดา ในสคารวสูตรนั้น คนที่เป็นเทวดาโลกุตระ จะเป็นคนมีน้อย เป็นคนไม่เอา เป็นคนไม่มีความมักใหญ่อะไร ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นปฏิโสตัง คือย้อนทวนกระแส จึงต้องเรียนกันให้ดี แล้วปฏิบัติให้จริง ปัจจเวกขณญาณ คือญาณที่ต้องพิจารณา ทั้งนอกและใน แต่การนั่งหลับตาปฏิบัติ ไม่มีข้างนอก ก็รู้ได้ส่วนหนึ่ง แหว่ง ไม่ครบ ยืนยันกับคนอื่นไม่ได้ การนั่งหลับตา ไม่มีคนที่สองเลย จะรู้มาก รู้พิเศษอย่างไร ก็ไม่มีคนที่สองรับรู้ด้วย แต่ว่าตรงกับคนนั้นคนนี้ มันก็ยืนยันกันไม่ได้ ต่างคนต่างนั่งหลับตา แต่ถ้าลืมตามา ก็ตรงกันหมด มันจะชัดเลย ยืนยันกันได้ จึงถือว่าความจริงมีหนึ่งเดียว ไม่มี 2 แย้งกับใคร เพราะลืมตายืนยันกันได้เลย การหลับตานั้น จะบอกว่าตรงกันอย่างไร หนักเข้า ก็จะเป็นเหมือนธรรมกาย เพ่งพระพุทธรูปใสๆ คนหนึ่งไปเห็นหัวปุ้มสั้น อีกคนหนึ่งเห็นว่าหัวยาวๆ แค่นี้ก็แตกกันเป็นสองก๊กเลย อยู่ดำเนินสะดวก กับปทุมธานี ถ้าเข้าใจอย่างละเอียด ธาตุรู้ละเอียดได้มาก อาฬารดาบส ไม่มีภูมิปัญญาเล็กละเอียดน้อยนิดนี้ได้ แต่อุทกดาบสรู้ได้ แต่ทั้งคู่นั่งหลับตาปฏิบัติ จิตนั้นไ่ม่นิรันดร จะสะกดอย่างไร มันก็ต้องขึ้นมารับรู้ได้สักวันหนึ่ง ปัจจเวกขณญาณ คือญาณทบทวนรู้ทั้งภายนอกภายใน
_0893867xxx ธรรมในพ่อหลวงฯที่คนจะฝึกปฏิบัติ ตามหลักปรัชญาพอเพียงได้ คงมีแต่กถาวัตถุ 10 ธ.เดียวที่เข้าถึงความพอเพียงได้ครบถ้วน ดังที่พระปุณณมันตานีบุตร หลานพระอัญญาโกณฑัญญะ บรรลุอรหัตผลด้วยธ.นี้จนพระพุทธเจ้าทรงยกย่อง เป็นเอตทัคคะ ในบรรดาพระธ.กถึก! ตอบ...ถูกต้องที่สุด กถาวัตถุ 10 1. เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) 2. เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) 3. เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) 4. เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส (อสังสัคคกถา) 5. เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร (วิริยารัมภกถา) 6. เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล (สีลกถา) 7. เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ (สมาธิกถา) 8. เรื่องที่ชักนำให้เกิดปัญญา (ปัญญากถา) 9. เรื่องที่ชักนำให้หลุดพ้นจากกิเลส (วิมุติกถา) 10. เรื่องที่ชักนำให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นจริงในความหลุดพ้นจากกิเลส (วิมุตติญาณทัสสนกถา) (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 69) ต้องมีกถาวัตถุ 10 จึงมีความสูงสุดของปัญญาพอเพียงได้
กระดูกเป็นพระธาตุคือพระอรหันต์หรือไม่ _0847354xxx การที่พระสงฆ์มรณภาพแล้ว กระดูกเป็นพระธาตุ มีรูปร่างและสีต่างๆ นี่คือ พระอรหันต์ใช่หรือไม่? ผู้น้อยกราบพ่อครูด้วยความเคารพเมตตาชี้แนะ ตอบ...พระสงฆ์หรือฆราวาส ฤาษีดาบส ทั้งนั้นแหละ ถ้าผู้ใดทำตัวเอง ให้มีความเย็น จะสะกดจิต หรือทำอย่างไรให้เย็น ทำให้ธาตุร่างกาย โดยเฉพาะธาตุกระดูก คำว่ากระดูกเป็นพระธาตุ มันจับตัวเป็นเม็ดมีสีสัน คือสสารจับตัวกับพลังงาน ถ้าคนไปเล่นสะกดจิต แบบฤาษีดาบส ที่ไม่ได้เป็นแม้แต่โสดาบัน หรืออรหันต์ แต่นั่งสมาธิเก่ง สู้ได้แม้นั่งกลางหิมะ เก่งมาก กระดูกพวกฤาษีดาบสเหล่านั้น จะเป็นพระธาตุ เก่งดีกว่าชาวพุทธ ยกเว้นพระพุทธเจ้า หรืออรหันต์เจ้า ที่จะมีบารมีสูง จะเป็นพระธาตุได้เก่งเท่าพวกฤาษีดาบส แต่พระอรหันต์ของพุทธ ที่ไม่ได้มีกระดูกเป็นพระธาตุอะไรก็มี หรือเป็นไม่ได้มากเท่าก็ได้ สรุป พวกนั่งหลับตาทำสมาธิเก่ง กระดูกจะเป็นพระธาตุทั้งนั้น แต่ไม่ได้เป็นพระอาริยะเลย แต่ของพระพุทธเจ้านั้น กระดูกไม่เป็นพระธาตุ อย่างสวยอย่างงาม ก็ยังมีอีกเยอะ เพราะเป็นอรหันต์เยอะ ที่กระดูกเป็นพระธาตุนั้นมีน้อย แม้แต่ของพระสารีบุตร พระธาตุก็ไม่มีสีมันเลื่อม แต่พระสารีบุตร มีภูมิมากกว่าฤาษีดาบสเยอะ แต่เป็นพระธาตุไม่มาก มีบ้างแต่น้อย เพราะความเย็นไม่มาก สรุป ถามว่าพระโสดาบัน กระดูกเป็นพระธาตุไหม ก็สามารถมีได้ แต่น้อยกว่า เลยจะเอากระดูกที่เป็นพระธาตุ มาตัดสินความเป็นอรหันต์ไม่ได้ ไม่ใช่เครื่องตัดสิน แต่ไม่ได้หมายความว่า พระอรหันต์ กระดูกเป็นพระธาตุไม่ได้ ได้ แต่มีน้อยกว่า เพราะสายปัญญา เป็นสายที่ทำงาน ไม่ไปนั่งสะกดจิตให้เย็น ทำงาน ปรุง ช่วยโลก ช่วยมนุษยชาติ พลังงานจึงมีความร้อน มากกว่าความเย็น เป็นธรรมชาติของฟิสิกส์ เคมี ของสสาร และพลังงานทางวิทยาศาสตร์
_จาก พันธุ์ พอเพียง กราบนมัสการครับพ่อครู จะลองวิเคราะห์ภาคปฏิบัติของตนเองเรื่อง ภพสามดูหนะครับ (เรื่องมันนานมากแล้ว) ตอนติดคาราโอเกะใหม่ๆ ถึงขั้นต้องทะเลาะกับโต๊ะข้างๆ เพราะแย่งคิวร้องกัน (เขาเรียกแย่งไมค์) อย่างนี้เทียบกับกามภพได้ไหมครับ ต่อมาไม่มีเหตุการณ์แย่งไมค์แล้ว คุณร้องผมก็ฟังได้ ผมร้องผมก็เหนื่อย ไปร้องก็ได้ ไม่ไปร้องก็พักที่บ้าน นอนหลับ อันนี้เทียบเป็นรูปภพ พอได้ไหมครับ (พ่อครูว่า… ได้) สภาพต่อมาเป็นสภาพร้องเบาๆ เมื่อยังครึ้มกับท่อนฮุกที่ชอบอยู่ หรืออาจเคาะทำนองเบาๆ แต่ไม่เคยจบเพลง (คือ ละอาย) ปัจจุบันผมเดินทางมาถึงสภาพนี้ อยากเรียนถามพ่อครูว่า ยังเป็นรูปภพ หรือย่างเข้าอรูปภพแล้วครับ สภาพที่สามนี่ ไม่ไปคาราโอเกะแล้วน๊ะครับ ขาดจากกันเลย แต่ยังมีเหลือแค่ เนื้อเพลงที่ชอบครับ พ่อครูว่า... จะบอกว่า ย่างไปเข้าสู่อรูปภพก็ได้ เพราะรู้ลิงคะ ความต่างของรสอร่อย แล้วก็วางปล่อยได้ อย่างนี้แหละ เรียนรู้อาการ ลิงค นิมิต จะเป็นไปตามลำดับ
_พ่อครูมีความเห็นอย่างไร ที่โรงเรียนจะพานักเรียนไปดูงาน ตามที่เขาจัดงานวันเด็กต่างๆ ส่วนใหญ่ก็ไปเล่นเกมชิงรางวัล ก็ตอบคำถาม เพื่อให้ได้รางวัล ผู้ใหญ่บางคน อยากให้ไปสนุกแบบเด็กๆ บางคนก็ไม่เห็นความจำเป็น ต้องไปสนุกแบบโลกๆ พ่อครูเห็นอย่างไร มีคนเคยบอกว่า พ่อครูเทศน์ว่า สอยดาวเป็นการเสี่ยงโชค จริงหรือไม่ว่าพ่อครูไม่ส่งเสริมสอยดาว พ่อครูว่า…อาตมาก็พาทำสอยดาวบ้างก็มี จะบอกว่าไม่ส่งเสริ มก็ใช่ ได้มาก็ดีใจ ไม่ได้มาก็เสียใจ การเสี่ยงโชคไม่ดีสักอย่าง ทำความจริงไปตามลำดับดีกว่า ทำจริงทำได้แล้วก็ได้ ทำไม่ได้ก็ไม่ได้ ทำให้ได้มากๆสิ แล้วก็แจกคนอื่นด้วยยิ่งดี อย่าไปอยากได้มากๆ ไม่ต้องแย่งชิง เสี่ยงทาย ทำจริงจะเจริญ
_หลวงปู่ครับ ทำไมต้องขนหินมาไว้ที่บ้านราชฯ ได้กี่ก้อนแล้วครับ ตอบ..หลวงปู่ไม่รู้ ไม่ได้ไปนับ แล้วไม่คิดจะนับทั้งหมด เสียเวลา มีเท่าไหร่ ก็เอามาใช้ ทำไมต้องขนมาไว้ เพราะว่า หลวงปู่มีความเข้าใจว่า ธรรมชาติที่ประกอบด้วย ดิน น้ำ ไฟ ลม มีหิน ดิน ทราย ทรายเราก็เอาจากบ่อของเราในนี้ ดูดมาแล้วก็เอามาทำ หินก็มาจากที่ดินของเรา ที่เราซื้อไว้อำเภอโขงเจียม สิ่งประกอบทั้งหิน ทั้งดิน ทราย ต้นไม้ ลำธาร เป็นองค์ประกอบธรรมชาติที่บริบูรณ์ หลวงปู่เห็นว่า การมีธรรมชาติเหล่านี้ จะทำให้ชีวิตสมบูรณ์ ชีวิตจะหมุนเวียน มีสิ่งประกอบครบครัน จึงได้ทำขึ้น เราไม่ได้ลงทุน ลงแรงจนเกินเหตุ มากมาย จนกระทั่ง ลำบากลำบน ทำตามมี ตามได้ ตามบารมี
_หลวงปู่ครับ หลวงปู่ทำไมถึงก่อตั้ง หมู่บ้านชาวอโศก ให้มาจนล่ะครับ ตอบ...หลวงปู่เห็นว่า คนที่มาจนเป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นเรื่องวิเศษ หลวงปู่เห็นตรงกันกับพระพุทธเจ้า เห็นตรงกันกับพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระเจ้าอยู่หัว ท่านก็เห็นว่า แบบคนจนนี้ดี แบบคนรวยเป็นการก้าวหน้า ที่ถอยหลังเข้าคลอง ถอยหลังอย่างน่ากลัว ผู้ที่มีความเห็นตรงกันอย่างนี้ ที่ศึกษาธรรมะ มาหลายล้านชาติ เข้าใจความจริงอันนี้ดี ในสังคมมนุษย์ คนที่ต้องการรวย ต้องการมีมาก ให้แก่ตัวเองนั้น มันเป็นการเอาเปรียบคนอื่น เป็นการทำให้คนอื่นขาดแคลน ต้องแย่งชิง ต้องทรมาน ไม่พอกินพอใช้ ถ้าเราเองไม่ต้องไปแย่ง ไม่ต้องเป็นคนที่แบ่งส่วนเกิน เอาจากคนอื่น เพราะว่าทรัพย์สมบัติในโลกนี้ มีจำนวนจำกัด มันก็มีเท่าที่มันมี คนก็เกิดขึ้นมามาก แล้วก็มีความตะกละ เราก็จำเป็นต้องเผื่อแผ่ จำเป็นต้องเป็นผู้เสียสละมากๆ เพราะคนที่เห็นแก่ตัวมากมีจริง คนอื่นจึงขาดแคลน เราสามารถอยู่ได้ แม้จะมีน้อย สามารถกินน้อย ใช้น้อย แบบไม่ทรมานตัวเอง แข็งแรงดี อย่างหลวงปู่ ไม่ได้กินมากมายอะไร ก็แข็งแรงดี จะพยายามพิสูจน์ว่า ให้ตนเองอา ยุไปถึง 151 ปี ได้ ก็จะพยายาม ก็ตามดูก็แล้วกัน ไม่ได้ทำสุขภาพร่างกายเสียหาย แต่เวลาไอ มันเป็นวิบาก หรือมีอะไรเหมือนเข็มทิ่มแทง ก็เป็นวิบาก พวกเราศึกษาให้ดี จะไม่รู้สึกวุ่นวายเดือดร้อนอะไร ต้องค่อยศึกษา
_สิทธัตถะแปลว่าอะไร ตอบ...แปลว่าเป็นผู้มีสิทธิ กับอัตถะ แปลว่าประโยชน์ รายได้ คือผู้ที่ทำประโยชน์สำเร็จ เรียกว่าสิทธัตถะ ทำประโยชน์อันพึงควรกระทำได้สำเร็จ ท่านจะเป็นพระพุทธเจ้า ก็ทำได้สำเร็จ เป็นต้น
_ปูชนียสถานแปลว่าอะไร ตอบ...แปลว่า สถานที่อันควรเคารพ น่าเคารพ ทำไมต้องตั้งชื่อนี้ เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่น่าเคารพ เป็นสิ่งที่ควรระลึกถึง เช่น ปูชนียสถาน ที่เป็นสังเวชนียสถาน 4 เป็นเรื่องของไตรลักษณ์ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อย่างมีหลักฐานจริง ว่าพระพุทธเจ้าเคยเกิดขึ้น เป็นคนที่ดีที่สุด แล้วก็หายไปแล้ว สิ่งที่สร้างเดี๋ยวนี้ ก็เสื่อมทรุดไม่เที่ยง มีกุฏิของพระพุทธเจ้า ให้ยืนยันว่ามีของจริง มีบุคคลได้อาศัยถิ่นนี้ที่มีจริง อยู่ในประเทศอินเดีย เนปาล ก็แนะนำกันว่า ถ้าไม่เชื่อก็ไปดู อย่างหลวงปู่ไม่ไป เพราะหลวงปู่เชื่อสนิท แล้วไม่สงสัย ก็เลยไม่จำเป็นต้องไปดู เพื่อยืนยัน เพราะว่าเคยเกิด และเคยอยู่ที่นั่นด้วย ก็ไม่จำเป็นจะต้องไป
ทำไมคนเราถึงมีความอิจฉาริษยา _ทำไมคนเราถึงมีความอิจฉาริษยา ตอบ...คนเรายังโง่ คำว่าอิจฉานี้เรียกผิด ถ้าบาลี อิจฉาแปลว่า ความประสงค์ ความต้องการ ไม่เป็นกิเลส เป็นกลางๆ ส่วนริษยา บาลีเรียกว่าอิสสา แปลว่า ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี คนนี้ยังโง่อยู่ เป็นคนต่ำอยู่ ต้องเลิก อย่าไปริษยาใคร เช่นเราไปริษยา คนไปรวยมีชื่อเสี่ยงโด่งดัง อย่างธัมมชโย ก็คือคนโง่ เพราะเขาเจริญด้วยความชั่ว จะไปริษยาทำไม มันน่าสงสาร น่าเมตตาเขา ไม่น่าจะไปทำชั่วเช่นนี้ เขาจะต้องรับวิบากไปอีก ไม่รู้กี่ชาติ หลวงปู่เชื่อกรรม การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า หลวงปู่สงสารธัมมชโย แต่ก็ต้องว่า เพราะว่าเหมือนกับพ่อแม่ ที่ต้องว่าต้องด่า กับคนที่ดื้อด้าน จึงต้องลงแรงมาก เป็นธรรมดาธรรมชาติ
_ปฏิจจสมุปบาท หมายถึงอะไร ตอบ...ปฏิจจสมุปบาทหมายความว่า สิ่งนี้เกิดแล้ว ก็เป็นเหตุให้อีกสิ่งหนึ่งเกิดต่อ ถ้าไม่มีสิ่งนี้เกิด ก็ไม่มีอะไรเกิดต่อ จะเป็นเหตุปัจจัยแก่กัน และกันไปเรื่อยๆ ที่จะพากันเสื่อม และเลวก็ได้ หรือจะพากันเจริญก็ได้ เราต้องศึกษาเหตุปัจจัย ที่จะพาเราตกต่ำ หรือพาให้เราเจริญ ปฏิจจสมุปบาท เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ปัจจยการ อิทัปปัจจยตา เพราะอันนี้เกิด ทำงานร่วมกับอันนี้ต่อเนื่อง จึงเกิดอันนี้
_คนที่ผ่านค่ายเด็กเตรียมมาแล้วสองค่าย ลำบากมามากมาย แล้วอยากออก คือลาออก หรือย้าย หลวงปู่ว่าเขาโง่หรือฉลาดครับ ตอบ...คนถามมาว่าเขาโง่หรือฉลาด...โง่ เข้ามาได้ไม่ง่าย พยายามอดทนสู้เอา
_พระไตรปิฎกในโลกนี้มีกี่เล่ม แต่ละเล่มมีเนื้อหาอะไรบ้างคะ ตอบ...ปิฎกแปลว่าตะกร้า ไตร แปลว่า สาม คือภาชนะที่ใส่ หรือสิ่งที่ใส่ ไว้สามหมวด คือหมวดวินัย หมวดพฤติกรรมหรือพระสูตร แล้วมีอภิธรรม สามหมวดคือไตรปิฎก เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น บางคนบอกว่า อภิธรรมไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า เป็นของอรรถกถาจารย์ อภิธรรม ส่วนมากเป็นของพระพุทธเจ้า มีของอรรถกถาจารย์อยู่บ้าง ถ้าคนที่เป็นอาจารย์รุ่นหลัง จะเก่งอย่างไร ก็ไม่สามารถรู้เท่าพระพุทธเจ้า พระเถระที่ฉลาดรุ่นหลัง มีภูมิธรรม ก็สามารถบัญญัติได้ ผู้มีภูมิถึงจะรู้ว่า ใช่ของพระพุทธเจ้า ส่วนคนภูมิไม่ถึง ก็จะบอกว่า ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า หรือรุ่นหลังที่เป็นอาจารย์รุ่นหลัง เรียกว่า อาจาริยวาท เถรวาท คือได้เรียนรู้จากพระพุทธเจ้าโดยตรง แล้วก็เรียกว่า บัญญัติของพระเถระ เรียกว่าเถรวาท เช่น พระกัสสปะ พระอานนท์ ท่านก็ได้ฟังได้ยิน มาจากพระพุทธเจ้าโดยตรง เรียกว่าเถรวาท ส่วนอาจาริยวาท ไม่ได้เรียนรู้จากพระพุทธเจ้าโดยตรง เป็นอาจารย์รุ่นหลัง ที่ใกล้พระเถระ รุ่นหลังก็ยิ่งไกลห่าง ส่วนพระสูตร เป็นเรื่องราวเรื่องเล่า ที่เอามาบันทึกไว้ เป็นของจริง เรียกว่านิทาน ไม่ใช่เรื่องนึกเอา แต่เป็นเรื่องจริงที่บันทึกต่อกันมา พระอภิธรรม คือภาษา ที่เรียกสภาวะอันลึกซึ้งของ จิตเจตสิก รูปธรรม นามธรรม ที่จะใช้ศึกษาภายในจิต ไม่ใช่ บุคคล ตัวตน บุคคล เรา เขา ที่จะหมายถึง มหาภูตรูปส่วนเดียว ไม่ใช่ ต้องเป็นธรรมะสอง มีจิตเจตสิก รูปนิพพาน คำว่ารูปในประโยคนี้ จึงเป็นรูปจิต เช่นกายเป็นต้น กายต้องหมายเอาจิตเป็นหลัก แต่ต้องรู้ข้างนอกด้วย
ความทุกข์กับความสุขต่างกันอย่างไร _ความทุกข์กับความสุขต่างกันอย่างไร ตอบ...ความทุกข์คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ความสุขคือความสบายกาย สบายใจ ผู้ที่บรรลุอรหันต์แล้วก็ไม่มีทั้งความทุกข์ ความสุข ที่เกิดจากภายนอก แม้มันจะมีความเจ็บทางกาย แต่ใจไม่มีความเจ็บแล้ว พระอรหันต์ไม่มีความเจ็บใจแล้ว ธาตุกายเจ็บได้ เพราะไม่มีความสมดุล มีความขัดแย้งไม่พอดี ก็จะมีความเจ็บปวด เป็นพยาธิทุกข์ อวัยวะเจ้าการทำ งานไม่ลงตัว ไม่เต็มที่ ความรู้สึกไม่สมดุลก็คือความเจ็บ ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ก็จะรู้ว่า ร่างกายนั้นบกพร่องได้ เสื่อมได้ แต่จะไม่ยึดติด จะไม่คิดว่ามันจะต้องดีตลอดไป ถ้ามันบกพร่องไป พิการไป ก็จำนน เป็นวิบากของเรา ท่านก็ไม่ทุกข์ใจ แต่กายนั้นก็ยังทุกข์อยู่ ก็ต้องจำยอม เป็นวิบาก เราทำเองมาแต่ชาติไหน หรือชาตินี้เราก็ทำเองเป็นต้น
_บางเรื่องที่ปล่อยวางไม่ได้จริงๆ เช่นเรื่องการเรียน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ แบบนี้จะแก้ปัญหาอย่างไร เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องคิดต้องเครียด น่ะค่ะ ตอบ...นี่พูดเอาเองนะว่า จำเป็นต้องเครียด ความเครียด หรือความไม่สบายใจ เช่น เรียน ก็เรียนตามที่เราสามารถจะเรียน ตามฐานะ ตามความสามารถ เราเรียนได้เก่งแค่ไหน ก็พากเพียรให้เต็มที่ เมื่อพากเพียรได้เต็มที่ได้แค่ไหน ก็เอา อย่าไปอยากเก่งเท่า หรือเหมือนคนไหน ก็จะเป็นทุกข์ ไม่ต้องไปแข่งกับใคร ให้ดูตัวเอง พยายามตัวเองให้เจริญขึ้นไปได้เรื่อยๆ อย่าให้มันเสื่อม ให้มันเจริญไปตามลำดับ ถ้าเราไม่ไปกดดันว่าจะต้องได้ เราทำไปตามลำดับ อย่าไปเครียด
_อยากรู้ พระราชินีของแผ่นดินคือใคร ในเมื่อมีพระราชาแล้ว ตอบ...ยังไม่ได้ทรงสถาปนาหรือแต่งตั้ง ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร ตอนนี้หลวงปู่ก็ยังไม่รู้
_ต้นมุจลินท์คือต้นอะไร ต้นราชายตนะอะไร ตอบ ต้นมุจลินท์คือต้นจิก แต่ต้น ราชายตนะไม่รู้ว่าคืออะไร ...มีคนค้นหาว่าคือต้นเกศ มีดอกขาวหอม
_หลวงปู่ค่ะเวลาบรรลุธรรมแล้วจะรู้สึกอย่างไร ตอบ...ถ้าเราบรรลุเบื้องต้น เช่นเป็นพระโสดาบัน เมื่อลดกิเลสได้ จะดีใจมาก ถ้าเราลดกิเลสได้ จะดีใจมากเลย มันยิ่งกว่าได้เงินได้ทอง ยิ่งกว่าได้เพชรนิลจินดาทางโลก เราก็ได้มาแล้วก็รู้ว่าแค่นั้นเอง มันก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป จะใช้ประโยชน์ต่อ มาก็ใช้ไป แต่เราเองก็อยากได้เงินทอง ข้าวของบ้าบอ แต่เมื่อเราสามารถลดความอยากได้ เรามีแค่นี้ก็พอแล้ว ก็มาอยู่ร่วมกัน ไม่ต้องมีเพชรสักเม็ด ก็ได้ ไม่ตายหรอก เพชรมีคุณสมบัติแข็ง ก็เอามากรีดกระจกก็ได้ เอาไปขายก็ได้ เราจะมีภูมิปัญญาใช้มันพอสมควร ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใช้ เพชรมันเป็นของหายาก เขาก็เลยแย่งชิง สะสมกัน ก็ช่างเขา ถ้าเราเอาอย่างอื่นมาทำประโยชน์ได้ ก็ไม่ต้องไปแย่งกับเขา เพราะมันแพงด้วย เราเป็นคนฉลาด ก็ไม่ต้องไปแย่งอะไรกับใครมาก เอาอะไรทดแทนได้ก็ทดแทน ถ้าทดแทนไม่ได้ แค่นี้ก็พอ
_วันนี้รู้สึกประทับใจ นักเรียนนักศึกษาของศีรษะอโศก จำนวน 50 คน มาช่วยเตรียมดิน ปลูกแตงโมแตงไทย และฟักทอง รวมกันใส่ปุ๋ยทำแปลง และเดินระบบน้ำ ริมฝั่งแม่น้ำมูล ตั้งแต่รุ่งเช้าจนถึงพลบคำ่ ท่ามกลางแสงแดดร้อนแรง ก็ไม่ไหวหวั่น มีพี่ที่ช่วยดูแลน้อง น้องก็เชื่อฟังพี่ ทำให้ประสบความสำเร็จด้วยดี จากประสบการณ์ ของปีที่ผ่านมา ปีนี้จะทำให้ทำงานได้รายละเอียดลึกซึ้ง กว่าปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดเป็นสาธารณโภคี พลิกฟื้นแผ่นดินได้ หลวงปู่ก็ไปเห็นก็อนุโมทนาสาธุ มีทั้งศีรษะอโศก ราชธานีอโศก พวกเราทุกคนปฏิบัติเป็นคนดี มันจะต้องดีให้ได้
_ขอระบายความเศร้า...หลวงปู่คะ ถ้าเรารักใครคนนึงแล้ว เรารู้ว่าที่ทำแบบนี้มันผิด เราต้องทำอย่างไง หยุดใจไม่ให้รักเขา ถ้าเราใช้วิธีตัดเยื่อใย ไม่ให้หลงเหลือ แม้แต่ความเป็นพี่เป็นน้องหรือเพื่อนฝูง เราทำแบบนี้ เรากำลังทำผิดไหม ตอบ...ผิด ก็ตัดแค่ว่าไม่เป็นแฟนเท่านั้น ก็แล้วไปสิ อยากไปตัดทำไมทั้งหมด ทำประชด มันมากไป ก็ตัดแค่การเป็นแฟนทางกาม รับเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง ก็มีเยอะแยะ มีมิตรสหายเยอะแยะ ทำไมต้องจดจ่อแค่คนนี้ ถ้าเป็นอย่างนั้นมันจะจมอยู่อย่างนั้น มันเป็นธรรมดา ธรรมชาติ ต้องสู้หน่อย หลวงปู่ก็ให้กำลังใจเชียร์ให้เลิกให้ได้ เลิกให้ได้ พิจารณาให้ดีว่ามันพาเศร้า รักหนึ่งก็ทุกข์หนึ่ง รักห้าทุกข์ห้า รักร้อยทุกร้อย รัก 80 ก็ทุก 80 ในกิเลสกาม พระพุทธเจ้าว่า รักน้อยก็ทุกข์น้อย รักหนึ่งก็ทุกข์หนึ่ง ไม่รักเลยก็ไม่ทุกข์เลย เชื่อพระพุทธเจ้าไหมล่ะ หลวงปู่เชื่อ จึงสบายมาถึงทุกวันนี้
_จิตเราเราสามารถสั่งได้ แล้วทำไม คนบ้าเขาไม่บังคับจิตเขาให้ดี ตอบ...คนบ้าไม่มีปัญญาศึกษาจิต เขาจึงบังคับจิตไม่ได้ จริงๆแล้วจิตไม่ต้องบังคับ แต่พระพุทธเจ้า สอนให้ทำจนชำนาญ จนเป็นเอง เป็นตถตา ไม่ต้องไปบังคับเลย จิตจะเป็นความเร็วแววไว เป็นได้เองเลย
_องคุลิมาล ฆ่าคนไปมาก แต่ก็บวช แล้วได้เป็นพระอรหันต์ไหม ตอบ...การฆ่าคนขององคุลีมาล ที่มันไม่มีบาปมาก จนเป็นอรหันต์ไม่ได้นั้นเพราะ หนึ่ง ไม่ได้ฆ่าแม่ (เกือบฆ่าแม่) สอง ฆ่าคนอื่นอย่างไม่เจตนา ไม่ได้อยากฆ่า แต่อยากได้วิชา เลยถูกอาจารย์หลอก เอานิ้วมือคนที่ถูกฆ่า ร้อยคอไว้ ฆ่าไปถึง 999 คนแล้ว ยังเหลืออีกนิ้วเดียว แล้วก็มีแม่เดินมา จะเป็นคนที่หนึ่งพัน องคุลิมาลหน้ามืด อยากได้วิชาจากอาจารย์ ที่หลอกให้ไปฆ่าคน ถ้าพระพุทธเจ้าไม่มาช่วย ก็เสร็จเลย หากฆ่าแม่เป็นคนที่พันแล้ว ก็ไม่ได้เป็นอรหันต์ เป็นอนันตริยกรรม พระพุทธเจ้า ก็หยั่งรู้ วิบากองคุลิมาลไม่มากพอ ก็เลยช่วยทัน องคุลิมาลเลยไม่ได้ฆ่าแม่ แล้วบรรลุอรหันต์ได้
เทวดาโลกุตระคืออะไร _เทวดาโลกุตระคืออะไรครับ ตอบ...ถามดีจริงๆเลยเด็กเราอันนี้...เทวดามี 1. สมมติเทพ (คนที่มีสภาวะจิต เสพโลกียสุขได้สมใจ) 2. อุปปัตติเทพ (คนที่มีสภาวะจิต เกิดความเป็นอาริยะ) เรียนรู้ลดกิเลสอย่างมีไฟปัญญา เรียกว่าไฟฌาน ทำลายไฟราคะ โทสะ โมหะ เราลดกิเลสได้อย่างเห็นๆ เป็นอาการจิตที่ลดลงได้จริง ท่านก็ย่นย่อพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม จับเหตุคือกิเลส แล้วฆ่ากิเลสได้ หรือลดลง มันก็เบาลง ทุกข์ สุขก็ลดลง เห็นเอง รู้เอง ทำได้เอง เป็นปัจจัตตัง ผู้ใดทำได้ จิตผู้นั้นเป็น อุปปัตติเทพ แล้วรู้อาการอินทรีย์ว่ามันมีพลังลดลง มีน้ำหนักกิเลสลดลง เบาลง เรียกว่า แรงทุกข์แรงกิเลส หรือที่หลงว่าเป็นสุข เพราะทุกข์กับสุขอันเดียวกัน ฆ่าเหตุแห่งทุกข์ สุขก็ลดลง จนหมดทุกข์หมดสุขได้ คนที่ทำกิเลสลดได้จริงของตน เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ คนนี้คือ อุปปัตติเทพ ถ้ากิเลสโลภเกิด อยากได้กะหล่ำปลี อยากได้มะเขือเทศ แต่กิเลสตัวนี้ลดหมดเลย ก็เป็นอุปปัตติเทพ จนกิเลสหมดคือ วิสุทธิเทพ คือเทวดาโลกุตระ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive