600125_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สาราณียธรรมโดยพิสดาร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข25 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

600125_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สาราณียธรรมโดยพิสดาร

สมณะเดินดินว่า…วันนี้เป็นวันพุธที่ 25 มกราคม 2560 เมื่อวานนี้พ่อครูนำสัลเลขสูตรมาอธิบาย ซึ่งธรรมะสัจจะของพุทธศาสนา ประกอบด้วย สัจธรรม สัลเลขธรรม นิยานิกธรรม สันติธรรม ในพระสูตรนี้ แม้เราจะนั่งหลับตา ได้รูปฌาน อรูปฌาน ก็ไม่ใช่สัลเลขธรรม เป็นเพียงสุขวิหารธรรมเท่านั้น สัลเลขธรรมแปลอีกอย่างว่า ธรรมเว้นจากคนชั่ว พ่อครูแปลว่าธรรมะที่เว้นจากความตกต่ำ วันนี้มีข่าวใหญ่ ขรก.อยู่หน่วยกรมคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ไปขโมยภาพที่ญี่ปุ่น โดนจับได้ แต่ก่อนเคยมีพนักงานดีเด่นของธนาคาร ได้รับความไว้วางใจ เข้าออกธนาคารได้ ก็ไปขโมยเงินธนาคาร เขาก็ดูวงจรปิด ก็ถูกจับได้ คนระดับนี้ไม่รู้ว่าเขาจะจับได้หรือ เขาบอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นนิสัยของคนไทย เคยดูข่าวว่า คนนั่งแทกซี่ลืมของไว้ในรถ แต่คนขับแทกซี่ก็เอาของมาคืน เขาบอกว่าไม่อยากเป็นคนขโมยของใคร พระพุทธเจ้าว่า ทางขัดเกลาก็ต้องเว้นจากการลักขโมย อาตมาตอนอยู่หอพัก เขาลักขโมยกัน อาตมาก็ไม่ได้ไปทำกับเขาด้วย เครื่องขัดเกลามีศีล 5 อุปกิเลส 16 จนถึงจรณะ 15 ว่าเป็นธรรมอันขัดเกลา พระพุทธเจ้าว่า แม้เพียงแค่เกิดจิตตุปบาท เพียงแค่สำนึกขึ้นมา แม้มีจิตสำนึกแค่ช้างกระดิกหู งูกระดิกหาง ก็เป็นกุศลอย่างยิ่ง พ่อครูว่า….ก็ขอกล่าวเชิญชวนศิษย์เก่า เราต้องการคนจริงมา ถ้าคนไม่จริง ไม่อยู่ในเกณฑ์ ก็ไม่ควรมา แต่ศิษย์เก่าเราได้เคยศึกษา ก็น่าจะมาเพิ่มเติมสิ่งดีให้แก่ตน ช่วยเสริมศาสนาพุทธ ที่กำลังจะดำเนินไปอย่างดี ศิษย์เก่าที่ได้ฟังอาตมาพูด ก็เชิญมาพบปะพูดคุยกัน ในวันมาฆะบูชา เสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12.30-14.00 นาฬิกา ที่หอประชุมชาวบ้าน พุทธสถานปฐมอโศก จ.นครปฐม โดยจะเริ่มลงทะเบียน และถ่ายรูป จัดทำทำเนียบ ศิษย์เ

อ่านต่อ

ก่าสัมมาสิกขา ทุกสถาบัน ตั้งแต่เวลา 11.30 นาฬิกา ก็ต้องมากัน ตั้งแต่วันเลยนะ มารับประทานข้าวกันที่ปฐมอโศก

SMS วันที่ 24 มกราคม 2560

จะออกจากกามภพและการติดยึดได้อย่างไร(ศีล 5)

_0850278xxx กราบนมัสการพ่อครูค่ะ เราจะออกจากภพของกาม และการติดยึดอย่างไรคะ พ่อครูว่า...กามเป็นภพเบื้องต้น ของกาม รูป อรูป สามภพนี้ ก็ค่อยๆไล่เรียงไป เริ่มตั้งแต่ถือศีล 5 ไปตามลำดับ อย่าทำลัดขั้นตอน ต่อให้บวชมานานแล้วก็ตาม ก็ต้องถือศีล 5 เป็นเบื้องต้น ถือศีลเป็นพื้นฐาน แล้วจะเกี่ยวเนื่องให้เราได้อ่านกิเลสจากจิต ให้รู้จักลำดับไปตั้งแต่ ศีล พื้นฐานคือศีล 5 อื่นๆก็กดข่มไว้ แต่ให้ศึกษากิเลสในศีล 5 เป็นสำคัญ ต่อให้บวชแล้วก็ตาม อย่าไปคิดว่า เราเป็นนักบวชแล้ว จะมาถือศีล 5 ได้อย่างไร ก็อย่าไปคิดเช่นนั้น ต้องทำศีล 5 ให้ได้ผล เป็นพระโสดาบันเลย เราสัมผัสกับสัตว์ ก็ดูที่ศีลข้อ 1 มันจะมีโทสะ มันจะรุนแรงอย่างไร หากจะฆ่ามากิน ก็คือความโหดร้าย เป็นโทสะ เราจะไม่ทำร้ายสัตว์ใด แม้จะเอามากิน อ่านจิต แล้วก็ลดละไป ถ้าเรายังมีโทสะ อยากจะฆ่า แม้จะมากิน ยิ่งการฆ่าสัตว์ ยิ่งการฆ่าตัวเองก็อำมหิตหนัก เราก็อ่านจิตตนเอง แล้วทำกิเลสพวกนี้ให้ลดลงไป ถ้าเป็นอบายมุขก็เป็นสิ่งที่หยาบ จะไปเสพติด รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จัดจ้าน ก็คืออบายมุข ในความหมายของพระพุทธเจ้า โทสะที่มันแรง เราก็ต้องลด โทสะควรลดก่อนราคะ เพราะมันหยาบ ร้อนแรงชัดเจน มันไม่มีภาวะซับซ้อน ถ้าทางโลภ ทางรัก ยังมีประโยชน์คุณค่าบ้าง แต่โทสะไม่มีประโยชน์เลย ถ้าไปทำร้าย ไปกดขี่เขาได้ มันไม่ถูก ต้องศึกษาให้ดี โทสะจะลด ศีลข้อที่ 2 อย่าไปเอาของๆคนอื่น ในฐานะที่เป็นขโมย พระพุทธเจ้าปรับอาบัติปาราชิก ถ้าเอาของคนอื่น ลักของคนอื่น เกิน ห้ามาสก (ประมาณสามร้อยบาท) ให้รู้ว่าเราพึ่งตนเองได้อย่างไร สัตว์เดรัจฉานตัวเล็กตัวน้อย ก็ยังเลี้ยงดูตนเองรอด ถ้าป่วยเจ็บ แก่ พิการ หรือเป็นเด็กเกินไป เลี้ยงตนเองไม่รอดก็แล้วไป หรือจิตวิญญาณฟั่นเฟือน ก็เป็นห้าสภาพที่ต้องยกไว้ ต้องช่วย เป็นเรื่องสุดวิสัย นอกนั้นสัตว์เล็กสัตว์น้อย มันก็เลี้ยงตนเองรอด ก็ต้องพิจารณาเลี้ยงตนเองได้ แล้วก็ต้องเรียนรู้ที่จะออกจากภพอบาย อบายมันต่ำสุดอยู่ในภพกาม (ภพมีสาม กามภพ รูปภพ อรูปภพ) แต่อบาย คือกามภพที่ต่ำสุด อบายของใครก็ของใคร ถ้าเราหมดกามภพ ก็มีอบายในรูปภพ ที่เป็นอาการต่ำสุดของเรา หรือเราหมดรูปภพ ก็มีอบายในอรูปภพอีก คือมันต่ำสุดสำหรับเราแล้ว แล้วค่อยๆทำไป ไม่ต้องใจร้อน อย่าอยาก บารมียังไม่สูงก็จะยังไม่มีผลได้มาก แต่ชาตินี้ค่อยทำไป ให้สัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ แล้วก็จะได้เรียนรู้หลักเกณฑ์ให้สัมมาทิฏฐิจริง ไปปฏิบัติด้วยสัมมาปฏิบัติ แล้วก็อย่าไปอยากได้เร็ว ก็เห็นใจว่ามันรู้ทุกข์แล้ว อยากจะดับทุกข์ ถ้าเราทำเหตุปัจจัยไม่ครบก็ยังไม่ได้

_0846703xxx ฉะนั้นแล้ว สงสัยว่าพระสารีบุตรน่าจะเป็นพระโพธิสัตว์ แล้วถ้าใช่ ท่านจะอยู่ระดับใดคะ :) ด้วยความเคารพและชอบรู้ชอบเห็น กราบขออภัยด้วยค่ะ ตอบ...พระสารีบุตรที่เป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้านั้น เป็นพระโพธิสัตว์แล้ว ท่านเป็นโพธิสัตว์อยู่ระดับ 7 แล้ว ต่อจากนั้นท่านก็ต้องเพิ่มภูมิให้สูงขึ้นๆ จนเป็นระดับ 8 ต่อไป ตอบอย่างมั่นใจว่าอย่างนี้ไม่ผิดหรอก พระอรหันต์องค์ที่อยู่ชิดใกล้ พระพุทธเจ้า ก็เป็นพระโพธิสัตว์ทั้งนั้น พระมหาโมคคัลลานะ พระอานนท์ พระมหากัจจายนะ ก็ล้วนแต่เป็นพระโพธิสัตว์ พระอานนท์ตอนยุคพระพุทธเจ้า ก็สั่งสมด้านปัญญา

_0893867xxx นมก.พ่อครูฯสอนธ.วันนี้เป็น เรื่องของกรรมฐานเบื้องต้น หัดวิจัยแยกกายแยกจิตฤาเปล่า? ตอบ...ก็สอนแนะให้แยกกายแยกจิต

มูลกรรมฐาน 5 กับอรหันต์ 4 _0893867xxx ธ.อรหันต์4 ที่ก่อนที่ผู้บรรลุธ .ขั้นสุขวิปัสสโก, เตวิชโช, ฉฬภิญโญ,ปฏิสัมภิทัปปัตโต!ต้องผ่านการเรียนรู้มูลกรรมฐาน5 ขั้นเบื้องต้นก่อนใช่ไหม? ตอบ...ใช่ ถึงเรียกว่ามูลกรรมฐาน มูลคือราก ต้นเหง้า กรรมฐานบทแรก เรียกว่ามูลกรรมฐาน ต้องแยกรูปนาม แยกกายกับจิตออก เมื่อแยกจิตแยกกายได้ ก็จะแยกจิตเป็น เวทนา หรือแยกจากสังขาร โดยมีสัญญาเป็นตัวกำหนดหมาย เวทนา สัญญา สังขาร เป็นเจตสิก 3 อย่าง ที่เป็นตัวทำงานหลัก ก็คือองค์ประกอบสำคัญของวิญญาณ ต้องไปอ่านหนังสือ คนคืออะไรทำไมสำคัญนัก? ก็จะเข้าใจมากขึ้น กรรมฐาน 5 จะทำให้เรียนรู้แยกกายแยกจิตได้ชัดเจน เรียนรู้กายในกาย แล้วรู้เวทนาในเวทนา ทำเวทนา 2 ให้เป็น 1 ได้ ทำโทสะให้ลดลง ราคะให้ลดลง โมหะให้ลดลง จนหมด เป็นวีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ เป็นองค์ 6 ของเจโตปริยญาณ 16 จากนั้นทำให้ได้ผล เป็นสังขิตตังจิตตัง(รวมเป็นก้อน ไม่กระจาย) วิกขิตตังจิตตัง(กระจาย เป็นลักษณะปัญญา รวมไม่ค่อยติด) จะสามารถอ่านพลังงานของจิตที่เป็นนามธรรมนี้ได้ แกนเจโตก็เป็นสังขิตตังจิตตัง แกนปัญญาก็เป็นวิกขิตตังจิตตัง เราก็ ทำทั้ง 2 อย่าง ทำให้เจริญได้ ก็เป็น มหรรคตะ ทำไม่ได้ก็อมหรรคตะ ทำได้ก็เจริญขึ้น ดีขึ้น เป็นสอุตรังจิตตัง ดีขึ้นแล้ว แต่เราจะมีไหวพริบ ว่ามันยังไม่สูงที่สุด หากใครรีบจบเร็วๆ จะรู้เองว่า มันยังไม่จบ รีบตัดสิน รีบลัด แต่ไม่รู้ครบ ก็จะเข้าใจเองตอนหลังว่ามันไม่จบ ตนเองจะโกหกตัวเองไม่ได้หรอก มันมีอีก ก็พากเพียรต่อ จนมันไม่มีอะไรดีกว่านี้อีกแล้ว อนุตตรังจิตตัง สุดยอด ไม่มีอะไรเหนือกว่านี้ สูงกว่านี้อีก ก็แบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายเจโตกับปัญญาอีก แต่เรียก สมาหิตะ กับวิมุติ หรือวิชชาและวิมุติ วิมุติ คือ จิตหลุดพ้น สมาหิตะ คือ จิตตั้งมั่น สั่งสมมั่นคง หากไม่มั่นคง ก็อสมาหิตัง ยังไม่เป็นสมาธิที่สมบูรณ์ ส่วนวิมุติคือหลุดพ้น มัน ออก ไม่มี จ างหายไป มันไม่เหลือ มันไม่มีที่เรา หมดอย่างละเอียด จบด้วยวิชชาและวิมุติ เป็นสมาหิตังกับวิมุติ ถ้าสองอันนี้จบ ก็เป็นวิมุตตังจิตตัง ไม่จบก็อวิมุตตังจิตตัง.. ต้องมีสภาวะ และทำหลายรอบ อย่างอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็ผ่านมาหลายรอบแล้วก็จะรู้ อย่างญาณ 16 พระสารีบุตรรวบรวมไว้ถึง ญาณ 73 ในพระไตรปิฎกเล่ม 31 อาตมายังไม่กล้านำญาณ 73 มาอธิบาย โบราณาจารย์ก็เลือกนำมาใช้ เป็นอรหันต์ได้ ใน 73 ญาณ ใน 6 ญาณสุดท้าย พระโพธิสัตว์ก็ยังไม่บังอาจ เพราะเป็นญาณของพระพุทธเจ้า สำหรับ อรหันต์ 4 นี้ เป็นของอาจารย์รุ่นหลัง พระพุทธโฆษาจารย์เป็นผู้บัญญัติไว้ 1. สุกขวิปัสสโก (ผู้เห็นแจ้งโดยปัญญาเพรียวๆ) อันนี้เป็นอรหันต์เก๊ บอกว่า บรรลุได้คนเดียว สอนคนอื่นไม่ได้ ก็เป็นความเข้าใจไปเอง ของพระพุทธโฆษาจารย์ ที่เขียนคัมภีร์วิสุทธิมรรค 2. เตวิชโช (ผู้ใช้วิชชา 3) ของสายเทวนิยมระลึกแบบเป็นตัวเป็นตน ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ จะไประลึกเป็นตัวตนบุคคลเราเขา เทวดาสัตว์นรก ก็ระลึกถึงแบบเป็นตัว ปรสัตตานัง ปรปุคคลานังก็เป็นตัวเป็นตน มันยังไม่สัมมาทิฏฐิ การระลึกถึงสภาวธรรมที่เราผ่านมาแต่ละรอบ มีเหตุปัจจัยต่างๆ มันเป็นธรรมะ เป็นนามธรรม ไม่ได้เป็นตัวตนบุคคลเลย ระลึกชาติของกิเลส กิเลสของเรา ชาตินั้นเราเป็นคนนั้น แล้วมีกิเลสอย่างนั้น แต่เราเป็นบุคคลชนิดไหน เกิดเป็นนาย ก. นาย ข.ในชาตินั้น ก็เป็นสัตว์นรกชนิดไหน เป็นเทวดาเก๊ชนิดไหน ก็ของเราทั้งนั้น เทวดาต่างๆของเรา สัตว์นรกต่างๆอื่นๆก็คือของเรา อย่าไปยุ่งกับของคนอื่น แต่อื่นๆนี้หมายถึงของเรา มันเหลืออีกเท่าไหร่ เอาให้มันหมด ให้รู้ อย่าไปเสียเวลา 3. ฉฬภิญโญ (ผู้ได้อภิญญา 6 ฝ่ายเจโตสมถะ) เขาก็เข้าใจแบบเทวนิยมอีก 4. ปฏิสัมภิทัปปัตโต (ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ทั้ง 4) ได้แก่... อัตถปฏิสัมภิทา ฉลาดในเนื้อแท้แห่งสัจจะ-เป้าหมาย ธัมมปฏิสัมภิทา ฉลาดในสภาวธรรมต่างๆ ทั้งหมด นิรุตติปฏิสัมภิทา ฉลาดในการมีภาษาบอกกล่าว ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ฉลาดในเชาวน์ไหวพริบ (จากคัมภีร์วิสุทธิมรรค)

สรุปคือในอรหันต์ 4 สุกขวิปัสสโก ไม่มีในพระไตรปิฎก เป็นเรื่องของ พระพุทธโฆษาจารย์ที่เขียนคัมภีร์วิสุทธิมรรคตั้งขึ้นมา แล้วฉฬภิญโญ (ผู้ได้อภิญญา 6 ฝ่ายเจโตสมถะ) เขาก็เข้าใจแบบเทวนิยมอีก มโนมยิทธิ ถึงจุตูปปาตญาณ เขาก็เอาแบบเทวนิยม ซึ่งที่จริงมีแบบพุทธเจ้าก็ได้ เป็นแบบเทวนิยมก็ได้ ใน วิชชา 8 ใน 6 วิชชา ในวิชชา 8 (ตัดหัวท้ายสองข้อ วิปัสสนาญาณ กับ อาสวักขยญาณ) เป็นได้ทั้งเทวนิยม กับ ของพระพุทธเจ้าอเทวนิยม แต่สำหรับ วิปัสสนาญาณ กับ อาสวักขยญาณ เป็นของพระพุทธเจ้าได้เท่านั้น ไม่เป็นของเทวนิยมได้หรอก หรือเขาจะพูดโม้ไปก็ได้ แต่ไม่ได้ทำได้จริง แต่อย่างอื่นที่เป็นวิชชา 8 ที่เป็น 6 ข้อตรงกลาง เขาก็ทำแบบเทวนิยมได้ มีจริงได้ แต่ วิปัสสนาญาณ กับ อาสวักขยญาณ ก็เป็นแต่ของปลอม ทำไม่ได้ เพราะสองอันนี้ มีแต่ของพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทำได้ 1. วิปัสสนาญาณ (ความรู้แจ้งเห็นจริง – หรือรู้ความจริง ในเหตุที่มีความจริงเกิด .. รู้กิเลสตายจริง อกุศลดับจริง) 2. มโนมยิทธิญาณ (ความมีฤทธิ์ทางจิต ที่จิตสามารถเนรมิต “ความเกิด” อย่างใหม่ขึ้นมาได้) 3. อิทธิวิธญาณ (จิตมีอานุภาพในการบรรลุ ขจัดทำลายกิเลส ได้หลากหลายวิธี) . . ดู พตปฎ.9/133 คำว่าวิธะแปลว่า หลากหลาย มีฤทธิ์หลากหลาย 4. ทิพโสตญาณ (สามารถแยกแยะ การได้ยิน สิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น กิเลสปะปนมากับคำร่ำลือ กับเสียงที่เกินกว่าคนธรรมดาเขาจะรู้นัยยะได้) 5. เจโตปริยญาณ (กำหนดรู้ความแตกต่างในจิตขั้นอื่นๆ ของตนได้รอบถ้วน) ทางเทวนิยมไปเข้าใจเป็นตัวเป็นตนไป แต่แยกแยะกิเลสไม่ได้ 6. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การย้อนระลึกถึงการเกิดกิเลสเก่าก่อน มารู้อริยสัจจะจนหายโง่จากอวิชชา) 7. จุตูปปาตญาณ (รู้เห็นการเกิด-การดับของจิตที่ดับเชื้อกิเลส แล้วเกิดเป็นสัตว์เทวดา หรืออาริยะสัตว์) 8. อาสวักขยญาณ (ญาณที่รู้การหมดสิ้นอาสวะของตน) (พตฎ. เล่ม 9 ข้อ 127 - 138)

ในอรหันต์ ปฏิสัมภิทัปปัตโต (ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ทั้ง 4) ได้แก่... อัตถปฏิสัมภิทา ฉลาดในเนื้อแท้แห่งสัจจะ-เป้าหมาย ธัมมปฏิสัมภิทา ฉลาดในสภาวธรรมต่างๆ ทั้งหมด นิรุตติปฏิสัมภิทา ฉลาดในการมีภาษาบอกกล่าว ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ฉลาดในเชาวน์ไหวพริบ (จากคัมภีร์วิสุทธิมรรค) ทางเทวนิยมจะแยกแยะ อัตถะ ธรรมะไม่ได้หรอก เขาไม่มีอย่างพุทธที่จะมีสภาวธรรมจริง เมื่อเอาป้ายภาษามาใส่สภาวะ ก็จะตรงกันได้อย่างดี ปฏิสัมภิทัปปัตโต จะเป็นสายปัญญาโดยตรงแท้ๆ จะเข้าใจ อัตถะ ธัมมะ นิรุติ ปฏิภาณได้ดีกว่าสายอื่นๆ ส่วนสายมิฉาทิฏฐิก็จะโมเมไป

ทำไมคนไทยรักในหลวง มาเข้าสู่ที่บรรยายค้างไว้อยู่ มาพูดถึงเรื่อง Bomb of love ระเบิดแห่งความรัก คนไทยตอนนี้ยังซาบซึ้งกันไม่หาย จุดศูนย์กลางอยู่ที่สนามหลวง ก็จรไปจรมา หนาแน่น ไม่มีใครไปบังคับเขานะ เขามาด้วยจิตใจของตัวเอง เขาไม่ได้มาทำอะไรมาก มากราบคารวะ คนที่มีหน้าที่ก็หาอาหาร หาที่อยู่ให้ คนที่จะเป็นมวลของสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ ทุกคนเข้าใจอันนี้ ก็มาช่วยกัน คนอยู่ใกล้ก็ช่วยกันดีหน่อย คนไกลก็พยายามส่งไปช่วย ได้ทั้งแรงงาน วัตถุ เขารักอะไรในหลวง? ประชาชนคนไทยเขารักอะไรในในหลวง เขารักที่ท่านมีหลักเศรษฐกิจพอเพียง แล้วท่านก็ประพฤติแบบพอเพียง เขารักที่ท่านมีหลักแบบคนจน แล้วท่านก็ประพฤติแบบคนจน เขารักที่ท่านมีหลักแบบขาดทุน แล้วท่านก็ประพฤติแบบขาดทุน

ความหมายของคำว่าพอเพียง efficiency กับคำว่า คนจน จนคือ ไม่สะสมเงินทอง ข้าวของวัตถุเพิ่มขึ้นๆ มีไว้แต่น้อยพอใช้ ถ้าจะมีมากขึ้นเพื่อทำงาน ก็ตามจำเป็นบ้าง จะดูได้เลย ถ้ามีเวลาพอ จะเห็นว่า ท่านตั้งใจสั่งสมวัตถุ หรือต้องการเพื่อให้หมุนเวียนคงคลังมากขึ้น ถ้ามีบารมีแล้วก็จะไม่มีมาก จะมีคนอุดหนุนอุปการะ รับมาแล้วตนเองก็สะพัดออก โดยไม่เอามาบำเรอตน เพราะเราก็กินใช้แบบพอกินพอใช้ เพียงพอ เราก็มีแรงงานทำเผื่อไว้เกินกินเกินใช้ ถ้าเมื่อยก็พัก ไม่เมื่อยก็เพียร เพียรก็จะเก่งขึ้น ทำได้มากขึ้น เราทำนี้ไม่ได้มีสิ่งเสียหาย มีแต่สิ่งที่ดี เราจะมีปัญญารู้ จะเข้าใจ ผู้ที่จะมาขาดทุนจริงๆ เป็นคนจน รู้จักคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง คือใจมันพอ กินเท่านี้พอ ใช้เท่านี้พอ มีเท่านี้พอ โดยเฉพาะกิน มันพอจริงๆ ถ้าอิ่มแล้ว ไม่อิ่มก็เพิ่มไปเท่านี้ เสื้อผ้า เครื่องใช้ ก็ใช้เท่านี้ อาตมาเห็นในหลวงใช้ดินสอ ใช้รองเท้า ใช้ยาสีฟัน ตามหลักฐานที่เราเห็น เรายังเฟ้อกว่าท่านเลย ยาสีฟันอาตมาก็มีตั้งสามหลอด คนนั้นคนนี้เอามาให้ใช้ หมุนเวียนใช้ไป ไม่เคยได้ใช้ยาสีฟันหมดสักที เราก็ไม่ได้ฟุ่มเฟือยอะไร ก็แบ่งแจกคนอื่นไป สิ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียด อยู่ที่ความจริงใจ อยู่ที่ปัญญา เราต้องรู้จักคำว่าบำเรอตนให้ชัด ก็พยายาม มักน้อย สันโดษ ตั้งตนอยู่บนความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่ง อย่ามาตั้งตนอยู่บนความสบาย มันหลอกมากนะ ความสบาย กับ ความลำบากนะ แล้วไปเข้าใจว่า ความลำบาก คือความทรมานตน ไม่ใช่ ต้องตั้งตนบนความลำบาก อย่าทรมานตน.. ลำบากก็ต้องสู้ ต้องหนักพอสมควร แต่อย่าให้สุขภาพเสีย มันเกินไปแล้ว แต่นี่สุขภาพก็ไม่เสีย แต่เหนื่อย เหนื่อยก็พัก ไม่เหนื่อยก็เพียร มันจะทำให้เราทำได้เต็มที่ จะเกิดภูมิปัญญา เข้าใจว่า ทำอย่างนี้จะเสริมสร้าง ยิ่งเราอายุมาก สมณะเดินดินว่า...ในพระสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า จะอายุยืน ต้องรู้จักทำความสบายให้แก่ตัวเอง แต่ต้องระวัง สบายคืออบาย

พ่อครูว่า...ถ้าสังเกตให้ดี เมื่อไหร่เราสบาย แล้วอกุศลธรรมจะเจริญ พระพุทธเจ้าว่า...เมื่อเราอยู่ตามสบาย (ยถาสุขัง โข เม วิหรโต) อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อม แต่เมื่อเราเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบาก (ทุกขายะ ปนะ เม อัตตานัง ปทหโต) อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง (เทวทหะสูตร พตปฎ.เล่ม 14 ข้อ 15) ถ้าศึกษาแล้วเราจะไม่สับสน ถ้าเรามีญาณปัญญา ฐานเราถึง จะเข้าใจ เราเดาไม่ได้ มันกลับไปกลับมา เมื่อได้จริงจะเป็นโพธิสัตว์จริง ที่อาตมารู้ว่าคนนั้นคนนี้เป็นโพธิสัตว์ ก็อย่างในหลวง มีพระจริยวัตรให้คนไทยสัมผัสเห็น ก็เลยพูดกันง่าย อย่าง คานธี ไอน์สไตน์ ก็ไม่ได้มาให้เห็น ก็ไม่รู้จะอ้างอิงอย่างไร อาตมาไม่ได้มีบุพเพนิวาสานุสติญาณมากขนาดนั้น

สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน สาราณียธรรมอย่างพิสดาร คนที่จะระลึกถึงคนนั้นคนนี้ได้ ต้องเคยเกิดร่วมกัน เกิดร่วมกันมากชาติ ก็จะรู้ได้มาก เกิดร่วมกันมากชาติแล้ว เป็นธรรมะที่ลึก จะรู้กันได้ในแต่ละชาติๆ ถ้าคุณไม่เคยเกิดร่วมกับคนนี้เลย ไม่เคยรู้จักกันเลยในแต่ละชาติ คุณจะระลึกชาติถึงคนนี้ไม่ได้เลย แม้จะเก่งขนาดเป็นพระพุทธเจ้า ก็ทำไม่ได้ ไม่มีเหตุปัจจัยที่จะสามารถรู้คนนี้ได้ ไม่มีสัญญาเก่าสั่งสมไว้เลย หรือแม้แต่ แต่ละชาติ แม้จะเกิดร่วมกัน แต่ไม่ได้สนิทสนมกัน ก็ระลึกถึงกันยาก แต่ถ้ายิ่งสัมพันธ์กันมาก ผูกพันกันมา ก็จะยิ่งระลึกถึงได้มาก ไม่ใช่เรื่องเดาเอา หรือโมเมเอา เป็น สาราณียธรรม 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.22 ข.282-283)

ลัทธิของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ลัทธิโดดเดี่ยว อยู่คนเดียว แต่เป็นลัทธิระลึกถึงคนอื่น เช่นพระพุทธเจ้าตื่นขึ้นมา ก็จะระลึกว่าควรจะไปช่วยใคร ส่วนตัวเองก็คนอื่นเลี้ยงไว้ ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา คนอื่นจะเลี้ยงดูไว้ตามบารมี แต่ถ้ายังไม่มีบารมี ก็ต้องช่วยตัวเองมากขึ้น ถ้ามีบารมีแล้ว เราก็ไม่ได้เบียดเบียนเขา แต่เขาจะมาช่วย ก็จะยิ่งไม่ขาดแคลน อย่างในหลวงนี่ ท่านก็ระลึกถึงคนอื่น ท่านไม่ได้ระลึกถึงตนเองเลย ขนาดทรงประชวร เจ็บป่วย ก็ยังพยายามระลึกถึงคนอื่น ทรงงานช่วยประชาชน สรุปแล้ว สาราณียะ เป็นคนไม่ระลึกถึงตนเอง คนอื่นจะช่วยดูแลไว้ มันจะเป็นสัจจะ ถ้าเรายังไม่ถึง ไม่มีบารมี ก็ต้องช่วยตนเองหน่อย อย่าไปนึกว่าเป็นบารมี แล้วไปชี้ใช้เขา ก็จะขาดทุนเอา ก็ทำเอง เดี๋ยวเขาเห็น จะมาแย่งทำเอง ให้มีเนื้อหา มีบารมีแท้ อาตมาแค่โพธิสัตว์ระดับ 7 ก็ได้แล้ว สาราณียะ จะระลึกถึงคนอื่นก่อนเสมอ ปิยกรณะ เป็นความรักในมิติที่สูง ส่วนมิติที่ 1 เห็นแก่ตัวจัด แม้แต่ลูกก็ไม่เห็นแก่เลย มันต่ำทรามขนาดหนัก แม้ระลึกถึงลูกแล้วไม่เห็นแก่ญาติ เห็นแก่ใครคนอื่นอีก ก็ต่ำแล้ว เอาแต่ลูกตัวเอง ก็ต้องพยายามเพิ่มขยายความรักมิติที่สูงขึ้นๆ 1. กามนิยม (เมถุนนิยม) 2. พันธุนิยม (ปิตปุตตาฯ) 3. ญาตินิยม (โคตรนิยม) 4. สังคมนิยม (ชุมชนนิยม) 5. ชาตินิยม (รัฐนิยม) 6. สากลนิยม (จักรวาลฯ) 7. เทวนิยม (ปรมาตมันฯ) 8. อาริยนิยม (อเทวนิยม) 9. นิพพานนิยม (อรหันตฯ) 10. พุทธภูมินิยม (หรือ.. โพธิสัตวภูมินิยม) มิติที่ 8 ก็จะค่อยศึกษา ล้างมาตั้งแต่มิติที่ 1 มา ก็จะซ้อน อย่างเทวนิยมเป็นได้ถึงมิติที่ 7 แต่ไม่รู้ละเอียด ไม่รู้ชัด แยกแยะเจโตปัญญาไม่ได้ เจโตเขาได้แต่ปัญญา ปฏิภาณเขาไม่ชัด ก็ทำได้ตามบารมีของแต่ละองค์ แต่ละองค์ก็จะค่อยสั่งสมบารมีสายพุทธไปได้ อย่างคานธี จะได้ญาณปัญญาทางพุทธ มากกว่าไอน์สไตน์ ที่ไปทำงานด้านวัตถุมากกว่าคานธี ที่ไปทำงานด้านคุณธรรมมากกว่า ความรักมันก็จะซ้อนขึ้นมา ถ้าเป็นพุทธจะค่อยๆรู้ คนที่มีบารมีก็จะง่าย พ้นความรัก มิติที่ 1 2 3 ง่าย เร็ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เกื้อกูล ลูก ญาติ มิตรสหาย ประชาชน ก็ไม่ใช่ มันต้องมีลำดับของมัน ของพุทธจะมีความรักมิติที่ 7 ด้วย แต่สายเทวนิยมจะทำได้แรงเจโต แล้วค่อยรับทางปัญญาเข้าไปเพิ่ม แต่ของพุทธจะเฉลี่ยไปมาๆ คุรุกรณะ คือการรู้จักชั้น รู้จักฐานะ อยู่กับสังคมต้องรู้จักฐานะ โดยคุณวุฒิ วัยวุฒิ หรืออื่นๆ ที่โลกเขาสมมุติ ต้องอนุโลม ต้องยอมตามฐานะไปตามสมมุติของโลก ตามฐานะของโลก อย่าไปขืนเลย ยิ่งไม่มีอัตตา ก็ไม่ยากที่จะยอม คนที่มีอัตตายึดถือ ก็ยอมไม่ลงหรอก มันเป็นสัจจะ ถ้ามันมีอัตตามานะถือดีถือตัว ก็ไม่น้อม คนไม่มีอัตตามานะ ก็น้อมลงได้ ในหลวงของเราจะเห็นได้ว่าท่านไปได้ คนมีมานะอัตตาจะน้อมไม่ลง ทำไม่ได้หรอก ใครก็จะรู้จักของตนว่าไม่ลงหรอก จะรู้สึกสำนึกปรับตัวเองไป ท่านระดับในหลวงใครจะว่าอะไรท่าน แต่ถ้าดัดจริตก็จะรู้ว่าแกล้งทำเอาเท่ ไม่สุจริต จะซ้อน ปฏิภาณปัญญาจะรู้ได้ ครุกรณะ จะรู้จักการลดตัวลดตน กับสิ่งที่ควร โดยเฉพาะอย่าไปลดตัวตนกับคนไม่ดี ท่านก็ไม่ไปลดกับเขา แต่ไม่ไปข่มเขา อย่างในหลวงนี้เห็นชัด ท่านก็เฉย แต่ท่านไม่ข่มเขา อาตมาเสียอีก ว่าเลย แต่ท่านไม่ว่า เพราะท่านอยู่ในฐานที่ต้องรักษา อย่าสร้างวิบาก แต่อาตมาเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ อาตมาหาวเป็นดาวเป็นเดือนได้ (ทำลูกโป่งจากน้ำลายได้) เขาหาว่าอาตมาเล่นลูกโป่ง เป็นเรื่องอจินไตย สังคหะ คือการเกื้อกูล ช่วยเหลือ เป็นเรื่องใหญ่มาก คือให้ ช่วยเหลือ รับใช้ เป็นผู้เสียสละเพื่อผู้อื่น ยิ่งใหญ่ บารมี 10 ทัศ ผู้ให้นี่แหละ คือเราเสียนี่แหละ คือเราได้ ในหลวงท่านก็อธิบายแบบท่าน ท่านอธิบายไม่มาก เพราะท่านไม่มีเวลา แต่ทำงานมาก

สมณะเดินดินว่า...มีชุมชนที่ลักษณะ มีคนรับผิดชอบงานตัวเองได้มาก แต่จะมารวมตัวช่วยกัน กับงานที่รวมกันไม่ได้มาก แต่ที่หมู่บ้านราชธานีอโศก งานส่วนตัวรับผิดชอบไม่ได้มาก แต่จะมารวมตัวช่วยงานส่วนรวมได้มาก ลักษณะที่พยายามออกมาช่วยกัน คือสังคหะ สังคหะคือส่วนนอก พอเราเอาแต่น้ำใจช่วยคนอื่น งานตนเองก็ไม่ค่อยสมบูรณ์ พ่อครูว่า...เราจะค่อยมีปฏิภาณรู้ว่าอันนี้ไปข้างนอกมากไป ขาดภายใน ก็จะค่อยเสริม อันนี้มากไปด้านภายใน ไม่ค่อยช่วยคนอื่นข้างนอก ก็จะค่อยรู้ไป เป็นเรื่องที่ยากมากจะประมาณ ก็ศึกษาพัฒนาตัวเองไป อาตมาถึงอบอุ่น แม้จะมีคนไม่พอเหมาะพอดี เวอร์ไปบ้าง ก็ค่อยปรับกันไป ก็ได้สัดส่วนไปตามลำดับ เรื่องสังคหะ เรื่องการช่วยคน มันช่วยคนได้ทั้ง การสร้างภาพ และก็เยอะ นักสร้างภาพช่วยคนอื่นแบบประชานิยมก็มีเยอะ pretender มันมีปฏิภาณรู้ว่า ช่วยคนอื่นเป็นเรื่องที่ดี แต่ซับซ้อน ช่วย แต่ผู้ที่ถูกช่วย ไม่รู้ทัน ว่าถูกล้วงตับกินไส้ อย่างธัมมชโย เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมชัดเจนมาก คนอื่นรู้ไม่ทันแก แกช่วยคนอื่นพอสมควร แต่เก่งฉิบหาย อาตมาเห็นคนมานักต่อนัก คนนี้ทำได้แนบเนียน ขนาดนี้ทุกวันนี้คนที่หลงไหลก็ไม่ฟื้น เราก็ต้องปล่อยเขาไปก่อน จนกว่าเขาจะตื่นมีปัญญารู้ เป็นสื่อสัจจะที่ทำให้ยกตัวอย่างได้ดี พระพุทธเจ้าก็ยกตัวอย่างพระเทวทัต อาตมาก็มีอันนี้ที่ยกมาได้ จนไม่ได้เกรงใจเขา เพราะเขาอยู่ในฐานะที่ต้องถูกยกมาให้คนได้รู้ ภาพที่เราสัมผัส ภาพหนึ่งภาพ บรรยายได้มากกว่าคำพูดอีกมากมาย ถ้าคนมีปฏิภาณ เห็นเอง ซับซาบเองว่า คุณมีภูมิธรรม มีปัญญา จะรู้ว่าจริง อาตมาพูดไปอย่างไม่มีอคติ สงสารเขา แต่เราต้องให้คนส่วนมากได้ประโยชน์ อาตมาไม่ได้ทำรุนแรงกับเขา นอกจากปากหอก ยิ่งอาตมาว่าเขามาก แล้วพวกคุณได้ประโยชน์ จากที่เขาเป็นเหตุปัจจัย เขาก็มีกุศลมากเท่านั้นนะ เขาไม่ได้เสียมากขึ้นจากที่อาตมาว่า ไม่ได้ย่ำยีเขา แต่จำเป็นต้องเอามาทำประโยชน์ เขาได้กุศลนะ เพราะฉะนั้นอาตมาด่าว่าใคร ได้กุศลนะ แม้แต่มหาบัวก็ตาม หรือใครๆ ไม่ใช่ว่าท่านไม่ได้กุศล ส่วนอาตมาไม่ได้บาป เพราะจิตอาตมาบริสุทธิ์ เป็นกุศลเจตนา แล้วไม่ได้มีจิตที่ไปข่มเขา ไม่มีบาป มีแต่กุศล ท่านก็ได้ด้วยกัน เพราะเขาเป็นตัวอย่างให้ 1. ทานบารมี 2. ศีลบารมี 3. เนกขัมมบารมี 4. ปัญญาบารมี 5. วิริยะบารมี 6. ขันติบารมี 7. สัจจะบารมี 8. อธิษฐานบารมี 9. เมตตาบารมี 10. อุเบกขาบารมี (พตปฎ. เล่ม 33 ข้อ 1)

ทาน กับเมตตา อุเบกขา คือสามเส้าของจิตพระพรหม ในการทำงานก็ทำด้วยเมตตา อุเบกขาเป็นฐานพัก ทาน คือผลที่เราทำงาน แล้วก็ได้ให้ๆๆๆๆ ให้โดยไม่ต้องเอา ให้อย่างบริสุทธิ์อย่างเดียว การให้ทานนี้ คือสังคหวัตถุ 4 การให้ ช่วยเ หลือผู้อื่นๆ คนมีบารมีก็มีแต่ให้ อย่างในหลวงเรา นอกนั้นของเก่าของท่าน ของคนมาสนับสนุน มาโดยเสด็จพระราชกุศลก็ว่ากันไป สังคหวัตถุ 4 1. ทาน (การให้-การเสียสละ) 2. เปยยวัชชะ (ให้คำตำหนิที่ควรดื่มได้ จึงเป็นปิยวาจา) 3. อัตถจริยา (ความประพฤติที่ให้ประโยชน์แก่นสาร) 4. สมานัตตตา (ความสมานอัตตาซึ่งกันและกัน) (พตปฎ. ล.21 ข.32 / ล.23 ข.209) วัชชะคือคำตำหนิของชาวโลก คำว่า เปยยะ แปลว่า ของควรดื่ม คนที่สามารถดื่มคำตำหนิของชาวโลก เขาตำหนิมา เราก็ดื่มให้ได้ อาตมาเคยยกตัวอย่าง น้ำแก้วหนึ่ง คนกระหายน้ำมาเจอคนใจดีมาก เอาน้ำมาให้ แล้วบอกเราว่า เอ้า แดกซะ มันก็แทบจะดื่มไม่ลงเลยนะ ก็ควรพูดให้ดีกว่านี้ คำตำหนินี้ คนมีอัตตามานะจะรับไม่ได้ ทำใจดื่มไม่ได้ แต่อย่างใดก็ต้องทำใจให้ได้ ถือว่าคำตำหนิเป็นปิยวาจา พระพุทธเจ้าสอนว่า… เราควรมองผู้มีปัญญาใดๆ ที่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน