230104-360 อภิณหปัจจเวกขณ์-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ019.txt

โฟลเดอร์สมณะโพธิรักษ์ - 2523 อภิณหปัจจเวกขณ์ (84 ตอน) MP3 ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข8 มิถุนายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

การเรียนรู้และฝึกตนเราจะต้องเข้าใจสภาพรวมของปริยัติปฏิบัติปฏิเวธละเมิดปริยัติปฏิเวธสมส่วนถึงที่สุดเขาเรียกว่าวิมุตการศึกษาโดยเฉพาะหลักการของศาสนาพุทธนั้นทิ้งปริยัติไม่ได้และมีแต่ปริญญาโดยไม่มีปฏิบัติก็ไม่ได้ปฏิบัติไม่มีปริญญานั้นไม่มีทางบรรลุไม่มีทางบรรลุเลยปริญญานั้นก็คือการเรียนรู้ด้วยการอ่านคดีความคดีหรือรวบรวมหลักฐานหัวข้อธรรมะจะต้องรวบรวมหลักฐาน อาจจะต้องรวบรวมเชิงชั้นต่างๆของธรรมะเอามาเพื่อที่จะมารู้สภาวะธรรมที่จริงผู้ใดมีสภาวะธรรมและก็มีหลักเกณฑ์มีหลักฐานในพิธีต่างๆนั้นด้วยถูกต้องมันก็เป็นการรู้ด้วยทำได้ด้วยของสิ่งยืนยันและมีสภาพปฏิเวธซึ่งแปลว่าเจาะลึกลึกแทงทะลุปฏิวัติในการทวนแทนเป็นการเจาะลึกในการแทง จะมีชั้นเชิงที่จะทะลุเข้าไปเป็นฉันฉันฉันฉันฉันฉันฉันฉันฉันฉันฉันฉันฉันปฏิเวธธรรมก็จะต้องทำเชิงอย่างนั้นแล้วก็เกิดผลอย่างนั้นเรียนปริยัติและก็ปฏิบัติไปได้ชั้นฐานแล้วมันก็จะสูงขึ้นจากฐานก็สูงขึ้นไปเป็นขั้นตอนมีระดับสูงขึ้นสูงขึ้นสูงขึ้นสูงขึ้นหรือเจาะแทงเป็นชั้นๆๆเข้าไปเข้าไปเข้าไปสิ่งใดที่เป็นวิมุตแล้วสิ่งนั้นก็เป็นสิ่งบริบูรณ์แล้วสิ่งใดยังไม่เต็มที่หมดสิ่งนั้นก็ยังไม่ถึงเมื่อเจาะถึงมีหมดแต่เราก็รู้วิมุตแล้วเบื้องต้นทำได้ยังไม่มั่นคงยังไม่แข็งแรงยังไม่ได้อย่างเก่งอย่างเชี่ยวชาญ เราก็จะต้องทำวิมุตนั้นอย่างเก่งหรือเรียกได้ว่าเอกสารหรือว่าตั้งมั่นเป็นสมาธิหรือว่าเป็นผีเปรตหรืออะไรก็แล้วแต่มีเป็นฐานแม้แต่คำว่าฐานเนี่ยมารวมความแล้วด้วยความหมายความหมายคำว่ามั่นคงเป็นสถานะหรือเป็นสถานที่เป็นฐานะเรียกว่ามั่นคงแข็งแรงยืนตัวอาจจะต้องมีสภาพนั้นหยั่งลงตั้งลงเราเรียกว่าฐานะก็ได้ในวันที่ 10 ก็ได้เรียกว่าตั้งมั่นคงถ้าเราจะต้องมีสภาพธรรมที่จริงเพราะเราจะขาดอันใดอันหนึ่งนั้นไม่ได้เป็น 3 เท

อ่านต่อ

่ากับระยะปฏิบัติ สภาพของมนุษย์ตามจริงตามเป็นจริงหากวิมุตมันเกิดจากความลงตัวความหลุดพ้นจากกิเลสตัณหาอุปทานไม่ใช่หลุดพ้นแบบไม่มีความหมายไม่มีจุดหมายไม่ใช่หลุดพ้นจากกิเลสตัณหาอุปทานอย่างแท้จริงมันหลุดมันร่อนมันสะอาดแล้วมันมีปัญญารู้ความสะอาดนั้นเป็นวิมุตติญาณทัสสนะอยากจะชนะคือการรู้การเห็นเห็นของเราเองเห็นที่เราเราจะไปเห็นคนอื่นได้ก็เพราะเรารู้ของเราเห็นที่เราของของเราที่เราเป็นเรามีในสภาพนี้แล้วเราก็จะเป็นประมวลองค์ประกอบพฤติกรรมหรือธุรกิจภาพของผู้อื่นโดยเฉพาะอ่านพออ่านจากรูปจากไปเจอจน ละเอียดไปจนถึงนามธรรมวัดได้โดยเรามีสิ่งที่ที่ของจริงของเราเราจึงจะไปวัดของคนอื่นเพราะฉะนั้นท่านถึงได้จับเอาไว้เราก็จะคงถึงตรัสหรือว่าพระสาวกใหญ่ๆก็ถึงกับถึงได้พูดกล่าวไว้ว่าผู้จะรู้อรหันต์นั้นก็ต้องเป็นพระอรหันต์ผู้จะรู้อริยะก็ต้องเป็นอริยะถ้าเราไม่เป็นอริยะเราไม่เป็นอรหันต์ไม่ว่าจะไปรู้อรหันต์นั้นน่ะเป็นแต่เพียงการดาวด้วยการประมาณการคะเนหรือประมาณนั้นในการรู้จริงถ้าเรามีจริงเรารู้จริงมีของจริงแล้วเราก็จะเป็นประมาณคนอื่นใกล้เคียงแม้การจะไปรู้ผู้อื่นก็รู้ด้วยการประมาณแต่เมื่อไม่จริง ประมาณสิ่งที่เป็นจริงแล้วมันก็ยิ่งไกลความจริงแต่ถ้าผู้นั้นมีจริงแล้วก็ไปประมาณคนอื่นมันก็จะใกล้ความจริงอาการเรียนรู้จึงจะต้องพยายามทำความสำคัญย้อนไปย้อนมาทดสอบสอบสวนพิจารณาจำแล้วย้ำอีกยืนยันแล้วยืนยันอีกเป็นจริงแล้วเป็นจริงอีกมีเศษเหลือตกหล่นหรือไม่แต่ความละเอียดของศาสนามีมากต่อมากนักยิ่งเป็นสิ่งสุดคุ้มละเอียดยิ่งจำเป็นที่จะต้องพยายามเรียนรู้ลึกขึ้นลึกขึ้นจนถึงสิ้นสุดก็ให้รู้สิ้นสุดที่แท้จริงเราจึงจะต้องทบทวนทั้งภาษาที่เป็นสื่อความหมายทั้งพูด เขียนก็ตามสถานการณ์อย่างนี้อย่างไรเราก็จะต้องรู้สื่อนำเหล่านั้นเข้าไปรู้ความละเอียดละออให้ได้แต่เราจะประมาทปริยัติไม่ได้พูดที่มีผู้มาทำเองได้ว่าปัจเจกพุทธะก็จะมีเองเกิดเองเป็นเองติดตัวมาเองด้วยคารวะปัจจัยนั้นก็ย่อมมีอยู่เพราะฉะนั้นผู้ที่มีเองก็จะมีนัยยะของท่านเองสูงขึ้นมาแล้วก็จะเป็นที่รู้ได้ผู้มีปัญญาก็จะเข้าใจสัจจะของผู้ที่มีมาก่อนอย่างพอสมาคมพระพุทธเจ้าถือว่าเป็นผู้ที่รู้เองเห็นเองเข้าใจเองอย่างสูงสุดในการกำจัดของท่านอย่างมากผู้ที่เป็นปัจจัยกระบวนการที่มีภาวะปัจจัยในช่วงในการติดต่อมาอีก ร้านศาสนาต่อจากสัมมาสัมพุทธะเป็นปัจเจกพุทธะสืบออกมาก็มีอยู่ผู้เป็นอนุพุทธะต่อลงไปอีกเป็นพระอรหันต์เจ้าตามลำดับตามท่านจึงแม้ผู้ที่เป็นจุดตัดพุทธะยังไม่เป็นพุทธะอย่างเต็มรอบเลยทีเดียวบริบูรณ์จริงๆเป็นแต่เพียงได้ยินได้ฟังได้ยินได้ฟังมาจากผู้นั้นผู้นี้หรือรับจากผู้ที่ผู้อื่นกล่าวโดยตรงรับมาจากผู้อื่นโดยตรงจริงๆเป็นจุดด่างพุทธตรงไม่ได้มีความคิดเห็นของตัวเองเลยก็เรียกว่าเป็นพระพุทธแม้จะบรรลุอรหันต์เป็นจุดตัดพุทธพระอรหันต์ก็เป็นอรหันต์ที่ไม่มีไอเดียของตนเองเลยไม่มีความเป็นปัจเจกทุกคนเลย มีอยู่เหมือนกันว่าเราจะต้องเข้าใจบางคนนั้นได้พูดได้ได้รับฟังได้ยินได้ฟังมาแล้วก็มากระทำตนเองบรรลุตามนัยยะนั้นแสดงว่าสุตตะพุทธะหรือว่าศึกอรหันต์ได้เหมือนกันมีความคิดเองมีการใช้ความนึกคิดความสร้างอะไรขึ้นมาเป็นอาคมเป็นสิ่งเสริมที่มีประโยชน์พอสมควรเขาเรียกว่าคนนี้ก็เริ่มมีอะไรต่ออะไรขึ้นมามากขึ้นเช่นปัจจัยขึ้นแต่เราจึงต้องรู้ความหมายเหล่านี้และในระยะของบุคคลที่จะเสริมสร้างศาสนานั้นก็จะเป็นบุคคลอยู่ในระดับของจุดตัดพุทธะสัมมาสัมพุทธะ ไม้ก็เป็นอนุสัญญาสัมมาสัมพุทธเจ้าพุทธองค์ยอดศึกอย่างแน่นอนฝ่ายเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างไปตามลำดับและเราจะแจ้งขั้นตอนจะมีทั้งสภาวะธรรมที่จริงผู้ที่เห็นจริงแล้วจะไม่ดูถูกปริยัติผู้เห็นจริงจะเห็นความสำคัญของปฏิบัติและจะเกิดปฏิเวธธรรมที่แท้จริงจะเข้าใจชั้นเชิงของการเจาะลึกดังกล่าวนี้จะรู้ทันทีราวกับภาพโสรู้เชิงชั้นที่ซับซ้อนเหมือนเงาซ้อนเงาได้อย่างละเอียดละออแล้วเราจะได้รู้ว่าศาสนานี้นึกถึงนักศาสนานี้ไม่ใช่ของผู้ไม่มีปัญญาในศาสนานี้เป็นของผู้มีปัญญา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน