600122_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ใครคือผู้จำแนกอาสวะกับอนุสัยได้ในยุคนี้.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข21 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

600122_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ใครคือผู้จำแนกอาสวะกับอนุสัยได้ในยุคนี้

สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม 2560 วันนี้อาจจะดู มีสีสันของผักเขียวแดงอุดมสมบูรณ์ หัวไชเท้าใหญ่เท่ากับหน้าคน ของจริง ไม่ใช่พลาสติกปั้นเอา ปีนี้คนทำกสิกรรมบอกว่าเหมือนฟ้าดินเป็นใจ ปลูกอะไรก็งามหมด ก็คงจะพอได้ไปช่วยที่สนามหลวงได้ ตอนนี้ประชาชนก็ยังมากันมาก คนแจกก็ยังไม่หมดไฟ คนมารับก็มากันมาก เป็นปรากฏการณ์ที่จะไม่เกิดได้ง่ายๆ ปีนี้ มีความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณธัญญาหาร ก็น่าจะมีความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณควบคู่ไปด้วย

พ่อครูว่า...ก็กล่าวถึงทางสนามหลวงสักหน่อยหนึ่ง ทางสนามหลวงก็มีเหตุการณ์ ผู้ที่กำลังก่อสร้างพระเมรุมาศ ก็ทำเต็มที่ ผู้ที่ยังต้อนรับประชาชนทั้งประเทศที่หลั่งไหลกันมา เคารพพระศพในหลวง ร.9 ที่สนามหลวง คนไปก็ยังจำเป็นต้องกิน ก็เลยต้องมีโรงบุญที่สนามหลวง ร้อยวันผ่านมา ก็ถือได้ว่ากองทัพธรรมเราก็ดี มีแพทย์วิถีธรรมที่นำเหล่าจิตอาสา มาร่วมกันทำอย่างเต็มประสิทธิภาพ อาหารที่เราแจกก็ไม่วิลิศมาหรา ไม่ยิ่งใหญ่ประเสริฐหรือราคาแพง ไม่ไฮโซ วัตถุดิบก็เป็นพืชพันธุ์ธัญญาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ แต่เรามีพลังเยื่อใยแห่งความรู้สึกที่ดี คือพยายามลงใหม่ๆ สดๆ ร้อนๆ ให้สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย ก็ยืดหยุ่น ยืนหยัด ทำกันไป ที่ทำกันอยู่นี่ มีคนถามว่าจะประเมินให้คะแนนเท่าไหร่ อาตมาก็ว่า คะแนนเต็มที่ของหัวใจ ก็ใช้ได้แล้ว อย่าไปวัดราคาเทียบกับโลกเลย จากร้อยวันงานพระบรมศพ ก็จะมาทบทวนงานในหมู่เราบ้าง แพทย์วิถีธรรมก็มีงานใหญ่รออยู่ ก็จะต้องกลับไปรองรับงานทางนั้น ก็ยังมีผู้ประสานงานคอยติดตามดูว่า สนามหลวงจะต้องเติมเต็มที่ตรงไหน อย่างไร เราก็พร้อมเสมอ standby อยู่ ส่วนกองทัพธรรม ก็มีผู้ประสานงานไปที่สนามหลวงด้วย อย

อ่านต่อ

ู่ต่างจังหวัดด้วย ก็มีข้าราชการรับช่วงไปต่ออยู่มากแทนเรา มีผู้แสดงความเห็นขึ้นมาว่า 1. การบริหารจัดการตามระบบ มันก็จะแตกต่างจากเรา มีนัยต่างอย่างสำคัญ ซึ่งเขามีขั้นตอน มีระเบียบปฏิบัติ แล้วก็มีพื้นฐานจากใจที่ต่างกัน ก็สรุปว่า ประเด็นของคุณภาพ หรือคุณค่า สัมพันธภาพ ความฉับไว หรือการต้อนรับ การแก้ปัญหา ก็จะแตกต่างกัน (คนทำตามจิตวิญญาณก็ไม่ทำตามไม้บรรทัด ก็จะดูไม่แข็ง ดูนิ่มนวลกว่า) การรับรองมวลชนที่สนามหลวง แม้เราจะมี 10 มืออย่างทศกัณฐ์ ก็คงทำไม่ได้เต็มที่ อย่างที่ใจคนต้องการ จะให้ๆๆๆๆ แล้วกิเลสคนก็คงไม่เบา ป้าแขกต้องตัดใจจากเต๊นท์ด้วยจิตที่มุ่งมั่น ตอนนี้ก็ขอถอยทัพไปหน่อยนึง นั่นคือน้ำใจที่เรามีให้พี่ ให้น้อง ผู้มาร่วมงานศพพ่อของเรา นี่พูดตามประสาลูกๆพ่อๆ ทุกจิตวิญญาณก็เห็นใจกัน เป็นพลังงานเกื้อกูลกัน ระหว่างผู้ให้ และผู้รับ พวกเราก็เติมเต็มแก่กันและกันไป ก็ทำให้คิดถึงคำสอนของพ่อครูว่า งานสงเคราะห์นั้น มันมีอยู่ตราบโลกแตก ตราบที่มีคน ก็ต้องมีงานสงเคราะห์กันธรรมดา หากจะทำงานแบบนี้ ก็มีให้ทำจนตลอดชีวิต แต่สิ่งที่ในหลวงร.9 ทรงนำพาทำกมาตลอดพระชนม์ชีพ สมเด็จพระเทพฯก็ยังได้กล่าวกับผู้ทำงานหลายๆด้าน ที่เป็นหลักในโครงการพระราชดำริหลายหลายรายการว่า ...งานเรายังไม่จบ เราต้องช่วยกันสานต่อพระราชปณิธานของในหลวง หากเทียบรูปรอยงานชาวอโศกที่กำลังรออยู่ตรงหน้า คือ เราก็ต้องเตรียมงานตลาดอาริยะ พ่อครูว่า…จะจัดงานที่ราชธานีอโศก ฉลองโรงเรือนใหม่ อาคารเฮือนสวน ซึ่งมีอาณาบริเวณพื้นที่ตั้ง 11 ไร่ ที่เราสร้างกำลังจะเสร็จแล้ว ก็จะฉลองในงานตลาดอาริยะ ก็คงจะจัดแน่นอนในเดือนเมษายนนี้ ใครจะมาช่วยกันก็มา ให้เตรียมตัวเตรียมใจมาช่วยกันได้ ทุนที่เราจะใช้ก็ใช้ทุนของเราเอง ปีนี้เศรษฐกิจโลกก็คงจะซบเซา (ทางด้านอเมริกา ผู้ได้รับเลือกเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศก็ยังมีความขัดแย้ง ก็ว่ากันไป เป็นของจริงที่เป็นตัวอย่างของโลก เศรษฐกิจก็ต้องซบเซาแน่นอน) จะมีการเลิกจ้างงานทางธุรกิจอุตสาหกรรมพ่อค้าพาณิชย์ ก็จะปิดกิจการลงไปบ้างหลายแห่งแล้ว ทีนี้ งานของพวกเรา เป็นงานช่วยคนให้ไปช่วยคน เรามีนโยบายให้ช่วยคนให้เป็นคนแข็งแรง แล้วไปช่วยคนอื่นต่ออีก เฉพาะแต่ละคนก็ต้องเน้นทางพอเพียง ต้องเป็นวิถีชีวิตของคนจน ตามแบบพระเจ้าอยู่หัวของเรา งานที่ต้องดึงตัวออกมาจากความโศกเศร้า ต้องมาอยู่กับชีวิตจริง (เราก็จะต้องเห็นว่า ไม่ควรอยู่กับความไม่แข็งแรง ไม่เบิกบาน ไม่ร่าเริง) งานทางสนามหลวง ก็จะต้องไม่ขลุกขลัก ไม่ขัดสน แม้จะมีทางรัฐบาลมาจัดการ เขาก็มีเยอะงบประมาณ ไม่ขัดสน กทม.ต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น เสียสละตัวเองมากกว่านี้ ก็จะทำให้งานออกมาดีขึ้นมากขึ้นได้ ที่กล่าวมาทั้งหมด ก็อยากจะเชิญชวนชาวกองทัพธรรม มาเร่งมือสนองพระราชดำริที่ยังมีอยู่มากมาย พ่อครูว่า… สิ่งเหล่านี้ที่เรากำลังเผชิญ เกี่ยวกับเหตุการณ์อะไรต่างๆ ซึ่งอาตมาก็พูดซ้ำวนไปวนมากว่า คำสอนพระพุทธเจ้าที่สอน อาตมาว่าเป็นทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่แล้ว ถ้าเราได้ศึกษาจะเกิดภูมิปัญญา จิตใจจะเกิดจริง ปัญญาจะมีความฉลาด ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า มันต่างกับโลกียะ ที่ไม่เห็นแก่ตัวจริง แล้วมันมีระบบของมัน เป็นระบบที่สัมพันธ์ เกี่ยวเนื่อง โยงใย สนับสนุน สอดร้อย เสริมสานกัน เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ สานกันเป็นเครือแห Pyramidal web มันฟังแล้วแน่นใน ไม่ใช่แค่เครือข่ายเท่านั้น สานกันเป็นสิ่งร้อยเรียงเต็มที่ เรื่องของศาสนาพุทธทั้งนั้น พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระจริยวัตร ทรงงานมาตลอด 70 พรรษา เป็นพฤติกรรมที่สำเร็จ ด้วยความรู้ของพระพุทธเจ้า ของพระพุทธศาสนาทั้งนั้น ต้องเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ที่จะมามีพฤติกรรม ทำงานกับสังคมมนุษยชาติ มีความรู้อันนี้ แล้วก็มาเป็นความจริง ความรู้ที่ถึงขีดขั้นเรียกว่าเป็นพระโพธิสัตว์ มีโพธิ มีความรู้ระดับตรัสรู้ คือ ความรู้ที่เป็นของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ที่เอามาประกาศ เอามาพูด เอามาบอก เอามาสอน ให้คนในโลกได้รับความรู้ เรียกความรู้นั้นว่า ตรัสรู้ คือรู้ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส ทุกพระองค์ จะตรัสเห มือนกันหมด ไม่ว่าพระพุทธเจ้าองค์ไหน พระโพธิสัตว์เป็นลูกพระพุทธเจ้า มีความเป็นเนื้อแท้ของความรู้ มาจากพระพุทธเจ้า เรียกว่าเป็น DNA เดียวกัน จะกี่ชั่วอายุก็ตาม พระโพธิสัตว์รุ่นใหญ่ระดับ 8 ระดับ 9 ระดับ 9 คือพฤติกรรม ระดับ 10 คือตัวจบ แต่ระดับ 9 ก็คือพฤติกรรมที่เต็มที่แล้ว ระดับ 7 ก็คือพลังเต็มที่ ไม่มีถอย เพราะมีสามเส้า 1 2 3 4 5 6 7 8 9 เป็นสามเส้า ก็เต็ม พอ10 ก็เต็ม สอดประสานกันอย่างที่รู้ได้ แต่อธิบายยาก ผู้เข้าใจแล้วจะรู้ว่าพลังงานทด resistant แม้จะเป็นพลังงานที่ทด แต่ก็ส่งเสริม ไม่ใช่พลังงานที่ทำให้ถดถอยลง เกิดมาเป็นคนมีจิตนิยาม ผู้ที่สามารถศึกษาเรียนรู้ ก็จะเอาพลังงานทางจิตนิยาม มาใช้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด ประหยัดสุด รู้จัก ครน. หรม. เอาออกไปให้ได้มาก คูณเข้าไปแต่อย่าให้เสีย ให้มีความสูญเสียน้อยที่สุด เป็นภาษาที่พวกเราเอามาใช้ตามความรู้นั้นได้ แล้วก็จะได้มากที่สุดเป็นประโยชน์สูง ประหยัดสุด

คราวนี้ อาตมาไม่ใช่เป็นคนดำริด้วยซ้ำ พวกเราช่วยกันทำ รวบรวมอาศิรพจน์ ที่อาตมาเขียนรวบรวม อาศิรพจน์ในหลวง ร.9 ทำมา 20-30 ปี ในหลวงท่านทรงงาน 2493 อาตมาก็โตแล้ว อายุ 16-17 ปีแล้ว ก็รับรู้ เห็นท่านทรงงานมา อาตมาเขียนกวีกลอนมาตั้งแต่อายุ 11-12 ปี พออายุ 14 ก็แต่งเพลงแล้ว อายุ 16-17 นี้อาตมาแต่งเพลง อย่างเพลงหมู่มวลดอกไม้มาลี แต่งตอนอายุ 16 เพลงก่อนสิ้นแสงตะวัน แต่งตั้งแต่อายุ 17 ซึ่งก็เป็นคนมี talent ทางนี้มาแต่ปางก่อน อาตมาก็แต่งอาศิรพจน์ ที่เป็นคำเทิดทูนในหลวง แต่งตั้งแต่ปี 2539 รวบรวมเป็นหนังสือว่า อาศิรพจน์ ร.9 แต่งโดย สไมย์ จำปาแพง คำว่า สไมย์นี้ เป็นชื่อที่แม่ตั้งให้ ตั้งแต่ตอนเด็ก จำปาแพง เป็นนามสกุลของคุณตา ส่วนนามสกุลทางสายพ่อเป็น รักพงษ์

มาดู SMS วันที่ 19 มกราคม 2560 0831819xxx คดีใหญ่หลายคดีที่ใกล้ตัดสิน จับก็วุ่นหาว่าถูกแกล้ง คดีครูจอมทรัพย์ก็ฉาวฯ รบ. ศาล ต้องเข้มแล้ว เพราะสนองราชโองการต่อรัชกาล

0831819xxx วิธีแก้ข่าวปลอม จำเป็นต้องตามเป็นเหยื่อ หรือใช้ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้เกิดปัญญาญาณ อย่างไหนดีไม่เปลืองครับพ่อครู

0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูฯ กับธ.ปัจจเวกขณญาณๆหยั่งรู้ ด้วยการพิจารณาทบทวนตรวจตรามรรคผล!กิเลสที่ยังเหลืออยู่ และนิพพาน! กับทุกคำตอบจากโจทย์ลูกหลานอโศกที่ยังคุณปย.ต่อผู้ฟังธ.ทั่วปท.

จากเฟสบุคกองทัพธรรมFP _คุณ Sume Taso...อาจารย์ใครก็อาจารย์ใคร คนเราเข้ากันด้วยธาตุวาสนาที่ผูกพันกันมา พูดอะไรก็เชื่อหมด จะไม่มีข้อเเม้เลยสักนิด ชีวิตจิตใจนี้ก็มอบให้กันได้ ว่าจะพาดวงจิตนี้ไปถึงไหน แม้สัมปรายภพก็ตาม จะไม่มีข้อกังขา หรือถามคำว่าอะไร เพราะอะไร สูงสุดถึงคำว่าเอ๊ะ ก็ไม่มีต่อท่านพระอาจารย์ พ่อครูว่า…ถ้าอย่างนั้นก็เกินไป ในกาลามสูตร พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดเจนว่า แม้จะเป็นศาสดาของเรา ก็อย่าเพิ่งไปเชื่อทั้งหมด ครูบาอาจารย์ พ่อ แม่ พี่ น้อง ก็เคารพนับถือ ก็เชื่อ แต่ก็ไม่ใช่ว่า แบบไม่มีอะไรตั้งข้อสังเกตเลย ก็ไม่ได้

_คุณ มงคล เอี่ยมอุดม... เป็นพระต้องละกิเลส.. ห้ามว่าด่าว่าพระรูปอื่น… เขาทำดีหรือไม่คนไทยทั้งประเทศเห็นเอง...งั้นจะมีได้ไง...ทำดีได้ดี...ทำชั่ว....นานาจิตตัง พ่อครูว่า…ใครสอนนะ ที่บอกว่าเป็นพระห้ามว่าห้ามด่าคนอื่น แต่เราเป็นคนไทยเหมือนกัน แสดงความเห็นไม่ได้บ้างหรืออย่างไร เราก็รู้ว่าคุณคิดอย่างนั้น ก็ทำใจสบายๆ ให้คนอื่นเขาคิดอย่างอื่นบ้างสิ ไม่จำเป็นต้องทำอย่างที่เราคิด ไม่ได้หรือยังไง มี สิทธิ์ จะบังคับใครอย่างไร เราก็ยืนยันว่า เราจะตำหนิคนที่ควรตำหนิ ตามความเห็นของเรา ชมคนที่ควรชม นิคคัณเห นิคคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง

ใครคือผู้จำแนกอาสวะกับอนุสัยได้ในยุคนี้ _จากไลน์ น้อมกราบนมัสการพ่อครูที่เคารพอย่างยิ่ง กระผมก็ได้ปฎิบัติธรรมตามแนวอโศกมาก็นานพอสมควร ในตอนแรกได้เห็นแม่มาก่อน แม่ได้มาฟัง แล้วกลับไปก็เลิกเนื้อสัตว์ เลิกหมาก เลิกเหล้า ทานข้าวมื้อเดียว แม่ผมเป็นคนใจเด็ด ใจแข็ง ทำทีเดียวหลายอย่าง ผมเห็นแม่ผมปฎิบัติได้ ผมก็ศรัทธา แล้วผมก็เริ่มปฎิบัติตามแม่ แต่ผมไม่ใจแข็งเหมือนแม่ ผมก็ค่อยๆเลิกละมาเรื่อยๆ ในฐานต้น ศีล 5 ละอบายมุข ก็ทำได้ ก็ติดแช่อยู่ฐานนี้นานหลานปี พออายุมากขึ้น ทบทวนมากขึ้น ฟังธรรมมากขึ้น อ่านหนังสือมากขึ้น ก็มาเริ่มเพิ่มฐานให้กับตัวเองใหม่ โดยเริ่มจากเลิก ทานจุบจิบ พยายามเลิกขนม ผมติดกาแฟมากก็พยายามเลิก เลิกกาแฟก็มากินชา เลิกชาก็มากินไมโล ต่อมาก็เลิกได้ เมื่องานพุทธาฯปี แล้ววันปฐมนิเทศน์ พระที่มาปฐมนิเทศน์สามรูปเป็นสายเจโตทั้งนั้น ผมฟังแล้วได้กำลังใจมาก กลับมาผมเลิกใส่รองเท้า กินข้าวมื้อเดียวได้ 7 เดือน มาล้มตอนออกพรรษา ล้มได้ไม่นาน ผมก็ลุกขึ้นตั้งใหม่ได้ เมื่อตอนไปช่วยแจกอาหารสนามหลวง (ที่เลิกได้เพราะเห็นตัวเองในกระจก พุงน่าเกลียดจัง) ตอนไปงานศิลปะโลกุตระได้ฟังธรรมก็ได้กำลังใจ กลับมาก็ถ่ายโอนเงินให้ลูกเมียตัวเอง ก็เงินผู้สูงอายุเดือนละ 600 ก็ใช้ไม่หมด ก็ได้แบ่งให้แม่บ้าน 300 ตัวเองเหลือ 300 ก็เหลือเฟือแล้วครับ

ต่อมาผมพยายามถือพรหหมจรรย์ เรื่องนี่ทางฝ่ายแม่บ้านไม่มีปัญหา จิตใจเขาไม่ค่อยมีเรื่องนี้ ผมก็พรากทางกายมาได้เป็นปีสองปี ในใจยังไม่นิ่ง ยังมีกิเลสในภพอยู่ แต่ก็เห็นพัฒนาการว่า จิตเรามีกำลังเพิ่มขึ้น (ก็มีแพ้บ้างชนะบ้าง แต่เห็นพัฒนาการของจิตอยู่ครับ) มาวันหนึ่งเมื่อเร็วๆนี้ ได้มีโอกาสอยู่กันสองต่อสอง นอนคุยกันจนดึก กิเลสได้ช่องเริ่มทำงาน จากกิเลสในภพก็ออกมาเป็นวจีกรรม เป็นกายกรรม พูดออดอ้อนออเซาะ พูดหว่านล้อมชักแม่น้ำทั้งห้า เพื่อให้ได้มาซึ่งในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ทางแม่บ้านเขาก็พูดให้เราปฎิบัติธรรมอยู่เหมือนกัน แต่กิเลสมันขึ้นหน้า (ได้ฟังเขาพูดเตือนก็รู้สึกอายๆเขาอยู่เหมือนกัน)มันก็หาเหตุผลข้างๆคูๆ สุดท้ายเขาก็ปล่อยตามใจเรา จะทำอะไรก็ตามใจ (ตอนที่รู้ว่าเขาตามใจอนุญาต มันดีใจ มีความสุขมาก กิเลสมันมีหวัง) พ่อครูไม่อ่านต่อ เป็นรายละเอียด….. ….แต่ในขณะนั้นนั่นเอง ผมก็ถามตัวผมว่า อารมณ์ที่เกิดอยู่ขณะนี้นั้น มันเกิดมาจากไหน เกิดมาจากมือไม้ เนื้อตัว ที่ไปสัมผัสหรืออย่างไร ก็ได้คำตอบจากตัวเองว่าไม่ใช่ อารมณ์ที่เกิดอยู่นั้น มาจากจิตที่ปั้นปรุงแต่งขึ้น มาตามอุปาทาน ในขณะที่พิจารณาแยกกายแยกจิตอยู่นั่นเอง อารมณ์กิเลสที่เกิดอยู่เต็มร้อย เมื่อสักครู่ก็ลดลงๆ จิตใจของเราก็ได้เห็นความไม่เที่ยง(เห็นกิเลสลด) ความต้องการก็ลด(ทุกข์ลด) เห็นความจางคลาย ในขณะนั้นก็ถามตัวเองว่า สภาวะไม่มีกิเลสเป็นเช่นไร สัญญากำหนดได้ ทบทวนกับเหตุการณ์ เกิดอยู่ในขณะนี้ ณ ขณะนี้ จิตใจผมเต็มไปด้วยปีติ จิตใจ มีแต่ความสุขมาก แต่มันไม่ใช่ความสุขที่สมใจกิเลส แต่มันเป็นความสุขที่เราได้ชนะกิเลสมาได้ มันเป็นความสุข สงบ สรุปว่าคืนนั้น ผมแทบไม่ได้นอน ผมพยายามทบทวนสภาวะ และกำหนด จดจำ สภาวะดีๆเอาไว้ สำหรับผมแล้ว ในการชนะกิเลสครั้งนั้น ถือว่าสำคัญมาก เพราะที่ผ่านมา ถ้าอยู่ในอารมณ์อย่างนี้ จะเอาชนะไม่ได้เลย ฉะนั้นการชนะครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ผมภูมิใจตัวเองที่สุดครับ พอเช้าในวันต่อมา ผมก็ได้พูดคุยกับแม่บ้านว่าเมื่อคืนผมภูมิใจตัวเองมาก แม่บ้านเขาก็บอกว่า ให้ผมไปเรียนรู้ในการอยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง ผมเองก็ต้องขออนุโมทนากับแม่บ้าน ที่ให้โอกาสผมได้เรียนรู้ เพราะเรื่องแบบนี้คิดเอาไม่ได้ อันนี้มีทั้งผัสสะนอกใน มีกายสักขีอยู่ต่อหน้า อันเป็นสภาวะประสบการณ์จริง บอกเล่าให้พ่อครูได้รับทราบว่า สิ่งที่พ่อครูได้สอนมานั้น ลูกได้นำมาปฎิบัติอย่างต่อเนื่อง ถูกผิดประการใด ขอความกรุณาพ่อครูช่วยให้คำแนะนำด้วย มีคำถาม ในช่วงก่อนนั้นฟังพ่อครูเทศน์เรื่องอาสวะ กับอนุสัย รวมๆกันไม่ได้แยก มาในตอนหลังๆนี้ พ่อครูบอกว่า แม้หมดอาสวะแล้ว ก็ยังเหลืออนุสัย ขอความกรุณาพ่อครูช่วยอธิบาย สภาวะของอนุสัยให้ชัดๆหน่อยครับ ตามความเข้าใจของผมนั้น อาสวะคือกิเลสในภพที่ยังเป็นเหตุพาเกิดได้ เมื่อมีผัสสะกิเลสที่เคยเกิด มันไม่เกิด เห็นจิตใจเราว่างจากกิเลสนั้น อย่างนี้ผมเรียกว่าหมดอาสวะ ไม่ทราบว่าถูกต้องหรือเปล่า ถ้าถูกแล้วอนุสัย อยู่ ตรงไหนอย่างไรครับ

จากลูกแก้ว มีแสง น้อมกราบนมัสการด้วยความเคารพ

พ่อครูว่า….ก็เป็นขั้นละเอียดมากในเรื่องของ อาสวะกับอนุสัย อาตมาก็เพิ่งจะมาอธิบายความแตกต่าง ระหว่างอาสวะกับอนุสัย

สื่อธรรมะพ่อครู(อาสวะ อนุสัย) ตอน สังโยชน์ 10 และอนุสัย 7 อาสวะ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ถึงในสังโยชน์ 10 ว่าเป็นเรื่องของอาสวะ อนุสัย ท่านตรัสมีอนุสัย 7 เป็นกิเลสที่ตกตะกอนอยู่ท้ายสุด ถ้าเทียบธรรมะสอง อาสวะ เป็นกิเลสเบื้องต้น อนุสัย เป็นกิเลสเบื้องปลาย

สามข้อต้น สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เป็นเหมือนตัวอย่างที่ทำได้ในการปฏิบัติ สักกายะ คือกายของตน ผู้ที่เรียนรู้รูปนาม เรียนรู้ธรรมะ 2 กิเลสของคน ถูกธาตุรู้ ปัญญาของเรา สามารถสัมผัส และกำหนดรู้กิเลสนั้นได้ กิเลสถูกรู้ เรียกว่ารูป ญาณ ปัญญาที่ไปรู้ เรียกว่านาม เป็นธรรมะสอง กิเลสมันไม่มีหัวหาง ไม่มีเส้น แสง รูปร่าง ไม่มีตัวตนอะไร มันเป็นอาการ ไหว เคลื่อน อาการโกรธ อาการโลภ อาการราคะ มันเป็นอาการนามธรรมจริงๆ เราต้องอ่านอาการ จับนิมิต จับอาการให้ได้ว่า โกรธเป็นอย่างนี้ โลภอย่างนี้ ราคะเป็นอย่างนี้ จับอาการได้ อ่านอาการได้ จนไม่มีความสงสัย พ้นวิจิกิจฉา พ้นสังโยชน์ข้อที่ 2 มันเป็นอาการกิเลสของเราแน่ๆ แล้วกำจัดด้วย ศีลพรต ดูวิธีที่จะกำจัด เรียกว่า ปหาน 5 กดข่มก่อน หรือพิจารณาด้วยปัญญา เป็นไฟฌาน เป็นพลังงานความร้อน อุณหธาตุ มันไปกำจัดกิเลสได้ ไฟฌาน มีฤทธิ์สลายกิเลสได้จริงๆ ผู้ปฏิบัติได้ จะรู้ได้ด้วยตนว่า กำจัดจริงได้เป็นอย่างนี้ กิเลสมัน จางคลาย วิราคานุปัสสี อ่านอาการกิเลสที่หมดไป ก็มี ญาณ ปัญญา เห็น เรียกว่ามีวิปัสสนาญาณ มีสัมมาทิฐิแท้ รู้ว่าการปหาน 5 เป็นอย่างนี้ จนกิเลสมีอินทรีย์ลดลง วิราคานุปัสสี จนอาการมันดับหมดนิโรธานุปัสสี การปฏิบัติศีลพรตของพระพุทธเจ้า จึงรู้แจ้งเห็นจริงทุกขั้นตอนการปฏิบัติ จึงเรียกว่าลดกิเลสได้จริง และมีฤทธิ์ มีความสามารถ มีอำนาจ ทำให้กิเลสมันลดลงได้จริงๆ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เมื่อมีทฤษฎีที่ดีแล้ว ก็อย่าเหยาะแหยะลูบคลำ ให้ปฏิบัติเอาจริง จนกิเลสลดได้จริง ทำกับเหตุปัจจัยจริงๆแล้วสัมผัส จึงลดกิเลสได้จริง สังโยชน์ 3 จึงเป็นสังโยชน์สำคัญที่ทำให้กิเลสลดได้ เมื่อลดได้ สังโยชน์ต่อไป คือเนื้อแท้ของกิเลส กามราคะ กับ พยาบาท สองขั้ว ดูดกับผลัก อยู่ข้างนอก ในกามคุณ 5 กามคุณอยู่ข้างนอก ไม่ได้อยู่ข้างใน อยู่ข้างในคือ จิต มโน วิญญาณ กามข้างในไม่มี เรียกรูปราคะ อรูปราคะก็ข้างใน พอไปถึงอนุสัยนั้น สักกายะ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสไม่มี ถือว่า ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ต้องผ่านก่อนถึงจะไปขั้น อนุสัย ต้องผ่านสังโยชน์ 10 ก่อน ถึงไปสู่การล้างอนุสัย อนุสัย 7 จึงขึ้นต้นด้วยกามราคานุสัย 1. กามราคานุสัย (ความดึงดูดกำหนัดในกาม) 2. ปฏิฆานุสัย (ความผลักไส ขัดเคือง ขึ้งเคียด) 3. ทิฏฐานุสัย (ความยึดถือความเห็นเป็นตนของเรา) 4. วิจิกิจฉานุสัย (ความลังเลสงสัย ทำให้เนิ่นช้า) 5. มานานุสัย (ความถือตัวทั้งหลาย) 6. ภวราคานุสัย (ความใคร่อยากในภพละเอียด) 7. อวิชชานุสัย (ความไม่แจ้งในอริยสัจ) (พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 11) ในสังโยชน์เบื้องสูงมี รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา รูปราคะ อรูปราคะในระดับหยาบ คือสังโยชน์ หมดรูปราคะ อรูปราคะ จะเหลืออนุสัยในภวราคะ ก็คือรูปกับอรูปนั้นแหละ มันไม่ใช่กามแล้ว กามนอกหมดแล้ว เมื่อล้างภวราคานุสัยในอนุสัย หมดอวิชชานุสัยก็จบ

บุคคล 7 วิโมกข์ 8 วิมุติของสายปัญญา คือทิฏฐิปัตตะ แต่วิมุติของสายเจโต คือศรัทธาวิมุติ ปัตตะคือบรรลุ เมื่อความเห็นความเข้าใจของสายปัญญา เข้าใจแล้วปฏิบัติ ก็จะเกิดบรรลุเป็น ทิฏฐิปัตตะ ส่วนวิมุติของสายเจโต หลุดพ้นในจิต ไม่มีปัญญารู้ว่าตนเองหลุดพ้น ไม่กระจ่างภายนอก ไม่รู้นอก เกี่ยวข้องกับนอกอย่างไร เกิดกิเลสอย่างไรก็ไม่รู้… สายศรัทธา สัทธาวิมุติ ถึงไม่รู้ว่าตนเองสัมผัสภายนอก แล้วหมดกิเลสเป็นอย่างไร แต่สายปัญญารู้นอกใน อ่านรู้หมด

กลับไปที่กายสักขี สายศรัทธามีองค์ประชุมของกาย คือกายสักขี ซึ่งหมายถึงข้างนอกอย่างเดียว ทีนี้ สายศรัทธามีกายสักขี แต่สายปัญญารู้ว่าเห็นแล้วมีกายสักขี แต่สายเจโต ข้างนอกดูว่าหลุดพ้น แต่ตนเองไม่รู้ตัว แต่สายปัญญารู้ คือสายเจโตไม่มีปัญญารู้นอกและใน แต่พฤติกรรมภายนอกหลุดแล้ว หลุดโดยกายสักขี ใจของตนเองนั้น จะไม่ชัดว่าตนเองหลุดพ้น หรือว่าตนเองหลุดด้วยปัญญา แต่ข้างนอกหลุด ไม่มี แต่ข้างในตนเองไม่รู้ว่าหลุด สายเจโตอ่านจิตไม่ออก แต่ข้างนอกกดข่มได้ เต๊ะท่าเก่งอย่างกับอรหันต์เลย แต่ไม่รู้ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ภายใน ส่วนทิฏฐิปัตตะ บรรลุแล้วจะเห็นชัดเจน ทั้งข้างนอกข้างใน ผู้ที่มีปัญญาจึงชัดเจนในวิโมกข์ 8 และต้องสัมผัสด้วยกาย รู้นอกในไปเรื่อยๆ ส่วนสายเจโต พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่า เมื่อได้กายสักขีแล้ว ต้องพิสูจน์ว่าต้องมีสัมผัสทางกาย และต้องเข้าใจในวิโมกข์ 8 รูปี รูปานิ ปัสสติ 1. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) 2. *ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) (*พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) คือหมดทั้งภายนอกและภายใน กาม ถึงรูป ถึงอรูป แม้ภายใน 3. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโตโหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงาม ที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) พตปฎ. ล.10 ข.66 / ล.23 ข.163 อาตมาพยายามอธิบายให้พวกคุณเข้าใจได้ง่ายนะ ไม่ได้ต้องการให้ยากเลย แต่เก่งได้เท่านี้ เป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 7 ยังไม่กล้าบอกว่าเป็นระดับที่ 8 เอาให้ชัดเจนก่อน ต้องพยายามพากเพียรให้รู้จริงขึ้นไป แม้รู้จริงแล้ว แต่เราก็นึกว่าเรายังไม่รู้ ก็ไม่เสียอะไร แต่ถ้าเรายังไม่รู้จริง แล้วบอกว่าเรารู้ อันนี้ก็ซวย

เข้ามาหาปัจจุบัน อาตมาก็ขอยืนยันว่า ประเทศไทยนั้นมีความรู้ของพระพุทธศาสนา เป็นแดนศึกษาศาสนาพุทธ มีผู้บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า เกิดเป็นหมู่มวล มีระบบ มีวัฒนธรรม แล้วจะเจริญขึ้นไปจนกว่าจะครบ 500 ปี อาตมามาประกาศ มาฟื้น พูดไปแล้วก็เหมือนยกตัวเอง เราจัดตลาดอาริยะ ก็ขาดทุนอย่างจริงใจ แม้แต่ค้าขาย สร้างสรรค์ผลผลิตต่อเนื่องไป ก็ยังเป็นการขาดทุนอยู่ตลอดเวลา เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ขยายผลไปเรื่อยๆ ผู้ใดเข้าใจก็เชิญมาร่วมกัน ใครไม่เข้าใจก็ไม่มาหรอก ไม่ต้องบังคับ หรือขอร้อง แต่ผู้ที่เข้าใจ รู้เรื่อง ก็รีบมา …มาเถอะมาอย่าช้า อยู่ไหนรีบมาคว้ามีดพร้าและจอบเสียม เราจะเน้นทางกสิกรรม ไม่เน้นอุตสาหกรรม ในหลวงท่านก็เน้นมาทางนี้ สอดคล้องกัน ก็พาทำกันไป อาตมาประกาศ โลกนี้โลกหน้า โลกนี้คือ โลกโลกีย์ โลกหน้าคือ โลกโลกุตระ โลก โลกีย์คือ โลกตัวตน หอบ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แบกตัวตน หอบได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งยินดี แต่โลกุตระนั้น ลดลงได้เท่าไหร่นั่นแหละคือน่ายินดี วัตถุก็ไม่ต้องสะสมมากขึ้น แต่ให้พยายามให้มีน้อยลงๆ แจกจ่ายให้มากขึ้น แล้วสร้างให้แก่คนอื่นมากขึ้น ตนเองก็กินน้อยใช้น้อย แรงงานและความร่ำรวยอยู่ที่ ความสามารถ และความขยัน ถ้ามีความสามารถ ความรู้ และความขยัน มันก็จะเกิดผลผลิต เมื่อเกิดแล้วก็เอามาแบ่งกันกินกันใช้ แบ่งแจกไปเรื่อยๆ ก็สร้างอยู่ได้เรื่อยๆ เติมต่อเนื่องไปไม่มีหยุด พัฒนาขึ้นไปให้เจริญงอกงาม เจริญจนกระทั่ง ดูหัวผักกาด เกิดมาจนอายุ 80 กว่า ยังไม่เคยเห็นหัวผักกาดใหญ่เท่านี้ อุตสาหกรรมเป็นของใช้นั้น ยังไม่จำเป็นเท่ากับของกิน มันต้องรู้ลำดับก่อนหลัง ผู้ที่สามารถลดกิเลสได้จริง ชัดเจน จนไม่มี วิจิกิจฉา อาการของกิเลสลดได้จริง จะรู้ได้เลย ตัวนี้ แม้แต่ศาสดาแต่ละท่าน ก็บอกว่าลดกิเลส แต่จริงๆนั้นรูปไหนหนอลดกิเลสได้จริง ก็อยู่ที่คนจะแสวงหาศาสดาองค์ไหน ผู้ใดที่ชัดเจนว่าศาสดาองค์นี้ลดกิเลสได้จ ริง ก็เข้าม าศึกษา ใครเชื่อองค์ไหนก็ไม่มีปัญหา ไม่ต้องเบ่งข่ม ดูแคลนกัน ศาสดาทุกองค์ ท่านส่งเสริมให้คนลดกิเลสทั้งนั้น แต่ใครจะได้จริง มากหรือไม่มาก แท้จริงหรือไม่ ก็แล้วแต่ สำหรับอาตมาเชื่อมั่นในพระพุทธเจ้า อาตมาปักมั่นแน่นอน แล้วก็จะต่อภพภูมิไปจนกระทั่ง บำเพ็ญเป็นศาสดา เป็นพระเจ้า เป็นผู้สูงสุดได้ จนคนนี่แหละ คืออันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้าได้ พุทธทำแบบนั้น อันอื่นบอกว่า คนก็คือคน เป็นพระเจ้าไม่ได้ ก็แล้วแต่ แต่ทางเราบอกว่าได้ ไม่ได้ทะเลาะกัน ต่างคนต่างเชื่อ ต่างทำกันไป ไม่ได้ขัดแย้ง โลกหน้าหรือปรโลกของพระพุทธเจ้า ไม่ได้หมายความ ถึงสิ่งลึกลับ พลังงานพิเศษ พระเจ้าไปอยู่ที่ไหน แต่รู้ว่าพระเจ้าคือผู้ที่มี พระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ พระกรุณาธิคุณ พิสูจน์ได้เลยในตอนเป็นๆ รู้เลยว่ากิเลสหมดไป ยังไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวเลย อ่าน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ได้จริงๆ พิสูจน์ได้เลยในตัวเราเอง

อนุสัย 7 และความเมาหลายระดับ เมื่อเรียนรู้แล้วจะรู้จริงว่า อ๋อ กิเลส หยาบ กลาง ละเอียด หมดได้ มีพระบริสุทธิคุณ แล้วลงมือช่วยเหลือมนุษย์ เป็นพระกรุณาธิคุณ อย่างมี พระปัญญาธิคุณ มีความฉลาดอย่างสะอาด มีความกรุณา ลงมือช่วยจริง พระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ พระกรุณาธิคุณ สามเส้าของตรีมูรติ นี่คือสามเส้า คุณสมบัติหรือคุณธรรมของพระเจ้าคือพระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ พระกรุณาธิคุณ เราก็พิสูจน์ความจริงอันนี้ได้ด้วยปรโลก โลกใหม่ โลกหน้าที่ไม่ใช่โลกียะ อย่างปุถุชนที่ไม่รู้ จิตเจตสิก แต่รู้จักความไม่มีโลกียะ ดับไปๆๆ จนอรหันต์คือดับ หยาบ กลาง ละเอียดของโลกียะ

ท่านก็ไล่ อนุสัย 7 ที่สูงถึง 1. กามราคานุสัย (ความดึงดูดกำหนัดในกาม) 2. ปฏิฆานุสัย (ความผลักไส ขัดเคือง ขึ้งเคียด) 3. ทิฏฐานุสัย (ความยึดถือความเห็นเป็นตนของเรา) 4. วิจิกิจฉานุสัย (ความลังเลสงสัย ทำให้เนิ่นช้า) 5. มานานุสัย (ความถือตัวทั้งหลาย) ยังมีถือดีอยู่บ้าง ที่ไม่หยาบนะ ไม่ใช่มานะสังโยชน์(ถือดีที่หยาบกว่า) แต่มานานุสัย คือถือดีแต่น้อยกว่า เช่น มานะ อติมานะ เป็นต้น มานะก็หยาบ อติมานะก็คือละเอียดขึ้น ปมาทะคือ ไม่มีมานะ แต่ประมาทอยู่ อติมานะ เป็นเรื่องอุปกิเลส 16 ปลายสุด มทะคือมอมเมาน้อยๆ สุราคือเมาหนัก เมรยะคือลดลงมา มัชชะ คือเหลือน้อยแล้ว เป็นลำดับที่สาม ลำดับที่สามแล้วยังลดลงไปอีกถึง มทะ ปมาทะ เรียกว่า มัชชะ คือยังเมา จากมัชชะไปเป็นตัว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน