600124_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ว่าด้วยธรรมเครื่องขัดเกลา.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

600124_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ว่าด้วยธรรมเครื่องขัดเกลา

สมณะเดินดินว่า…เมื่อวานนี้ ถ้าพวกเราได้ฟังพ่อครู บอกว่าความเป็นประชาธิปไตย จะเป็นประชาธิปไตยมากหรือน้อย คือ สังคมนั้นมีความยึดถือตัวตนมากหรือน้อย ถ้ายึดถือตัวตนน้อย ก็เป็นประชาธิปไตยมาก แต่ถ้าถือตัวตนมาก ก็จะเป็นประชาธิปไตยน้อย นายทรัมป์ ก็กล่าวสุนทรพจน์ว่า จะพาให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่ เขาก็มีตัวตนมาก แต่เขาก็มีคนไม่เห็นด้วย ก็มีมากที่จะออกมาต่อต้าน นึกถึงสมัยที่มีนายกรัฐมนตรีบอกว่า จะทำให้คนจน หมดไปจากประเทศไทย แต่ก็จะมีคนที่มีปัญญา รู้ว่าอย่างนั้นมันไปไม่รอด ก็จะเกิดความแตกแยกในชาติ เมื่อมีทหารมาปฏิวัติ มาทำตามศาสตร์พระราชา กลับมาเน้นเศรษฐกิจพอเพียง ลดความถือตัวตน ประเทศไทย ก็สงบสุขขึ้นมาทันที อย่างที่พ่อครูบอกเมื่อวาน ถ้ายึดถือตัวตนน้อย ก็เป็นประชาธิปไตยมาก แต่ถ้าถือตัวตนมาก ก็จะเป็นประชาธิปไตยน้อย สังคมก็จะมี 1. อิสรเสรีภาพ (Independent) มีอิสรภาพ พ้นอำนาจกิเลส 2. ภราดรภาพ (Fraternity) มีภาวะแห่งรักกว้างออกไป ดุจดั่งญาติ 3. สันติภาพ (Peaceful) มีภาวะสงบแท้ ไม่มีตัวเหตุเบียดเบียน 4. สมรรถภาพ (Efficiency) มีความสามารถ สรรสร้างประโยชน์สุข 5. บูรณภาพ (Integrity) ปรับปรุงพัฒนาให้เจริญ ให้เต็มบริบูรณ์ มากไปด้วย

พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 24 มกราคม 2560 ก็ขอกล่าวเชิญชวนศิษย์เก่า มาพบปะพูดคุยกัน ในวันมาฆะบูชา เสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12.30-14.00 นาฬิกา ที่หอประชุมชาวบ้าน พุทธสถานปฐมอโศก จ.นครปฐม โดยจะเริ่มลงทะเบียน และถ่ายรูป จัดทำทำเนียบ ศิษย์เก่าสัมมาสิกขา ทุกสถาบัน ตั้งแต่เวลา 11.30 นาฬิกา ก็ต้องมากัน ตั้งแต่วันเลยนะ มารับประทานข้าวกันที่ปฐมอโศก มีคุณธงชนะ เอาผักคะน้าที่ต้นใหญ่มาก มา

อ่านต่อ

ไว้หน้าเวทีที่พ่อครูเทศน์ ผู้ชมบุญทีวี ที่อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับ การปลูกผักสูตร อาธงชนะ รบกวนประกาศ ติดต่อ คุณธงชนะ พรหมมิ 082-872-0211

SMS 23 มกราคม 60 _ 0890015xxx งานฉลองหนาวปีนี้ ยังจัดปกติอยู่หรือไม่ครับ? ตอบ...ไม่ได้จัด _0890015xxx จะทำอย่างไรกับญาติธรรม ที่ไม่ยอมรับและไม่ปฏิบัติ ตามมติหมู่กลุ่ม ตอบ…ไล่ออก ขับออกไปเลย ถ้าดื้อด้านก็ต้องทำอย่างนั้น ของเราเป็นหมู่กลุ่ม ที่ต้องถือมติหมู่กลุ่ม

_0846703xxx 20ม.ค. อโศกทำอาหาร 2,000 กล่องส่งกทม. และทำอาหารไว้สำหรับชาวอโศกเอง แต่จะมีคนนอกมาหยิบกินบ้าง ทำเนียนมาถาม “กินได้ไหม” เราควรทำอย่างไรคะ?... ให้เขา เราหลายคนอาจอด ทั้งที่ทำงานไม่หยุด ยิ่งให้คนจำพวกนี้ ก็คงมาไม่หยุด ตอบ...ก็ดูตามควร ว่าอย่างนี้ มาซ้ำๆ ก็ปฏิเสธไปเลย แต่ใช้โวหารให้ดี ไม่ให้เขาโกรธ หรือให้เขาสะดุ้ง หรือหยุดไปเลยก็ยิ่งดี

_0893867xxx แดนพญาอินทรีย์ เขาจะแสดงศักยภาพรีพับริกกัน ฤาเดโมแครต เก่งดีเด่นดังล้ำยุค ล้ำหน้ำล้ำเลิศอย่างไร? ก็ ยังต้องผจญเขื่อนแล้ง เมืองจมหิมะ ผิวสีแตกแยก ศก.ผันผวน สงครามปรวนแปร ต้องตามแก้ไข! ไทยช่วยอุทกภัยฯ กู้ศก.ใต้ดีกว่า! ตอบ...อันนี้อาตมาเห็นด้วย เพราะทางโน้นเขาใช้สูตรทุนนิยม หรือเทวนิยม แต่ของเราบุญนิยม อเทวนิยม ต่างกันคนละขั้วเลย ก็พยายามพากเพียร ให้เป็นบุญนิยม อเทวนิยมให้จริงๆ

_0893867xxx นานาชาติในสากล เขาจะสร้างโลกด้วยระบอบใด ปรัชญาใด หลักการใด ก็แล้วแต่ปท.เขา! ไทยสร้างโลกพอเพียง ให้ธรรมชาติแข็งแรง ปัจจัย 4 สมบรูณ์พร้อม เตรียมรับมือภัยพิบัติโลก ทุกสถานการณ์ดีกว่า!

นั่งหลับตาสมาธินั้นปิดประตูนิพพาน _0890015xxx..หลวงตาบรรลุเบื้องต้นได้ไหมครับ ทั้งที่ยังเคี้ยวหมากอยู่ ตอบ...ตามภูมิของอาตมาแล้ว หลวงตาบัว ยังไม่มีการบรรลุเบื้องต้นเลย เพราะมีเงื่อนไขหลักการ ที่จะใช้ตรวจสอบก็คือ หลวงตาบัว ยังไม่รู้ เรื่องโลกุตระเลย ไม่รู้รูป นาม แยกกายแยกจิตไม่เป็น โดยเฉพาะเรื่องของกาย ไม่รู้เลยว่า กายคือ จิต มโน วิญญาณ และเป็นธรรมะ 2 ที่ต้องมีภายนอกตลอด แต่หลวงตาบัว นั่งหลับตา ตะพึด ศีลก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง เป็นศีลลัพพตุปาทาน เขาเคร่งศีล แต่ไม่ได้ขยับเป็นอธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติเลย ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติไม่ได้สัมมาเลย ในเบื้องต้นที่บอกว่า บรรลุได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะเหตุหลักฐานยืนยันว่า ยังติดสิ่งเสพติด แม้แต่หมากพลู ก็จะพอมีปฏิภาณรู้ว่า เป็นสิ่งเสพติด แต่ก็เลิกไม่ได้จนตาย สิ่งเสพติดเบื้องต้น เรียกว่าอบายมุข พวกหมากพลู บุหรี่ ต่างๆนานา แค่อบายมุขเบื้องต้น ยังละเว้นไม่ได้ แต่คนที่บรรลุในเบื้องต้น ก็อาจจะมีละเมิด สิ่งเสพติดนิดๆหน่อยๆ ไม่ได้ติดหนักหนา หรือบางครั้งบางครา ไปเสพได้ ก็เป็นได้เล็กๆน้อยๆ แต่นี่มันไม่ใช่เล็กน้อย มันติดหนึบ ดึงไม่ออกเลย ก็เลยกลายเป็นหลงผิดว่า เป็นอรหันต์เคี้ยวหมาก ก็เลยต้องมาพูดอธิบายกัน ก็เลยต้องมาวิจัย ให้เห็นว่าสมาธิ จะเป็นอย่างไร ใช้วิชาการ ของพระพุทธเจ้าว่ากัน

เข้าสู่รายละเอียด ก็ขอย้ำอีกว่า การนั่งหลับตา ทำสมาธินั้น ถ้าไปเน้น แต่นั่งหลับตาสมาธิแล้ว ไม่สัมมาทิฏฐิ ในมรรคมีองค์ 8 ไม่สัมมาทิฏฐิ ในโพธิปักขิยธรรม 37 ปิดประตูเลย ปิดประตูนิพพาน ปิดประตูได้มรรคผล อาตมาพยายามย้ำเน้น ตั้งแต่ในพระไตรปิฎก พระสูตร ส่วนวินัย ที่เป็นตัวของศาสนาก็ยกไว้ ก็มาดูหลักปฏิบัติ ตั้งแต่พระสูตรแรกเลย พรหมชาลสูตร อ่านให้แตก อ่านให้ดีๆเลย มิจฉาทิฏฐิ 62 มิจฉาทิฏฐิ 62 นั้น จมในอดีต 18 ฟุ้งซ่านในอนาคต 44 เป็น 62 นี่คือ มิจฉาทิฏฐิ 62 โดยท่านเรียกว่า นั่งเจโตสมาธิ ในที่ท่านแปลมา ในพรหมชาลสูตร ท่านเรียกว่า นั่งเจโตสมาธิ คือนั่งหลับตาสะกดจิต โดยตรงนี้แหละ ก็ไม่มีสัมผัสภายนอก ไม่มีสัมผัสเป็นปัจจัย และเป็นปัจจุบัน ไม่เป็นทิฏฐ (ปัจจุบัน ความเห็น ความรู้ ความเชื่อ ปัญญาเบื้องต้น) ผู้ที่นั่งหลับตาเข้าไปนี้ เขาจะมีปัจจุบันเหมือนกัน ปัจจุบัน 5 ซึ่ง ปัจจุบัน 5 นี้พระพุทธเจ้า รวมไว้ในอนาคต 44 อ่านพระไตรปิฎกให้ชัดเจน ท่านแบ่งทิฏฐิ 62 ไม่มีมากไม่มีน้อยกว่านี้ ไม่มีอย่างอื่นอีก จะละเอียดลอออย่างไร ก็มีเท่านี้ แล้วก็เกิดในการนั่งเจโตสมาธิ นั่งหลับตาสมาธิ .. นั่งหลับตาสมาธิจึง เป็นมิจฉาทิฐิ ครบเครื่อง 62 ทิฏฐิ นั้นจมในอดีต 18 ฟุ้งซ่านในอนาคต 44 ใน 44 รวมเอาที่เป็นอนาคต 5 (ปัจจุบัน 5) ขณะนั่งหลับตาก็ฟุ้งซ่าน เป็นอนาคต ที่ไม่เป็นปัจจุบันทีเดียว ฟุ้งซ่านไป แล้วก็จำเป็นสัญญา เขาเหล่านั้น เว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ กรรมฐานของศาสนาพุทธ คือเวทนา ถ้าไม่มีผัสสะ ในกามภพ 5 สัมพันธ์ด้วย ไม่ใช่ฐานที่จะปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า กรรมฐานของพระพุทธเจ้า ยืนยันว่ามีเวทนาอย่างเดียว ไม่มีกรรมฐาน 40 นั่นเป็นของเกจิอาจารย์ ของพระพุทธโฆษาจารย์ ที่มาเป็นคัมภีร์วิสุทธิมรรค ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า การจำอดีตที่ฟุ้งซ่านขึ้นมาเอง ไม่ได้ผ่านมาจริง แต่ตนเองปั้นเอง สร้างเอง ในอนาคต 44 ที่แยกเป็น 39 ที่คิดสร้างวิมานใหม่ ไม่ใช่จากอดีต เมื่อสร้างมาแล้ว ในขณะที่เป็นปัจจุบัน นั่งอยู่นั้น ผู้ที่นั่งก็นึกว่า ตนเองมีปัจจุบัน แล้วก็หลงปัจจุบันนั้นเป็นสุข ที่มันหนักหนาคือ เห็นกามคุณ 5 เป็นสุข อยู่ในภพนั่งหลับตา หลงผิดอย่างไม่ได้ลืมตา แม้หลับตาก็หลงผิดว่า มีกามภพ สัมผัสรูปรส กลิ่นเสียงสัมผัส แล้วเป็นสุขได้ แม้เขาอยู่ในอารมณ์นั้น ก็สุดยอดได้ เสพกามทางจินตนาการ เสพกามทางความคิด เขาเรียกศัพท์หยาบๆว่า สำเร็จความใคร่ในจินตนาการ นั่นแหละคือกาม ถือเป็นนิพพานเลยนะ เขาเรียก ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิด้ วย ใน 5 ที่อยู่ใน ทิฏฐิ 44 นั้น คือ กาม สำเร็จความใคร่ ในความคิดของเขา เขาถือว่าเป็นสุดยอดของความสุข เป็นนิพพานัง ปรมัง สุขัง พระพุทธเจ้าประมวล มิจฉาทิฏฐิ ทั้งหลายแหล่ว่ามีแค่ 62 ทิฏฐิเท่านี้ คนก็วิตถารได้ที่ หนึ่งในล้าน หนึ่งในกี่ล้าน ก็วิตถาร หลงผิดได้ขนาดนี้ นอกนั้นก็หลง ฌาน 1 2 3 4 ในฌานหลับตา แล้วเขาก็นึกว่า เขาสำเร็จ เหมือน อาฬารดาบส ไ ด้อากิญจัญญายตน ก็นึกว่าสูงสุด แต่มีอุทกดาบส ทำได้มากกว่าเป็นเนวสัญญาฯ อีก ก็เช่นเดียวกัน นี่ไปหลง ฌาน 1 (ฌานฤาษี) ว่าสูงสุด หรือหลง ฌาน 2 3 4 แล้วทำสำเร็จ ในขณะนั่งหลับตา แบบนี้เขาเรียกว่า นั่งเข้าสมาบัติ ต้องนั่งทำเอา ได้แล้วได้อะไรเป็นอัตโนมัติ เป็นตถตา แต่มันต้องทำเอา ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้ ต้องปฏิบัติในปัจจุบัน แล้วเขาก็ว่า เขาถึงนิพพาน แต่ต้องปฏิบัติ ไม่รู้จบรู้แล้ว นี่คือ มิจฉาทิฏฐิ 62 ปัจจุบันของพระพุทธเจ้ามี 5 เหมือนกัน แต่ทั้ง กามคุณ 5 ทั้ง ฌาน 4 มันไม่ใช่นิพพาน มีฌาน 4 เป็นฐานเบื้องต้นของนิพพาน เรียกว่า อุเบกขา เป็นพื้นฐานของนิพพาน แต่ต้องทำอุเบกขา มีให้ตั้งมั่น นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสฺสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) บริบูรณ์ด้วยองค์ 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา นี่คือหลักฐานของพระพุทธเจ้า ยังมีอยู่ เป็นโชคของเรามากเลย ที่หลักฐานนี้ยังไม่สูญหายไป ที่อาตมาพูดไปเหล่านี้ ทางด้านมหาบัว นั่งหลับตา ไม่มีธรรมวิจัยพวกนี้หรอก เรียนบาลี เปรียญ 9 ก็มีในสายหลับตา แต่ไม่ได้รู้สภาวธรรม เพราะมันเป็นเรื่องละเอียด เป็นอจินไตย เป็นการคิดคาดคะเนเอาไม่ได้ มันเป็นสภาวะธรรม อันลึกซึ้ง แต่เขาก็นึกว่า เป็นสภาวะที่ยิ่งใหญ่เลิศเลอ ที่สอนไปนี้ ก็สอนไปเท่านั้นแหละ แล้วก็สอนตามๆกันไป กสิณ 40 นี่ก็พูดเอาเอง ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค มีการจำแนกอรหันต์ไว้อย่างนี้ 1. สุกขวิปัสสโก (ผู้เห็นแจ้งโดยปัญญาเพรียวๆ) อันนี้เขาถือว่าเป็นอรหันต์แห้งแล้ง 2. เตวิชโช (ผู้ใช้วิชชา 3) ถือว่าคือคนระลึกชาติได้ รู้จักผีนรก เทวดา เป็นตัวเป็นตนไปหมดเลยนะ ของเขา 3. ฉฬภิญโญ (ผู้ได้อภิญญา 6 ฝ่ายเจโตสมถะ) อันนี้ยกเว้น วิปัสสนาญาณ กับ อาสวักขยญาณ แต่เขาบอกว่า เป็นตัวเป็นตน เป็นรูปเป็นร่าง ในอภิญญานั้น 4. ปฏิสัมภิทัปปัตโต (ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ทั้ง 4 ได้แก่... อัตถปฏิสัมภิทา ฉลาดในเนื้อแท้แห่งสัจจะ-เป้าหมาย ธัมมปฏิสัมภิทา ฉลาดในสภาวธรรมต่างๆ ทั้งหมด นิรุตติปฏิสัมภิทา ฉลาดในการมีภาษาบอกกล่าว ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ฉลาดในเชาวน์ไหวพริบ (จากคัมภีร์วิสุทธิมรรค) เขาก็มีกัน อย่างมหาบัวนี้ ภาษาไม่ใช่เล่นเหมือนกัน มีปฏิภาณไหวพริบ ในการตอบโต้ บรรยายสาธยาย ก็มีอัตถะ เนื้อของสายเจโต ธรรมะคือองค์ประกอบเขาก็มีไม่น้อย นี่คืออาจาริยวาท คืออาจารย์รุ่นหลัง และเป็นมิจฉาทิฐิด้วย ไม่ใช่มาจากพุทธวจนะ หรือไม่ใช่เถรวาท เป็นอาจาริยวาท

การนั่งหลับตาเข้าไปเป็นสมาธิ จะไม่รู้จักกาย

นั่งสมาธิ ในอานาปานสติสูตร นั่งหลับตาดูลมหายใจ ดำรงสติคงมั่น ถ้าจะหลับตา เข้าไปอยู่ข้างใน คุณก็จะต้องมีภายนอก ก็ต้องมีความรู้สึก กับลมหายใจอยู่ ขาดไปไม่ได้ หากขาดไปก็ไม่มีกาย ในอานาปานสติก็บอกว่า กายสังขารัง ปัสสัมภยัง ต้องระงับกายสังขารก่อน แล้วจึงเป็น ปัสสัมภยัง จิตสังขารัง คือระงับจิตสังขารต่อ เขาเอาแค่ลม นี่คือกายสังขาร หนักเข้าก็ จนดับ เบาจ นไม่รู้สึกอะไร เขาก็ว่านิโรธแล้ว ก่อนจะหมดความรู้สึก รับรู้ลมหายใจ มันก็จะรู้สึกเบาลงๆๆ จนขาด เขาก็นึกว่า นี่คือดับผัสสะเสีย แล้วเขาก็ว่าคือนิโรธ ทำให้กายสังขาร ส งบระงับ ก็เข้าไปดับจิตสังขารต่อ ดับอย่างไม่รับรู้อะไรเลย ก็ปิดประตู การปฏิบัติแบบอานาปานสติ อย่างนี้เลย นี่คือ มิจฉาทิฏฐิ 100% ในพรหมชาลสูตร ท่านตรัสถึง สัสสตทิฏฐิ 4 [28] 2. อนึ่ง ในฐานะที่ 2 สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิ อันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อน ได้หลายประการ คือ ตามระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอาศัยอยู่ ในกาลก่อนได้สังวัฏฏวิวัฏฏกัปหนึ่งบ้าง สองบ้าง สามบ้าง สี่บ้าง ห้าบ้าง สิบบ้าง ว่าในกัปโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น (พ่อครูว่า เขาคิดแบบมีตัวตน รูปร่างไปหมด ทั้งที่เป็นนามธรรมก็ได้) มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆมีกำหนดอายุ เพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในกัปโน้น แม้ในกัปนั้นเราก็มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากนั้นแล้ว ได้มาบังเกิดในกัปนี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ฉะนี้ จริงๆแบบตัวตนบุคคลเราเขาก็มี แต่ผู้ที่บรรลุ จะไม่ยึดติดตัวตน บุคคลเราเขา ก็เป็นร่างที่เราเคยอาศัยและศึกษา อาตมาเคยบอกว่า ถ้าบอกว่า อาตมาคือ พระสารีบุตรมาเกิด อาตมาถือว่าดูถูกนะ เพราะอาตมาเจริญกว่าพระสารีบุตร ถ้าเท่าพระสารีบุตร ก็ไม่พัฒนาอีก จากพระสารีบุตร มาถึงชาตินี้ ก็ไม่รู้กี่ชาติ แล้วก็พัฒนาขึ้นมา มาถึงวันนี้ ก็คืออันนี้ อาตมาว่า อาตมามีธรรมะ ละเอียดลึกซึ้ง เกินกว่าตอนโน้น ตอนโน้น ไม่ละเอียดลึกซึ้งเท่านี้ แต่จำได้มาก แต่ตอนนี้จำไม่ได้มาก แต่ละเอียดลึกซึ้ง มันเก็บไว้ เอามาใช้ตามบารมี แค่โพธิสัตว์ระดับ 7 จะพัฒนาเป็น 8 ก็ค่อยได้สะสมไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ระดับ 9 ก็จะนำมาใช้ได้มาก จำได้มาก ตอนนี้ก็ใช้ได้แค่นี้แหละ อาตมาก็มีบัญญัติภาษา ของพระโพธิสัตว์องค์พี่ หรือพระพุทธเจ้าองค์ก่อน แต่ไม่ได้เอามาพูด เพราะไม่ใช่ของเรา เรายังไม่มี แต่ใช้แค่นี้ ก็ตามอาตมา ให้ทันเถอะ ในพรหมชาลสูตร ใช้คำว่าเจโตสมาธิ คือการปฏิบัติแบบนั่งหลับตา แล้วมีที่ท่านสรุป ในเล่ม 9 ข.87 [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใด มีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบัน เป็นธรรมอย่างยิ่ง ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้น เว้นผัสสะแล้ว จะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ อาตมาก็ย้ำว่า กรรมฐานคือเวทนา เรียนเวทนา 108 นี่แหละ ทำให้ได้ครบสมบูรณ์ แล้วจะชัดเจน แค่นี้ก็สามารถบรรลุพระอรหันต์ได้แล้ว จะไปเสียเวลากับกรรมฐานอื่นอีกทำไม คนปฏิบัตินั่งหลับตา สะกดจิต ใช้กรรมฐานลมหายใจ โดยใช้อันอื่น อาตมานั้น ไม่ถนัดกสิณอื่น ตอนเล่นสะกดจิต ก็ใช้มือ ใช้วัตถุ ใช้กสิณ สะกดจิตได้เหมือนกัน แต่อาตมาไม่ถนัด ใช้แค่นิ้วมือก็พอ ถ้าจะใช้กสิณเป็นวัตถุ อาตมาก็ตั้งไว้ที่ จุดกลางหน้าผากอาตมา แล้วเข้าไปเป็นนามธรรมเลย จะรวมจิตปั๊บ ไปในภายใน ก็รวมได้เร็วเลย มันไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุใดๆ ก็ได้เป็นอรูป ฝึกฝนเข้า ก็ชำนาญทำได้เร็ว ทุกวันนี้ไม่ได้ฝึกอีก แต่ก็ทำได้อีก ถ้าไม่มีอะไรค้าง เป็นงานก็ทำได้ หลับตาไม่กี่วินาที ก็เสียงกรนแล้ว มันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย ขออภัย พูดกันด้วยวิชาการ อ้างอิงให้ชัดเจน

ทีนี้ จากเวทนาที่ย้ำ เอาสูตรอื่นๆบ้าง ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ให้เรียนรู้รูปนามจาก อาการ ลิงค นิมิต อุเทส แล้วเรียนรู้ลักษณะ system analysis ก็ให้เรียนจาก เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย ที่เป็น story ของเรา เป็นนิทานของเรา มันมีเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย อย่างไร

ธรรมะสาม พระพุทธเจ้าก็ย้ำยืนยัน ธรรมะ 3 อาตมาเรียก ผัสสะ 3 รวมแล้วมีรูป นาม และประธาน ประธานคือตัว ธาตุรู้ ตัวเรา สามเส้าคือ ISH ตัวประธานคือ I รูปนามคือ อิตถีภาวะ S และปุริสภาวะ H ก็ทำอิตถีให้เป็นปุริสภาวะ ก็หมด 2 เหลือแต่ 1 กับ 0 เป็นปุงลิงค์ กับ นปุงสกลิงค์ จาก 2 แล้วไม่เป็นวงวน ไม่เกิดวัฏฏะ ถ้า 3 ก็เกิดวัฏฏะ ถ้า 2 รูปนามมันเป็นระนาบ ต้องมีญาณรู้ แล้วจัดการ 2 อย่าง รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือนามธรรม ของเราเอง ถ้าภายนอกก็เห็นนอก ถ้าในภายในก็เป็นรูปใน แล้วจัดการให้เป็น 1 ให้ได้ 2 ให้เป็น 1 ให้ได้ ถ้าทำสำเร็จเป็น 1 ได้ ก็จบ 0 ก็เป็นประธาน ก็จะมีความรู้ว่า 2 นี้ทำให้เป็น 1 ทำให้เป็น 0 ตัว 0 ก็เป็นประธานเลย

นั่งหลับตาสมาธิไม่มีเครื่องขัดเกลา(สัลเลขสูตร) อาตมาจะขยายยืนยัน อีกอัน อย่างการนั่งหลับตาสมาธิ ไม่มีผัสสะ ไม่มีธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ แล้วธรรมะของพระพุทธเจ้า สำคัญอีกอันหนึ่ง จะต้องสัลเลขธรรม ต้องมีเครื่องขัดเกลา พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ สัลเลขสูตร ล.12 ข้อ 100 แต่จะเริ่มข้อ 101 นั่งหลับตาสะกดจิตไม่มีการขัดเกลา การขัดเกลา จะมีปฏิกิริยาไปๆมาๆ เกิดผลบ้าง ไม่เกิดผลบ้าง แพ้บ้าง ชนะบ้าง จะต้องมีเหตุปัจจัยพร้อม [101] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรจุนทะ ทิฏฐิเหล่านี้มีหลายประการ ประกอบด้วย การกล่าวปรารภอัตตาบ้าง ประกอบด้วย การกล่าวปรารภโลกบ้าง ย่อมเกิดขึ้นในโลก ก็ทิฏฐิเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นในอารมณ์ใด นอนเนื่องอยู่ในอารมณ์ใด และท่องเที่ยวอยู่ในอารมณ์ใด เมื่อภิกษุพิจารณาเห็นอารมณ์นั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นมิใช่ของเรา เรามิใช่นั่น นั่นมิใช่ตัวตนของเรา ดังนี้ การละทิฏฐิเหล่านั้น การสละคืนทิฏฐิเหล่านั้น ย่อมมีได้ด้วยอุบายอย่างนี้. รูปฌาน 4 [102] ดูกรจุนทะ ก็ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือปฐมฌานนี้ เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา(สัลเลขะ) ในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข ในอัตภาพนี้ (ทิฏฐธรรมสุขวิหาร) ในวินัยของพระอริยะ อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุบางรูป ในพระธรรมวินัยนี้ พึงบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ ภิกษุนั้น จะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือ ทุติยฌานนี้ เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข ในอัตภาพนี้ ในวินัยของพระอริยะ อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุบางรูป ในพระธรรมวินัยนี้ พึงมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะ ทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ภิกษุนั้น จะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือ ตติยฌานนี้ เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข ในอัตภาพนี้ ในวินัยของพระอริยะ อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ที่ภิกษุบางรูป ในพระธรรมวินัยนี้ พึงบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัส ในก่อนเสียได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรม เครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือจตุตถฌานนี้ เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข ในอัตภาพนี้ ในวินัยของพระอริยะ [103] ดูกรจุนทะ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุบางรูป ในพระธรรมวินัยนี้ พึงบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน โดยมนสิการว่า อากาศไม่มีที่สุดเพราะก้าวล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่มนสิการนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวงอยู่ ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือ อากาสานัญจายตนฌานนี้ เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องอยู่สงบระงับ ในวินัยของพระอริยะ อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ พึงล่วงอากาสานัญจายตนฌาน เสียโดยประการทั้งปวง แล้วมนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สุด พึงบรรลุวิญญาณัญจายตนฌานอยู่ ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรม เครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือ วิญญาณัญจายตนฌาน นี้เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องอยู่สงบระงับ ในวินัยของพระอริยะ อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่ภิกษุบางรูป ในพระธรรมวินัยนี้ พึงล่วงวิญญาณัญจายตนฌาน โดยประการทั้งปวง แล้วมนสิการว่า ไม่มีอะไรเหลือสักน้อยหนึ่ง พึงบรรลุอากิญจัญญายตนฌานอยู่ ภิกษุนั้น จะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรม เครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือ อากิญจัญญายตนฌานนี้ เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องอยู่สงบระงับ ในวินัยของพระอริยะ อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะ ที่จะมีได้แลที่ ภิกษุบางรูป ในพระธรรมวินัยนี้ พึงล่วงอากิญจัญญายตนฌาน เสียโดยประการทั้งปวง แล้วพึงบรรลุ เนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่ ภิกษุนั้นพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส ดูกรจุนทะ แต่ธรรมคือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌานนี้ เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ เรากล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องอยู่สงบระงับ ในวินัยของพระอริยะ

พ่อครูว่า...สรุปแล้วว่า การนั่งหลับตาทำสมาธิ ไม่ใช่เครื่องขัดเกลา (สัลเลขธรรม)เลย มีแต่เครื่องอยู่สุข แล้วพระพุทธเจ้าก็ตรัสต่อ ว่าด้วยธรรมเครื่องขัดเกลา [104] ดูกรจุนทะ เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลากิเลส ในข้อเหล่านี้แล คือ เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้เบียดเบียนกัน ในข้อนี้เราทั้งหลาย จักเป็นผู้ไม่เบียดเบียนกัน. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักงดเว้นจากการฆ่าสัตว์. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักเป็นผู้ลักทรัพย์ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักงดเว้นจากการลักทรัพย์. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักเสพเมถุนธรรม ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักประพฤติพรหมจรรย์. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักกล่าวเท็จ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักงดเว้นจากการกล่าวเท็จ. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักกล่าวส่อเสียด ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักงดเว้นจากการกล่าวส่อเสียด. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักกล่าวคำหยาบ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักงดเว้นจากการกล่าวคำหยาบ. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักกล่าวคำเพ้อเจ้อ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักงดเว้นจากการกล่าวเพ้อเจ้อ. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักเป็นผู้ฟุ้งซ่าน ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักมีวิจิกิจฉา ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักห้ามพ้นจากวิจิกิจฉา. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักมีความโกรธ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่มีความโกรธ. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักผูกโกรธไว้ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่ผูกโกรธไว้. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักลบหลู่คุณท่าน ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่ลบหลู่คุณท่าน. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักยกตนเทียมท่าน ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่ยกตนเทียมท่าน. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักมีความริษยา ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่มีความริษยา. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักมีความตระหนี่ ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่มีความตระหนี่. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักโอ้อวด ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่โอ้อวด. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักมีมารยา ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักไม่มีมารยา. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักดื้อด้าน ในข้อนี้ เราทั้งหลายจักไม่ดื้อด้าน. เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักดูหมิ่นท่าน ในข้อนี้เราทั้งหลายจัก ไม่ดูหมิ่นท่าน. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักเป็นผู้ว่ายาก ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นผู้ว่าง่าย. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักมีมิตรชั่ว ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักมีกัลยาณมิตร. เธอทั้งหลาย พึงทำความขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่น จักเป็นคนประมาท ในข้อนี้ เราทั้งหลาย จักเป็นคนไม่ประมาท. เธอทั้งหลายพึงทำความขั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน