600117_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ฌานโลกุตระนำพาสู่นิพพาน.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข13 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

600117_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ฌานโลกุตระนำพาสู่นิพพาน

สมณะเดินดินว่า…. วันนี้วันอังคารที่ 17 มกราคม 2560 วันเวลาก้าวไป ชีวิตเราก็ก้าวตาม ควรจะก้าวอย่างมีปัญญา มีอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา สอดคล้องกัน เราได้ฟังธรรมจากพ่อครูทุกวัน แม้พ่อครูจะพูดอยู่บ่อยว่า คนไม่ได้มาฟังจำนวนมาก เทียบกับที่อื่น มีคนน้อยกว่า เรื่องที่พูดเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าดูจากการตอบรับ มันเป็นเรื่องที่ ตรงกันข้าม กับความเข้าใจคนทั่วโลก ในศาสนาพุทธ ถ้าพูดถึงการปฏิบัติธรรม ทั่วโลกหรือวัดไหนๆ ก็จะมานั่งหลับตา พระพุทธเจ้าจะบรรลุได้ ต้องไปนั่งหลับตา ทำสมาธิใต้ต้นโพธิ์ พวกพระสายปฏิบัติ อยากจะบรรลุ ก็ไปนั่งหลับตา ใต้ต้นโพธิ์ จะได้ปฏิบัติธรรมแบบพระพุทธเจ้า หรือว่าเข้าป่าไป เพราะคิดว่าอย่างนั้น เป็นการเดินตามรอยพระพุทธเจ้า เมื่อฟังพ่อครูว่า ที่พระพุทธเจ้าเข้าป่า หรือนั่งสมาธิ เป็นการปฏิบัติในทางผิด ไม่เป็นทางที่บรรลุ ก็ตรงกันข้าม กับที่เขาเข้าใจกันทั่วโลก พ่อครูอ้างอิง จากพระไตรปิฎก อาตมาเอง อยู่กับพ่อครูมาหลายสิบปี กว่าจะออกจากภพ นั่งหลับตาได้ ก็นาน คนทุกคนมาปฏิบัติธรรม ก็ต้องการความสงบ ความสบาย ไม่ต้องการความยุ่งยากวุ่นวาย ที่จะต้องรับรู้อะไรมาก อยากให้อยู่สงบๆ จิตใจเรานี้ ไม่ได้เปลี่ยนกันได้ง่ายๆ ต้องถือว่าน่าอัศจรรย์ที่ พระที่ท่านใช้นามปากกาเขียนมา แม้ท่านไม่ได้อยู่ในองค์ประกอบ มิตรดี สหายดี แต่อาตมาอยู่กับ มิตรดี สหายดี มีองค์ประกอบมากกว่า แต่ท่านที่ไม่มีองค์ประกอบ กลับเข้าใจ เรื่องที่พ่อครูเทศน์ได้ ขนาดพวกเราที่ว่าเข้าใจ แต่พอมีพระข้างนอกยุคก่อน บอกว่าเข้านิโรธอสัญญี เจ็ดวันได้ พวกเราก็หูผึ่ง อยากทำบ้าง ก็เป็นเรื่องไม่ง่าย แต่มาบัดนี้ พวกเราเข้าใจได้ง่ายขึ้น มีของเทียบเคียง พ่อครูทำของลึก ให้เป็นของตื้น ทำใ

อ่านต่อ

ห้เข้าใจสิ่งที่ยากๆ ได้ง่ายขึ้น พ่อครูทุ่มเทมา 40 ปีที่แล้ว รู้สึกว่า เข้าใจได้ง่ายมากขึ้น พ่อครูว่า...วันนี้แรม 5 ค่ำเดือน 2 ปีวอก ขออ่าน sms วันที่ 16 มกราคม 2560

_0890015xxx ทำงานกวาดใบไม้บริเวณบ้าน ขณะเดียวกัน ก็คิดวางแผนงานอื่นไปด้วย จะถือว่ามีสมาธิในการทำงาน ได้หรือไม่ครับ ตอบ...ได้ การกวาดใบไม้เป็นสิ่งง่าย ไม่ต้องคิดอะไรมาก เอาจิตไปคิดอย่างอื่นได้มากมาย กวาดใบไม้นี่ไม่ค่อยผิดหรอก แทบจะอัตโนมัติ กวาดบ้านอยู่ ก็ไปคิดวางแผนอื่นได้ คนเราคิดได้ทีละจุด แต่ความเร็วของการคิดนี้ เร็วจนเราแยกไม่ออก มันก็จะรู้สึกว่า เหมือนขณะเดียวกัน แต่ที่จริงแล้ว ไม่มีอะไรซ้อน 2 กันหรอก แต่มันเร็วมากขึ้น จะยิ่งรู้ยากขึ้น ว่าเป็นอันเดียวกันหรือเปล่า

_0890015xxx เคยได้ยินพ่อท่านฯพูดว่า "กำลังตามหาเพื่อนเก่า คือไอน์สไตน์" จริงเท็จอย่างไรครับ ตอบ...อาตมาเอง ไม่ได้ตามหาไอน์สไตน์ แต่อาตมาสัมผัส ความเป็นไอน์สไตน์ ตามหลักฐานเรื่องราว ที่เขาบันทึกไว้ เพราะไม่เคยได้พบหน้ากันเลยในชาตินี้ แม้แต่คานธีก็เหมือนกัน แต่รู้จากพฤติกรรม ที่เขาบันทึกไว้ ทั้งความคิด การแสดงออกเชิงปัญญา โดยเฉพาะเชิงปัญญานี่ จะรู้ได้ชัด ว่าคนนี้ไม่ใช่ปัญญาธรรมดา เป็นปัญญาโลกุตระ ที่ธรรมดาสามัญโลก จะคิดไม่ได้ ที่ได้เพราะมีเชื้อเก่าจากพระพุทธเจ้า ต้องมีดีเอ็นเอของพระพุทธเจ้ามา ยิ่งไอน์สไตน์ เป็นศาสนายิวด้วย แต่ก็ค่อยรู้ตัวเอง ค่อยได้พบพุทธศาสนาบ้าง จากตำรา ตัวแกเองเป็นพระโพธิสัตว์ อาตมารู้จากการแสดงออก และภูมิปัญญา ว่ามีความสูงส่งแค่ไหน ตามภูมิที่อาตมาประเมินได้ ที่บรรยายให้ใครฟัง ก็เพราะเป็นวิชาการ ผู้ได้ศึกษาจะได้ประโยชน์ คนที่เคยสัมผัสเกี่ยวข้องกับไอน์สไตน์ ก็จะยิ่งรู้ได้มากกว่าอาตมา อาตมาไม่ได้ตามหาใคร ทำงานไม่มีเวลาตามหาใคร แต่ถ้าใครจะมาช่วย อาตมาก็ยินดีเป็นอย่างมากเลย ที่จะมาช่วย ยิ่งผู้เป็นพี่ ก็ยังไม่เห็นคนเป็นพี่ ในชาตินี้ เกิดมายังไม่เห็นใคร เป็นโพธิสัตว์ผู้พี่ พวกเราคงเชื่อว่า อาตมาไม่มีมานะถือดี ถือตัวอะไรหรอก แต่ถ้ามีพี่จริง ก็คงช่วยกันทำงาน อาตมาไม่ได้มีริษยา แต่คนไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ไม่มีสิทธิ์บังคับให้ใครเชื่อ สรุปแล้ว ไม่มีเวลาตามหาเพื่อนเก่า อะไรมากมาย หรือที่เรียกว่า โพธิสัตว์ด้วยกัน อรหันต์ในรอบของโพธิสัตว์นั้น มีความสูงส่ง ลึกซึ้งมากมาย คนที่ยังไม่มีภูมิโพธิสัตว์ ก็ฟังไปก่อน อย่าเพิ่งไปคิดอยากรู้ มันเป็นเรื่องอจินไตย

_0851614xxx ซุนวูกล่าว รู้เขา รู้เรา ร้อยรบมิพ่าย รู้เรา ง่ายกว่ารู้เขา แต่ที่ไม่ง่ายก็คือ บางครั้งเราเข้าข้างตัวเอง ไปจนถึงหลอกตัวเอง รู้เราจึงยาก

_0851614xxx ภาคภูมิใจที่ได้เป็นครู เป็นความสุขใจ ของคนปลูกดอกไม้ แม้ว่าผู้คนที่ชื่นชมดอกไม้งาม จะไม่เคยถามถึงคนปลูกก็ตาม (ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร) ตอบ...ดี ใครเขาชื่นชมโดยไม่ถามคนปลูก ก็ไม่เสียใจ คนชมเรา ก็ไม่ต้องดีใจอะไรมากมาย พระพุทธเจ้าสอนเราเช่นนั้น

_0891169xxx กำลังผัสสะอยู่ ให้ดูกายกับเวทนา ถ้าอยู่คนเดียว ให้ดูจิตกับดูธรรม ผมเข้าใจถูกไหมครับ ขอขอบพระคุณครับ ตอบ...ถูกต้องโดยชั้นเดียว เบื้องต้นก็ชัดเจน ถ้าอยู่คนเดียว ก็ดูข้างใน กับสิ่งที่ทรงอยู่ข้างใน

หลับตาทำสมาธิ ไม่ใช่วิธีทำนิพพาน _0893867xxx นมก.พ่อครูฯ ผู้น้อยไม่รู้ว่าหลวงตามหาบัว บรรลุอรหันต์ตอนไหน? รู้แต่ว่าตอนสมทบปัจจัยช่วยผ้าป่ากู้ชาติ ตนเห็นความบริสุทธิ์ใจต่อช.ศ.กษฯ ในจิตหลวงตามหาบัว ที่ปลดหนี้ imf ช่วยแผ่นดินชัดเจน ตอบ...อาตมาก็เห็นและอนุโมทนาสาธุ กับหลวงตามหาบัว แต่ในเรื่องความเป็นอรหันต์ อันนี้จำเป็นจะต้องชี้แจง ตามวิชาการ ว่ามันไม่ใช่ โดยเฉพาะ หลวงตามหาบัว ในเรื่องกามภพภายนอกตื้นๆ สิ่งเสพติด ที่เป็นหมากพลู บุหรี่ มันไม่ใช่ความเสพติดที่รู้ยากอะไร เป็นสิ่งง่ายๆพื้นฐาน ชาวไร่ ชาวนา ชาวกสิกร ก็เข้าใจ ไม่ต้องเป็นมหา ก็เข้าใจได้ สิ่งเสพติดพวกนี้ ก็เลิกกันได้ แต่มีอาจารย์มหาบัวนี่ ไม่รู้ได้อย่างไร ว่านี้เป็นสิ่งเสพติด เป็นมหาด้วยนะ แยกไม่ออกหรืออย่างไร ว่าอรหันต์กับอบายมุข มันอยู่ไกลกันเยอะ อรหันต์เป็นเรื่องสุดยอด อบายมุขเป็นเรื่องต่ำ แต่สิ่งเสพติดของตนเอง ที่เป็นอบายมุขไม่ตัดก่อน ก็ไม่ถูก ในเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย นี่คือโทษฐานที่ไปหลง ในภพข้างใน เอาแต่นั่งหลับตาสมาธิ จนยึดถือว่านิพพานเป็นอัตตา ไม่เข้าใจอัตตา อนัตตา ไม่รู้กาย ไม่รู้จิต อาตมาว่า แม้รูปนาม ก็คงจะรู้อย่างนั้นแหละ ไม่ชัดเจน แยกภายนอก ภายในไม่ได้ เพราะไม่ได้ปฏิบัติธรรม แบบมรรคมีองค์ 8 เอาแต่นั่งหลับตา คนที่นั่งหลับตาสมาธิเป็นเอก โดยไม่เข้าใจว่า จะต้องปฏิบัติอยู่กับภายนอก มรรค 7 องค์เป็นเอก การนั่งหลับตาสมาธินั้น มีอานิสงส์อยู่ 4 ประการ คือ 1. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก 2. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่านภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ 3. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี 4. สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน) อันสุดท้ายนี้ศาสนาพุทธรู้ดี คนที่ชัดเจน ไม่หลงใหลเรื่องเหล่านี้แล้ว ไม่ไปเสียเวลา ถ้าทำได้ก็เก่ง คนก็ชื่นชม แต่คนไม่หลงใหลในความชื่นชม ความเก่ง ความพิเศษของตัวเอง คนนั้นก็ไม่ตื่นเต้นอะไร กับฤทธิ์เดชพวกนี้ สรุปแล้ว นั่งหลับตาสมาธิ ไม่มีทางบรรลุนิพพาน ฟังซ้ำอีกเท่าไหร่ก็ได้ นั่งสมาธิหลับตานั้น ไม่มีทางบรรลุนิพพาน ต้องลืมตาปฏิบัติจริงๆ ถึงจะบรรลุนิพพาน ขอยืนยันอันนี้

และยืนยันอีก คุณ Master taizen เป็นผู้ที่แนะให้อาตมา ยืนยันให้อาตมาในโพธิราชกุมารสูตร …. ล . 13 ข้อ [489] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรราชกุมาร ก่อนแต่ตรัสรู้ แม้เมื่ออาตมภาพ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ก็มีความคิดเห็นว่า ความสุขอันบุคคลจะพึงถึงได้ ด้วยความสุขไม่มี ความสุขอันบุคคลจะพึงถึงได้ด้วยทุกข์แล นี่ก็เป็นสิ่งที่ชัดเจนลึกซึ้ง อีกอันหนึ่ง แล้วอีกอันของสูตรนี้ ว่า ...อาตมภาพนั้นมีความคิดเห็นว่า ธรรมนี้ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับสนิท เพื่อสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ย่อมเป็นไปเพียงให้อุปบัติ ในอากิญจัญญายตนพรหมเท่านั้น. อาตมภาพไม่พอใจธรรมนั้น เบื่อจากธรรมนั้นแล้วหลีกไปเสีย อีกอันหนึ่งว่า…ดูกรราชกุมาร

อาฬารดาบส กาลามโคตร เป็นอาจารย์ของอาตมภาพ ยังตั้งให้อาตมภาพ ผู้เป็นอันเตวาสิกไว้เสมอตน และยังบูชาอาตมภาพ ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง ด้วยประการฉะนี้. อาตมภาพนั้น มีความคิดเห็นว่า ธรรมนี้ไม่เป็นไป เพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับสนิท เพื่อสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ย่อมเป็นไปเพียงให้อุปบัติ ในอากิญจัญญายตนพรหมเท่านั้น. อาตมภาพไม่พอใจธรรมนั้น เบื่อจากธรรมนั้นแล้วหลีกไปเสีย

พ่อครูว่า… ทั้งอาฬารดาบส กับอุทกดาบส ทั้งสองคน หลับตาทำสมาธิได้เก่ง พระพุทธเจ้าออกป่า ก็ไปพบกับสองคนนี้ที่ทำได้ แต่พระพุทธเจ้า เมื่ออยู่ไม่นานก็ทำได้ อย่างที่อาจา รย์ทั้งสอง รู้ทำได้ หมด อาจารย์จึงยกว่า มีความรู้เท่าเทียมกันกับอาจารย์ บอกว่าให้อยู่ช่วยกันสอนลูกศิษย์ต่อ พระพุทธเจ้าก็บอกว่า ธรรมนี้ไม่เป็นไป เพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับสนิท เพื่อสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ย่อมเป็นไปเพียงให้อุปบัติ ในอากิญจัญญายตนพรหมเท่านั้น สำหรับอาฬารดาบส ทำได้แค่ อากิญจัญญายตนฌานเท่านั้น ซึ่งพระพุทธเจ้านั้น เคยทำได้มาก่อนแล้ว ในชาติก่อนๆ อาตมาเอง ก็ยืนยันเช่นนั้น พระพุทธเจ้าว่า การนั่งหลับตาเช่นนี้ อย่างเก่ง ก็ได้แค่ อากิญจัญญายตน หรือ อุทกดาบส ก็ได้ชั้นที่ 8 เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนภพ ไม่เป็นการหลุดพ้น จากภพเหล่านี้เลย ถ้าอ.มหาบัว มีอัตตามานะมาก ก็เลยไม่ค่อยอยากจะฟัง ก็เลยกลายเป็น ผู้ที่มีทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน เมื่อศึกษาแต่ในภพ ก็ยึดถือความรู้ปัญญาของตัวเอง ว่าจะต้องเอาอันนี้ จึงมีวิธีปฏิบัติ เป็นสีลัพพตุปาทาน จึงมีแต่อัตตาที่เป็นวาทะ ไม่ได้ศึกษาอัตตา 3 นี้จริง มีอุปาทาน 3 อย่างนี้เต็ม ยึด ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน แล้วไม่ได้ศึกษ าภ พข้างนอก ในกามภพ ดังนั้น กามุปาทาน จึงเต็มบ้อง แค่หมากพลู ก็ยังออกไม่ได้ สายนั่งหลับตานั้น กินหมากทั้งนั้น ตามประวัติของอาจารย์มหาบัวนี้ ท่านว่าเคยจะเลิกมา ก็มีปฏิภาณรู้ว่า เป็นสิ่งเสพติด แต่ออกไม่ได้ ก็ยอมให้เขาเข้าใจผิด จนกระทั่ง เป็นอรหันต์กินหมากนี่แหละ ขออภัย ที่พูดนี้เป็นวิชาการ เป็นการศึกษา ไม่ได้ไปลบหลู่ หรือว่าอะไรท่าน ขอขอบคุณ ท่านอาจารย์มหาบัวจริงๆ ที่เป็นตัวอย่าง ให้เอามาใช้ศึกษาอ้างอิง มันเป็นความจริง ก็พูดความจริงเท่านั้น ก็เห็นใจท่าน ท่านก็เป็น ภันเต บวชก่อนอาตมา ท่านก็ทำอะไร ที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ ในเชิงรูปธรรมเยอะ แต่อาตมาเป็นประโยชน์ ทางนามธรรมถึงโลกุตระ สรุปอีกทีว่า การนั่งหลับตาสมาธิ ไม่มีทางบรรลุธรรม เพราะกามคุณ 5 ก็ไม่ได้สัมผัส ไม่ได้เรียนจริง นั่งหลับตาก็อยู่ในรูปภพ อรูปภพ เอาละเอียดก่อน แล้วจะเอามีดอีโต้ มาสู้กับรูปภพ อรูปภพ ได้อย่างไร ไม่เป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ตามธรรมวินัย ของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า ก็เคยนั่งหลับตา ได้ฌาน 7 ฌาน 8 กับอาฬารดาบส อุทกดาบส จมในอากิญจัญญายตนะภพ กับเนวสัญญานาสัญญายตนภพ ก็ปิดประตูนิพพานเลย แต่อาสวะ บางอย่างลดได้ แต่ก็ไม่ได้ถือว่า เป็นนิพพาน นิพพานนั้น มีเงื่อนไขชัดเจน ว่าต้องอาสวะหมดสิ้น เป็นปัญญาวิมุติ ถ้าถึงดับอนุสัย ก็เป็นอุภโตภาควิมุติ แต่อาสวะสิ้นแล้ว พระพุทธเจ้า ก็ยกให้เป็นอรหันต์ในระดับหนึ่ง เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้ง ที่แบ่งแยกอนุสัยกับอาสวะ ขออภัย ในยุคนี้ไม่มีใครบอก ความแตกต่าง ระหว่าง อาสวะกับอนุสัยได้ อย่างอาตมาหรอก หรือใครรู้ละเอียดกว่าอาตมา ก็เอามาบอกได้ ไม่ได้แข่งขันเอาดีเอาเด่น แต่มาศึกษาความจริง ว่าอะไรครบกว่า ลึกซึ้งกว่า จะได้เรียนรู้ความจริง อันสมบูรณ์แบบ

มีอันหนึ่งใน ล.13 ข้อ 513 นี้ ว่า... เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง เป็นผู้รู้ธรรมทั้งปวง อันตัณหาและทิฏฐิ ไม่ติดแล้วในธรรมทั้งปวง เป็นผู้ละธรรมทั้งปวง น้อมไปในธรรม เป็นที่สิ้นตัณหาแล้ว รู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่งเอง จะพึงเจาะจงใครเล่า อาจารย์ของเราไม่มี คนผู้เช่นกับด้วยเราก็ ไม่มี บุคคลผู้เปรียบด้วยเรา ไม่มีในโลก กับทั้งเทวโลก เพราะเราเป็นพระอรหันต์ในโลก เป็นศาสดา ไม่มีศาสดาอื่น ยิ่งขึ้นไปกว่า เราผู้เดียวตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นผู้เย็น เป็นผู้ดับสนิทแล้ว เราจะไปยังเมืองกาสี เพื่อจะยังธรรมจักรให้เป็นไป เมื่อสัตว์โลกเป็นผู้มืด เราได้ตีกลองประกาศ อมตธรรมแล้ว. อุปกาชีวกถามว่า ดูกรผู้มีอายุ ท่านปฏิญาณว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ผู้ชนะไม่มีที่สิ้นสุด ฉะนั้นหรือ? อาตมภาพตอบว่า ชนทั้งหลายผู้ถึงธรรมที่สิ้นตัณหา เช่นเราแหละ ชื่อว่าเป็นผู้ชนะ บาปธรรมทั้งหลาย อันเราชนะแล้ว เหตุนั้นแหละอุปกะ เราจึงว่า ผู้ชนะ. ดูกรราชกุมาร เมื่ออาตมภาพกล่าวอย่างนี้แล้ว อุปกาชีวก กล่าวว่าพึงเป็นให้พอเถิด ท่านสั่นศีรษะแลบลิ้น แล้วหลีกไปคนละทาง.

พ่อครูว่า...เพราะคนพวกนี้ได้เข้าใจว่า คนเป็นอรหันต์แล้ว จะมาอวดไม่ได้ อาตมาก็เก็บมาทวน ตอนนี้อ่านแล้วสะดุด และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า นั่งหลับตาทำสมาธิ นั้นเป็นโมฆะในนิพพานแน่นอน ไม่มีทางที่จะบรรลุนิพพาน เด็ดขาด ได้แค่อากิญฯและเป็นภพ เป็นฌานโลกีย์ ไม่ใช่ฌานโลกุตระ

ฌานอันเกิดจากจรณะและวิชชา ฌานโลกุตระนั้น เกิดจากการปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 นี่คือพุทธคุณ วิชชาจรณสัมปัณโณ ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ของศาสนาอื่น ท่านจะปฏิบัติฌาน 1 2 3 4 ปฏิบัติแบบลืมตา ถึงพร้อมด้วยศีลเป็นลำดับ ศีล 5 เป็นต้น แล้วมีหลักปฏิบัติที่ไม่ผิด อปัณกปฏิปทา ถ้าศึกษาในหลักสามอย่างนี้ ไม่มีผิด จากที่พระพุทธเจ้าสอน สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ก็พิจารณา ในเรื่องของอาหาร โภชเนมัตตัญญุตา แม้แต่ กวฬิงการาหาร กิเลสก็อยู่ในนี้ครบ สามารถบรรลุได้ พิจารณาในอาหาร ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส กามคุณ 5 แม้แต่ภายใน ก็จะลึกซึ้งไปเอง เป็นชาคริยา เป็นผู้รู้ตื่นและออกจากโลก ออกจากโลกีย์ ไปตามลำดับเสมอ นี่คือหลักใหญ่ ในอปัณกปฏิปทา 3 คือทางที่ปฏิบัติไม่ผิด 3 อย่าง ส่วนศีล เป็นไปตามลำดับขั้น ศีล5 เป็นโสดาบัน ศีล8 สกิทาคามี ศีล10 อนาคามี จะในศีลข้อไหน ก็ต้องปฏิบัติใน อปัณกปฏิปทา 3 แล้วจะเกิด ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูตร วิริยะ สติ ปัญญา คือสัทธรรม 7 จะเกิดตามมา เป็นเรื่องของจิตที่เจริญ จากการปฏิบัติอปัณกปฏิปทา ตามฐานะ ตามปริเฉทของแต่ละคน จึงจะเกิด ฌาน 1 2 3 4 ซึ่งเป็นฌานลืมตา คือจิตก็ละกิเลสได้ ตกผลึกตั้งมั่น เป็นฌาน 1 ตั้งมั่นเข้าเป็นฌาน 2 ฌานแปลว่าไฟปัญญา เผาไฟราคะ โทสะ โมหะ เผาในระดับต้น เรียกว่าฌาน 1 มีวิตกวิจาร ปีติ สุข แล้วก็ลดวิตกวิจาร ก็คือทำสังกัปปะ 7 วิตกคือจิตดำริ เมื่อหมดเบื้องหนึ่ง ก็ไปวิตกเบื้องสอง…. พอหมดวิตกวิจาร ก็เป็นปีติ สุข สุขนี้จะเริ่มมีอุเบกขา พอจากสุขหมดไป ก็เหลือเป็นอุเบกขา กับ เอกัคคตา เป็นฌาน 4 ฌานที่ 3 จะมีสุขกับเอกัคคตา เริ่มวางได้พอสมควร เฉยได้เก่งขึ้น จนที่สุดเป็นฌาน 4 ก็เหลือแต่อุเบกขา ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ จิตเป็นเอกกัคคตา

ผู้นั่งหลับตาเจโตสมถะ นั่งหลับตาทำฌาน ทำสมาธิ จะเป็นผู้รู้ไตรลักษณ์แบบตรรกะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปแบบตรรกะ ไม่ได้สัมผัสของจริงจังลืมตาปฏิบัติ ต่างจากปัจจัตลักษณ์ ที่จะเห็นว่ากิเลสหมดไปเป็นขั้นๆ ความไม่เที่ยงของกิเลสหมดไป ความเที่ยงของจิต ที่ไม่มีกิเลสตั้งมั่น ตกผลึกไปเรื่อย ส่วนกิเลสนั้นอนิจจัง ไม่เที่ยงตลอดกาลนาน ดับกิเลสได้จริง จึงจะเกิดความเที่ยงของจิต มีสมาธิตั้งมั่น ไปตามกรรม ผู้ปฏิบัติเกิดจิตเป็นไตรลักษณ์แบบเที่ยง แล้วก็ไม่มีทุกข์ แล้วก็เป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตานะ ของหลวงตาบัวนั้นจิตเที่ยง แต่ท่านไม่รู้ว่าท่านไม่มีทุกข์ เพราะไม่รู้ทุกข์อริยสัจ จิตเที่ยงแต่ไม่รู้ทุกข์อาริยสัจ แล้วก็เป็นอัตตา แต่ของพระพุทธเจ้านั้น บรรลุแล้วจิตใจจะเที่ยง ไม่เหลือเศษของกิเลสเลย แล้วก็หมดอัตตา ไปตามลำดับ ในอัตตา 3 โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา แต่หลวงตาบัว ไม่รู้จักอัตตา ล้างอัตตาไม่ได้ จึงเหลืออัตตาอยู่เต็มๆ ท่านหลงทิศทาง แม้ว่าอรหันต์ยังบอกว่า มีอัตตาเลย ท่านถึงไม่พ้นภพอบาย ยังเสพสิ่งเสพติด แค่หมากพลูบุหรี่ คนสามัญธรรมดานั้น ก็รู้ว่าสิ่งเสพติดแค่หมากพลู คืออบาย อาตมาพาเลิกกันมาเยอะแล้ว สมณะเดินดินว่า….คนทั่วไปนั้น อัตตา 3 โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ไม่ค่อยมีใครเอามาอธิบาย แล้วก็ยึดติดกันเต็มไปหมด พ่อครูว่า...ก็ไม่ค่อยเห็นท่านแจกอัตตา 3 นี้มากนัก ก็อยู่ใน ล.9 ข้อ 302 1. การยึดครองหรือได้ตัวตนวัตถุภายนอก (โอฬาริกอัตตา ฯ) 2. การยึดครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ปั้นรูปสัญญา ไม่อาศัยวัตถุภายนอกหยาบๆ แล้ว (มโนมยอัตตา ฯ) 3. การยึดครองหรือได้อัตตาที่หารูปมิได้ หรือรูปละเอียดที่ปั้นสำเร็จขึ้นด้วยสัญญา (อรูปอัตตา ปฏิลาโภ) . (โปฏฐปาทสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 302) ก็อย่างท่านเดินดินว่า ไม่เห็นอาจารย์ไหน เอาอัตตา 3 นี้มาเรียนกัน ในวิสุทธิมรรค ก็ไม่เห็นมีใครอธิบายอัตตา 3 ในเรื่องของไตรลักษณ์ มันมีสามัญลักษณ์ กับปัจจัตลักษณ์ สามัญลักษณ์ คือแบบที่ใครๆก็รู้กัน แต่วิสามัญคือปัจจัตตลักษณ์ เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ ที่ตนเองปฏิบัติ จนได้บรรลุผลของตนเองจริงๆ

ผู้ที่นั่งหลับตาอยู่ในภพ มีแต่สัญญา ไม่ได้เอามากำหนดรู้ภายนอก มีแต่กำหนดรู้ภายใน ไม่ใช้ ไม่ได้ฝึกกำหนดรู้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ได้สำเร็จด้วยสัญญาที่กำหนดรู้ จนเป็นปัญญา ตามที่อาตมาได้อธิบายว่า สัญญาเรียนรู้ จนเป็นปัญญาตามองค์ 6 ล.14 ข้อ 258 ความสมบูรณ์ ความบริบูรณ์ จึงแตกต่างกัน ผู้ที่ไม่ปฏิบัติภายนอก ก็มีแต่ภายใน มีแต่สัญญา ไม่ครบ 2 ส่วนทั้งภายนอก ภายใน ไตรลักษณ์แบบสามัญลักษณ์ กับไตรลักษณ์แบบปัจจัตลักษณ์นั้นต่างกัน แบบสามัญลักษณ์ ก็รู้กันได้ทั่วแต่ว่า ปัจจัตลักษณ์นั้น ต้องสัมผัสนอก และใน ให้รู้ครบ บรรลุของตนจริง ผู้ที่ไม่ได้ล้างจากภายนอก มาเป็นลำดับ ก็จะไม่เห็นด้วยกันกับ ผู้ที่ปฏิบัติถูกตรงด้วยกัน เป็นหนึ่งเดียว ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิด้วยกัน มีสัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ พูดอย่างไร ก็จะลงตัวด้วยกัน เป็นสัจจะหนึ่งเดียว แต่ถ้าผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างเดียวกัน พูดอย่างไรก็มี 2 อย่าง ยิ่งคนมีอัตตามานะหยิ่งผยอง ก็จะยิ่งเป็นสอง ผู้ที่บรรลุแบบสัมมาทิฎฐิ ที่เป็นปัจจุบัน ยืนยันจากภายนอก ด้วยกันได้ด้วย แต่ถ้านั่งหลับตา จะยืนยันด้วยกันไม่ได้ ยืนยันทีไร ก็เป็นสองอย่าง แต่ถ้ารู้ด้วยกันจากภายนอก มีอารมณ์ที่หมดกิเลสอย่างไร ก็พูดด้วยกันได้ และที่สำคัญต้องอยู่เป็นปัจจุบัน บรรลุในปัจจุบัน ไม่ใช่ในอดีต หรืออนาคต ถ้าเข้าใจอย่างนี้ก็จะรู้ว่า การนั่งหลับตา เป็นการปฏิบัติที่ไม่บริบูรณ์ เพราะอยู่ในอดีต ในอนาคต เป็นส่วนใหญ่ ตามพรหมชาลสูตร เป็นมิจฉาทิฏฐิ 62 อย่าง ผู้ที่จะเข้าใจว่า เป็นมิจฉาทิฐิอย่างไร ไม่ง่าย ซึ่งสัมมา ต้องเป็นปัจจุบัน และมีภายนอก ภายในพร้อมกันเลย ไม่ได้แยกกันนะ ภายนอก ภายใน สัมผัสเดี๋ยวนี้ ก็รู้ทันทีเดี๋ยวนี้ ตากับจิตนี่ มันเร็วยิ่งกว่าแสง ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ก็รู้ได้เร็ว ยิ่งกว่าแสง เพราะฉะนั้น มันจึงเป็น E=mc 2 +A และ A คือ abstract เป็นนามธรรม เป็นกาละเดียวกัน ตรงกันของปรมัตถ์ ปรมัตถ์นั้น มีทั้งภายนอก ภายในนะ สายลืมตาปฏิบัติ จะแยกอาการของกาย จะมีความละเอียดลออ ที่จะรู้จักการแยกอาการของกายได้ ทั้งภายนอก และภายใน จะเห็นแจ้งว่า กายนี้คืออ าการแค่ไหน จิตคืออาการแค่ไหน เป็นอย่างไร และที่สำคัญแยกพีชนิยาม แยกเป็นจิตนิยามอย่างไร พระพุทธเจ้ารู้ นิยาม 5 อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ซึ่งมีหลักฐานในวิสุทธิมรรค ไม่มีในพระไตรปิฏก ในทางเถรวาท เป็นศิษย์อาจารย์กัสสปะ ทางมหายานก็เป็นศิษย์ทาง มหากัจจายนะ แม้แต่สารีบุตร ก็มหายานเขานับถือมาก ทางเถรวาทจะนับถือกัสสปะ ท่านมีธุดงค์ออกป่า เข้าถ้ำ ก็เป็นไปตามจริต ความชอบ ส่วนจริตอย่างปัญญา แบบพระสารีบุตรก็อีกแบบ ผู้ที่เป็นสายปัญญา จะเข้าใจแบบ เจโต แบบเข้าป่า เข้าถ้ำได้ง่าย เพราะไม่ได้ลึกซึ้งอะไร มันง่ายกว่า จึงปฏิบัติได้ก่อนเลย ไม่ยากอะไร คนที่ภูมิยังไม่ถึงเข้าโลกุตระเลย ก็ยังปฏิบัติได้ คนทั่วไปก็นั่งปฏิบัติ แบบหลับตากันเต็มไปหมด บอกว่าเป็นอาริยะ แล้วจะรู้จักโลกุตรธรรมที่ไหน สรุปอีกทีหนึ่ง นั่งหลับตา จะเจริญแต่อดีต กับอนาคต จะรู้มากมาย หรือครบอย่างไร ก็มีแค่อดีต 18 อนาคต 44 ไม่มีมากกว่านี้ อนาคต 44 นี้ รวมเอาปัจจุบัน 5 อย่างไปด้วย แต่เป็น 5 อย่าง ของกาม 1 และฌาน 4 เป็น 5 ในภพของภายในตักกะ ไม่ใช่พ้นโดยสัมผัสภายนอกกามคุณ 5 แต่พ้นแบบอุปาทาน ฌานที่ท่านเสพ ก็เป็นฌานมีภพชาติ แบบหลับตา ในปัจจุบันของการนั่งหลับตามี ฌาน 1 2 3 4 ก็ปัจจุบัน แล้วก็เข้าใจกาม ในการหลับตา ก็สะกดจิตตนเองเก่ง ก็ระงับได้ แล้วนึกว่าตนเองบรรลุ แต่ที่จริงเป็นการสะกดจิตตัวเองได้เก่ง เพราะการนั่งหลับตานั้น ไม่มีกาม แล้วไม่รู้ว่าตัวเองได้ฌาน 4 ก็เป็นฌานฤาษี ไม่ใช่ฌานลืมตา เขานั่งหลับตาก็มีฌาน 1 2 3 4 เหมือนกัน เขาว่าเวลาจะวิปัสสนา ก็ลดมาฌาน1 เขาก็ทำได้ในปัจจุบันนั้นแหละ แต่มันอยู่ในภพ ไม่ได้รับรู้ข้างนอก ฌาน เขาก็มีกามที่ถูกกดได้สนิท ก็นึกว่ามีฌาน อาตมาแยกทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5 นี้ ในพรหมชาลสูตร ที่ 5 นี้รวมกับอดีต อนาคต 39 แล้ว 5 นี้ รวมไปอีกเป็น 44 ไม่ใช่ง่ายที่จะแยกอธิบาย ส่วนของพระพุทธเจ้าลืมตาปฏิบัติ ไม่ใช่ในทิฏฐิ 62 นี้แต่ 5 ลืมตาอยู่ข้างนอก ดับกามภพก่อน แล้วก็ดับรูปภพ อรูปภพ อย่างลืมตา มีฌาน 1 2 3 4 เช่นกัน จรณะ 15 ในข้อที่ 12 13 14 15 ก็เป็นฌาน 1-4 แบบลืมตาปฏิบัติ ฌานทั้ง 4 ก็ลืมตาปฏิบัติ ถามจริงๆ พวกเราฟังแล้ว ใครฟังแล้วยังสับสนอยู่ยกมือ ….. ก็มีไม่มาก มันไม่ง่าย เราก็ยังสับสนอยู่ แต่บางคน พอรู้บ้างแล้ว มันไม่ง่าย ขนาดอธิบาย อย่างละเอียดลออแล้ว พวกเราก็มีพื้นฐานทั้งนั้น พื้นฐานที่สัมมาทิฏฐิ

แยกกายแยกจิตชัดๆ ทีนี้มาแยกกาย แยกจิตกันชัดๆ ฝ่ายหลับตาปฏิบัตินั้น ไม่มีทางจะแยกกาย แยกจิตได้ นอกกายจริงๆนะ ต้องมีภายนอก แต่หลับตาแล้วไม่มีภายนอก ตัดทิ้งไปเลย หลับตาปฏิบัติ ไม่มีทางแยกกาย แยกจิตได้บริบูรณ์ เพราะทิ้งภายนอก ผู้ที่นั่งหลับตา คิดเอาเองทั้งนั้น ไม่ได้สัมผัสอยู่ในปัจจุบันใดๆ ไม่เอากายสัมผัสภายนอก ไม่มี ซึ่งเป็นการตัดกาม คิดเอาเองในภพทั้งนั้นเลย ว่าเป็นเรื่องของกาม เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วบอกว่า ฉันไม่มีแล้วตอนนี้ ก็คือคุณสะกดจิตเอาไว้ แต่พอลืมตาออกมา พูดแล้วจะหาว่า ไปซ้ำเติมอาจารย์มหาบัว ก็ยังกินหมาก ปากเต็มเ ยิ้มไปหมด สายหลับตา ก็กินหมากกันปากเปรอะ มีทิฏฐิมานะอัตตาด้วย ก็ติดไปอย่างนี้แหละ วิธีแยกกาย แยกจิต แบบเห็นภายนอก พร้อมกันทั้งรู้ภายใน จะไวมาก จิตมันเร็วกว่าแสง อ่านภายนอกและรู้ภายในด้วย ผู้ที่ปฏิบัติธรรมนั้น จิตจะไวมากโดยเฉพาะมีปัญญา จิตธรรมดาก็เร็วกว่าแสงแล้ว ผู้ที่เคยไปดวงจันทร์มา ไปเหยียบดวงจันทร์มา เมื่อตอนนี้ เขาระลึกถึงดวงจันทร์ จิตของเขาก็ไปถึง ตรงนี้ที่เราเคยเหยียบ มันเร็วกว่าแสงนะ เราไปเหยียบมาแล้ว ดวงจันทร์ไกลขนาดนี้ นีล อาร์มสตรอง แกไปเหยียบมาแล้ว จะให้ระลึกถึง ตรงที่เคยไปเหยียบก็ได้ทันที มันเร็วกว่าแสง แสงเดินทางเร็ว สามแสนกิโลเมตรต่อวินาที หลายวินาทีกว่าแสงจะเดินทางถึง แต่ใจคนนี่ เร็วกว่ามาก แค่คิดถึงบ้านที่กทม. แสงก็เดินทางช้ากว่าจิตคุณ เห็นไหมว่า จิตคนเร็วกว่าแสง คุณเองก็พิสูจน์ได้ ลองส่งจิตไปที่บ้าน มันก็เดินทางเร็วกว่าแสง

มาพูดถึง ความเป็นกาย ให้ชัด ซ้ำแล้วซ้ำอีก ถ้าคุณไม่เข้าใจในเรื่องของ อุตุนิยาม พีชนิยาม และจิตนิยามอย่างดี อธิบายกาย เป็นอย่างไร ก็ยากจะเข้าใจ ยาก อุตุคือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มีธาตุรู้เลย มันเป็นก้อนหินได้อย่างไร พลังงานอื่นทำให้มันอยู่เป็นก้อนหิน ตัวมันเองไม่รู้เรื่อง มันมีส่วนที่เป็นพลังงานดูด ในตัวมันเองบ้าง เพราะจะมีพลังงานทางฟิสิกส์ พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า มันจะมีในตัวมัน พลังงานดูดมันก็มีบ้าง เป็นธรรมชาติธรรมดาของสสาร แต่มันไม่เก่งเท่าไหร่หรอก ธาตุอื่นผลักดันมัน ทำให้มันรวมตัวกัน มันจัดสรรตัวมันเองไม่ได้ ตามที่ต้องการ มันไม่มีตัวต้องการของมันเองด้วย มันมีพลังงานฟิสิกส์ ที่ดูดกันไม่มากนัก พลังงานสลายตัวเองก็ไม่มากนัก ตามสัจจะ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่มันมี แต่มันไม่มีตัวเองเลย ไม่มี ISH ไม่มี I ไม่มีประธาน จะรวมตัวสามเส้า ก็มีพลังงานเกิดเป็นวงจร ไม่ครบสามมิติ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน