600214_ทวช.พุทธาภิเษก#41 ปฐมอโศก สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 3.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์26 KB
วันที่แก้ไข17 มีนาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600214_ทวช.พุทธาภิเษก#41 ปฐมอโศก สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 3

พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 แรม 3 ค่ำเดือน 3 ปีระกา นับย้อนจากหลังมาก็ 3 เหมือนกัน ก่อนอื่นก็โฆษณาหนังสือก่อน หนังสือเงาฟ้าที่ท่าน้ำ ออกมาจากเตาอุ่นๆร้อนๆ หนังสือเล่มใหม่ แต่เป็นหนังสือ รวบรวมข้อเขียนเก่า ของอาตมา ตั้งแต่เป็นพระ เพราะว่าเขียนตั้งแต่ พ.ศ. 2514 อาตมาบวช 2513 มันมีข้อเขียน ตั้งแต่บวชใหม่ๆ บวชท้ายปี 2513 วันที่ 7 พฤศจิกายน 2513 เขียนเพลงชีวิตหมายเลข 1 ซึ่งเป็นบทเขียนของ ไท เขียนตั้งแต่ 3 มิถุนายน 2514 นอกนั้นก็เขียนขึ้นมา มีเพลงไท ในหนังสือเพลงไท หนังสือนี้รวมเพลงชีวิต เพลงจอมโจรบัณฑิต เพลงอาริยะ เพลงไท (ยาวกว่าเพื่อน) เพลงความซ้ำซาก อย่างละ 10 หมายเลข ขายเล่มละ 55 บาท มีความหนา 174 หน้า ก็เป็นการแสดงออก ตามกาลและเวลา ในความนึกคิด ในความเข้าใจ ในเหตุปัจจัย ของทุกๆอย่าง ที่จะสังเคราะห์รวมตัวกันเข้าไป แล้วแสดงออกเป็น ปาตุภาวะ หรือเป็นปรากฏการณ์ เป็นปาตุสัจจะ เป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้น ตามความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ อาตมาว่า ทุกอย่างในมหาจักรวาลนี้ มันไม่ได้มีความบังเอิญ มันมีพลังของสิ่งที่เป็นชีวะ ในระดับของมนุษย์ เป็นพลังงานชีวะที่เป็นอัตโนมัติ เจ้าตัวเป็นพลังงานในตัวเอง แต่ละอัตภาพ แต่ละคน พลังงานนี้ ถ้ามีคุณความดีทางปัญญา และมีพลังทางเจโต หรือศรัทธา ปัญญากับศรัทธา หรือปัญญากับเจโต มันจับคู่กันเป็นธรรมะ 2 เป็นนิวเคลียส ช่วยกันไปเสมอ เกื้อกูลกัน หรือขัดกัน ถ้าไม่ดี ก็จะขัดกัน ถ้าดีก็จะลงตัวกัน หรือถ้าตัวที่ไม่ดี แสดงออกมาก เป็นตัวเอง ตัวดีก็สู้ไม่ได้ หรือถ้าใกล้เคียง มันก็จะขัดกัน และสู้กัน จนกระทั่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ ถ้าฝ่ายดีชนะ ความดีก็จะขึ้นมามีพลัง ถ้าฝ่ายเลวชนะ ความเลว จะขึ

อ่านต่อ

้นมาเป็นประธาน จะเป็น ISH รวมกันเป็นสามเส้า เป็นพลังงานตั้งแต่พีชะ เป็นอัตโนมัติ เป็นตัวตน บงการตัวเองให้เป็นตัวเอง พีชะไม่เป็นพลังงานที่ไปทำร้ายใคร เป็น self แล้ว เป็น ISH เป็นตัวตน self ก็เป็นพลังงานกลุ่มหนึ่ง โดยมี ISH พลังงาน3หน่วย รวมตัวกัน เป็นพลังงานอัตโนมัติ ที่เรียกว่า self หรือ cell ก็ได้ มีประธานคือ I เป็นหัวหน้าใหญ่ แล้วมีพลังงานตัวช่วยอีก 2 คือ She และ He She เป็นตัวดิ้น He เป็นพลังงานแรง คือบวกกับลบ เป็นตัวตั้งกับตัววิ่ง เมื่อเกิด ISH กับ self ก่อตัว อย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าเป็น Selfish ก็มีความเห็นแก่ตัวขึ้นเลย ถ้ามีแค่ 3 ก็ยังไม่ออกไปมาก แต่ถ้ามี 4 ก็จะก่อตัวมากขึ้น จากสองมาเป็นสาม เพิ่มทศนิยม จนเป็น 4 เป็น 5 เป็น 6 เป็น 7 เป็น 8 เป็น 9 รวมตัวกันเป็น 10 4 5 6 เป็นอีกเส้าที่สอง มาเป็น 7 เป็นทศนิยม เกิดเส้าที่ 3 ใหม่ จนครบ 9 เป็น 3 เส้าเต็มพอเป็น 10 เกิดวงวน 1 2 มันเป็นระนาบ พอมี 3 เป็นองศาขึ้นมา เป็นตัวเอง ISH เป็นพืชเป็นพีชนิยาม พอมีทศนิยมเพิ่มเป็น 4 จนเป็น 5 6 แล้วมี 7 ก็เป็นเส้าที่สาม 8 9 เป็นสามเส้าใหญ่ จนเป็น 10 ก็จะเริ่มก่อสามเส้าใหม่อีก ซ้อนกันไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นแค่ 1 2 3 ก็เป็นแค่ตัวเอง มีอัตโนมัติเป็นชีวะ มีแค่สัญญา สังขาร กำหนดรู้ธาตุที่จะเอามาให้แก่ตัวเอง สังเคราะห์เป็นตัวเอง แต่ไม่ทำร้ายใคร มีพลังงาน ดูด ผลัก ที่จะแรง หรือไปเบียดเบียนทำร้ายอันอื่น พีชะยังไม่มี พระพุทธเจ้ามีพลังงานจิตนิยาม จนเลวได้ที่ ท่านก็เอามาทำให้ดี ปรับพลังงานอกุศล ให้กลายเป็นพลังงานดี มาช่วยโลก อรหันต์เป็นผู้ไม่ทำโทษภัย ไม่ทำร้ายกับใครเลย เป็นความสมบูรณ์แบบ มีพลังงานแกนหลักเป็น พีชะ เป็นพลังงานตัวตั้ง ที่เป็นพลังงานต้นกล พลังงานจิตที่เหลือ เป็นพลังงานปัญญา ปัญญาก็มากขึ้น ปัญญาสะอาดด้วย ปัญญากับเจโต ก็สังเคราะห์กัน เป็นพลังงานองค์ 3 เป็นคุณค่า ไม่ทำร้ายทำลายใคร เป็นพลังงานประเสริฐสุด เป็นพลังงานของพระอรหันต์ขึ้นไป พลังงานของมนุสโส เมื่อยังโง่ อวิชชา มันก็เห็นแก่ตัว จนกระทั่ง สร้างตัวเองให้ใหญ่ จนมาเป็นมนุษย์ ฆ่าแกงทำร้ายผู้อื่น ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา นอกนั้นจะแรงเท่าไหร่ก็แล้วแต่ เป็นเจงกิสข่าน อเล็กซานเดอร์มหาราช บุกฆ่าพังทลายหมด จับเอามาเป็นประชากร เป็นทรัพยากรของข้า นั่นก็เป็นในยุคก่อน ในความคิดของคนที่ยิ่งใหญ่ จนกระทั่งมาได้คิด เป็น เจงกิสข่าน อเล็กซานเดอร์มหาราช ปราบปรามทำร้ายผู้อื่น จนมาถึงระดับฮิตเลอร์ ก็ยังใช้ เฉโก เชิงฉลาด ที่ยังร้ายแรงกับคนอื่นอยู่ จนเป็นตำนานประวัติศาสตร์ในยุคนี้ ผู้ที่จะฉลาดกว่าอาตมา สามารถเรียบเรียงประวัติศาสตร์ ให้เป็นโครงสร้างของมนุษย์โลก ประวัติศาสตร์ ที่เป็นพฤติการณ์พฤติกรรม ของมนุษย์แต่ละคน ในความเป็น โลกีย์ คือยังมีพลังงานไปทำร้าย เบียดเบียนคนอื่นมาเพื่อตน ไม่เบียดเบียน ก็ยังมีรังสี ออกไปหาคนอื่นบ้าง แต่มันลดลง จนเป็นผู้ที่ไม่มีร้ายกับใคร มีแต่ดี เพราะเข้าใจความเป็นกรรมวิบาก จิตนิยามอยู่ที่การจัดการกรรม มนุษย์ที่สามารถควบคุม จัดการกรรมของตัวเองให้ดี ให้สำเร็จ ดีสำเร็จ พยัญชนะที่อาตมาว่า มันลึกซึ้งมากก็คือ สุกต ทุกฏานัง สุกต ใช้ตัว ต.เต่า แต่ทุกฏัง ใช้ตัว ฏ.ปฏัก ทุ คือพลังงานชั่ว มีอลังการใช้ ฏ.ปฏัก แต่ ต.เต่า เรียบร้อย ไม่มีอลังการ รากเหง้าของภาษาบาลี วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ (ตัว ฏ.ปฎัก ยังมีอลังการ มีเงี่ยง มีขนเม่น บาดคนอื่นอยู่นะ) วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น (ต.เต่า ถ.ถุง ท.ทหาร ธ.ธง น.หนู สองวรรคนี้ต่างกัน) วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ พยัญชนะต่างๆ มีความหมายในตัวเองทั้งนั้น อาตมาก็ยังหรือฟื้นเอาความรู้เก่า ที่เคยสะสมมา ยุคนี้ไม่มีใครสอนรายละเอียดเรื่องเหล่านี้ ขออภัยไม่ได้อวดตัวตน แต่อาตมามารื้อฟื้น อรรถะ พยัญชนะ ขึ้นมาในโลก ภาษาบาลี เป็นต้นรากของการสื่อภาษา กับสภาวะความจริง สุกต มันหมายถึง ความเสร็จความจบแล้ว ดีจบแล้ว สุกต คือดีจบแล้ว แต่ทุกฎัง คือยังไม่จบ เลวไม่ถือว่าจบ สำหรับการพัฒนา ยังไม่สามารถจัดการกรรม ให้เป็นความดีที่ สุกต ทุกฏานัง กัมมานัง กระทำเสร็จจนดี ความชั่วต้องถูกแก้ไข สำหรับมนุษย์ที่ต้องการความเจริญพัฒนา เมื่อปรับจนเสร็จจนจบ จบของพระพุทธเจ้านี้ จบอย่างมีความแข็งแรง จบอย่างมีความจริง และมีพลังงาน ตายก็ตายไม่ฟื้น ฟื้นก็ฟื้นอย่างอมตะ จะจบหรือไม่จบก็ได้ สูงสุด พระอรหันต์องค์ใดก็แล้วแต่ ภาพพระอรหันต์นั้น จบโดยตายไป อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ตายโดยจัดการธาตุของตัวเอง ไม่ให้เหลืออะไรเลย สลายอัตภาพ เหมือนสลาย H 2 O ก็จะเกิดพลังงาน H 2 O สูญไปจากน้ำ ถ้าจับเป็นสามเส้าอีก มันก็จับตัวกัน เกิดพลังงานในตัวเอง เรียกว่า ISH มันต้องมีสามเส้า แล้วจะมีประธาน ตัวประธานนี้ไม่มีตัวตน แต่บงการอยู่ เหมือนจอมบงการ จางซูเหลียง อาละวาด ให้เกิดความเดือดร้อนในสังคม แต่ไม่มีใครเห็นตัว สั่งการได้หมด สิ่งเหล่านี้ เป็นความลึกซึ้ง อย่างในนิยายเรื่องเล็บครุฑ มีตัวละครเรื่องจางซูเหลียง มีนามปากกาว่า พนมเทียน พนมคือความนอบน้อม เทียนคือแสงสว่าง ยังมีชีวิตอยู่ก็รู้จักกัน สนิทกันทางความรู้สึก การยอมรับกันและกัน ในเชิงลึกๆอยู่ ในวงการในสัจจะ แม้อยู่ห่างกัน แต่สนิทกันทางใน ทำงานร่วมประสานกัน อย่างที่คนอื่นไม่รู้ แต่ผู้รู้จะรู้ อาตมาชาตินี้ทำงานประสานกับใคร ก็จะรู้ ยุคนี้ช่วงนี้ อาตมาก็กำลังประสานกัน ทำงานให้แก่ประเทศชาติ ที่กำลังเกิดสิ่งที่ เป็นหลักให้แก่โลก เป็นแกน ให้แก่โลก เป็นพลังงานตัวแกน ต้นกล ของพลังงานที่จะขยายโลกุตระธรรม ขยายความเจริญแบบศิวิไลเซชั่น เป็นอาริยะ ที่โลกต้องการ มนุษย์เจริญสูงสุดแล้วต้องการคืออันนี้ ยุคนี้เป็นยุคปลายที่ซ้อนมาก เป็น model ได้เล็กๆ เท่านั้นเอง ไม่มีรูปร่างใหญ่โตมโหฬาร มนุษย์มีอายุอย่างมาก ก็ร้อยปี คนเกินร้อยได้ คือคนพิเศษ คนสามัญ 90 ก็เก่งแล้ว ส่วนมาก 70 60 ก็ตายกันแล้ว ขีดร้อยเป็นสูงสุด เป็นกัปป์ของชีวะในยุคนี้ มันจะเป็นวาระของมัน ในยุคที่คนอายุ แปดหมื่นปีห้าพันปีนั้น เป็นเรื่องเกินที่จะคิด อะไรก็จะช้าจะหนัก มีความใหญ่ความแน่น ใหญ่โตมโหฬาร แม้แต่สังขารร่างกายตัวตนของคน ก็จะสูงจะใหญ่ ไม่ต้องคิดเลย ในมหาจักรวาล ที่จะมีสังขารสังเคราะห์กันอยู่ ตลอดกาลนาน ไม่ต้องคิดให้ปวดหัว อยากรู้ก็ปฏิบัติตน ให้อยู่ในจักรวาลนี้ยาวนาน ที่จะไปเกิดเป็นจิตนิยาม สูงสุดคือมนุสโส ไม่มีอะไรจะเจริญสูงสุดได้เท่ากับมนุสโส เลวที่สุด ก็อยู่ที่มนุษย์ ดีที่สุดก็อยู่ที่มนุษย์ เป็นสัตวโลกที่ ยิ่งที่สุด ทั้งทางเลวและทางดีที่สุด ในยุคนี้เป็นยุคที่ประเทศไทย จะหยั่งลงสร้างลง จนกว่าจะเกิดกลียุค ที่ล้างโลก ทั้งธรรมชาติและมนุษยชาติ จะเลวร้ายทำลายกันอย่างเนียน ทำร้ายอย่างเลือดเย็นเยียบ ทำลายกันเหมือนไม่โหด ดูดี แต่อำมหิต อำมหิตเลือดเย็น ขนาดว่าคนหลงว่าดี แต่ที่จริงฆ่า เขาทำให้คุณตาย แต่คุณก็นึกว่าเขาดี มันซ้อนลึกซึ้งมาก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม สิ่งดี จะเหนือ ซ้อนอยู่กับสิ่งร้าย จนกว่าโลกจะแตก สุดท้ายโลกจะแตก คนตายแล้วก็เกิดพุทธันดร เกิดสภาพที่จะต้องกลับตัวในจักรวาล (พ่อครูทำมือ ให้ดู) ว่ามีการยืดและการหด เล็กลงและใหญ่ขึ้น สลับกันไปกันมา ขึ้นสูงหรือลงต่ำ มีสูงกับต่ำ และมีเล็กลง กับใหญ่ออก สลับกันไปกันมา เป็นสี่สภาวะ ซ้อนกันไปกันมา ลักษณะนี้ภาษาบาลีเรียกว่า คัมภีราวภาโส หรือปฏินิสสัคโค เป็นการเคลื่อนตัว เมื่อมี action ก็มี reaction เป็นการเคลื่อนตัว แล้วจะเกิดภาวะที่ 3 เกิดภาวะที่เคลื่อนตัว action ก็มี reaction แล้วเกิดภาวะที่สามด้วยความสัมผัสะ 3 ก็เกิดตัวตนแล้ว ISH แล้วก็มี 4 5 6 ใหญ่ขึ้น ก็ยังเป็นระนาบ ยังไม่มีอะไรมาก แต่ถ้าเป็นตัวที่ 7 8 ตัว 9 เป็นตัวตนซ้อนกัน ยกกำลัง 3 3 3 เป็น 9 แล้ว แล้วจะมีทศนิยม ไปอีก ซับซ้อนไปตามลำดับ สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมดาธรรมชาติ ของพลังงาน จากเซลล์ เซลล์เดียว ตั้งแต่เกิด Nich เป็นความว่างไม่มีอะไร พอเกิดพลังงาน หนึ่ง เป็นชีวะ มันจะออกจาก Nich แต่ออกไม่ได้ ก็ต้องอาศัยช่องว่าง มี ช่องว่างกับเซลล์หนึ่งเซลล์ จนเป็นเซลล์ที่สาม ดิ้นหลุดจากสถานที่ ออกมาเป็นตัวเอง สิ่งเหล่านี้จะเกิดในทะเล ในมหาสมุทร เป็นเซลล์ชีวะ เกิดจากน้ำ เกิดจาก H 2 O กว่าจะเป็น ล.15[803] รูปนี้เป็นกลละก่อน จากกลละเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะ จากฆนะเกิดเป็น 5 ปุ่ม(ปัญจสาขา) ตอนนี้กำลังใกล้สิ้นกลียุค ก็จะมีโมเดล ตัวอย่างน้อยๆ ให้ผู้ที่มาแสวงหาได้ไป เพราะเมื่อเกิดกลียุค ทั้งคนดีคนชั่ว ก็จะต้องตายไป ก็จะได้รับรู้รับทราบ ได้ความรู้นี้ ติดในสัญญาไป ติดอัตภาพไป แล้วก็จะค่อยเป็นต่อใหม่ในยุคใหม่ ในยุคพระศรีอาริย์ พอกลียุค ล้างโลกแล้ว จะเกิดภาวะของความว่าง สะสมพลังงานใหม่ เกิดชีวะใหม่ กว่าจะพัฒนาขึ้นมาในโลกใหม่ ที่จะเล็กเข้าโตออกๆ กว่าจะมีชีวะที่เจริญ เหมือนกันกับกว่าจะมาเป็นคนเรา ก็เป็นไดโนเสาร์อาละวาดในโลก เป็นสัตวโลกยิ่งใหญ่ที่สุด ตอนนั้นเป็นไดโนเสาร์ แต่พอมีมนุษย์ขึ้นมา ตอนแรกก็สู้ไดโนเสาร์ไม่ได้ มันเป็นเจ้าโลก จนมนุษย์พัฒนา ไดโนเสาร์ก็อยู่ไม่ได้ แต่ตอนนั้น มนุษย์ก็มีอาวุธสู้ไดโนเสาร์ไม่ได้หรอก เข้าสู่บทเรียน มหาจัตตารีสกสูตร อธิบายถึงระดับปัญญา ผ่านสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ สิ่งที่เป็นสัมมาทิฏฐิผู้ที่สัมมาทิฏฐิ จะรู้ว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ถูกต้องดีงามชัดเจน อันนี้เป็นสิ่งที่มิจฉา เป็นสิ่งที่ไม่ดีชัดเจน นี่คือดำ จนเป็นสีเทา เทาอ่อน ก็ชัดเจนว่าเป็นฝ่ายดำ ฉลาดนี่คือฝ่ายขาว จะมีขาวสะอาดหรือขาวไม่สะอาด ขาวเหลืองอะไรก็รู้แล้ว ส่วนฝ่ายดำนี้ มีเทามากเทาน้อย ถือว่าดำ พวกเทาน้อยเทามาก มีจำนวนมาก monotone แต่พวกนี้ใช้เชิงฉลาด ทั้งที่ฝ่ายขาว จะมีขาวเหลืองหรือขาวอื่นๆ พวกนี้มีหลากหลาย มากเหลี่ยมมากที่เฉโก แต่อีกพวก เจโตจะแรงมาก แต่ไม่มีมุมเหลี่ยมเท่าไหร่ เหลี่ยมมากแรงไม่มากคือ อิตถีภาวะ แรงมากเหลี่ยมไม่มากคือ ปุริสภาวะ แต่ถ้าเอาความฉลาดมาใช้ เป็นความซื่อสัตย์เป็นประโยชน์ อันนั้นแหละคือพระพุทธเจ้าค้นพบ เอาความซื่อสัตย์ แรงมาก แต่เอามาใช้ เอาช้าง ม้ามาใช้งาน ได้แรงเรี่ยวดี ก็เป็นสภาพของผู้สามารถทำได้ พระพุทธเจ้าสามารถทำได้ ต่อมา ที่นี้มาสร้างปัญญา อยู่ในข้อ 258 ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาพัฒนาให้สูงขึ้น จนกระทั่ง ครบรอบๆเป็นกำลังใหญ่ พละ เป็นกำลังเต็ม หรือผล จากอินทรีย์ไปถึงเต็มผลเป็นพละ ก็เป็นสามเส้าความเต็มของ ความเฉลียวฉลาดที่ดีที่สุด ประเสริฐสุด เรียกว่าปัญญา เกิดจากพลังงานตัวใหม่ ต่างจากพลังงานของ สัตวโลกสามัญ เรียกว่ามนุษย์ อเวไนยสัตว์ เป็นสัตว์ชนิดที่เป็นคนแล้ว สอนยังไม่ได้ พัฒนาไม่ได้ เป็นโลกีย์อยู่ เฉลียวฉลาด แต่ธาตุจิตไม่สามารถหลุดออกมาเป็นโลกุตระภูมิ ที่มี DNA ใหม่ เป็นตระกูลใหม่ อันอื่นจากธาตุเก่า อันเก่าเป็นแกน อยู่ในสัตวโลก เกิดอยู่ในแกนเก่า แม้เป็นคนก็ตาม เกิดมานานมาก ซึ่ง ต้องเกิดสิ่งอื่นที่ออกมาจากอันเก่า เรียกว่า อัญญะ เป็นธาตุที่ฉลาด จะเจริญไปเป็น สัญญะ ปัญญะ ส่วนอัญญะไปเป็นฆัญญะ ก็ฆ่าเขาเลยนะ เกิดมาเป็นกัญญะ ก็ดูน่ารัก หลอกเก่งนะ มันหมายถึงตัวผู้หญิง เป็นอิตถีภาวะ น่ารัก แต่แฝงร้าย น่ารักแต่ซุ่มร้าย น่ารักแต่ลึกร้าย น่ารักแต่ร้ายลับๆ อยู่ใกล้กับฆัญญา ทำร้ายทำลาย ไม่มีอะไรเป็นตัวเดียว ฆัญญะนี้เหมือนปุญญะ คือฆ่าลูกเดียว ฆ่าจบก็หมดหน้าที่ คนเราเข้าใจปุญญะไม่ได้ ก็น่าสงสาร ซึ่งทั้งที่ปุญญะนี้ เป็นการฆ่ากิเลสอย่างเดียว ไม่ทำร้ายทำลายอื่นเลย หน้าที่เขาทำเสร็จก็สลายตัวไป เหมือนผึ้งตัวผู้ ผสมพันธุ์เสร็จมันก็ตาย อย่างในหนังสือ เงาฟ้าที่ท่าน้ำนี้ก็มี ปัญญาเกิดจากต้นพลังงานที่เป็นตัวอื่น มันเริ่มเกิดเป็นอัญญา อัญญาสิ วัตโภ โกณทัญโญ DNA ใหม่ เกิดแล้วปัญญาใหม่ เกิดแล้วในคนนี้ เป็นพลังงานโลกุตระตัวแรก เริ่มต้นเข้ากระแส จะพัฒนาเป็นเชื้อตระกูลใหม่ เป็นตระกูลโลกุตระ ก็สะสมไป จนกระทั่งจะเกิด อัญญา จะพัฒนาเป็นปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เกิดจากองค์ 3 คือ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ โดยการปฏิบัติ มรรคมีองค์ 8 มัคคังคะ คือศีล สมาธิ ปัญญา พระโสดาบันก็มีศีล 5 ไม่ไปทำร้ายสัตว์ ไม่ไปทำร้ายเขา สัตว์เขาก็มีชีวะ จะไม่เบียดเบียนกัน แม้จะเป็นสัตว์ร้าย ก็ให้เป็นไปตามวิบาก เขาทำชั่ววิบากชั่วทำร้ายเขาเอง เราอย่าไปร่วมวิบากเขา งูมันจะกินเขียด แต่ไปดึงเขียดจากปากเขาทำไม เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ งูมันต้องกินเขียดเป็นไปตามวิบาก แต่ถ้าไปแย่งมัน งูมันก็จะพยาบาทคุณ เสือมันกว่าจะล่าสัตว์ได้ บางทีถูกควายขวิดเอาด้วย อย่าไปยุ่งกับเขา สัตวโลกก็ปล่อยเขาไป ตามวิบาก เขาจะช่วยอย่างไร ก็เป็นเรื่องความวนเวียนในวัฏสงสาร จะลำบากลำบนไปอีกนานนับกี่กัปป์ มันเรื่องของเขา ก็มาอยู่กับ วัตถุ พีชะ ที่ไม่มีวิบาก เป็นชีวะที่มีความสด มีโอโซน เอาอย่างนี้อยู่กับสิ่งที่ดีกว่า ไม่มีโทษภัย อยู่กับแค่พืช พอแล้ว มนุษย์ไม่ต้องอาศัยสัตว์ ไม่ต้องอาศัยเซลล์จากสัตว์ คนที่ยังกินสัตว์ชั้นต่ำ แน่นอนวิบากก็ไม่มาก แต่นานนะ ซึมลึกกินนาน คนที่บอกว่า ฉันไม่กินสัตว์ใหญ่ กินแต่สัตว์เล็กน้อยแค่ปลา ปลาก็มีอีกหลายชั้น สรุปมาหาปัญญา

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ปัญญานัยยะของศีลข้อ 4 ปัญญาจะเกิดได้จากการปฏิบัติมรรค มรรคคืองานหลัก เรียกว่าอาชีพ เป็นพลังงานกาย วาจาใจ เรียกว่ากัมมันตะ อาชีพคือรวมเป็นผลที่จะได้ผลผลิตออกมา เอามาใช้เป็นประโยชน์ เป็นของกินของใช้ อุปโภคบริโภค ก็สร้างขึ้นมา สร้างอุตสาหกรรม เป็นประโยชน์ก็ทำ ไม่ทำอุตสาหกรรมแบบเป็นโทษ ทำการกสิกรรมก็ให้เป็นประโยชน์คุณค่าที่แท้ ไม่เป็นโทษภัย สร้างเสริมกันไป เมื่อทำอาชีพ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ทุกอย่างจัดสรรให้ดี แม้ที่สุดเฉพาะแต่วาจา ก็อย่าให้เกิดวาจาที่เป็นโทษภัย ไม่ให้มีความเพ้อเจ้อสูญเปล่า หรือเป็นผลเสียส่อเสียด สร้างสงครามให้แก่สังคม หรือแม้แต่คำหยาบ คำหยาบก็กระทบ แต่ส่อเสียดเกิดสงคราม ส่อเสียดเลวร้ายกว่าหยาบ ถ้าหยาบก็คือแรง ทื่อ ถูกตัวเขาเจ็บกระทบกระเทือน ก็ไม่ต้องหยาบได้ ก็เรียบร้อยขึ้นได้ ก็อย่าตลบแตลงโกหก อย่าหลอกลวง โกหกนี้เป็นตัวซับซ้อน กลับไปกลับมา เป็นตัวที่ช้าที่สุด ถ้าโกหกนิดเดียว คุณจะตกนรกไปอีกนาน ซับซ้อน เพราะฉะนั้น โทษภัยของการโกหกนี้แรงกว่า หยาบ พูดหยาบนี่ก็ยังแรงกว่าเพ้อเจ้อ บางทีหยาบกับส่อเสียด ถ้าหยาบแล้วไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ก็ไม่เสียหายเท่าไหร่ แต่ถ้าหยาบที่มีเล่ห์เหลี่ยม เลวร้ายกว่าส่อเสียด ส่อเสียดทำให้เกิดความเดือดร้อน เกิดสงครามวุ่นวาย แต่ถ้าหยาบ ถ้าตนเองไม่มีอะไรแฝงซ่อนอยู่ในนั้น มะลื่อทื่อ เหมือนกับนักเลงโต ที่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม มีแต่แรงอย่างเดียว บื้อๆทื่อๆ สรุปแล้ว คุณจะมีชีวิตอยู่ทำงาน สร้างอุปโภคบริโภค เป็นนักทำงาน คุณก็ทำงานสร้างอาชีพที่ดี สร้างสิ่งที่กินใช้ เป็นอุปโภคบริโภค เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ กับเครื่องกินเครื่องอยู่ เมื่อเราสามารถเป็นประโยชน์ เกื้อกูล 1. รับใช้ด้วยแรงงาน 2. รับใช้ด้วยความรู้ แรงงานกับความรู้ หากความรู้ที่เป็นโลกุตระนั้น จะเหนือกว่าแรงงาน ผู้ที่ทำแรงงานได้มาก เป็นประโยชน์ต่อโลกมากก็ดี แต่ถ้าเป็นความรู้โลกุตระ แม้มีน้อย ก็จะเหนือกว่าแรงงานเป็นต้น

อย่างอาตมา ปางนี้ อะไรก็ไม่เก่งเท่า ความรู้ทางโลกุตระ อันอื่นอาตมาทำน้อย คนอื่นเกิดมาทำแรงงานได้มากกว่า แรงงานที่จะพาไปสร้าง ทางวัตถุอะไรได้ก็ดี แรงงานที่จะใช้สื่อทางวาจา แรงงานใช้สื่อสร้างวัตถุ สถานที่ ดิน น้ำ ไฟ ลม แรงงานของความรู้ ใช้สื่อทางภาษา ทุกวันนี้ดี มีตัวหนังสืออีก อาตมาไม่เก่งทางภาษาวัตถุ ไม่มีหน้าที่ทางวัตถุ มีหน้าที่ทางโลกุตระอย่างเดียว จะใช้รูปก็น้อย แต่ใช้สภาวะ รูปของสภาวะโลกุตระนั้นเยอะ และยาก มันยิ่งกว่า ปั้นน้ำเป็นตัว แต่อาตมานี่ ยิ่งกว่าปั้นลมเป็นตัว แต่นี่ปั้นไฟเป็นตัว ปั้นธาตุร้อนเป็นตัว ก็ยิ่งใหญ่แต่ไม่เท่าไหร่ อาตมานี่เท่ากับปั้นความว่างเป็นตัว ขึ้นมาให้คุณสัมผัสได้ พยายามใช้ภาษาสื่อเป็นสภาวะ ไม่ง่ายแต่ก็เข้าใจกันนะ มันมีหน้าที่นั้น เพราะต่อไปจากนี้ จะเป็นกลียุค ก็คงไม่มีใคร อายุยาวยืนไปถึงอีก 200 ปี อาตมาก็ว่าจะอายุยืนยาวไปอีก ปัญญาที่เกิดจากการกระทำอาชีพ ต้องเอาอัญญะจากอาชีพ คนโลกีย์ต้องเอาอัญญะ คนโลกุตระได้อัญญะแล้ว ต้องพัฒนาเป็นกัญญะ ธัญญะ ธัญญะคืออาหารคือธัญญาหาร เป็นของกิน ธัญญะ จะเป็นสิ่งเจริญอื่นๆ อีกก็ได้ จนกระทั่ง เป็นเลิศเป็นยอด ก่อสร้างขึ้นไป ฆัญญะ เป็นระหว่างกลาง คุณใช้เป็นอาวุธฆ่าศัตรู ฆ่าสิ่งเลวร้าย หรือ จะมาห้ำหั่น เหมือนมีด หรือแม้แต่กระดาษทรายเบอร์ 0 ละเอียด ก็ต้องใช้ ฆัญญะ หรือจะใช้ระเบิดปรมาณูนิวเคลียร์ ตอนนี้ก็เหลือแต่ เกาหลีเหนือ ในทางตะวันออก แต่ในทางตะวันตก ก็ซุกซ่อนอยู่ มันเป็นธรรมชาติที่เขาไม่รู้ตัว อาตมาก็ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่ โลกนี้จะอยู่ต่อไปอีก เขาทำไม่หยาบ แต่แม้ธัมมชโยเขาทำ ประเทศไทยก็ไม่แสดงหยาบ แต่ไม่รู้ว่า ขาโตจะหายหรือยัง ถ้าไม่ตายก็ทรมาน จะโผล่หน้ามาให้คนเห็นก็ไม่ได้ ไม่รู้ว่าอยู่ในเมืองไทยหรือเปล่า แม้อยู่ในโลกกว้าง ก็ยังต้องหลบซ่อน เพราะการสื่อสารเดี๋ยวนี้ ไปเร็วมาก ไม่รู้จะหลบอยู่ในมุมไหนได้ แต่ถ้าคนขาบวมขาดำขนาดนั้น มันจะปวดขนาดไหน แต่ทำไม มันตรงกันข้ามกับหน้า ที่ขาวผ่อง ไม่เป็นอะไรเลย มีคนบอกว่าขาปลอม มันลึกลับจริง ๆ พวกที่เปิดเผย อย่างพวกเรา ก็เปิดเผยขึ้นมา ในประเทศไทย ทุกอย่างเปิดเผยขึ้นมา และเป็นการเปิดเผยตัว ของความเป็นคนไทย ขณะนี้ทุกคนมีความสำนึก เราต้องโชว์แต่สิ่งที่ดี อย่าให้ความไม่ดีโผล่ออกมา จะให้ดีที่สุดคือ ทำลายความไม่ดีในตัวเอง ออกไปให้หมด เมื่อมันหมดแล้ว เอาออกหมดแล้ว มันก็ไม่มีอะไรต้องระวัง ว่าจะโผล่ออกมา ทฤษฎีที่จะทำสิ่งไม่ดีในตัวเรา ตั้งแต่เป็นพลังงานอกุศลจิต พระพุทธเจ้าสอนทฤษฎีไว้หมด ทำให้หมด ให้ทันยุค ให้เป็นอรหันต์ แล้วจะได้ร่วมกันสร้าง สิ่งที่ดีขึ้นมาในยุคนี้ เท่าที่เวลาจะเป็นไปได้ ช่วยกัน โลกต้องการรูปร่างของความจริง ความจริงของตั้งแต่ จิตวิญญาณไปถึงกรรมกิริยา ความจริงจนถึงตัวตนบุคคล ความจริงจนถึงมวลบุคคลรวมกัน จนกระทั่ง เป็นรูปร่างของ ความวน ของความหมุน ตัวที่จะเป็นแรงงาน เป็นพัฒนาการขึ้นมา เป็นสังคมโลก เป็นสังคมหมู่บ้าน-อำเภอ-จังหวัด แต่ละจังหวัด ถ้าเป็นจังหวัดโลกกุตระทั้งนั้นเป็นต้น มันจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน ตอนนี้เรามีหมู่บ้านโลกุตระ ไม่กี่หมู่บ้าน แม้แต่ปฐมอโศก ก็ยังไม่เป็นนิตินัย แม้แต่สันติอโศกก็ยังไม่เป็นนิตินัย นิตินัยเรามีสองหมู่บ้านคือ ศีรษะอโศก กับราชธานีอโศก ทางหมู่บ้านที่ราชธานีอโศกนั้น จะมีอะไรหลายๆอย่าง รวมกันอยู่เยอะ ที่ศีรษะอโศกเป็นหัว นิดน้อย แต่เป็นชีวะ เป็นตัวแกนอันใหญ่ ซึ่ง 2 อันนี้ก็จะร่วมกันสร้าง อันอื่นขึ้นมาอีก ปฐมอโศกเป็นตัวแรก ตั้งหลักขึ้นมาก่อน ตั้งตัวได้เป็นพี่ เลี้ยงน้องๆ อันอื่นๆก็ตั้งหลักตั้งฐานะขึ้นมาอีก แล้วจะเผื่อแผ่เกื้อกูลกัน ถ้าศีรษะอโศก เป็นนิตินัย สองอันนี้เป็นบวกลบ ถ้าสามารถติดเครื่องเป็นอันที่ 3 ขึ้นมาได้ ก็จะเกิด cyclic order ที่มีฤทธิ์มีพลังขึ้นมาอย่างเจริญทีเดียว

ตอนนี้ที่ศีรษะอโศกก็จะสร้าง สิ่งที่ไม่ใช่เชิงปัญญาทีเดียว แต่ที่ศีรษะอโศกจะสร้างเชิง เจโต ที่ราชธานีอโศกจะสร้างเชิงปัญญา หมู่บ้านราชธานีอโศก ตอนนี้ มีอาคารใหญ่ขึ้นมาแล้ว ถ้าสามารถสร้างมหาวิทยาลัย ระดับอุดมศึกษาได้ ก็จะสามารถผลิตบุคคล ทางวิชาการ เป็นความรู้ บ้านวัดโรงเรียน สามเส้า คือ สังคมบ้าน สังคมศาสนา และสังคมการศึกษา ราชธานีอโศก จะมีสามเส้าได้ครบ จะมีทั้งสถานที่การผลิต สถานที่การค้า สถานที่ทางการศึกษาจะเกิดขึ้น

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ปัญญาในสังกัปปะ 7 ปัญญาจะเกิดได้ต้องเกิดจากพฤติกรรม สั่งสมขึ้นมาจาก การปฏิบัติมรรค ออกจากอาชีพ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ ผู้มีต้นรากสังกัปปะ มโนปุพพังคมา ธัมมา สามารถจัดการ ตั้งแต่เริ่มดำริ ถ้ามีเชื้อกามพยาบาท ก็สามารถกำจัดได้ เกิดเป็น วจีสังขาร รอส่งเป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ เป็นปัญญา (ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ) กับเจโต (อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา) เป็นพลังงานเคลื่อน กับพลังงานนิ่ง dynamic กับ static ผู้ที่ไม่สามารถรู้และอ่านออกได้ แต่สิ่งเหล่านี้ทำงานในตัวมันเอง ถ้าใครรู้ก็จัดการปรับปรุงสร้างสรรค์ได้ ถ้าไม่รู้ แต่พลังงานเหล่านี้ มันก็เกิด แม้พีชะมันก็เกิด หรือจิตก็เกิด ถ้ายิ่งมีตัวประธานที่ฉลาด ก็สามารถปรับ อิตถีภาวะปุริสภาวะ ให้เป็นพลังงานดี แล้วประธานกับปุริสภาวะเป็นสองเส้า ไปจัดการอิตถีภาวะ ประธานจะลำเอียงไปทาง ปุริสภาวะ ไม่เอียงไปทางอิตถีภาวะ แต่ที่จริงช่วยกันนะ อิตถีภาวะคือแรงดิ้นดุ๊กดิ๊ก แต่ประธานก็สามารถควบคุม ให้มันเป็นไปเป็นประโยชน์ได้ สุดท้ายแล้ว 2 กับ 1 ก็เข้ากันได้ จึงจะเกิดปฏิกิริยาที่ดี แต่ถ้ามีแค่หนึ่งเดียวก็ไม่เกิดปฏิกิริยาอะไร อาชีวะ จะมีการสร้างงาน เอามากินมาใช้ ที่ไม่เป็นโทษภัย นอกนั้นมีวาจา มีจิตสังกัปปะ แล้วก็ต้องผ่านการกระทำ แล้วเลือกเอาสิ่งที่เป็นประเสริฐสุดมาได้ มันเป็นวัตถุธาตุ ก็เอาไปใช้งาน สิ่งที่เป็นประโยชน์ เอามาใช้งานได้ จิตวิญญาณเป็นประโยชน์ทางปัญญา เฉลียวฉลาดทางโลกุตระ ถ้าเป็นเฉกะคือ ผู้มีความเฉลียวฉลาดทางโลกีย์ แต่ถ้าเริ่มมีพลังงานอื่นจากโลกียะ คืออัญญะ ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แล้วมีพลังงานที่จะแพร่เชื้อ รุนแรงกว่าไวรัส จุลินทรีย์ อัญญะมีพลังงานแรงกว่า และถาวรด้วย พลังนี้แรงกว่าเชื้อร้ายแรงอื่นๆ แรงกว่าเอดส์ ไข้หวัดนก อีโบล่า แต่เชื้ออัญญะนี้แรงกว่า เป็นหลักเป็นแกนได้ ไม่มีอะไรทำลายได้ พระพุทธเจ้า เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิต ที่สามารถค้นพบสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเก่งที่สุด อย่างยอดเยี่ยม คนที่เข้าใจสภาพถึงขั้น เปลี่ยนพลังงาน จากโลกีย์มาเป็นโลกุตระ ความเป็นโลกุตระก็พัฒนาขึ้นได้ เรียกว่า สาสวะ คือ ทำให้พลังงานกิเลส ลดลงลดลง จนหมด หมดสาสวะก็เรียกว่า อนาสวะ ไม่เหลือสาสวะแล้ว ข้อ 1] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาสังกัปปะเป็น 2 อย่าง คือ สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์อย่าง 1 สัมมาสังกัปปะของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง 1 ฯ ส่งผลให้ขันธ์ 5 สะอาดขึ้นเรื่อยๆ เป็นอุปธิเวปักกา หมายความว่า ให้ผลแก่ขันธ์ ได้ชำระกิเลส ออกจากจิตไปด้วย เป็นส่วนแห่งบุญ มันคือส่วนได้ แต่มันคือส่วนเสีย กิเลสเสียออกไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้อะไรมา มันมีแต่ขันธ์ที่สะอาดขึ้น หากทำออกไปได้เรื่อยๆ [262] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาสังกั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน