600123_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แบบพอเพียงที่จนและขาดทุน.docx
เนื้อหาในไฟล์
600123_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แบบพอเพียงที่จนและขาดทุน
สมณะเดินดินว่า… วันนี้วันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2560 แรม 11 ค่ำ เดือนยี่ ปีวอก อีกไม่นานก็เดือน 3 ที่จะมีวันมาฆบูชา วันนี้มีข่าว การมรณภาพของ สมณะชาวอโศกรูปหนึ่ง คือ สมณะนาทอง สิงคีวัณโณ ก็สุขภาพไม่ค่อยดีนักอยู่แล้ว เป็นสมณะ ผู้อายุยาวรูปหนึ่ง กิจกรรมที่สนามหลวง ตอนนี้ทุกเจ้าก็ออกจากสนามหลวง และตอนนี้ ไปอยู่ที่แม่พระธรณีบีบมวยผม ก็ลงตัวกว่าเก่า ตอนนี้รัฐบาล ก็ทำให้เรียบง่ายขึ้น มีกระทรวงต่างๆ ทำเป็นอาหารกล่อง แต่ของเรา เขาหาเจ้าไหน ที่มาแจกแต่ตีสี่ไม่ได้ ก็เป็นโอกาสทอง ของอาหารเจ ช่วงเช้าเป็นข้าวต้ม ก็ดูกำลังพวกเรา ใช้กำลังคนยี่สิบ หรือสามสิบคน ก็ทำได้แล้ว หมุนเวียนไปแต่ละชุมชนๆ ก็ได้แล้ว เสร็จตอนแปดโมง ก็กลับสันติอโศกแล้ว เบากว่าเก่าเยอะ เป็นความลงตัวอย่างหนึ่ง และงานในชุมชน เราก็มีอีกเยอะ ที่จะมาช่วยกันทำ
พ่อครูว่า...เจริญธรรมทุกคน ก่อนจะได้เริ่มต้นอ่าน sms ก็ขอเกริ่นเชิญ ศิษย์เก่าทั้งหลาย ในวันมาฆบูชาปีนี้ 11 กุมภาพันธ์ ก็อีกไม่นานเท่าไหร่ เป็นวันแรกของงานพุทธาภิเษกฯ
เชิญชวนศิษย์เก่า มาพบปะพูดคุยกัน ในวันมาฆะบูชา เสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12.30-14.00 นาฬิกา ที่หอประชุมชาวบ้าน พุทธสถานปฐมอโศก จ.นครปฐม โดยจะเริ่มลงทะเบียน และถ่ายรูป จัดทำทำเนียบ ศิษย์เก่าสัมมาสิกขา ทุกสถาบัน ตั้งแต่เวลา 11.30 นาฬิกา ก็ต้องมากันตั้งแต่วันเลยนะ มารับประทานข้าวกันที่ปฐมอโศก
SMS วันที่ 22 มกราคม 2560 (รายการวิถีอาริยธรรม)
0893867xxx หมู่นี้สัญญาณบุญนิยมจากบ้านราช ภาพสะดุดเสียงหายถี่!ขัดข้อง เพราะล้าน ๆ คลื่นแฝงตีกัน ฤาอากาศปรวนแปร? 0893867xxx นมก.พ่อครูฯกับหัวผักกาด พันธุ์กู้โลก เพราะปลูกด้วยหัวใจรักษ์โลกด้วย
อ่านต่อ
กสิกรรมไร้สารพิษ! _คำว่าสำรวมอินทรีย์หมายถึงอะไร ถ้าเราเห็นขนมเค้กที่เราชอบ เราก็ไม่ดู ไม่ไปซื้อ เป็นการสำรวมหรือ ถ้าไม่ได้เห็นก็คือไม่ได้ทำใจในใจ ถ้าไม่ได้ยิน ก็ไม่ได้ทำใจในใจ ถ้าแค่เดินหนี ไม่ได้ยินก็ไม่ใช่การสำรวมใช่ไหม ตอบ...ใช่ แบบนั้นถือว่า เป็นการสำรวมขั้นสมถะ ห่างไปเฉยๆ ไม่ได้อ่านเวทนาในเวทนา พิจารณาเห็นว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ ได้มาก็ชอบใจ ไม่ได้มาก็ไม่ชอบใจ พิจารณากิเลส ให้เห็นไตรลักษณ์ของกิเลส ต้องเห็นจริงเอง ในความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ แล้วดับกิเลส จนไม่เหลือตัวตน มันก็ต้องเกิดอาการนั้น ในจิตเราเอง รู้ว่ากิเลสมันเป็นอย่างไร กำหนดเอง ประมาณเอง ได้ 100 คะแนนเต็ม เป็นอย่างนี้ มันหนักขนาดนี้เป็นอย่างไร เมื่อมันลดลงเหลือ 90- 80 เป็นอย่างไร ก็ของตัวเอง เป็นคนวัด เป็นคนทำไว้ ว่าเรากิเลสลดลง จนกระทั่งมันเบา มันหายไป เหลือแค่ 8 เหลือแค่ 20 เหลือ 10 เหลือ 5 เหลือ 2- 3 - 1- 0 อย่างไร ก็ต้องกำหนดด้วยตัวเอง การสำรวมของพระพุทธเจ้า คือให้เห็นกิเลส ว่ามันมีมากน้อยอย่างไร แล้วสู้มันด้วยไฟปัญญา ให้ปัญญาชัดเจนขึ้น จนมันยอมเชื่อ ให้ปัญญานั้น มีพลังจริงๆ ชัดเจนขึ้นได้ด้วย ชัดเจนอย่างไร ก็ต้องบอกว่า ตัวเองต้องรู้เอง ผู้ที่บอกว่า ทำเป็นไม่ดู ไม่ไปซื้อ ถามว่าสำรวมหรือไม่ ถ้าอย่างนั้นก็คือ ไม่ได้เจอผัสสะ ผัสสะ ที่เรียกว่า ตากระทบรูป สำรวมอินทรีย์ก็คือ มีวิปัสสนาญาณ พิจารณาเห็นไตรลักษณ์ ในความไม่เที่ยงของกิเลส มันลดลงไปได้จริง นั่นลดแล้ว เหตุแห่งทุกข์ลดลงด้วย จนเป็นอนัตตา นั่นแหละ คือวิปัสสนาแท้ๆ
_ถ้าอารมณ์เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เราโมโห แล้วโยนปากกา ไม้บรรทัด บรรเทาโมโห พอตกตอนค่ำเราก็หาย อย่างนั้นมันลดกิเลสตอนไหน ก็มันลดเองดับไปเอง แล้วมันก็จางเอง ดูมันไป แล้วมันก็จะจางลงไป หายไปเอง ถ้าไปจัดการมัน มันไม่ใช่ของจริง ดูการเกิดการดับของอารมณ์ อย่างนั้นใช่ไหม ตอบ...อย่างนั้นไม่ได้ลดกิเลส เป็นการบำบัดอารมณ์เท่านั้นเอง ถ้าปล่อยให้มันดับลงไปเอง คืนนี้ไปเฉยๆ อย่างนั้นมันเป็นสมถะ ก็ทำได้เก่งขึ้น แข็งแรงขึ้นได้เหมือนกัน แต่นั่นมันไม่ใช่ มันไม่เสร็จ อย่างไรก็ไม่เสร็จ อาตมาผ่านมาจริงๆ เรื่องสมถะกับวิปัสสนา สมถะมีผลจริง แต่ไม่เสร็จ เวียนวนกลับมาอีกๆ แต่วิปัสสนานั้น จะจบเร็วกว่า เหมือนเสร็จแล้ว พระโมคคัลลานะ จะบรรลุเร็วกว่าพระสารีบุตร มันช้ากว่ากัน แต่พระสารีบุตรสำเร็จทันที ไม่วอกแวก ส่วนสมถะนั้นจะเวียนวน เดี๋ยวก็ขึ้นอีก ก็นานช้า ถ้าอินทรีย์พละไม่ดี ไม่มีบารมี ก็นานช้าเลย
_ดิฉันสงสัยว่าภาวะไม่ตื่นเต็ม จะใช่หรือไม่ เช่นตอนนี้มันหนาว แต่ก็ไม่ลุกไปเอาผ้าห่ม นอนก็ไม่หลับ จนหนาวมากขึ้นๆ จึงจะลุกไปเอาผ้าห่ม ถึงหลับต่อได้ ทำไมถึงไม่แก้ไขตั้งแต่แรก จะได้หลับต่อ นอนจนทนหนาวไม่ไหว จึงลุกไปหาผ้าห่ม มันเป็นความขี้เกียจหรือความไม่แววไว ที่จะแก้ไขปัญหาของตัวเองแท้ๆ หรือเป็นการติดขี้เกียจ ตอบ...ก็ต้องอ่านจิตใจของตัวเอง มันขี้เกียจ หรือไม่แววไว จะแก้ไขตัวเอง ก็ต้องอ่านของตัวเอง ตอบแทนไม่ได้หรอก
_ผมลองเขียนสรุปคำว่า ร่างกาย กับ กาย "ร่างกาย" คือ ที่อยู่อาศัยของคำว่า "กาย" อันคำว่า "กาย" นี้ จึงอาศัยอยู่ในร่างกาย
ดังนั้น กาย จึงไม่ใช่ร่างกายอย่างเดียว แต่คำว่า กาย คือ กองกำลังพลแห่งจิต มโน วิญญาณ ซึ่งรวมทั้ง บรรดาสิ่งแวดล้อมภายนอก และจิตภายในด้วย
Guru สู่แดนธรรม (เขียนเพื่อใช้ประกอบภาพวาด ศิลปะโลกุตระ ชิ้นแรก)
พ่อครูว่า...ถ้าพ้นแล้วข้างนอก ก็พิจารณาแต่ในใจได้ เหลือแต่รูปภพ อรูปภพได้ แต่ถ้ายังไม่ใช่อนาคามีขึ้นไป คุณอย่าทิ้ง ทิ้งแล้วไม่มีเบื้องต้น แล้วจะไปรับเอาตรงกลาง หรือตรงปลายไม่ได้ พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่า ลำดับนั้นสำคัญ เป็นความอัศจรรย์เลยนะ
มาถึงที่จะบรรยายของอาตมาเอง ก็ขออ่านกวี
ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ปัจจุบัน
(1) ชาติศาสน์กษัตริย์ไซร้ ในไทย ปัจจุบันนั้นไฉน “ฉาก”แท้ มี“สัจจะ”อะไร ทรงอยู่ คุณโทษชนะแพ้ ต่างก้าวฤาถึง
(2) หนึ่งมี“กษัตริย์”เลิศล้ำ ธรรมคุณ ประเสริฐเกิดเกินกรุณ เกียรติก้อง พระจริยวัตรชัดกว่าสุน- ทรสุด พรรณนา ไทยทั่วเทศแซ่ซ้อง เทิดไท้บารมี
(3) นี่คือ“กษัตริย์”หนึ่งแล้ว เลอคุณ “ชาติ”ก็ก้าวเกินดุลย์ ก่อนกี้ เป็นอธิปไตย“บุญ” ถูกพุทธ กำจัดมิจฉาชี้ สัจจะให้การเมือง
(4) เรื่อง“ศาสน์”ฉลาดก้าว สู่ไท เป็น“ประชาธิปไตย” พุทธแท้ เพราะชัดยิ่งกายใจ ต้องคู่ กันเลย จึงสงบพบสัจจ์แม้ ขัดแย้งยังเจริญ
(5) ไทยเดินไปด้วยหลัก ไทยไท อิสระอธิปไตย ที่แท้ มีจำเพาะชาติไหน เลียนยาก เพราะสมาธิวิเศษแล้ ตื่นรู้มิหลับไหล
(6) ไทยพุทธที่ถูกต้อง สัมมา สมาธินั้นลืมตา “สัมผัส”พร้อม ใน,นอกจึ่งศึกษา สังขารครบ สามแฮ พุทธถูกเดียรถีย์ย้อม เสื่อมแล้วนานมา
(7) กาลาล่วงบัดนี้ ไทยชา- ครเฮย รู้ตื่นเป็นสัมมา- ทิฏฐิได้ สังกัปปะวาจา กัมมันตะ ชอบแล ปราบมิจฉาชีพให้ สำเร็จไซร้สยามสวย. “สไมย์ จำปาแพง” 4 ม.ค. 2560 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 319 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2560]
ความสงบที่เป็นจริง จะมีความขัดแย้งอย่างพอเหมาะ คนส่วนรวม รวมตัวเป็นพลังงานแม่เหล็กแห่งสัจธรรม ปราบให้คนที่มีกิเลสไม่กล้าหือ เพราะพลังงานแม่เหล็กแห่งสัจธรรม มีพลังงานจริง เราจะหาสังคมที่ไม่มีการขัดแย้งนั้น หาไม่ได้ หาได้แต่ในสังคมเผด็จการ กดข่ม ไม่กล้าขัดแย้งเพราะถูกบังคับ แต่สังคมประชาธิปไตยแย้งได้ แต่ไม่ควรแย้ง เพราะเป็นเรื่องมีปัญญาก็ได้ ไทยเดินไปด้วยหลัก ไทย ไท หลักอิสระเสรีภาพแบบไทยๆ เป็นแบบฉบับเฉพาะ เป็นอธิปไตยที่มีอิสระเสรีภาพจริง มีเฉพาะของไทย เพราะว่ามีสมาธิแบบพิเศษ ของแบบพุทธเจ้า เป็นสมาธิลืมตา supra concentration เป็นผู้ตื่นรู้ ไม่ได้หลับใหล ทั้งในและนอก ได้ศึกษาสังขาร 3 ครบ ถ้าเอาแต่ข้างใน ก็ไม่เกิดกิจกรรม ไม่มีการพูดส่งเสียง ก็มีแต่วจีสังขารในจิต คุณมีความรู้พอไหม ถ้าไม่ได้เรียนรู้เป็นลำดับ ก็จะแยกออกยาก เมื่อใดเป็นวจีสังขาร ที่ไม่ออกมาข้างนอก ถ้าไม่ได้เรียนอย่างสัมมาทิฏฐิ ก็จะอ่านไม่ออก ถ้าไม่ชัดเจนจริงๆ ก็จะแยกยาก การจัดเรียงสังขาร 3 ครบ ก็ต้องลืมตาปฏิบัติ การนั่งหลับตาปฏิบัติ ไม่มีทางเป็นพระอรหันต์ ปิดประตูเป็นพระอรหันต์ เพราะไม่ได้เรียนรู้เริ่มต้น ตั้งแต่โอฬาริกอัตตา ทำอัตตาตัวนี้ได้ ก็จะมีความสามารถเรียนรู้ มโนมยอัตตา และ อรูปอัตตาต่อได้ เพราะว่าชาวพุทธ ถูกเดียรถีย์ครอบงำมานานแล้ว แต่เวลาล่วงมา ไทยเราตื่นแล้ว เมืองไทยเราตอนนี้ ปราบมิจฉาชีพได้เก่งกว่าอเมริกัน อเมริกาเป็นประชาธิปไตยขาเดียว ทั้งที่แยกมาจากอังกฤษ ประชาธิปไตยขาเดียว มีแต่กาย ไม่มีจิตวิญญาณ ที่มีการสืบสาน เป็นกฎมณเฑียรบาล เป็นเรื่องของวัฒนธรรมประเพณี เขาก็เลือกประธานาธิบดีกัน แล้วก็เป็นสมบัติผลัดกันชม ไปไม่รอดหรอก
ประชาธิปไตยคืออิสระใต้กฏหมาย ประชาธิปไตย คือประชาชนมีอำนาจ ในความเป็นตัวเองอย่างอิสระ ภายใต้กฎหมายของประเทศ เป็นเงื่อนไข ไม่ใช่ว่าไม่เอาตามกฎหมาย อย่างธัมมชโย หรือ อีกหลายคนของพวกแดง ไม่เอากฎหมายได้อย่างไร ประชาธิปไตยนั้น ประชาชนมีอำนาจ มีอิสระในตัวเอง ภายใต้กฎหมายของประเทศ ถ้าประชาชน เป็นคนไม่มีอคติ เป็นคนมีธรรมะ ก็จะร่วมกันตรากฏหมาย ประชาชนแต่ละคนนั่นแหละ ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างร่วมกัน ออกกฎหมาย ต่างคนต่าง มี อคติน้อยหรือไม่มี เพราะว่าไม่ใช่อรหันต์ แต่เวลามีการออกกฎหมาย ก็ต้องกดข่มไม่ใช้อคติ ต้องพยายามไม่ให้มีความลำเอียง บ้านเมืองก็จะสงบสุข อบอุ่น ไม่เบียดเบียนกัน ข้อสำคัญ จะอยู่ในกรอบของพุทธพจน์ 7 สาธารณโภคี เมืองไทยตอนนี้ มี สาธารณโภคี มีสังคมชุมชนสาธารณโภคี อย่างน้อยก็มีหลายหมู่บ้าน เชื่อมโยงกันในประเทศไทย แถวอโศกก็มี เป็นสาธารณโภคี ทำไมสูงถึงสาธารณโภคี เพราะยึดถือตัวตนอยู่ก็ไม่มาก แม้จะยึดถือตัวตนอยู่ แต่ก็ ยึดถือตัวตนน้อย ก็เป็นประชาธิปไตยมาก แต่ ถ้าถือตัวตนมาก ก็จะเป็นประชาธิปไตยน้อย แต่ถ้ายึดถือตัวตนน้อย ก็จะเป็นประชาธิปไตยมาก เป็นประชาธิปไตยที่ดี ก็จะสงบสุขดี แต่ถ้ายึดถือตัวตนมาก มันก็เป็นประชาธิปไตยน้อย เป็นประชาธิปไตยที่ไม่ดี แย่งชิงกันมาก ทำร้ายกันมาก ก็เห็นแก่ตัวมาก ก็เป็นไปตามภูมิธรรมจริงของประชาชน การที่มีจิตใจสมบูรณ์ ด้วยพุทธพจน์ 7 นี่เป็นหลักฐาน ของพระพุทธเจ้าเลย จะสมบูรณ์ด้วยพุทธพจน์ 7 ที่เป็นจริง ในใจของประชาชน มีมากเท่าใด ก็เป็นประชาธิปไตย ที่แท้จริงมาก เท่านั้นๆ 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.22 ข.282-283)
จึงจะเกิดสังคมที่เจริญด้วย พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) ซึ่งเป็นสุดยอดสังคมประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ด้วยราชประชาสมาสัย เพราะเป็นประชาธิปไตยสองขา เพราะมีพระเจ้าอยู่หัวกับประชาชน ร่วมกันทำงาน อย่างลูกกับพ่อ อย่างที่ในหลวงท่านทรงทำแล้ว ทำให้เกิดราชประชาสมาสัย ในประเทศไทย อย่างที่เห็นๆ จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ก็มาเน้นขยายความ เจ็ดคำนี้ดู สาราณียะ หมายความว่า การร่วมกันอยู่ ระลึกถึงกันอยู่ ไม่ใช่รวมกันอยู่ แบบต่างคนต่างอยู่ ระลึกถึงแต่ตัวเอง แต่มีความประนีประนอมร่วมกัน ปิยกรณะ มีคุณสมบัติของความรัก ก็ต้องมีความรู้ ในความรัก 10 มิติ ต้องเป็น ความรักมิติที่สูง เป็นมิติที่ 8 ขึ้นไป ถ้าระดับ 1-7 ก็เป็นเทวนิยม ถ้าสัมมาทิฏฐิลดความรักระดับต่ำ ตั้งแต่ลดความรัก แค่การสัมผัสเสียดสีแบบเพศ แม้ลูกก็ไม่เอา จะเอาแต่สัมผัสเสียดสีอย่างเดียว มีลูกก็ฆ่าลูก หรือไม่เอาลูก ก็เกิดจริงแล้วในสังคมนี้ ลูกเกิดมา มันก็เอาไปทิ้ง สัตว์เดรัจฉานยังดีกว่าเลย เมื่อเจริญขึ้นมาแล้ว ก็ต้องรู้จักเลี้ยงดูลูก ก็เป็นมิติที่ 2 1. กามนิยม (เมถุนนิยม) 2. พันธุนิยม (ปิตปุตตาฯ) 3. ญาตินิยม (โคตรนิยม) 4. สังคมนิยม (ชุมชนนิยม) 5. ชาตินิยม (รัฐนิยม) 6. สากลนิยม (จักรวาลฯ) 7. เทวนิยม (ปรมาตมันฯ) 8. อาริยนิยม (อเทวนิยม) 9. นิพพานนิยม (อรหันตฯ) 10. พุทธภูมินิยม (หรือ.. โพธิสัตวภูมินิยม) ถ้าไม่มีความรู้แบบพุทธ แบบอเทวนิยม ก็จะสูงสุดได้แต่ระดับ 7 มีความรักทั่วจักรวาล แต่ถ้ามาเรียนรู้ มีความรู้แบบพุทธ ก็จะค่อยๆลดละ มาตามลำดับ จะมีความรู้ อย่างไม่มีอัตตามากั้น รู้จักอัตตา 3 แต่ถ้าไม่ได้ลดละอัตตา อัตตาก็เป็นเจ้าเรือน มาตั้งแต่มิติที่ 1-7 อันนี้เป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นอจินไตย มิติที่ 8 เป็นอาริยะตามลำดับ มิติที่ 9 เป็นอรหันต์ ส่วนมิติที่ 9 ไปหา 10 เป็นโพธิสัตวภูมิ จนถึงเป็นพระพุทธเจ้า
คุณสมบัติของจิต ที่มีความรักอย่างที่ว่า เมื่อลดกิเลส ความรักมิติที่ต่ำ จนมีความรักที่สูงขึ้น ก็จะเกิดปัญญา จะเป็นปัญญาที่ลึกซึ้ง รู้จักฐานะ รู้จักบุคคล รู้จักเหตุปัจจัยองค์ประกอบ รู้จักสมมติ ปรมัตถ์ เคารพสิ่งที่ควรเคารพ คนไม่รู้จักสาระ จะเข้าไปเคารพสิ่งไม่ควรเคารพ เขาเอาใบไม้มากองบนขี้หมา ก็ไปเคารพ หรือเคารพแม้แต่ แม่น้ำ ป่า เขา ปลาไหลทอง เต่าสามขา วัวสองหัว ก็ไปบูชาเคารพ เราต้องรู้จักสิ่งที่ควรเคารพ แม้แต่สมมติ เช่นมาบวช เรามาบวชทีหลังเขา ผู้มาบวชทีหลัง ก็ต้องเคารพผู้บวชก่อน แม้คุณธรรมจะต่ำกว่าเรา คนนี้เขาแต่งตั้งเป็นนายอำเภอซี 8 เรานั้นซี 3 ก็ต้องเคารพ บางคนคนที่มียศสูงกว่า ก็มีคุณธรรม สู้คนที่ มียศต่ำกว่าไม่ได้ ต้องเคารพคนที่น่าเคารพ มีคุณธรรมจริง น่าเลื่อมใส กับผู้ที่ไม่น่าเลื่อมใส เราก็ต้องรู้จัก ฐานะของเขา จะเข้าใจ จะไม่เกิดการขัดแย้ง การทะเลาะวิวาท ผิดลำดับอะไรกัน จะมี คุรุกรณะ มี สังคหะ จะ มีจิตเกื้อกูล จิตทาน จิตให้ เสียสละ ไปตามลำดับ และให้อย่างไม่มีการต้องการอะไรตอบแทน จึงบริสุทธิ์ขึ้นตามลำดับ จะบริสุทธิ์ขึ้นๆ แม้แต่การตั้งภพชาติในตัวเอง หรือความหวัง ก็จะเข้าใจ ถ้าเราคิดแล้วเป็นภพ ส ร้างภพ ว่าจะต้องได้ ต้องมี ต้องเป็นอย่างนั้น สาเปกโข ก็จะโง่ ถ้ามันจะแลบเลีย ถ้าคุณทำระวัง สังวรอยู่เรื่อยๆ ก็จะไม่เกิด การ สันนิธิเปกโข สั่งสม ไม่เกิด การอยากได้ อยากมี อยากเป็น จนสะสมภพชาติ ต่อไปๆ เมื่อไม่เกิดภพขาติ ก็จะไม่หวังต่อไป ในชาติหน้า แต่ถ้าไม่รู้ภพชาติ อย่างธัมมชโย ก็จะหลงไปอย่างนั้น จนไม่รู้จักอะไรเลย ปรินิพพานก็ไม่รู้จัก พระพุทธเจ้า ก็เอามาหลอกคน ว่าไปถวายข้าวพระพุทธเจ้าอีก ไปพบพระพุทธเจ้า อยู่ในพุทธเกษตรเต็มไปหมดเลย ไม่รู้จักจบ ไม่รู้จักสูญ ไม่รู้จักหมด เป็นตัวตน เป็นภพชาติไม่รู้แล้ว มี อวิวาทะ คือเกิดสังคมที่ไม่วิวาทจริง อย่างสังคมชาวอโศก เห็นได้ชัดเจน 30 ถึง 40 ปี อย่างเก่ง ก็ไม่พูดกันเท่านั้น เศษพยาบาทเล็กๆน้อยๆ จะวิวาทถึงตบตีกัน ก็ error เล็กๆน้อยๆ เขาก็สำนึกกันจริงๆ มาอยู่กับหมู่ดี ทำไมทำอย่างนั้น สามัคคียะ อยู่กันอย่างพร้อมเพรียง เป๊งพรึ่บ ชาวอโศกเรา ไปที่ไหนดูว่าเป็นปึกแผ่น ทั้งที่มีไม่มาก หากมีมากกว่านี้ จะมีประโยชน์คุณค่า ต่อมนุษยชาติมากกว่านี้ เอกีภาวะ มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน นี่คือคุณสมบัติของจิตวิญญาณ ที่เจริญ ด้วย เจ็ดตัวนี้ ทำให้เกิดประชาธิปไตย ที่มีอิสระเสรีภาพ อย่างสมบูรณ์ มี อิสรเสรีภาพ (Independent) มีอิสรภาพ พ้นอำนาจกิเลส ภราดรภาพ (Fraternity) มีภาวะแห่งรักกว้างออกไป ดุจดั่งญาติ สันติภาพ (Peaceful) มีภาวะสงบแท้ ไม่มีตัวเหตุเบียดเบียน สมรรถภาพ (Efficiency) มีความสามารถ สรรสร้างประโยชน์สุข บูรณภาพ (Integrity) ปรับปรุงพัฒนาให้เจริญ ให้เต็มบริบูรณ์ เมืองไทยเกิดคุณลักษณะเช่นนี้ได้ เพราะมโนบุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา เป็นต้นเค้า เกิดจากใจ เป็นความสูงจริง ประเสริฐจริง กิเลสลดจริง อย่างถูกต้อง อย่างที่พระพุทธเจ้า สอน และตรัสไว้ เป็นเรื่องสุดยอด ไม่ใช่การเสแสร้ง ไม่เชื่อเรื่องทำเล่นๆ ทำได้จริงจะเป็นเอง เป็นแบบตถตา โดยไม่ต้องไปบังคับ มันจะเกิดด้วยตัวมันเองจริงเลย ไม่ต้องไปเอาใจใส่ ถ้ามันเชี่ยวชาญจริง จะเป็นเอง ใจเป็นตัวเหตุ เป็นตัวนำ เรียกว่ากัมมโยนิ เป็นประธาน เป็นตัวนำพาเกิด เสมอ นี่คือ ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ที่ท่านค้นพบ
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน แบบคนจน ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา ยิ่งไปพูดถึงสภาพ แบบคนจน เศรษฐกิจพอเพียง ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา จิตมักน้อย สันโดษ มีอิสระเสรีภาพแล้ว ศาสนาพุทธนั้น ไม่อยู่คนเดียว จะเชื่อมโยงเป็นมวล กว้างขึ้น สัมพันธ์กันอย่างสนิทใจ สังคมที่สัมพันธ์กัน ด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ได้ ด้วยปัญญาของจิตวิญญาณ จะเป็นผู้ที่มีหมู่มวล หมู่มวลจึงเป็นคนที่หลากหลาย มีความรู้ ความสามารถ ที่แตกต่างกัน อย่างเป็นสัมมา ในงานที่เป็นสัมมา งานที่ดีเรียกวา อนวัชชะ มีพลัง 4 ปัญญาพละ วิริยพละ อนวัชชพละ สังคหพละ เป็นพลัง 4 ที่ยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าแล้ว จะมีหมู่มวลเสมอ คนจะเข้าใ จ มีปัญญา ไม่ขี้เกียจ มีความขยันหมั่นเพียร ใครจะไม่ขยัน ก็โง่ของเขาเอง ขาดทุนของเขาเอง คนที่ขี้เกียจก็ขาดทุนทั้งนั้น ไม่ใช่ขาดทุนคือกำไรนะ ขาดทุนแบบเป็นหนี้ ต้องใช้ไปชาตินี้ชาติหน้า ออกดอกออกผลด้วย ต้องเป็นคนที่ขยันหมั่นเพียร คุ้มกินคุ้มใช้ ทำผลผลิตได้เหลือด้วย เป็นเศรษฐีที่ไม่ต้องไปสะสมเลย เป็นเศรษฐีทางคุณธรรม อยู่อย่างไม่ต้องสะสม เป็นคนจน เป็นคนที่มักน้อย กินแค่นี้ก็พอ เพราะมีใจที่พอ สันตุฏฐี ใจมันพอเลย คนกินอิ่มแล้ว แต่ใจไม่พอ เหมือนชูชก กินจนท้องแตกตาย ใจมันไม่พอ มันอร่อยเลยตะกละ กินเข้าจนท้องแตกตาย คนที่ท้องอิ่มแต่ใจอยาก ดีไม่ดีจะตายจริงๆ เหมือนคนญี่ปุ่น มาเจอกล้วยหอมตาย ซื้อไปกินในโรงแรม กินคนเดียวไม่แบ่งใครเลย มันแน่นท้อง เกิดลมเป็นพิษก็ตาย เหมือนชูชก ท้องอิ่มแต่ใจอยาก ระวังเถอะ ใจต้องพอ ความเป็นใจพอเป็นธรรมะ สันตุฏฐิธรรม เรามีน้อยก็พอ จน 0 ก็พอ เพราะว่า เชื่อในหมู่กลุ่มอาริยชนที่แท้จริง ไม่มีตายหรอก เขาไม่ทิ้ง ไม่ปล่อยปละละเลยหรอก พึ่ง เกิด แก่ เจ็บ ตาย กันได้จริง พิสูจน์ได้เลย ไม่มีใครจะยอม เพราะชั่วจริงๆอย่างไร ก็อดช่วยไม่ได้หรอก จึงเป็นหลักประกัน ที่ดีที่สุด จริงที่สุด เกิดจากหลักธรรมที่จิตใจ เกิดจากความจริงใจ ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม เข้าหลักเกณฑ์ ในหลวงเราตรัสถึงเศรษฐกิจพอเพียง คือทำให้เกิดจิตใจสันโดษ เป็นใจพอ เป็นลำดับ พอคือ แต่ก่อนกินไม่มีมื้อ กินจุบจิบ ก็ตั้งเลยว่า วันหนึ่งกินแค่ 3 มื้อ ก็พอ ก็ทำด้วยปัญญา แต่กดข่มก็ได้ไม่จริง ก็มีปัญญารู้ว่า 3 มื้อก็พอ มันจะอร่อยอย่างไร ก็มารวมไว้แค่ 3 มื้อ ต่อมาก็ลดละได้เพิ่มอีก เหลือแค่ 2 มื้อ หรือ 1 มื้อ เดือนหนึ่งเราใช้เงิน 30,000 มันมากไป ก็ลดลงมาเหลือ 20,000 เหลือ 10,000 จนกระทั่ง ไม่จำเป็นต้องใช้อะไ ร ถ้าจะใช้ ก็คือของสังคม ชาวอโศก หลายคนไม่มีส่วนตัวเลย ถ้าจะใช้ส่วนตัวจริงๆ ก็ไปเบิกส่วนกลาง เขาไม่ให้ ก็เป็นการขัดเกลาเรา ถ้าเราจำเป็น แต่กรรมการบอกว่าไม่ให้ เขามีหลายหัว เราก็จะได้ฝึกอดทนขัดเกลา แม้จะมีกิเลสบ้าง ก็ต้องสังวรระวัง ทุกคนต้องไม่ให้เกิดความลำเอียง อคติ มันเป็นธรรมดาธรรมชาติ การสำรวมสังวร ยิ่งคนที่เป็นพระอาริยะ เป็นพระอรหันต์ ก็ไม่มีปัญหา ของพระพุทธเจ้า สะอาดบริสุทธิ์ ซื่อตรง นี่คือสัจจะที่แย้งไม่ได้ พระเจ้าอยู่หัว ตรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ให้มีจิตสันโดษ จนกระทั่ง มารู้จักว่าเสียเปรียบก็ได้ ขาดทุนนี่แหละเป็นคนเจริญ ขาดทุนของเรา เป็นกำไรของเรา มันไม่ใช่ภาษาปากเปล่า แต่มันเป็นความจริง พูดไปแล้ว เขาก็หมั่นไส้ ว่ายาก จะเป็นจริงหรือ ทำกดข่ม ทำเท่ทำโก้ไป ก็อยู่พิสูจน์กันไป อย่าเพิ่งรีบตาย คนเราเกิดทีหนึ่ง ก็จะมีวิบากกลุ่มหนึ่งมาให้เราทำงาน ไม่ใช่วิบ ากจะมีหมด กุศลวิบาก เรามีอีกเยอะ ยังไม่มาให้ทำงาน อาตมามีกุศลวิบากอีกเยอะ แต่ยังไม่มา ชาตินี้มาบำเพ็ญ เป็นหมากลางตลาด ดูแล้วก็ไม่เดือดร้อน ไม่อึดอัดขัดเคืองใจ แม้เขาจะดูถูกดูแคลน กระหน่ำย่ำยี เราเข้าใจแล้วก็สบาย คนที่ศึกษา และมีปัญญาจะรู้เอง ไม่ต้องบังคับ เขาจะเกิดปัญญา รู้เองว่า เราอะไร อย่างไร แค่ไหน เศรษฐกิจ หรือเศรษฐศาสตร์ ที่พระพุทธเจ้าสอน คือเศรษฐศาสตร์แบบพุทธ จึงเป็นเศรษฐศาสตร์ที่สุดยอด
ลองอ่านบทความของ ทับทิม พญาไท ทฤษฎี 4 ตัวแทนของจีน _วันนี้...คงต้องขออนุญาตไปว่าเรื่อง “อารยธรรมแห่งนิเวศน์” ของจีนต่อเอาไว้อีกซักนิด คือไม่ว่ามันจะเป็นไปได้ เป็นไปไม่ได้ เก๋-ไม่เก๋ แต่การที่คุณพี่จีนท่านอุตส่าห์ทุ่มทุน ทุ่มเท ควักเงินในกระเป๋าระดับ 10 กว่าล้านล้านบาท เอามาสนับสนุนส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ในตลอดช่วงระยะ 5 ปีนับจากนี้ อย่างน้อย...ก็น่าจะพอช่วยๆ ให้การเผาผลาญพลังฟอสซิล การปล่อยก๊าซคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ คงพอลดๆ หรือช้าๆ ลงไปมั่ง แม้ว่าปริมาณการใช้พลังงานสะอาด หรือพลังงานหมุนเวียนเหล่านี้ จะยังคงอยู่ในระดับประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ การใช้พลังงานถ่านหินของจีนก็ตาม...
● ● ●
อีกทั้งการที่จีนไม่คิดจะ “บ้า” กับ “ตัวเลขจีดีพี” เหมือนแต่ก่อน ที่มุ่งจะโต 8 โต 10 โตระดับขี้แตกขี้แตน ชนิดที่อดีตผู้นำอย่าง “เจียง เจ๋อหมิน” ถึงขั้นต้องประดิษฐ์ คิดค้น “ทฤษฎี 4 ตัวแทน” ดึงเอาพวกพ่อค้า นักธุรกิจ หรือ “ชนชั้นนายทุน” เข้ามาเป็นสมาชิกพรรค เพื่อช่วยกระตุ้นตัวเลขจีดีพี ให้ระเบิดเถิดเทิงต่อไปให้จงได้ ด้วยการหันกลับมายอมรับ สภาพความจริง แค่โต 6 โต 7 ก็พอแล้ว ถือเป็น “New Normal” หรือเป็น “ความปกติแบบใหม่” ไม่ว่าใครจะวิพากษ์วิจารณ์ จะปล่อยข่าว ทุบโน่น ทุบนี่ กันขนาดไหนก็ตาม แถมยังมุ่งส่งเสริมปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และแนวคิด ของชาวจีนให้เกิด “ความพอ” หรือให้เกิด “สังคมที่มีวิถีชีวิตพอเพียง” อีกต่างหาก ยิ่งต้องถือเป็นการช่วยลด ความหิว ความกระหายของบรรดา “ฝูงตั๊กแตนที่กำลังกัดกินโลก” ตามสำนวนที่ท่าน “มหาตมะ คานธี” เคยเปรียบเทียบ อุปมาอุปไมยเอาไว้... พ่อครูว่า...ผู้นำจีนตอนนี้ ก็ไม่เป็นคอมมิวนิสต์แล้ว พฤติกรรมเป็นประชาธิปไตย แต่เขาไม่กล้าพูดตามตรง เพราะคนที่หัวเอียงซ้าย ก็มีอีกเยอะ
ดังนั้น...ไม่ว่าจะด้วยเหตุกลใดก็ตาม คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความพยายามขับเคลื่อนประเทศจีน ไปสู่อนาคตเบื้องหน้าของบรรดา “ผู้นำจีนรุ่นใหม่” ยุคนี้ ค่อนข้างสอดคล้องกับ แนวคิดของบรรดานักคิด สมัยใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องสนใจกับเรื่องความเป็นคอมมิวนิสต์-ไม่เป็นคอมมิวนิสต์ เป็นประชาธิปไตย-ไม่เป็นประชาธิปไตย เอาเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่ว่าจะเป็นอะไร หรือจะอาศัย “กรรมวิธี” ใดๆ ในการบริหาร จัดการแต่ละประเทศ ไปตามสภาพแวดล้อม ที่เหมาะสมกับประเทศนั้นๆ ก็ตาม สิ่งสำคัญที่บรรดานักคิดยุคใหม่ ที่ถือเป็นผู้ที่ก้าวหน้า และทันสมัยแบบของจริง-ของแท้ ไม่ใช่ “ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา” ต่างพยายามเน้นย้ำ เอาไว้เสมอๆ ก็คือ ความจำเป็นที่จะต้อง “จำกัดความต้องการ” “ลดปริมาณความต้องการ” หรือ “เปลี่ยนวิธีสนองตอบความต้องการ” ของผู้คนในแต่ละประเทศ ให้เลิกกินแหลก ใช้แหลก หรือ “แดกทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า” ตามแบบฉบับที่ “ลัทธิทุนนิยม” ได้ยึดถือเป็นหลักการมาโดยตลอด. อาจเรียกได้ว่า...นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา บรรดาแนวคิดสมัยใหม่เหล่านี้ ได้ถูกนำเสนอเอาไว้ไม่รู้จะกี่ต่อกี่รูปแบบ ไม่ว่าภายใต้แนวคิด ที่เรียกว่า “เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม” (Ecological Economy) “เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ” (Buddhist Economy) “เศรษฐศาสตร์พึ่งตนเอง” (Self-Reliant Economy) “เศรษฐกิจแบบยั่งยืน” (Sustainable Economy) “เศรษฐกิจแบบยืนยงคงที่” (Steady-state Economy) ไปจนถึงการผงาดขึ้นมา เป็นที่ยอมรับกัน ในระดับโลกของ “เศรษฐกิจพอเพียง” (Sufficiency Economy) ตามแนวคิดของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นั่นเอง ฯลฯ บรรดาแนวคิดเหล่านี้… ล้วนแล้วแต่ เน้นหนักในเรื่องการหาทางลด อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Degrowth) ไม่จำเป็นต้องมุ่งไปสู่ความเติบโต ทางเศรษฐกิจกันลูกเดียว (Uneconomic Growth) หรือแม้แต่การเรียกร้อง ให้อัตราการเติบโต ทางเศรษฐกิจเหลือศูนย์ (Zero Growth) เอาเลยก็ยังมี... ● ● ● ด้วยเหตุนี้...ประเทศไทยแลนด์แดนสยามของหมู่เฮา ไม่ว่าจะต้องอยู่ภายใต้ “เผด็จการละมุนภัณฑ์” ไปอีกนานเท่าไหร่ จะมี “เลือกตั้งที่รัก” กันในปีไหนต่อปีไหน สิ่งที่สามารถใช้มาตรวัด ความเชยซ์ซ์ซ์ -ความไม่เชยซ์ซ์ซ์ ความก้าวหน้า-ไม่ก้าวหน้า ความพัฒนา-ไม่พัฒนา จ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive