600118_เทศน์ก่อนฉัน ศีรษะอโศก สังคมคนจนที่ขาดทุนแบบผู้เจริญ.docx
เนื้อหาในไฟล์
600118_เทศน์ก่อนฉัน ศีรษะอโศก สังคมคนจนที่ขาดทุนแบบผู้เจริญ
พ่อครูว่า...วันพุธที่ 18 มกราคม 2560 วันนี้ก็โคจรมาที่ ชุมชนศีรษะอโศก ถือว่าเป็นชุมชนแห่งแรก ของชาวอโศกก็ได้ ตั้งแต่ท่านสันตจิตโต กับอัคควัณโณ มาปักกลดที่ป่าช้าแห่งนี้ ต่อมามีพวกเรา คือท่านมนาโป กับท่านสุทธิญาโณ ก็ไปปักกลด ที่ป้าช่าโคกเดื่อ ก็เป็นศาลีอโศก จากนั้นจึงเกิดสันติอโศกตามมา กลายเป็นชุมชน ชุมชนที่เราเรียกได้อย่างภาคภูมิเต็มปากว่า เป็นชุมชน เป็นคนที่มารวมตัวกัน มีชีวิตอยู่ในสังคม มีพฤติกรรมสังคม มีสัมมาอาชีพ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ อยู่ในร่องรอยของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้ตรัสสอนไว้ อาตมาภาคภูมิใจมาก ที่ได้มานำพาคนให้มีชีวิต มามีพฤติกรรมชีวิตอยู่กันอย่าง เป็นสัมมาอาชีพ พระพุทธเจ้าสอนเรื่องสัมมาอาชีพ ว่าให้งดเว้นมิจฉาชีพ 5 ระดับ อาตมาสามารถพาคน ให้พ้นมิจฉาชีพ ระดับที่ 5 เลยภาคภูมิใจมาก ซึ่งศาสนาพุทธ เดี๋ยวนี้ได้ผิดเพี้ยน ไม่ไขหูแล้ว มิจฉาชีพ 5 ข้อที่ละเอียดที่สุดคือ ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา คือคนเรายังมีอาชีพ ที่รับรายได้แลกเปลี่ยน เอามาให้แก่ตัวเอง คือมีลาภที่ให้แก่ตัวเอง อาตมาก็พามาพ้นข้อนี้ได้ ทำงานโดยไม่เอา สิ่งแลกเปลี่ยน ผลผลิต ของตน ทำงานฟรี ทุกคนอยู่ในชุมชน แล้วก็ทำงานฟรี เอาเข้าส่วนกลาง บริหาร กิน ใช้ ร่วมกัน ไม่มีใครยักไว้เป็นของตน ของบ้านตน เอามาให้ส่วนกลาง พ้นมิจฉาชีพข้อที่ 5 ได้ อาตมาภาคภูมิใจมาก ทำจนเป็นชุมชน เป็นพุทธสถาน พวกเราก็อาจอยู่บ้าน แล้วก็มาเป็นบางเวลา แต่ก่อนไม่ได้รวมเป็นชุมชน อย่างเช่นทุกวันนี้ ต่อมาเริ่มมารวมตัวเป็น บ้าน วัด ที่ปฐมอโศก เราไปซื้อที่มาจัดทำ พอเริ่มต้น ก็เป็นชุมชนสาธารณโภคีเลย ตอนนั้น อาตมาก็ยังไม่มีความรู้ เรื่องสาธารณโภคี แต่ก็เป็นรูปรอยอย่างนั้น ทุกคนทำงานได้ผ
อ่านต่อ
ลผลิต ก็เอามารวมกัน กิน ใช้ ร่วมกันส่วนกลาง ต่อมาอาตมาก็มาเห็น คำตรัสของพระพุทธเจ้า ในสาราณียธรรม 6 ข้อที่ 4 ว่ามี ลาภธัมมิกา เอาลาภมารวมกัน แล้วกินใช้ร่วมกัน เป็นสาธารณโภคี ก็จึงชัดเจนว่า สังคมของพระพุทธเจ้า มาปฏิบัติแล้ว จะมารวมกัน เป็นสังคมอย่างนี้ เป็นสุดยอดกว่าคำว่าเผด็จการ สุดยอดยิ่งกว่า คำว่าคอมมิวนิสต์ หรือประชาธิปไตย เป็นสุดยอดของเผด็จการ หรือคอมมิวนิสต์ หรือประชาธิปไตย แม้จะเป็นเผด็จการ มีคนใดคนหนึ่งมีอำนาจสูงสุด แต่คนนั้น ก็ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง เรียกว่า เป็นเผด็จการที่เป็นประชาธิปไตย เป็นผู้มีอธิปไตย เป็นอธิปไตยโดยธรรม จะเป็นหัวหน้าใหญ่ มีสิทธิเด็ดขาดอำนาจบัญชา พูดอันใดเป็นอันนั้นก็ตาม แต่ผู้ได้รับยกย่อง เป็นเผด็จการนั้น ก็เป็นผู้ทำงานเพื่อประชาชน ไม่ได้ทำเพื่อตัวตน หรือจะเป็นแบบคอมมิวนิสต์ มีคณะบริหารที่มีอำนาจสิทธิ์ขาด จะเลือกใคร มาเป็นคณะบริหารก็ได้ ไม่ให้ประชาชนมาเลือกตั้งออกเสียง จนที่สุดเป็น ประชาธิปไตย เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง จะเป็นระบอบใดก็ตาม ถ้าพฤติกรรมของผู้บริหารนั้น ทำเพื่อประชาชน ทำเพื่อส่วนรวมจริงๆ ไม่ได้ทำเพื่อเห็นแก่ตัว เพื่อพรรคพวกของตัว อย่างนี้ถือว่า เป็นธรรมาธิปไตย สุดยอดแล้ว ศาสนาพุทธสอนคนให้เป็นแบบนี้ คำว่าสาธารณโภคีนี่แหละ คือประชาธิปไตย ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ไม่ได้ทำเพื่อคณะใด แต่ทำเพื่อส่วนรวม เราทำมาได้นี่ประสพผลสำเร็จแล้ว เป็นสังคมที่ซ้อนในประชาธิปไตย ของประเทศไทย ที่เราทำนี่เป็น ชุมชน มา ธิปไตย ไม่ใช่รัฐฐาธิปไตย เป็นอธิปไตยของชุมชน มีส่วนกลางบริหาร ไม่มีใครทำเพื่อตัวเอง เป็นผลสำเร็จที่ซ้อนในประเทศไทยได้ ประเทศอื่นจะมีอย่างนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ อาตมามีความรู้ ไม่ได้เอามาจากสำนักไหน อาจารย์ไหน รับมาจากพระพุทธเจ้าโดยตรง เกิดชุมชนชาวอโศกหลายสิบชุมชน ก็ล้วนแล้วอยู่แบบ สาธารณโภคีทั้งสิ้น ถือว่าอาตมาประสบความสำเร็จ ในการทำงานศาสนา ในการทำงานการเมือง การเมืองคืองานศาสนา อย่างที่คานธีบอกไว้ว่า ถ้าไม่สถาปนาศาสนาไว้ในการเมือง การเมืองนั้นก็เป็นการเมืองที่ล้มเหลว การเมือง ต้องมีธรรมะ นักการเมืองทุกคนต้องเป็นนักธรรมะ แต่ ทุกวันนี้ เขาตัดการศาสนา ออกจากการเมือง บอกว่า ธรรมะอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ก็เท่ากับบอกว่า การเมืองอย่าไปยุ่งกับธรรมะ เมื่อไม่เกี่ยว ก็ไม่มีธรรมะ ก็เป็นการเมืองที่ไร้ซึ่งธรรมะ ก็เป็นการเมืองที่เลว เขาตัดศาสนา ไม่ให้ยุ่งกับการเมือง การ กุศล การศาสนา ต้องไม่ยุ่งกับการเมือง นี่คือผลสำเร็จ ของการเจาะช่องทาง ให้ตัวเองเลวลงๆ อย่างสำเร็จของการเมือง อย่างนี้การเมือง จึงเลวลงๆ อย่างที่เห็น ทุกวันนี้ก็ดีขึ้น ขนาดนั้นก็ยังมีนักการเมือง ที่กันธรรมะ ไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยว กับการเมืองอยู่ดี เมื่อไหร่เชื้อชั่ว ความคิดชั่วๆ ของนักการเมืองแบบนี้ จะหมดไปจากประเทศ
จะอ่าน sms เมื่อวานนี้ วันที่ 17 มกราคม 2560 _0851614xxx "แท้ที่จริงจิตวิญญาณ มิใช่ของแตกของทำลาย แลไม่ใช่ของสูญหาย ดังนั้นใครอยากสวย ให้รักษาศีล อยากรวยให้ทำทาน อยากปัญญาชาญให้ภาวนา" #หลวงปู่ฝั้น ตอบ...ขออภัย อาตมาก็อยากวิจารณ์ว่า นี่คือมิจฉาทิฏฐิเต็มบ้อง อยากสวยให้รักษาศีล อยากสวยก็เป็นกามราคะ อยากรวยให้ทำทาน การทำทานให้สละออก แล้วมันจะรวยได้อย่างไร คือพูดค้านแย้งกับสัจจะ ก็เป็นคำหลอกลวง ไม่จริงใจ กลายเป็นความหมายว่า เราให้ทานก็จะรวยในอนาคต มันไม่เที่ยง เป็นเรื่องเพ้อฝัน อยากเก่งให้ภาวนา พูดอย่างนี้ อาตมาเข้าใจหลวงปู่ฝั้น เข้าใจการภาวนาอย่างไร คำว่าภาวนา แปลว่าเกิดผล แต่เข้าใจเพี้ยนว่า ภาวนาคือการปฏิบัติ ให้ไปนั่งปฏิบัติ แล้ววิธีปฏิบัติ ให้ไปนั่งหลับตาสะกดจิต นี่คือความเสื่อมโทรม ของศาสนาพุทธ อย่างบริบูรณ์ถ้วนหมดแล้ว หมดเชื้อสัมมาทิฏฐิทั้ง ทาน ศีล ภาวนา แล้วยกยอหลวงปู่ฝั้น ว่าเป็นอรหันต์ นี่คือภูมิปัญญาทางธรรม ของพุทธศาสนา ของคนไทย ในลมหายใจเฮือกนี้ ปัจจุบันนี้ อาตมาก็ขอยืนยันว่า เห็นอย่างนั้น เป็นมิจฉาทิฏฐิ พูดไปโดยจ ริงใจ ตรง ซื่อ ไม่ได้ไปคิดข่ม ดูถูก ดูแคลน หรือเหยียดหยามอะไร แต่พูดความจริง เชิงความรู้วิชาการให้เข้าใจ อาตมาพูดผิด ก็อย่าเชื่อ ถ้าเห็นว่าอาตมาพูดถูก ก็ศึกษาค้นคว้าต่อไป เอาไปปฏิบัติ สิ่งที่ตำหนิ เราก็ต้องติ สิ่งที่ถูกก็ต้องว่าถูก นิคคัณเห นิคคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง แต่สิ่งที่ถูก ก็ไม่ค่อยมีให้กล่าว ก็เลยกล่าวตำหนิสิ่งผิดเสียมาก
_0893867xxx นมก.พ่อครูเคยบอกสมาธิหลับตา มีปย.ที่เป็นอุปการะมาก ถ้าเพียรฝึกสมาธิเจโตสมถะ ฤาฝึกการดับจากการเรียนรู้ทันอารมณ์ ที่เป็นวิตกวิจาร ปิติ สุข อุเบกขา จนลดละวางได้ นี้คือสมาธิแบบพุทธแท้ถูกไหม? ตอบ..ไม่ถูก อาตมาไม่ได้สอนอย่างนี้ทีเดียว พระพุทธเจ้าตรัสว่า สมาธิหลับตา เป็นอุปการะอย่างมาก ไม่ใช่ทางเอก ต้องเข้าใจคำอุปการะกับทางเอก ให้ชัด ถ้าเข้าใจอย่างสมาธิที่มีปัญญา ก็จะรู้ว่าช่วยอย่างไร
_0893867xxx พ่อครูเคยสอน สมาธิที่เป็นฌานแบบลืมตา ต้องฝึกผัสสะเป็นปัจจัย โดยรับรู้กับทุกสิ่งที่มากระทบทวาร 5 โดยทำจิตหมดสิ้นนิวรณ์ 5 ได้ ทุกขณะคิดพูดทำ ตรงตามมรรคองค์ 8 จึงจะเรียก สัมมาสมาธิแบบพุทธแท้ ถูกตรงไหม? ตอบ..ถูกต้อง
นั่งหลับตาปฏิบัติไม่มีวันได้นิพพาน _0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูกับธรรมะ อาฬารดาบส กาลามโคตร ผู้กลายเป็นอรูปพรหม คือผู้เข้าถึงอรูปฌานฤาพรหมในอรูปภพ สาธุ! สื่อฟ้าศิลป์ ถ้าผู้น้อยเรียกมิถูก! กราบขออภัยสาธุ ตอบ..ถูกต้อง ก็ขอขยายความว่า สองฤาษีใหญ่ในป่า อาฬารดาบสกับอุทกดาบส ที่พระพุทธเจ้าท่านเข้าไปปฏิบัติธรรม แบบเข้าป่า ตามโลกเขานิยม เป็นลิงลมอมข้าวพอง ยุคนี้ก็นิยมเช่นนั้นเหมือนกัน ไปเข้าป่า ทำแบบฤาษี พระพุทธเจ้าตอนออกบวช ก็เข้าไปศึกษากับอาจารย์ทั้งสอง อาฬารดาบส ปฏิบัติธรรมได้แค่ ฌาน 7 อากิญจัญญายตนฌาน คือดับปี๋ นิดนึง น้อยนึง ก็ไม่มีความรู้สึก ไม่มีความรับรู้อะไร ท่านก็ไปปฏิบัติได้เก่งเท่ากับอาจารย์ อาจารย์ก็บอกว่าดีมาก มีความรู้เท่ากับอาจารย์ เข้ามาช่วยการบริหารเถอะ ช่วยกันสร้างลูกศิษย์ พระพุทธเจ้าได้ฟัง ท่านก็ว่าไม่ได้เรื่องอะไร ท่านทำตามเดี๋ยวเดียวก็ได้แล้ว เล็กน้อยมาก แล้วท่านก็ว่าไม่ใช่ทาง ไม่เป็นไปเพื่อนิพพานเลยทางนี้ พระพุทธเจ้าท่านก็เลยหลีกไป ท่านตรัสในโพธิราชกุมารสูตร ล.13 ข้อ 489 ว่า …ดูกรราชกุมาร อาฬารดาบส กาลามโคตร เป็นอาจารย์ของอาตมภาพ ยังตั้งให้อาตมภาพผู้เป็นอันเตวาสิกไว้เสมอตน และยังบูชาอาตมภาพ ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง ด้วยประการฉะนี้. อาตมภาพนั้น มีความคิดเห็นว่า ธรรมนี้ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับสนิท เพื่อสงบระงับ เพื่อความรู้ ยิ่งเพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ย่อมเป็นไปเพียงให้อุปบัติ ในอากิญจัญญายตนพรหม เท่านั้น. อาตมภาพไม่พอใจธรรมนั้น เบื่อจากธรรมนั้น แล้วหลีกไปเสีย. เมื่อพระพุทธเจ้า ปฏิบัติกับอุทกดาบส อีกไม่นานไม่ช้า ก็ทำได้เลย ตามที่อุทกดาบสบรรลุ ... ครั้นแล้วอาตมภาพ จึงเข้าไปหาอุทกดาบส รามบุตร แล้วได้ถามว่า ดูกรท่านรามะ ท่านทำธรรมนี้ให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเอง บรรลุแล้วประกาศให้ทราบด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ. เมื่ออาตมภาพกล่าวเช่นนี้ อุทกดาบส รามบุตร ได้ประกาศเนวสัญญานาสัญญายตนะ. อาตมภาพมีความคิดเห็นว่า ท่านรามะเท่านั้น มีศรัทธาหามิได้ ถึงเราก็มีศรัทธาท่านรามะเท่านั้น มีความเพียร ... มีสติ ... มีสมาธิ ... มีปัญญาหามิได้ ถึงเราก็มีความเพียร ...มีสติ ... มีสมาธิ ... มีปัญญา อย่ากระนั้นเลย เราพึงตั้งความเพียรเพื่อทำธรรม ที่ท่านรามะประกาศว่า ทำให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วบรรลุธรรมนั้นให้แจ้งเถิด. อาตมภาพได้ทำให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วบรรลุธรรมนั้นโดยฉับพลัน ไม่นานเลย. ครั้นแล้วอาตมภาพ เข้าไปหาอุทกดาบส รามบุตร แล้วได้ถามว่า ดูกรท่านรามะ ท่านทำให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเอง บรรลุธรรมนี้แล้ว ประกาศให้ทราบ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หรือ อุทกดาบส รามบุตรตอบว่า ดูกรอาวุโส เราทำให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเอง บรรลุธรรมนี้แล้วประกาศให้ทราบ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อาตมภาพได้กล่าวว่า ดูกรอาวุโส แม้เราก็ทำให้แจ้งชัด ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง บรรลุถึงธรรมนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้. อุทกดาบส รามบุตรกล่าวว่า ดูกรอาวุโส เป็นลาภของเราทั้งหลาย เราทั้งหลายได้ดีแล้ว ที่เราทั้งหลายได้พบ ท่า นสพร หมจารีเช่นท่าน รามะทำให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเอง บรรลุถึงธรรมใดแล้วประกาศให้ทราบ ท่านก็ทำให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเอง บรรลุถึงธรรมนั้นอยู่ ท่านทำให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเอง บรรลุถึงธรรมใด รามะก็ทำให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเอง บรรลุถึงธรรมนั้นแล้วประกาศให้ทราบ ดังนี้ รามะรู้ยิ่งธรรมใด ท่านก็รู้ธรรมนั้น ท่านรู้ธรรมใด รามะก็รู้ยิ่งธรรมนั้น ดังนี้ รามะเช่นใด ท่านก็เช่นนั้น ท่านเช่นใด รามะก็เช่นนั้น ดังนี้ ดูกรอาวุโส บัดนี้เชิญท่านมาบริหารหมู่คณะนี้เถิด. ดูกรราชกุมาร อุทกดาบสรามบุตร เป็นเพื่อนสพรหมจารีของอาตมภาพ ตั้งอาตมภาพไว้ในตำแหน่งอาจารย์ และบูชาอาตมภาพ ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง. อาตมภาพ มีความคิดเห็นว่า ธรรมนี้ไม่เป็นไปเพื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับสนิท เพื่อสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เป็นไปเพียงให้อุปบัติ ในเนวสัญญานาสัญญายตนพรหม เท่านั้น. อาตมภาพไม่พอใจธรรมนั้น เบื่อจากธรรมนั้นหลีกไป. พ่อครูว่า...การนั่งหลับตาสูงสุดได้แค่ อรูปฌาน 7 กับ 8 ได้แค่นั้น มันก็ชัดเจนว่า ยุคนี้ได้ยึดมิจฉาฌาน มิจฉาสมาธิ เป็นของพุทธแล้ว ก็สรุปว่าพุทธได้มิจฉาทิฏฐิเต็มรูป ขออภัยที่อาตมาได้พิสูจน์อย่างจริงๆ เอาตามพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสไว้ และเอาพฤติกรรมจริง ในวงการศาสนาพุทธ ในประเทศขณะนี้ ตามที่ท่านแปล ในพระไตรปิฎก คุณจะยืนยันตามพระไตรปิฎก หรือเอานอกพระไตรปิฏก ใครยืนยันนอกพระไตรปิฏก ก็เป็นสิทธิของท่าน อาตมายืนยันว่า เอาตามในพระไตรปิฎก อาตมาขอยืนยันว่า การหลับตาทำสมาธิ ไม่เป็นของจริงของพระพุทธเจ้า แต่พวกคุณเองก็ยืนยันจะทำแบบนั้น พระพุทธเจ้าตีทิ้งอรูปฌาน 7 กับ 8 แม้ความแตกต่างระหว่าง ภูมิ อากิญจัญญายตนะ กับเนวสัญญานาสัญญายตนะ มันเป็นอาการ ลิงค นิมิตอย่างไร ก็ได้อธิบายมาไม่รู้กี่ที อากิญจัญญายตนะ คือนั่งหลับตาเข้าไปแล้วจะต้องดับ ดับไม่ให้รู้เรื่องอะไร เรียกว่า อากิญจัญ คือไม่ให้รู้สึก แม้นิดหนึ่งน้อยหนึ่ง ดับเวทนา ไม่มีอะไรกำหนดรู้ แม้สัญญาก็ถูกดับไปด้วย จึงเรียกว่า ดับทั้งสัญญา และเวทนา ดับอย่างพาซื่อ สัญญา มีหน้าที่กำหนดหมายรู้ ส่วนเวทนา เป็นอารมณ์ของตน แต่ไปดับ มันก็เลยเป็นอสัญญีสัตว์ ดับก็คือ ไม่มีธาตุรู้ทำงานในขณะนั้น อาฬารดาบส เข้าไปอยู่ในภพนั้น ดับได้ถึงขั้นนี้แล้ว นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มี เขาก็นึกว่าสูงสุดแล้ว เป็นนิโรธ คือดับจิตเช่นนี้ เขาก็ปฏิบัติอย่างชำนาญ แคล่วคล่อง ว่องไว ทั้งทำได้นาน และทำได้เร็ว ได้เก่ง แต่ต้อง ทำเอาอยู่ตลอ ดเวลานะ มีความรู้สุดยอดอยู่แค่นี้ อาฬารดาบส ส่วนอุทกดาบส มีความรู้สูงกว่านี้ พบว่ามันก็ยังมีการระลึกรู้อยู่ อยากจะให้ดับอย่างถาวร มันก็ยังมีแวบขึ้นมารู้ แต่ความละเอียดลออ ที่จ ะไหวรู้ มีปฏิภาณรู้ว่า มันไม่ดับอย่างเดิมนะ มีแวบ มีตัวรู้สึกแวบ อุทกดาบส มีปฏิภาณไหวพริบดี รู้แล้วจับได้ สะกดจิตนานเท่าใด มันก็ต้องมีการรู้ตัว ตอนใดตอนหนึ่ง ไม่ได้ดับไปตลอดกาล แต่ก็ยังเข้าใจว่า การดับคือสะกดเข้าไปอีก ได้เท่านี้ เมื่อมันแวบ ก็สะกดเข้าไปอีก แวบอีกก็สะกดอีก จะได้นานเท่าใด มันแวบมาเมื่อใด ก็สะกดอีก อุทกดาบสก็ได้เท่านี้ แต่สะกดให้ตายก็ไม่เที่ยง จะนานเท่าใดก็แล้วแต่ ดีไม่ดีสะกดข้ามวันเลย ดับไปไม่รู้สึกตัว พอข้ามวัน มีผู้บอกว่า ทำได้ถึง 7 วัน แล้วมันก็จะตื่นมารู้อีก ดับตลอดกาลไม่ได้ เพราะฉะนั้น จึงโมฆะ เข้าไปนิโรธว่าคือสะกดจิตดับ ไม่ใช่ ไม่ได้แยกอาการจิตออกว่านี่อกุศล กับกุศลจิต ทำให้อกุศลจิตดับ นิโรธ หมดไปอย่างสนิท จิตกุศลดับไปอย่างสนิท ไม่เหลือเลย ไม่กลับมาอีกเลย นี่คือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ของพระพุทธเจ้ า จึงมีวิธีการอย่างไม่ต้องไปนั่งหลับตา สะกดจิต แต่อาตมาพูดไป เขาไม่ฟังหรอก เพราะอาตมา ไม่มียศศักดิ์ ตำแหน่ง หน้าที่ อะไรมารับรองเลยว่าเป็นผู้รู้ รู้อย่างอาตมาเขาไม่ยอมรับนับถือ ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ ไม่มีตำแหน่ง เขาติดยึดอยู่ในตำแหน่งยศศักดิ์ ครูบาอาจารย์ แถมอาตมารูปไม่หล่อ พ่อไม่รวย ก็เลยหมดท่า ไม่มีใบรับรอง ไม่มีใบปริญญาอะไรสักอย่าง เป็นคนสิ้นไร้ไม้ตอกจริงๆ แล้วพวกคุณก็มานั่งฟังอาตมา มายอมรับนับถือได้ ทำไม? อาตมาหลอกล่อด้วยวิธีใด ถึงมาได้ขนาดนี้ ...ตอบว่า เอาความจริงมาหลอก จึงมาได้ ใครรับรอง ว่าที่เอามาหลอกคือความจริง? มีบันทึกในพระไตรปิฏก ผู้ใดอ่านพระไตรปิฎกแตก ก็จะเข้าใจอย่างที่อาตมารู้ ผู้ใดเข้าใจออกนอกความจริงไปเท่าไหร่ ก็ไม่รู้เท่านั้น แต่อาตมาว่า อาตมาอ่านพระไตรปิฏกแตก แตกคำนี้ ย่อมาจากแตกฉานนะ ไม่ใช่แตกระเบิด พูดไปพูดมา ก็ยกย่องตัวเองอีก นี่ก็เป็นเรื่องขยายความจาก sms
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ฌาน 1-4 แบบพุทธ _จาก .....ลูกหนอนใต้ต้นโพธิ์..... กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพค่ะ.. ที่พ่อครูสอนเรื่องปัจจุบัน ๕ ที่มี กาม 1 (กามคุณ 5 รูป-ตา รส-ลิ้น กลิ่น-จมูก เสียง-หู สัมผัส-กาย) ตามมาด้วย ฌานอีก 4 คือ ฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 เป็นลักษณะปัจจุบัน 5 กามนั้นเป็นการปฏิบัติจากรูปภายนอก เมื่อเกิดผัสสะจากอายตนะ เกิดเวทนา เราก็รู้เห็นความจริง ตามความเป็นจริง ในเวทนา 108 แยกรูปแยกนาม ทำสังกัปปะ ตั้งแต่วิตก วิจาร ในฌานที่ 1 จนเกิดปิติ สุข จากอาการจางคลายของกิเลส ยังมีอุปกิเลส ในฌานที่ 2 มีสุขเหลืออีกเล็กน้อย เป็นเอกัคคตา มีอุเบกขาแล้ว แต่ยังเหลือเศษเสี้ยวนิดหน่อย ของโสมนัสเป็นฌานที่ 3 จนสุดท้าย ดับสุข ดับทุกข์ ดับโสมนัส โทมนัส เป็นอุเบกขาสมบูรณ์ ด้วยการกำหนดรู้ ทั้งภายนอกและภายใน เป็นทิฏฐธรรมนิพพาน ปัจจุบันจึงเป็น 0 เป็นการปฏิบัติแบบต้องลืมตา เมื่อเจอผัสสะเท่านั้น นั่งหลับตาปิดผัสสะ ไม่สามารถเกิดธัมมวิจัย ในปัจจุบันได้เลย ฉะนั้น เขียนเป็นสมการ ของการปฏิบัติในปัจจุบันธรรม คือ กาม(รูป)+ฌาน 1-4(นาม) = อุเบกขา(0) เป็นธรรมะ 2 ของการทำปัจจุบัน ใช่ไม๊คะพ่อครู..... กราบขอบพระคุณค่ะ ตอบ...ถูกต้องแล้ว คือ การปฏิบัติที่เป็นปัจจุบันธรรม มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นกามคุณ 5 ก็เกิดฌานเป็นนาม กามเป็นรูป จึงเกิดอุเบกขา ฌาน 1 คือ มีวิตก วิจาร ปีติ สุข วิตกคือการดำริขึ้นมา ในสังกัปปะ 7 จิตที่ดำริขึ้นมา จาร แปลว่าพฤติกรรม อาการจิตดำเนินดำริขึ้นมา ก็ตรวจสอบจากเวทนา ให้เห็นสมุทัย แล้วก็ปฏิบัติดับสมุทัย เมื่อดับสมุทัย พฤติกรรมจิตก็เป็น จาร ที่บริสุทธิ์ขึ้น กิเลสที่มี ก็หม ดไป เป็นวิ คือ ไม่กับยิ่ง วิจาร เป็นพฤติกรรมของจิต วิตก คือจิตเริ่มดำริขึ้นมา ถ้ามีกาม มีพยาบาท ก็จัดการจนเป็นจิตที่สะอาด วิจารที่วิเศษ แต่ทำฌาน1 ไม่เสร็จ มีวิตกวิจารอยู่ วิตกกับวิจารก็คู่กัน จัดการกาม กับพยาบาทให้หมดไป วิหิงสาค่อยว่ากัน จากนั้นในรูปภพ อรูปภพ เมื่อทำวิตกวิจารได้ ก็เหลือปีติ สุข เอกัคคตา ก็เป็นฌาน 2 3 4 ปีติเป็นอุปกิเลสที่สูงขึ้น ถือว่าเป็นกิเลส แม้จะดีใจที่ทำให้กิเลสลดได้ ปีติมีสองอย่าง แบบเคหสิตะ หรือปีติแบบเนกขัมสิตะ ปีติที่กิเลสได้มาบำเรอจิต ก็ดีใจชื่นใจ ได้เสพลาภ ยศ สรรเสริญ ได้บำเรอกิเลส กิเลสก็อ้วนขึ้น อ้วนขึ้น แต่เนกขัมมะ ปีติดีใจซ้อน ทำให้กิเลสลดได้ มันคนละทางกัน ดีใจที่แม้จะทำให้กิเลสลดได้ ก็เป็นเนกขัมสิตโสมนัสเวทนา ก็ยังเป็นอุปกิเลส จึงต้องลดปีติอีก ลดปีติได้ วิจารก็สะอาดขึ้น พฤติกรรมของจิต ก็สะอาดขึ้น ลดปีติได้ ก็เหลือสุข สุขนี้ก็กรึ่มอยู่ มันก็ยังเป็นอุปกิเลสอยู่ ลดสุขได้ก็เป็นอุเบกขา ให้มันเฉยลงไปมาก แม้สุขก็สุขนิ่งๆ ไม่โลดโผน แต่กระนั้น ก็ให้มันเบาบาง สงบลง อุเบกขากว่านั้น คนทำได้ ระงับสุขได้อีก ก็เหลืออุเบกขา กับเอกัคคตา คือจิตเป็นหนึ่งที่ อัคคะ อย่างยิ่ ง จิตอุเบกขา วาง อุเบกขา คือฐานนิพพาน คือไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่มีแม้ปีติ สุข เป็นฐานนิพพาน คุณอ่านอาการต่างๆ อาการสุขของฌานแบบนี้ อาการปีติของฌาน อาการวิตกของฌาน คุณอ่านอาการเหล่านี้ได้ โดยไม่ต้องหลับตาเลย แค่หลับตา ไม่มีอะไรสัมผัส ไม่มีอะไรกระตุ้น ให้อาการเหล่านี้ มันนิ่ง แล้ววิธีการสะกดจิต ก็ได้แต่สะกดจิต ไม่มีธรรมะวิจัยสัมโพชฌงค์เลย มันเป็น hypnosis สะกดจิตโดยตรง อาตมาพูดมา 46 ปีแล้วนะ คนฟังแล้ว ถ้าไม่มีปรโตโฆษะ ก็จะไม่โยนิโสมนสิการ แบบที่อาตมาพูดนี้ไม่ได้ คุณมนสิการ แบบนั่งหลับตาสะกดจิต แต่อาตมาก็บอกว่ามา มนสิการแบบเดินมรรค 7 องค์นี้ จะมีโลกุตระ 46 โลกุตระ 46 มีโลกุตระ 9 (โสดาบัน...ไปถึงอรหัตตผล และนิพพานอีก 1) ส่วนโพธิปักขิยธรรมอีก 37 รวมกับ 9 เป็น 46 อยู่ในพระไตรปิฎก ล.31 ข.620)
เนื้อหาธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นลึกซึ้ง
แบบคนจน กับขาดทุนคือกำไร _คุณอโศกศิลป์ สิ้นป่าโลกีย์ ถามว่า...การที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปกราบนมัสการ และถามปัญหาสนทนาธรรม ต่อพระเกจิอาจารย์ทั้งหลาย เป็นการไปแสวงหาอาจารย์ในป่า หรือเปล่าครับ ตอบ...ในหลวงไม่ได้ไปแสวงหาธรรมะ จากเกจิอาจารย์ในป่า ท่านก็ไปหาอาจารย์ ในยุคของท่าน ที่เขาลือกัน ว่าองค์ไหนที่น่านับถือ ท่านก็จำนน จำเป็น เพราะท่านเป็นในหลวง ในสังคมประชาธิปไตย ประชาชนเขานับถือกัน พระเหล่านั้น ปฏิญาณตนว่าเป็นอาจารย์ทางธรรม ท่านก็จำนน ท่านก็เป็นนักประชาธิปไตย ท่านก็ไปขอทราบภูมิ ของแต่ละอาจารย์ ท่านมาบำเพ็ญ ในหลวงองค์นี้ มาบำเพ็ญปางมหาชนก กับ เตมีย์ใบ้ ท่านก็รู้แล้วก็ไม่ว่าอะไร แต่ท่านก็มาตรัสของท่าน ดังที่อาตมา นำธรรมะของท่านมายืนยันว่า ธรรมะของท่านมาทำให้คนมาจน ตามกถาวัตถุ 10 อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวก อสังสัคคะ วิริยารัมภะ มาทำแบบคนจน แบบเศรษฐกิจพอเพียง นี่แหละคือ การมักน้อย สันโดษ ใจพอ มีวรรณะ 9 ในหลวงร.9 ไม่ได้ออกบำเพ็ญ หรือหาอาจารย์ในป่า แต่ไปทุกแห่งที่มีคนอยู่ ไม่ได้พาไปนั่งหลับตา เข้าป่าเข้าถ้ำ นี่คือพระจริยวัตร ที่ท่านทรงอยู่ ท่านเป็นอาจารย์ทางโลก เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ใช่อาจารย์ทางธรรม ก็สอน ก็แนะนำแบบทางโลก แต่ท่านไม่ได้ไปว่าใคร แต่หน้าที่อาตมา เป็นหน้าที่ว่าทางธรรมะ ไม่ใช่หน้าที่ในหลวง ในหลวงมีหน้าที่ว่านักบริหาร ท่านว่าอย่างผู้ดีที่สุด แต่คนเหล่านั้นไม่รู้เรื่อง อาตมาสงสารสังคมมนุษย์ยุคนี้มาก สัจจะที่เกิด ในหลวงจึงต้องทรงงานหนัก เพราะคนมันโง่ คนมันดื้อ คนมันไม่รู้เรื่อง แล้วปฏิบัติก็ไม่ได้ ท่านก็เลยต้อง ทรงอยู่คนเดียว เลยกลายเป็นว่าเหมือนท่านทำคนเดียว 70 พรรษา จึงปรากฏหลักฐานว่า เหมือนท่านทำอยู่คนเดียวในประเทศไทย นี่คือคำตอบ ตอนนี้ก็มายอมรับกันแล้ว ก็จะมาเอาตามท่าน ทำตามท่าน ก็ทำให้จริงนะ ค่อยมารู้สึกตอนท่านสิ้นไปแล้ว ดีแล้วละที่รู้สึก ให้ทำจริงๆ เร่งเข้ามาศึกษาคำสอนท่าน แล้วทำตามให้ได้ สรุปท่านสอน ให้มาทำแบบคนจน ทำแบบเศรษฐกิจพอเพียง ทำแบบขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา ฟังไว้ พวกนักธุรกิจทุนนิยม นักเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทย จะต้องเรียนรู้เศรษฐศาสตร์บุญนิยม หรือเศรษฐศาสตร์พุทธธรรม ว่าสอนให้คนมาจน เปิดคลิปแบบคนจน… "แบบที่เรียกว่า ทำ "แบบคนจน" คือทำวิธีการแบบคนจน ไม่ได้มีการลงทุนมากหลายอย่างของเขา เราก็ทำไป ก็เลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำ ก็แนะนำได้ "ทำแบบคนจน" เพราะเราไม่ได้เป็นประเทศที่รวย เราก็รวยพอสมควร อยู่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศอย่างก้าวหน้าอย่างมาก เพราะว่าถ้าเราเป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก มีแต่.. มีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้น ที่เขามีอุตสาหกรรมสูงมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการปกครองแบบ เรียกว่า แบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ มีเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอด ไม่เหมือนคนที่ทำตามวิชาการ แล้วก็วิชาการนั้นก็เราดูตำรา แล้วพลิกไปถึงหน้าสุดท้าย คือหน้าสุดท้ายนั้น เขาบอกว่า "อนาคตยังมี" แต่ไม่บอกว่าเป็นอย่างไร เวลาปิดเล่มแล้วมันก็ปิดตำรา ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ "ถอยหลังเข้าคลอง" แต่ถ้าเราใช้ตำรา แบบที่เราอะลุ่มอล่วยกัน ตำรานั้นไม่จบ" ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสนี้ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2534
พ่อครูว่า...นั่นคือที่บอกว่า แบบคนจน เดี๋ยวมีแบบขาดทุนของเรา คือกำไรของเราต่อ แบบคนจนที่ในหลวงเราตรัส ท่านทรงมั่นพระทัยว่า แบบคนจนนี่ จะทำให้เป็นสุข แบบตำราที่ท่านให้ปิดคือ ความรู้ประดามีแบบโลกๆ ท่านให้ปิดหมด ให้ปิดตำราโลกโลกีย์ มีตำราของพระพุทธศาสนาเท่านั้นเป็นโลกุตระ แม้แต่ตำราของศาสนาเทวนิยม ก็เป็นเพียงกัลยาณธรรม ไม่เป็นโลกุตระ ไม่รู้จักจิตเจตสิก ไม่มีทฤษฎีการกำจัดกิเลสให้ตายไปอย่าง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสฺสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) มีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้น คำว่า การก้าวหน้าที่เขาก้าวหน้ากัน เขาแย่งก้าวหน้ากัน มันเป็นการถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว ทุกวันนี้ เป็นสังคมโลกที่น่ากลัวมาก เพราะเขาก้าวหน้าอย่างมาก ก้าวหน้าอย่างแย่งชิง เอาเปรียบเอารัดกัน ไม่มีใครยอมจะมาเสียสละ ไม่มีใครยอมจะมาจน ไม่มีใครเข้าใจว่า อยู่กันอย่างจนมหัศจรรย์ อย่างชาวอโศกเรา จนมหัศจรรย์ เราทำได้สำเร็จแล้วจริงๆ เรามาจน แต่ละคน ไม่ได้มุ่งมาสะสมเงินทอง สำหรับคนที่สมบูรณ์แล้ว คนที่ไม่สมบูรณ์ ก็จะมียักไว้บ้าง แต่ไม่ได้มุ่งหมายไปแย่งชิง กับบิลเกตส์ กับวอร์เรน บัฟเฟตต์ แม้แต่แข่งกับคนรวยในประเทศไทย ก็ไม่คิดจะไปทำ ในจิตของพวกเรา มีสันโดษ มีใจพอ โดยเฉพาะ พวกที่มาอยู่กับชาวอโศก ก็ไม่ได้คิดมาร่ำรวยแข่งกับใคร ในชาวอโศก มันจะต้องมี ก็มีบ้าง บางคนบอกว่า มีมากก็ลำบาก ต้องเก็บงำ ดูแลรักษา บอกว่าไม่มีดีกว่า มันเป็นใจจริงนะ มันก็สงบ จิตก็ไม่ดิ้นรนไ ปอยากได้ อยากรวย อะไรมีอยู่แค่นี้ก็พอ ชาวอโศกเรา ยังฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย ต้องสอนตั้งแต่เด็ก แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ตาม มันยังตีนห่างมือห่างอยู่นะ แล้วมันตายไหม ช่วยกันเก็บงำรักษา ในเมืองไทย ทางราชการสำรวจว่า หมู่บ้านไหน มีคนจนมากที่สุด เขาสำรวจไม่เจอ คุณว่าหมู่บ้านไหน คนจนมากที่สุด ก็หมู่บ้านชาวอโศก มีคนจนมากที่สุด เพราะไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตา มาสะสม มีบางคนแทรกในนี้ ยักไว้เป็นแสนเป็นล้าน แต่ส่วนใหญ่ค่ารวม ไม่สะสม มีมากก็เข้ากองกลาง มีแค่นี้ก็พอแล้ว บางคนกล้าที่จะไม่มีเลย จะใช้ก็เบิกส่วนกลาง เอาไปใช้ประโยชน์ทำงาน ถ้าเขาไม่ให้ก็ไม่เป็นไร ไปทำงานอย่างอื่น มีเยอะแยะ ไม่ต้องเกี่ยงงอนว่าไม่มีเงิน เราไม่ท
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive