230408-374 อภิณหปัจจเวกขณ์-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ022.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันอังคารที่ 8 เมษายนพุทธศักราช 2523 ต่อจากนี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์นำพิจารณาธรรมะปัจจะเวกก่อนฉันที่พุทธสถานสันติอโศกอาในธรรม 4 ข้อคือสังวรสีสำรวมอินทรีย์โภชนาการวิทยานุโยคเราก็ได้พยายามทำความเข้าใจและให้มันมีการเป็นไปจริงมีศีลสังวรศีลอยู่ในแต่ละบุคคลก็จะต้องมีปัญญาระ สีมีเจตนารมณ์ศีลมีเท่าที่เราสามารถที่จะเอามาใช้กับตัวเราแต่ละฐานะแต่ละบุคคลใครสามารถจะเอาศีลที่มีคุณภาพหรือว่าเป็นเครื่องร้อยละเป็นเครื่องที่จะบังคับหรือว่าเป็นเครื่องที่เราจะทำให้มันได้สักประมาณเท่านี้เท่านี้เราก็เลือกเอาหรือว่าเราก็ตัดสินใจเอามันจะขัดเกลามันจะชำระมันจะสำรอกทำให้กิเลสของเราจางคลายทั้งนิสัยทางกายวจีมโนเป็นได้เท่าใดๆเราก็กำหนดเอาสำหรับผู้ที่กำหนดศีลแล้วก็จะต้องมาสำคัญที่จะต้องมีสติแล้วก็จะต้องระลึกรู้พยายามรู้ทวารทั้ง 5 สำรวมสังวรประพฤติไปแม้กระทั่งที่สุดจะไปเกี่ยวกับอะไรอีกอื่นเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคเรียกว่าผลชะนีมัสยิดตานั้นมันก็จะหยาบให้เรารู้ได้ง่ายการมีสติก็อยู่ที่การฝึกจริงๆนี้วันนี้อยากจะขอกับชาวกัมพูชาเรื่องสำรวมอินทรีย์การสำรวมอินทรีย์นี่เราจะสำรวมอินทรีย์จะต้องมีการระลึกจริงๆและการสำรวมจริงๆการที่จะรู้ในประตูทั้ง 6 ในอัตราหูจมูกลิ้นกายและใจของเราเองเราจะต้องมีนายทวารมีจิตของเราเองนี่แหละเป็นนายทวารที่จะคอยรู้เท่าทันรู้เท่าทันเสมอเมื่อมันผัสสะเมื่อประสาทแล้วก็เกิดสภาพอากาศ เราเป็นอย่างไรจะต้องตามจิตรู้จะต้องรู้แม้กระทั่งสิ่งที่มาสัมผัสตัวเหตุข้างนอกนอกนอกนอกนอกนอกนอกนอกนอกตัวนอกกายโดยเวทนารู้เวทนาจริงๆมันเป็นขั้นต้นตายกับเวทนาเป็นคู่แรกคือมีความรู้สึกมีความรับรู้ทุกข์รู้สุขทุกข์เวทนาทุกขเวทนาหรือเฉยๆนี่เป็นความหมายง่ายๆแล้วเราก็พยายามปรับปรุงปรับเปลี่ยนคำว่าทุกข์คำนี้จะต้องรู้เป็นอริยสัจอ
อ่านต่อ
ย่าพิจารณาเวทนาเพียงรู้ทุกอย่างเผินๆหรือรู้สึกเพียงเพลินๆแต่เข้าใจสุขที่เป็นโลกียลมสุขเพราะว่ามันได้สมใจสมกิเลสแล้วก็กลายเป็นสุขหลอกๆอยู่อย่างนั้นเป็นการริกะอันนั้นแหละคนตาย คนได้ตายจมอยู่ในโลกนี้ไม่มีการได้เป็นพระอริยเจ้ากันเลยก็ตรงนี้ว่าเราจะต้องพยายามอ่านสุขอ่านทุกข์ให้ถึงที่เป็นอริยสัจให้จริงการรู้ทุกข์เป็นอริยสัจที่แท้ไม่ใช่เวทนาสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาแบบโลกๆเผินๆง่ายๆความรู้ที่รู้จริงถึงทุกข์อริยสัจอย่างนี้แหละเป็นผู้ที่ได้มักได้ผลรู้ช่วงวรรคหนึ่งก็เป็นผลแบบหนึ่งรู้ได้อย่างชัดเจนทำได้บริสุทธิ์บริบูรณ์ขึ้นขึ้นนั่นแหละคือผลที่แท้ที่เราสั่งสมลงเราจะต้องเข้าใจจริงๆต้องพิจารณากายพิจารณาเวทนาพิจารณาเวลาเราจะประชุมอยู่กายเราจะร่วมอยู่มีทั้งข้างนอก มีทั้งวัตถุนอกมีทั้งตัวเราเองที่จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่เรียกว่าความประชุมหรือเรียกว่าตายเพราะเมื่อมันสัจจะทางตาหูจมูกลิ้นกายใจที่เป็นทวารที่รับเข้าไปถึงเวทนาเนี่ยจะต้องคอยมีนายทวารสอดส่องดูแลสำรวมสังวรจริงๆมันจึงจะได้เกิดผลรู้ที่ชัดแจ้งว่าในทุกๆอิริยาบถเราจะปฏิบัติที่เรียกว่าสติปัฏฐานนั้นน่ะก็จะต้องเป็นผู้ที่รู้ในทวารทั้ง 6 ควบคุมทวารทั้ง 6 ทั้งรวมในทวารทั้ง 6 อย่างดีทีเดียวในตัณหาสู่หรืออวิชชาสู่ที่เคยเอามาอธิบายสู่ฟังแล้วก็มีหัวข้อต่างๆในยะที่ท่านอธิบายในการปฏิบัติ นิวรณ์มันมีเพราะว่าอวิชชามันมีนิวรณ์เป็นทหารหรือว่านิวรณ์นี้การมีทุจริต 3 เป็นอาหารทุจริต 3 มันก็มีการไม่สำรวมทวารทั้ง 6 เป็นอาหารเนี่ยคำว่าไม่สำรวมทวารทั้งหมดนี่มันจริงๆเลยแล้วมันก็เกี่ยวเนื่องโยงไปถึงทวารถึงกรรมทั้ง 3 ถึงสุจริตทุจริตทั้ง 3 กายกรรมกายทุจริตวจีทุจริตมโนทุจริตหรือกายให้สุจริตวจีให้สุจริตมันน้อยสุจริตนั่นมันเกี่ยวข้องกับนอกด้วยและก็เข้ามาหาตรงปากทวารด้วยว่าอินทรีย์ทั้งหมดสำรวมสมองเมื่อมีทั้งวอนอินทรีย์ทั้งรวมอินทรีย์ทั้ง 6 มิได้ เราก็จะเกิดผลไปถึงสุจริตแล้วมันก็มีผลเนื่องต่อไปจนถึงรักนิวรณ์เนื่องต่อจากร้านนิวรณ์ก็เป็นรถอวิชชาอันนี้เป็นต้นวัดต่อจากสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 มาถึงจุดที่เรียกว่าจะเกิดความแยกชายหรือว่าเกิดสติสัมปชัญญะในกรุ๊ปนี้ในหมู่นี้เพราะความไม่มีการสำรวมในอินทรีย์ทั้ง 6 นั้นมีอะไรเป็นอาหารที่มันเพราะมีอันนี้ขึ้นมาได้ก็เพราะว่ามันไม่มีสติสัมปชัญญะเป็นอาหารทีนี้เมื่อมันไม่มีสติสัมปชัญญะได้นี่เพราะอะไรเพราะมันไม่มีความแยกขายเป็นอาหารความยากกลายเป็นไม่มีความแยกภายในเป็นเหตุแห่งการไม่มีสติฟังให้ดีนะแล้วเราจะต้องรู้ในผัสสะ การเกี่ยวข้องในการเป็นไฟอยู่ตลอดเวลาว่าเราจะต้องแยบคายเราจะต้องสุดคุ้มเราจะต้องเป็นหนี้เราจะต้องอ่อนโยนจะต้องช้าๆดูถ้าเผื่อว่าเราไม่เก่งแล้วมันไม่งั้นแล้วมันเขินมันผ่านเมื่อมันเผลอมันผ่านมันก็เล็ดลอดไปความแยบคายไม่มีมันก็ไม่ได้ผลอะไรอย่างนี้เพราะฉะนั้นสติตกสตินี่ไม่ใช่ว่ามันจะรู้ได้ละเอียดละออทันทีเมื่อไหร่มันรู้ได้ยากมันจะเป็นสติที่จะรู้ละเอียดอ่อนเนี่ยเราต้องฟังมันเราต้องพยายามควบคุมพยายามตั้งดีเพราะมันเกี่ยวโยงกันว่าเราจะต้องเข้าใจความหมายที่รอบครับในหมู่ของหมู่ที่ว่าเราจะต้องเป็นผู้ที่ทำให้ตนมีความสำรวมทวารทั้ง 6 ทำให้ตนเกิดสติสัมปชัญญะทำให้ตนเกิดความแยบคายมีเป็นอุปการะ ถ้าเกิดไม่ๆๆไม่สำนวนทวารทั้ง 6 ไม่มีสติสัมปชัญญะไม่จิตไม่แยบคายก็เสร็จหมดเลยหมายความว่าเป็นไปในทางเสื่อมเป็นในทางสหายเป็นในทางทำลายเป็นในทางฉิบหายแต่ถ้าเผื่อว่าเรามีความไม่ให้มันมีหลายความที่มันจะผ่านหยาบๆเผินๆผิวๆเราจะต้องแยกถ่ายไว้เราจะไม่ให้มีสติตกเราจะต้องให้มีสติสัมปชัญญะไว้เราจะไม่ให้ทวารทั้ง 6 นี้มันเล็ดลอดมีการควบคุมดูแลพันธุ์เข้าโรงพยาบาลทันท่วงทีให้มากครั้งมากระยะของจิตเสมอจิตทุกๆจิตจะต้องพยายามดูพยายามเป็นจุด มันมากนะฟันหน้ากาก 4 ข้อนี้ไม่ต้องเข้าใจศีลแล้วมันก็เป็นหลักกล่าวไว้สำหรับแต่ละฐานะเมื่อเราควบคุมทวารทั้ง 6 ควบคุมอินทรีย์สำรวจอินทรีย์ 6 คดีและเราก็จะได้ประโยชน์มากเพราะว่ามันสำคัญเรื่องสติก็สำคัญในข้อที่ 4 ของกับ 4 นิ้วคือสร้างสติชาโลซึ่งเราก็ต้องค่อยสร้างจริงๆด้วยสร้างเสมอจะทำยังไงเราจะเกิดสติสัมปชัญญะอย่างมากแม้กระทั่งเวลานอนแล้วก็พยายามฝึกกันไม่ได้เวลาเป็นอยู่ทำการปิดทำการเวลานั่งเวลายืนเวลานอนเวลาทำอะไรต่ออะไรต่ออะไรต่างๆเพราะว่าอันนั้นน่ะเป็นตัวสำคัญตัวสติเป็นตัวทางการตรัสรู้แต่ส่วนโภชนาการเราก็ มากและผมก็หยาบมันก็เห็นได้แล้วมันก็เป็นเรื่องเกี่ยวข้องเป็นองค์ประชุมที่เราก็ได้พยายามลดละปล่อยหรือว่าเหลือน้อยส่วนลงมาแล้วแม่น้อยส่วนมันก็ยังจะมาสัมพันธ์กับทวารทั้ง 6 และเมื่อถึงทวารทั้ง 6 นี่แหละอย่างน้อยหรือมากก็ตามแต่มันจะมีความละเอียดสูงถ้าเราเก่งแล้วพอลดละได้พอสมควรมันก็จะอยู่ได้มันก็เหมือนกับเราอยู่บนโลกแต่ถึงกระนั้นก็ดีมันยังมีความแยบคายมันยังมีความละเอียดลึกซึ้งมีความสุขผมมากแล้วก็ขอให้เราได้ใช้จิตวิทยาแล้วก็จะต้องอ่านในทวารมีนายทวารอย่างสำคัญเฝ้าดูเฝ้าพิจารณาก็กลั่นกรองที่มันผ่านตาก็ดีหูก็ดีจมูกก็ดี พอดีกลายเป็นดีและแม้ใจเองตัวใจเองไม่ได้สัมผัสทางทวาร 5 แต่ตัวใจเองอยู่ว่างๆอยู่นิ่งๆก็ยังปรุงเองหรือว่ามีสัมผัสในเองสัมผัสใจเองก็จะต้องเรียนรู้เพื่อจะต้องคอยจับคอยรู้ตนรู้ตัวให้ได้อันนั้นยิ่งสุขุมละเอียดยิ่งขึ้นแม้วันนั้นก็ดีทวาร 5 นี่ก็ดีก็จะต้องมีนายทวารคอยตรวจคอยกลั่นคอยกรองคอยควบคุมดูแลเราจะมีผลมากที่สุดเท่าของเราฉลาดพอแค่ออกไวมีประสิทธิภาพในการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 มิได้อย่างแท้จริง