600331_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พรหม 20 ชั้น.docx
เนื้อหาในไฟล์
600331_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พรหม 20 ชั้น
สมณะฟ้าไทว่า… วันศุกร์ที่ 31 มีนาคม 2560 ที่บ้านราชฯ เมื่อวานพ่อครูได้เทศนา ทิฏฐิ 62 ในเรื่องทิฏฐิที่เกิดจากการฝึกเจโตสมถะ ที่ไม่เป็นสมาธิแบบพุทธ ที่จะมีการ ปรุงแต่งสังขารอย่างอภิสังขาร พ่อครูปรุงแต่งได้อย่างมาก มีพลังงานเหลือเฟือ อาตมาถ้าปรุงอย่างพ่อครู ก็จะทำไม่ได้นานอย่างพ่อครู พ่อครูไม่ได้เทศนาอย่างเดียว แต่ยังเขียนหนังสือธรรมะไปด้วย ละจากการเขียน ก็มาเทศนาเลยต่อเนื่อง
พื้นฐาน กรรมฐานที่เราควรเรียนรู้คือ เวทนา (ความรู้สึก) ต้องขจัดเวทนาเทียมที่ไม่ใช่เวทนาแท้ออก เช่น อันนี้แตงโมสีเขียว เห็นเหมือนกันก็เอาไว้ ส่วนความชอบ หรือ ไม่ชอบ ก็เอาออกไป พ่อครูพูดถึงอดีต อนาคต ปัจจุบัน เราควรทำปัจจุบัน แต่ไม่ใช่อย่างสะกดจิต แม้เป็น ปัจจุบันก็ตาม ก็ไม่เป็นจริง อธิบาย ทิฏฐิ 62 ที่บัญญัติว่าโ ลกและอัตตา เที่ยงกับไม่เที่ยงมี 4 อย่าง คือ
พระพรหม พรหมพ่อ(เที่ยง) พรหมลูก(ไม่เที่ยง) ขิฑฑาปโทสิกะ(ไม่เที่ยง) ไม่เป็นขิฑฑาปโทสิกะ(เที่ยง) มโนปโทสิกะ(ไม่เที่ยง) ไม่เป็นมโนปโทสิกะ(เที่ยง) พวกคิดตรรกะในทวารนอก(ไม่เที่ยง) ในทวารจิต(เที่ยง) SMS วันที่ 30 มีนาคม 2560
_0424รักบุญนิยมทีวีรักชาวอโศกทุกคน นมัสการหลวงพ่อครับ ธัมมี่ควรถูกสึก แม้ไม่พบตัวก็สึกได้ พ่อครูว่า…ผู้มีหน้าที่ เขาก็กำลังดำเนินการอยู่
_6601ลูกมีคำถามอยากถามพ่อครูค่ะ ว่าลูกอยู่กับแม่อายุ 90 แต่แม่เป็นคนใจร้อน ใจเร็ว อารมณ์เสียตลอดเวลา ใครทำงานให้ไม่ทันใจ ไม่ถูกใจก็ด่า และบ่นว่าอยากตาย และพูดว่าอยากให้มีคนมาดูแล แต่ลูกๆก็มาไม่ได้ เพราะเค้าก็มีภาระของเขา บางทีท่านบ่นอะไรมากๆ ลูกก็อดจะสวนกลับคืนไม่ได้ แต่บางทีก็เฉยได้ ทำอย่างไรค่ะ จะไม่หงุดหงิดกับเสียงบ่นเสียงด่า ลู
อ่านต่อ
กยอมรับค่ะ จิตลูกยังไม่เข้มแข็งพอ อยากได้ความเมตตาแนะนำ จากพ่อครูด้วยค่ะ
พ่อครูว่า…คุณ 3867 คงเห็นไลน์นี้แล้ว ตอบแทนอาตมาไปว่า _3867ขออนุญาตินำธ.พุทธทาส เกี่ยวกับคนชราที่เป็นโรคจิต เกิดจากอัตตามาก ก็เอาใจตัวมาก ฤาตามใจตัวมาก เหยียดคนอื่นมาก ไม่อยากให้ใครมาเทียบ จึงขัดแย้งกับลูกหลาน กลายเป็นเหยื่อโรคจิตของคนชรา! จงต้อนรับคนชราด้วยการลดอัตตา! _3867ปย.สุขแห่งการละอัตตาให้ ลดลงด้วยธรรมให้มากขึ้น โดยเฉพาะวัยสูงอายุวัยชรา จะรอดอัมพาตฤาพ้นทุกข์ยามแก่ได้ ด้วยธรรมลดอัตตากันเถิด!ธ.พุทธทาส
_3867พ่อครูเคยสอนธ.นิมิตตังสาธุรูปานังกตัญญูกตเวทิตา ว่าพ่อแม่ที่ขาดศีลธ.เป็นมิจฉาทิฐิ สอนให้ลูกหลานกตัญญูไม่ได้! แต่ลูกหลานมีศีลธ. ปฏิบัติสัมมาทิฐิกตัญญูรู้คุณ ต่อพ่อแก่แม่ชราได้!
_3867ความกตัญญูกตเวที คือสภาพจิตที่รับรู้ความดี! ยินดีกระทำความดีโดยศรัทธามั่นใจ! คนมีกตัญญูจึงไม่ลบล้างทำลายความดี! ไม่ลบหลู่ผู้ที่ทำความดีมาก่อน! เพียรพยายามรักษาความดีไว้เป็นพื้นฐาน ในความประพฤติปฏิบัติของตนเอง! พระบรมราโชวาทในหลวงฯ พ่อครูว่า…เป็นการทำใจที่ไม่เอาแต่เรื่องลบ เอาแต่เรื่องบวก ก็ได้อย่างหนึ่ง
_0529การหลุดพ้นจากเวียนว่ายตายเกิดคือ การที่เราสามารถปลดปล่อยตัวเอง จากการที่ต้องไปเกิดในอบายภูมิทั้ง 6ได้แก่ 1.เทวโลก 2.โลกอสูร 3.มนุษย์ภูมิ 4.เดรัจฉานภูมิ 5.เปรตภูมิ 6.นรกภูมิ จิตญาณจะต้องไปเกิด อยู่ในภพภูมิใด ก็ขึ้นอยู่กับ"กรรม"หรือการกระทำของแต่ละคน กราบเรียนพ่อครูเมตตาขยายความ พ่อครูว่า…จิตมนุษย์คือใจสูง เป็นกลางๆ คือ ใจสูงอย่างโลกียะหรือโลกุตระก็ได้ ส่วน จิตเทวะก็มีตั้งแต่ สมมุติเทพ อุบัติเทพ วิสุทธิเทพก็ได้ อันนั้นเป็นคติ 5 ในพระไตรปิฎก ล.11 พรหมโลกก็คือเทวโลก เราก็เอาตามโบราณาจารย์เก่าแก่ ท่านว่าไว้ ทวน เทวโลก 6 คือสวรรค์ 6 ชั้น เป็นโลกที่ยังมีภพภูมิอยู่ เป็นสวรรค์ ต้องไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก กลาง ว่าง ก็คือพรหม ขนาดนั้นก็มีมิจฉาทิฏฐิ ที่เป็นพรหมอยู่ พรหมที่แจกเอาไว้ 20 ชั้น สวรรค์ 6 ชั้นที่โบราณาจารย์เก่าแก่รู้มา เป็นนรก เข้าใจแล้วก็ล้างอาการ เรียนรู้อาการของสวรรค์ต่างๆ ก็จะไม่ขยายความตอนนี้
ทีนี้ไปดูที่ พรหม 20 ชั้น ประกอบด้วย
รูปพรหม 16 ชั้น
1. พรหมปาริสัชชาภูมิ 2. พรหมปุโรหิตาภูมิ 3. มหาพรหมาภูมิ 4. ปริตตาภาภูมิ 5. อัปปมาณาภาภูมิ 6. อาภัสราภูมิ พวกสว่าง 7. ปริตตสุภาภูมิ 8. อัปปมาณสุภาภูมิ 9. สุภกิณหาภูมิ พวกดำ (ท่านแปลว่า พวกมีรัศมีดำงามกระจ่างจ้า) ก็คือไปหลงความดำ (กิณหะ) หลงว่าเป็นสิ่งน่าได้ น่ามี(สุภะ) เป็นของงาม ของควรได้อยากได้ ไปหลงความดำ ว่าเป็นสิ่งน่าได้ 10. เวหัปผลาภูมิ 11. อสัญญีสัตตาภูมิ ห้าชั้นต่อไป เป็นสุทธาวาส คือที่อยู่ที่บริสุทธิ์ เป็นเรื่องของอนาคามี ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ แต่ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิก็เป็น ภพชาติ ไป 12. อวิหาสุทธาวาสพรหมภูมิ ท่านแปลว่า ผู้ไม่เสื่อม วิหาหรือเวหาคือฟ้า คือผู้ไม่ละไปเร็ว ผู้คงอยู่นาน หลงในภูมิที่ตนเองได้นั่นแหละ 13. อตัปปาสุทธาวาสพรหมภูมิ คือพวกหลงเป็นภพชาติ แต่ไม่ทำความเดือดร้อนแก่ใคร 14. สุทัสสาสุทธาวาสพรหมภูมิ ท่านแปลว่า เหล่าท่านผู้งดงามน่าทัศนา 15. สุทัสสีสุทธาวาสพรหมภูมิ เหล่าท่านผู้มองเห็นชัดเจนดี ทัสสาคือมรรค ทัสสีคือผล 16. อกนิฏฐสุทธาวาสพรหมภูมิ เหล่าผู้ไม่มีความด้อย หรือเล็กน้อยกว่าใคร อาตมาชอบแปลว่า ไม่เป็นน้องใคร สิ่งเหล่านี้เป็นความหลงยึด เป็นภพชาติทั้ง 16 ชั้น ในรูปพรหม 16 ชั้น
อรูปพรหม 4 ชั้น
1. อากาสานัญจายตนภูมิ 2. วิญญาณัญจายตนภูมิ 3. อากิญจัญญายตนภูมิ 4. เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ฌานโลกีย์ คือนั่งหลับตา เข้าไปสู่สภาพความว่าง แล้วก็มารู้สึกอาการว่าง ก็เพ่งที่ภาวะตัวเองอยู่เป็นภายนอก เป็นภพภูมิที่ตนสิงสถิต ไม่ใช่ตัวเอง ว่าสภาวะว่างเป็นอย่างนี้ จะนั่งหลับตาหรือลืมตาก็ได้ เป็นอากาสา ว่างโล่งสบายไม่มีอะไรติดขัดเลย ฝึกว่างแบบลืมตา ติชนัทฮันห์ก็ว่างลืมตา ส่วน ธัมมชโยนั้น สะกดจิตบ้างใส ตื่นลืมตาก็ ปั้นภพชาติ ภาพแสงสีเสียงเส้นสาย รูปแบบเยิ้มยอด ปรุงแต่งผสมผเส จนอาตมาเรียนศิลปะมา ไม่เคยคิดปรุงแต่งหนักหนาสาหัส อย่างธัมมชโยเลย ถ้าแกเรียนศิลปะ แล้วเอามิจฉาทิฏฐิ ไปหลงตนว่าเป็นศิลปิน ซึ่งที่จริงศิลปะคือมงคลอันอุดม โลกีย์จะยิ่งสร้างภพชาติ ธัมมชโยปรุงแต่ง create design มาแบบบ้าๆบอๆ แบบไม่เคยมี แกก็สร้างจนได้ แล้วเอามาหลอกคน ให้หลงตาม มากมาย เป็นฐานะอันไม่ควร วิภูสนัฏฐานา มีภพชาติ วิมานบ้าบอ นับไม่ถ้วน แกก็ทำไปตามประสา และทำไปอย่าง...อาตมาว่าเอาตามประสาเขา ปรุงแต่งเช่นชุดมหาลดาปสาธน์ เอาขนนกยูง มาประดับตกแต่งตาม สกุลของแม่ชีจันทร์ ขนนกยูง อาตมาไม่เชื่อว่าจะใช่ คนไปปั้นภพชาติเป็นรูปพรหม ส่วนอรูปพรหมนั้นใสสว่าง สว่างอย่างไม่สิ้นสุด เป็นลำเป็นแสง อย่างพรหมปาริสสัชชา เป็นพรหมบริวาร ส่วนปุโรหิตา เป็นพรหมชั้นครูอาจารย์ เป็นนายกับบ่าวก็ได้ ก็สูงสุดเป็นปุโรหิตา เป็นครูมหาพรหม ก็ไปเล่นคารมว่า ครูไม่ใหญ่ ใช้ภาษาตลบแตลงไว้ ป้องกันตัวเองไว้ กันไว้หมด เหลาะแหละ ตอแหล แล้วก็ทำไป บอกว่าไม่จริงจัง แต่ทำจริงจัง จนคนหลงตาม แต่แกพูดกันไว้ว่าฝันๆ ใช้ภาษาโวหารยิ่งกว่า
ปริตตะแปลว่าน้อย แปลว่าผู้มีรัศมีน้อย อัปปมาณาภา เป็นผู้มีรัศมีประมาณไม่ได้ มากไม่มีสิ้นสุด อาภัสรา สว่างใสๆๆๆๆ
ปริตตสุภา คือแม้แสงน้อย ก็น้อยอย่างดี อัปปมาณสุภา คือแม้มากไม่สิ้นสุด ก็มากอย่างดี สุภกิณหาภูมิ ตีลังกากลับไปเป็นดำ ตรงกันข้ามกับสว่าง พวกนั่งหลับตาสะกดจิต จะทำได้สองนัย คือพวกหลับตาดำปี๋ อย่างสายอาจารย์มั่น ส่วนสายธัมมชโย ก็หลับตาสะกดจิต ทำให้เกิดสว่าง ที่จริงความมืดดำ ไม่น่ายินดี แต่กลับไปยินดี ซับซ้อน
เวหัปผลาภูมิ ก็คือพวกสว่างลอยฟ่องฟ้าไปเลย สว่างจนพร่าพรายไปหมด อสัญญีสัตตาภูมิ คือพวกสุภกิณหา ดับดำเลย ดับธาตุรู้ ดับเจตสิก
12. อวิหาสุทธาวาสพรหมภูมิ คือพวกไม่รู้จักแดนสูง พวกหลง 13. อตัปปาสุทธาวาสพรหมภูมิ อันนี้อยู่แต่กับตัวเอง ไม่ยุ่งกับใคร ไม่เกี่ยวกับใคร อยู่แต่กับตัวเอง อันหนึ่งไปหาความมี ความสูงส่งเป็นตัวตน กับอีกอันหนึ่งไม่มี ดับ ก็ได้ 14. สุทัสสาสุทธาวาสพรหมภูมิ คือมากขึ้นต่างกัน ท่านแปลทัสสะ แปลว่าเห็น แปลว่างดงามน่าทัศนา 15. สุทัสสีสุทธาวาสพรหมภูมิ คือทัศนาอย่างชัดแจ่มแจ้ง ก็มีความต่างเป็นมุมเหลี่ยม 16. อกนิฏฐสุทธาวาสพรหมภูมิ อันนี้ใครจะยอดอย่างไร อันนี้ยอดกว่าเพื่อน เป็นการหลงภพชาติ หลงตัวตน ใหญ่เหลือเกิน
เป็นภพชาติทั้งนั้น ลักษณะต่างๆนี้ ว่างทั้งนั้น ว่างอย่างใสกับว่างอย่างไม่มี สว่างขาวเหมือนสิ่งนั้นไม่มีเลย ในแสงสว่างขาว คุณเอาแถบสีต่างๆมาเลย แล้วเอามาใส่แกนหมุนให้เร็วที่สุด สีต่างๆจะค่อยๆเป็นเทาเป็นขาวจน ไม่เห็นสีอื่นนอกจากสีขาวเลย แสงจะทำลายความมีสีเหล่านี้ อวิหาฯ นี่เป็นสภาพเช่นนี้ ส่วนพวกที่มี นี่ดำ ทุกอย่างเอามาผสม หมกไว้ในนี้หมด ดำเมี่ยม ดำมิด ดำปะริดปิ๊ดปี๋เลย แข็ง พวกนิโรธดำ พวกนี้จะใช้ศัพท์แทนพวกสว่าง ว่าพวกหลุดพ้น แต่พวกดำนี่ เป็นพวกนิโรธ ดับ พิสูจน์เลย ถ้าเอาแถบสีต่างๆ มาหมุนให้เร็ว ก็จะสุดท้ายขาวหมด ไม่มีสีอื่นเลย ส่วนพวกอกนิฏฐฯ นั้นใหญ่กว่าใครเลย อย่างในโรหิตัสสสูตร คนเขาถามว่าที่สุดแห่งโลก จะไปถึงได้ที่ไหน...พรหมก็บอกว่า ข้านี่แหละใหญ่ ไม่มีใครเทียบ...ถามเซ้าซี้ก็ตอบว่า… ข้านี่แหละใหญ่ไม่มีใครเทียบ... จนพรหมก็จับแขนไปต่อว่า ว่าถามอย่างนี้ได้อย่างไร เราตอบไม่ได้ เราจะขายหน้า ต่อหน้าลูกศิษย์บริวาร เจ้าควรไปถามพระพุทธเจ้า
แม้ที่สุดอรูปพรหม 1. อากาสานัญจายตนภูมิ คืออาการจิตว่าง เป็นภพอรูปภพ เป็นภพไม่มีแสงสีเสียง เป็นอุปาทาน เป็นสภาพมโนมยิทธิ เป็นภพชาติ 2. วิญญาณัญจายตนภูมิ เป็นมโนมยิทธิ เป็นภพชาติเช่นกัน 3. อากิญจัญญายตนภูมิ อันนี้ต้องกำหนดรู้อาการกิเลส ตั้งแต่หยาบไปถึงละเอียด จนนิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มี ก็สภาพที่ไล่มาตั้งแต่ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ก็จะไม่ให้เหลือแม้น้อยนิด จะขนาดธุลีละออง เล็กขนาดไหน ก็ต้องรู้ให้ได้ แล้วก็ทำให้ไม่มีให้ได้ นิดหนึ่งก็ไม่ให้มี 4. เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ เป็นการกำหนดรู้ เนว เป็นภาคเสธ จะว่ารู้ก็ไม่ได้ไม่รู้ก็ไม่ได้ รู้ก็ยังไม่เต็ม ไม่ได้ต้องเต็ม ไม่รู้ไม่มี ต้องรู้ ต้องรู้ให้หมด เนวสัญญา สัญญาต้องกำหนดรู้ให้หมด ไม่รู้ไม่ได้ นาสัญญาคือสัญญาต่างๆ ธาตุรู้ต้องรู้หมด ไม่รู้ไม่ได้ นาสัญญา ก็กำหนดสิ่งที่จะถูกรู้ต่างๆ หยาบ กลาง ละเอียดทุกอย่าง ซ้อนที่อากิญจัญ ต้องรู้ กำหนดรู้ หนึ่งรู้ สองตัวที่จะถูกรู้ไม่มีอะไรที่ไม่ถูกรู้สูงสุด อายตนะคือสะพานเชื่อมต่อสองสิ่ง อันหนึ่งตัวรู้ อันหนึ่งตัวถูกรู้ ก็มีธรรมะสอง นี้ที่สุดแห่งที่สุด พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ คือพ้นอวิชชาสวะ หรือพ้นอวิชชานุสัย คนที่พ้นอาสวะก็พ้นแล้ว แต่จะมีผู้ที่พ้นเกิน ถือว่าสิ่งน้อยเล็กเกินแล้วคืออนุสัย อา คือตัวภาคเสธ สว แปลว่ามี แปลว่าตัวตน แต่นี่อนุ แปลว่า น้อยนิด อ แปลว่าไม่ นุ แปลว่าไม่ ก็ไม่มีตัวตน หรือตัวตนที่ไม่มีตัวตนแล้ว อาสวะ เป็นภาคเสธ จึงหยาบกว่าอนุสัย อาสวะ 10 อนุสัย 7 อปฏิฏะกับกามแล้วไปภวราคะ ส่วนพอเป็นอนุสัย ภวราคะ ในอนุสัย 7 เป็นตัวที่ 6 เลย 1. กามราคานุสัย (ความดึงดูดกำหนัดในกาม) 2. ปฏิฆานุสัย (ความผลักไส ขัดเคือง ขึ้งเคียด) 3. ทิฏฐานุสัย (ความยึดถือความเห็นเป็นตนของเรา) 4. วิจิกิจฉานุสัย (ความลังเลสงสัย ทำให้เนิ่นช้า) 5. มานานุสัย (ความถือตัวทั้งหลาย) 6. ภวราคานุสัย (ความใคร่อยากในภพละเอียด) 7. อวิชชานุสัย (ความไม่แจ้งในอริยสัจ) (พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 11)
อสุระ คือจิตไม่กล้า ขี้กลัว กายคือองค์ประชุมรูปนาม ถ้าแยกกายแยกจิตไม่ออก จะไม่มีทางพบนิพพาน กายนั้นขาดภายนอกไม่ได้ แต่มีอายตนะ ต่อไปถึงภายในด้วย ไม่ขาดจากภายนอก แต่ไปเรียนภายใน กายนั้นพระพุทธเจ้าว่า คือจิต มโน วิญญาณ แต่ไม่ขาดจากภายนอกด้วย
มูลกรรมฐาน 5 กับกาย กรรมฐาน 5 ผม ขน ฟัน เล็บ ผิวหนัง ก็มีกายและไม่มีกาย
เรามาเข้าใจว่า อันไหนติดกับเราอยู่ เป็นชีวะอยู่ แต่ไม่ใช่กายแล้ว เราก็จะไม่มีจิต เราก็ยังมีอาหารวิตามินไปเลี้ยงดูส่วนนั้นอยู่นะ เล็บก็ยาวไปสดอยู่ แต่ถ้าตัดขาดออกจากเรา ไม่ใช่กายแน่ ไม่ต้องอธิบายต่อ ถ้าเรายังยึดว่าเป็นเราก็แย่ แต่ถ้านี่แม้ติดกับเรา ก็ไม่ใช่ตัวเรา เพราะไม่มีกาย ตอนนี้เราพยายามให้ชัดว่า กายนี้ไม่มีเวทนา กายนี้เป็นพีชะ ที่เนื่องต่อกับเรา เหมือนพืชได้รับอาหาร แต่ไม่มีเวทนาไม่มีความรู้สึก และที่ยาวออกมาพ้นประสาท ไม่ใช่กายเราแล้ว เราตัดทิ้งก็ไม่รู้สึกไม่เจ็บ ก็ไม่ทุกข์ มันไม่ใช่กายเราแล้ว แต่ถ้ากายเป็นจิตก็รู้สึกนะ ถ้าไปอ่านกายเป็นภายนอก มันไม่มีเวทนา แต่มันมีชีวิตเป็นพีชนิยาม ไม่ใช่อุตุเพราะโตได้มีชีวะ แต่ถ้าตัดขาดออกไปเป็นอุตุ เป็นดินน้ำไฟลม อันนั้นไม่ใช่กายเรา เข้าใจง่าย แต่นี่มันมีจิตอยู่ด้วย แต่จิตนั้น มันเป็นธาตุพีชะ ตามสภาพของมันเอง มันเอาอาหารไปทำเล็บได้ แต่ไม่มีประสาท พีชนิยาม ไม่มีความรู้สึก ไม่มีเวทนา ตัดเมื่อไหรก็ไม่เจ็บ แต่ผิวหนังนี่ รู้ได้ยากกว่า เพราะเนียนติดไปกับตัวเรา ระบบประสาท นิพพาน คือทำพลังงานที่เป็นพีชะอยู่กับตัวคุณ จิตของคุณทำให้ไม่มีเวทนาที่เป็นอาการสุขทุกข์ อาการนั้น ถือว่าไม่ใช่กาย ไม่ใช่กายในจิต เพราะมันไม่มีเวทนา มันเป็นแค่พีชนิยาม เราไม่เรียกพืชว่ามีกาย เราไม่เรียกกายของแตงร้านหรือมะเขือเทศ อย่างเก่งเราเรียกร่าง เพราะกายเป็นภาษาจำเพาะว่าเป็นสอง และต้องรู้ว่า เรากำหนดเอาภายนอกภายใน กำหนดสิ่งถูกรู้ หรือตัวรู้ หรือประธาน คนจะสามารถรู้อาการของนิพพาน คืออาการของไม่มีเวทนา และเวทนาคือธาตุรู้ที่รู้อยู่ ถ้าเป็นพีชะ จะไม่มีเวทนา ต้องทำจิตให้เป็นพีชะ ที่ไม่มีสุขทุกข์ ชอบชัง ไม่มีเวรภัยกับใคร แต่มาเป็นสัตว์ มีดูดผลัก รักชัง พยาบาท พลังงานที่จะพัฒนา เป็นจิตนิยาม จะต้องเรียน อุปจยะ สันตติต่อไป อ่านพลังงานของตัวเองนี่แหละ เราควรเติมต่อไป ถ้าไม่เติมก็สูญได้ ถ้าตัดก็ชรตาได้ มีแต่เสื่อมไปหาศูนย์ ไปจบอนิจตา อุปจยะ ก็เกิด สันตติ จะต่อหรือไม่ เป็นพระเจ้า จะให้เกิดหรือให้ดับได้ เป็นพระเจ้าเอง สั่งเองได้ ถ้าตัดสันตติแล้วปรินิพพานได้ อรหันต์จะเข้าใจพลังงานจิตเจตสิกของเรา ละเอียดทั้งหมด แล้วทำได้ ผู้นี้จะจบพลังงานอัตตภาพ ของตนได้สำเร็จ ไม่มีการเกิดอีก สูญนิรันดรเลย ดินน้ำไฟลม ธาตุฟิสิกส์ที่มี ก็จับตัวกันใหม่ เป็นพีชะ จนเป็นจิตนิยามใหม่ ก็ไม่ใช่คุณแล้ว สัญญาเก่ายกเลิกหมดแล้ว คุณจะเริ่มเป็น primary cell secondary cell ต่อไปเลย ความเป็นตัวตน อัตภาพใดล้มเลิกจบ ไม่มีอีกได้ ที่เป็นสุดยอดความรู้ของพระพุทธเจ้า ที่เอามาให้คนศึกษา แล้วทำได้ ภาวะธรรมที่เป็นจิตนิยาม หรือพีชนิยามก็ได้ จะมีทุกข์มีสุข ก็เป็นแบบกำหนดเอง เป็นเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา ใครแยก เนกขัมสิตะอุเบกขา กับ เคหสิตะอุเบกขา ว่ามีลิงคหรือเพศ ว่าต่างกันอย่างไร แล้วไม่ให้มี เคหสิตะอุเบกขา ไม่ให้มีอย่างต่อเนื่องตลอด ยิ่งสูงสุดเลย จะให้มันดูดบ้าง เพื่อมาใช้งาน จะให้มันมีบ้างได้ คำว่าไม่มีกับมี ที่สุดเหมือนคนตลบแตลงกลับกลอก ไหนว่าไม่มีได้เด็ดขาด แต่ทำไมมี นี่คือมีชนิดที่ไม่มีตัวเองแล้ว
พยัญชนะมีห้าวรรค ากเหง้าของภาษาบาลี วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ
ย เป็นต้นแรกของเศษวรรค ย คือตัวต้นที่ไหนว่าหมดแล้วไง สย จึงเป็นเศษยิ่งกว่า สก สก นี่ยังหยาบ สย อาศัยใช้เรียก อาสยะ หรือ สว ตัว ว เป็นเศษ เป็นตัวกลางของเศษวรรค ย คือตัวต้นเหมือนคุณ อปจยะ ส่วนคุณจะให้แค่เป็นสว สย เป็นตัวปลายสุด สว เป็นพากเศษ ส่วน สก เป็นตัวเต็ม ถ้าอวิชชาจะเป็น สก เต็มรูปเลย แม้แต่ สก กาย คือสักกายะ องค์ประชุมรูปนาม สก ก็ไม่มีปัญญารู้ ตัวแรกที่จะต้องลดคือ สักกายะ สว คือรูปอัตตา ส่วนอรูปอัตตาคือ สย มีหลักฐานยืนยัน พวกนี้อาตมาไม่ได้บัญญัติ พระพุทธเจ้าองค์ใด บัญญัติมาไม่ทราบ อาตมาไม่รู้จริงๆ
ภาษาไทย ไปขยายจากภาษาบาลีเขา ค.ควาย เขามีในภาษาไทยดีๆ ก็ไม่พอใจ บอกว่าเป็นควาย ไม่ใช่คน มาใช้ร่วมกันได้อย่างไร ก็เติม ฅ.ฅนเข้าไป แต่เสร็จแล้ว เขาก็ไม่ใช้กัน สมน้ำหน้า อุตส่าห์ตั้งไว้ แต่เขาไม่ใช้ ย ร ล ว ส ห ฬ ส คือตัวเอาไปใช้ ร่วมกันเขาหมดเลย เป็นความปรุงแต่งสร้างสรร ตัว ว.อยู่กลาง เต็มรูป ว หรือ ภ เป็นตัวเต็ม ตัว ร.เรือ เป็นตัวกลาง ระหว่าง ยรล สามตัว ร ล ฬ ส่วน ฬ นี้มีหางนะ ส่วน ล.ลิงยังดิ้นไปมา ตัว ส.นี้ เอาไปรวมกันอย่างอื่นไปหมด สักกะนี้ใหญ่ ไม่มีใครเท่า ส่วน สวะ นี่เศษแล้ว พวกสวะ
ในภพภูมิ 31 ภพภูมินี้ ต่ำที่สุดคือ อบายภูมิ 4 นิรยะ หรือนิรกะ นิรกะ ต่างกับ นิรยะ คือตัวก็ ก. กับตัว ย. นร แปลว่า คน นรยะ คือนิรยะ ถ้าเน เป็นภาคเสธ บางทีใช้เน เช่น เนว เอว เหว คำว่าเหว คือตัวมีธาตุความจริง (ห.หีบ) อ.กับ น. ปฏิเสธทั้งคู่แต่ต่างกัน ถ้า อ. ไม่ใช่พยัญชนะ แต่น.เป็นพยัญชนะ ตัวพยัญชนะคือ น มีน้ำหนักกว่า อ. การปฏิเสธด้วย น มีน้ำหนักมากกว่า อ. พยัญชนะพวกนี้เที่ยงกว่า เขาไม่เปลี่ยนแปลง เป็นของตาย มันไม่มีชีวิต ภาษาบาลี เขาว่าเป็นภาษาที่ตายแล้ว ไม่ดิ้นแล้ว
เบื้องต้นเรากำลังพูดถึงพรหมชาลสูตร สามัญผลสูตร อัมพัฏฐสูตร สามัญผลสูตร รวมหลักทฤษฎีต้นๆใหญ่ๆ ของพระพุทธเจ้าเลย เป็นของพระพุทธเจ้าทั่วไป โครงสร้างทั่วไปเลย คนปฏิบัติได้คือสมณะ หรือเป็นสามัญทั่วไป แปลว่าสุดยอดก็ได้ คือสมณะ คือผู้สงบของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่อย่างอื่น
ประเด็นของศีลกับวินัย พระพุทธเจ้าองค์ใดไม่รู้ บัญญัติ จุลศีล 26 มัชฌิมศีล10 มหาศีล 7 คือหลักเกณฑ์ที่ใช้ปฏิบัติ ไปจนถึงเป็นพระพุทธเจ้า ในประเด็นของความหมาย พระพุทธเจ้าว่า ใครจะชมเราเบื้องต้น ให้ชมว่าเรามีศีลก็ยังต่ำนัก แต่ศีลนี่แหละสูงนัก จะเรียกคนเป็นอาริยะได้ต้องมีศีล ประเสริฐได้ต้องมีศีล ผู้ไม่มีศีลแม้ข้อเดียวคือเดรัจฉาน ศีลเป็นเครื่องชี้บ่งว่า คุณจะเป็นเดรัจฉานหรือมนุสโส คือจิตสูงแบบโลกีย์หรือโลกุตระ ถ้าไม่สูงอย่างโลกุตระ ก็คือปุถุชน อาริยะนี้ เริ่มต้นไม่เอาสูงไม่เอาต่ำมาหา 0 แต่รู้จักสูงรู้จักต่ำ เหนือชั้นกว่าสูงกับต่ำ จะรู้ และก็ทำตามจริง สูงมากสูงน้อย ต่ำมากต่ำน้อย มีอีกกี่ระดับได้ แล้วใช้หรือร่วมกัน อย่างรู้จักการประมาณ มัตตัญญุตา ทำให้เป็นไปเท่าที่ควร พอเหมาะพอดี คำว่าพอเหมาะพอดี สุดท้ายจึงใช้พยัญชนะว่า ปโหติ ติ เป็นตัวจบ สรุปสุดท้ายคือ ป กับ ห คือปโห ป คือทำ ให้เป็น ห คือของแท้ ปหะ หรือ ปโห พอเป็น ปหิตะ คือตั้งลง
ที่ใช้สื่อสารกับพวกเรา ก็คือใช้พยัญชนะพวกนี้ พระวินัยเป็นหลักเกณฑ์ ที่มีอาชญา มีบทลงโทษ เช่นพระวินัยข้อแรก คือเรื่องปราชิก คือผู้แพ้ ปาระ กับ อชิกะ คำว่าอชิกะ แปลว่าผู้ไม่ชนะ ปาระ แปลว่าฝั่ง รวมปาราชิกคือ ผู้ที่ข้ามฝั่งไม่ได้ วินัยข้อ1 ร้ายแรงที่สุด ศีลข้อ1 เยี่ยมยอดที่สุดเลย ตรงกันข้าม ปาราชิกวินัยข้อ1 ใน 4 คือผู้ตายไปจากศาสนา แต่ศีลคือผู้เกิดเป็นอาริยะ ผู้จะเป็นอาริยะ คือต้องมีศีล ตั้งแต่ข้อ 1 ศีลข้อหนึ่งนั้นสำคัญ เพราะต้องเป็นผู้รู้จักชีวิต พีชะไม่มีเวทนา ใครจะฆ่าจะทำลายก็ไม่มี หรือเปล่า แต่สัตว์ที่เริ่มต้นเป็นชีวิต ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว ก็อย่าไปทำลายมัน ทั้งที่มันไม่รู้ตัวมันเอง แต่มันมีภาวะดูดดึงแล้ว แต่ก็ต้องระวัง แต่สัตว์เซลล์เดียว ไม่มีพลังดูดผลักอะไรมากหรอก บางคนบอกว่า ไม่ทำแม้เซลๆเดียว ถ้ายังงั้นเชื้อโรค ก็อย่าไปฆ่ามัน พวกเชน บอกว่าไม่ได้… สัตว์เล็กสัตว์น้อยไม่ทำ ถ้าจะเอาขนาดนั้น ก็แล้วแต่ แต่พระพุทธเจ้า ให้เสียสละส่วนน้อย เพื่อรักษาส่วนใหญ่ นี่เป็นปรัชญาอันยิ่งใหญ่ เสียสละส่วนน้อยที่เป็นเรา หรือบางทีส่วนใหญ่ที่เป็นเรา
ศีลยิ่งใหญ่กว่าวินัย ตรงที่ศีลพาไปดี แต่วินัยเป็นอาญา มีลงโทษ ส่วนศีลนั้นไม่มีลงโทษ หากทำตามก็เจริญ เริ่มศีล 5 จึงครบ กาย วาจา ใจ
จบ https://www.youtube.com/watch?v=M2Stihsgvs4