600212_ทวช.พุทธาภิเษก#41 ปฐมอโศก สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 1.docx
เนื้อหาในไฟล์
600212_ทวช.พุทธาภิเษก#41 ปฐมอโศก สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 1
พ่อครูว่า….นี่เป็นผลมะนาวหวาน.. พวกเรามีความรู้ในการนำสิ่งที่จะมาเลี้ยงชีวิต พวกเราก็มีความสามารถมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เกิดจากความรู้สมัยใหม่ด้วย ความรู้สมัยเก่า โดยเฉพาะของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นตัวหลักยืนยันด้วย ก็ทำให้เราเกิดผลอย่างนี้ จึงเป็นชุมชนสังคม มีวัฒนธรรมของตัวเอง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่อาตมาก็ยังมั่นใจภาคภูมิใจ ว่าธรรมะพระพุทธเจ้านั้นเป็นจริง เป็นสภาพของประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ เป็นคอมมูน หรือคอมมิวนิสต์ที่ยิ่งใหญ่ แม้เป็นเผด็จการก็เป็นเผด็จการที่ยิ่งใหญ่ เพราะเผด็จการตัวเองเท่านั้น ไม่ได้เผด็จการใคร เผด็จการตัวเองอย่างสำคัญ จึงเป็นความรู้ความจริงที่มันพิสูจน์ได้ ยืนยันได้ จนมาถึงในยุคนี้แล้ว จะต้องมาเอาคุณสมบัติ คุณธรรม อันเป็นคุณวิเศษแบบนี้ ในระดับประชาธิปไตย หรือคอมมูน ถึงขั้นที่เป็นสาธารณโภคี ซึ่งไม่ได้เป็นได้ง่ายๆ ถ้าไม่มีหลักเกณทฤษฎี ที่ยิ่งใหญ่ ของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ก็ไม่สามารถที่จะเอามาปฏิบัติให้ชีวิตเป็นได้ เป็นได้ไม่ใช่คนเดียว ไม่ใช่น้อยคน มีจำนวนพันเป็นเอนก ในยุคนี้ได้เป็นจำนวนพันก็ดีนักหนาแล้ว พระพุทธเจ้าสมณโคดมก็มีวันมาฆบูชา มีพระอรหันต์แค่พัน 1,250 แค่นั้นเอง อย่างพวกเรา งวดนี้ พุทธาภิเษกฯก็พันกว่าคน ก็ใช้ได้แล้ว อาตมาภาคภูมิใจที่ไม่ได้ใช้วิธีบังคับ แม้แต่อ้อนวอน แม้แต่และเล็มเลียบเคียง หว่านล้อมให้มา ให้มาเป็นมาทำอะไรต่างๆ อาตมาก็ว่าไม่ได้ทำ พวกเรามาด้วยใจตัวเอง มาด้วยความสมัครใจเต็มใจ มาด้วยปัญญาที่ชัดเจนว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญจำเป็นในชีวิต ที่จะต้องพากเพียรเอา จึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เป็นเรื่องที่ยืนยัน สิ่งที่เป็นสัจจะ ที่คงทนทาน ถาวร ยืนยันอยู่ตลอดกาลนาน จิตที่ได้อบรมแล้ว ด้วยศีลอันเป
อ่านต่อ
็นลำดับ ศีล 5 8 10 จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล โดยมีมหาศีลเป็นหลัก ที่บ่งบอกความเป็นศาสนาพุทธ ไม่มีเดรัจฉานวิชา เป็นสิ่งยืนยันว่า ตราบใดยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ ตราบนั้นโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ เรามาเริ่มต้นไตรสิกขาเน้นที่สัมมาสมาธิ เป็นสัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เป็นสมาธิลักษณะพิเศษ มีหนึ่งเดียวตลอดกาลนาน ไม่ว่าในสมัยไหน ยุคไหน กัปป์ไหน มีอย่างเดียวไม่เหมือนใคร เพราะเป็นสมาธิที่หมายถึงความตั้งมั่นของจิต เป็นจุดสำคัญ มีความสงบ มีความเป็นหนึ่ง ไม่แตกเป็น 2 ซึ่งก็มีคุณสมบัติที่ยังมี แง่ เชิง ที่จะแยกต่างไป มันก็เป็นได้เหมือนกัน ก็ต้องมีสัมมาทิฏฐิให้ตรง ว่าของท่านนั้น เป็นความตั้งมั่นของจิต ตื่น ลืมตา ตา หู จมูก ลิ้น กาย เปิดทวารข้างนอกหมด สัมผัสเป็นปกติสามัญของคนตื่น ชาคริยา เป็นพุทธะ คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จะต้องมีความตื่น ชาคริยา ไม่ใช่เป็นผู้หลับอยู่ มันมีนัยยะสองอย่าง สมาธิหลับเข้าไปอยู่ในภพ กับสมาธิที่ตื่นทั้ง กายสังขาร จิตสังขาร มโนสังขาร สังขาร 3 ภายนอก โดยเฉพาะในทางกาย ก็เป็นความเข้าใจเสื่อมผิดเพี้ยนไป ในเรื่องกาย ซึ่งก็จะไม่พูดเน้นสำหรับความเป็นกาย ความเป็นธรรมะ 2 ซึ่งจะต้องมีทั้งภายนอกและภายใน จะต้องมีทั้งสิ่งที่ถูกรู้ และตัวผู้รู้อยู่ร่วมกันตลอดกาลนาน เมื่อเข้าใจธรรมะ 2 หรือแค่กายไม่ตรง ไม่สัมมาทิฏฐิ คำว่าสมาธิก็ผิดเพี้ยนไปแน่นอน และขาดศีลไม่ได้ ศีลไปตามลำดับ ศีลพระพุทธเจ้า คือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เดี๋ยวนี้ก็ชัดเจนว่า ในวงการพระภิกษุทั้งหลายส่วนใหญ่ ท่านไม่มีศีลแล้ว มีแต่พระวินัย ซึ่งก็ยังดีที่มีวินัย ยังมีสิ่งที่เป็นกรอบ ไม่ให้เกิดความเละเทะเกินไป แต่ถึงอย่างไรก็ยังอ่อน ยังเสื่อมเยอะ มีผู้ที่ทรงไว้ทำให้ศาสนาเป็นเนื้อหนังบ้าง ก็ยังดี อย่างไรก็ตามในธรรมะของพระพุทธเจ้า ในเมืองไทยเรา ยุคนี้ 200 กว่าประเทศ ก็ยังมีเมืองไทยที่มีพลเมืองไม่ถึง 100 ล้าน ตอนนี้มี 70 กว่าล้าน แต่กระนั้นก็ดี ก็มีเนื้อแท้ของประชากร พลเมือง ที่ปฏิบัติกับพฤติ มีความรู้ความจริง ที่เป็นคุณสมบัติ คุณวิเศษอันแท้จริง ของพระพุทธเจ้า ยืนยันได้กับชาวโลก ณ ลมหายใจเฮือกนี้ ยังมีสัจจะยืนยันได้ท่ามกลางชาวโลก 7,000 กว่าล้าน ที่เละเทะวุ่นวายกัน จนกระทั่งคนก็ยังหวั่นใจว่า จะมีสงครามโลกครั้งที่ 3 ถ้าสงครามโลกครั้งที่ 3 เกิด มันตายไม่เหลือ นะ เพราะว่าอาวุธการสร้างอาวุธทุกวันนี้ เทคโนโลยีสมัยใหม่มันเก่งจริงๆ มันเอาตายได้หมด ไม่ว่าอยู่ซอกมุมไหน ไม่ไว้หน้า ก็ล้างโลกพอดี อาตมาก็ยังเชื่อในตัวเองว่า ยังไม่ถึงกาละที่จะล้างโลก จะไปอีกช่วงหนึ่งประมาณ 1,000 หรืออาจจะถึง 2,000 ปีถึงจะล้างสุด จะครบพอกับยุคศาสนาพระพุทธเจ้าหมดสิ้น คืออีก 2,000 กว่าปี ก็เป็นหลักเกณฑ์ที่ผู้รู้ได้พยากรณ์ไว้ ซึ่งก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น เราไม่ประมาท ช้างม้าวัวควายไม่ได้ทำให้เกิดสงครามโลก แต่คนคือตัวการให้เกิดสงครามโลก ชาวไทยเราก็พากเพียรพยายามทำ เป็นตัวห้ามไม่ให้สิ่งเลวร้าย เกิดทำแต่สิ่งดี พูดมาถึงตรงนี้ก็อยากให้รายละเอียด
นัยยะอันลึกซึ้ง โอวาทปาติโมกข์ 3 คำว่า สัพพปาปสอกรณัง (ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา (ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง (ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) คำว่า บาปทั้งปวง มีผู้ที่ยังเข้าใจ คำว่าบาป เป็นแค่ความชั่วความดี แต่บาปไม่ใช่แค่ความชั่วความดี มีความหมายชั่วและดีอยู่ด้วย แต่ไม่ได้มีความหมายแค่นั้น แต่ในความชัดๆ บาปคือจิตมันมีกิเลส เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่ทำบาปทั้งปวง จึงไม่ได้หมายความว่าผู้ไม่ทำชั่ว กุศลนั้นแน่นอนแปลว่าดี ไม่ได้แปลว่าบุญ แต่บาปแปลว่าชั่ว และก็แปลว่ามีกิเลส มีสองอย่าง บาปแปลว่าไม่ดีด้วย แต่ถ้าแปลว่าไม่ดีอย่างเดียวไม่ครบ ต้องแปลว่า มีกิเลส บาปคือมีกิเลส ถ้าแปลบาปว่ามีกิเลส จะถูกชัดเจนตรงกว่ายิ่งกว่าคำว่าไม่ดี ส่วนกุศลนั้นแปลว่าดี แปลว่าความดี แต่บุญแปลว่าความดีไม่ได้ บุญไม่มีความดีเลย บุญมีแต่การชำระ การประหาร แต่มันเข้าใจผิดเพี้ยนไปไกล จนคำว่าบุญก็เข้าใจผิดเพี้ยนศาสนาก็เสื่อมไปเรื่อยๆ จะเข้าใจคำว่าบุญ ไม่คม ไม่แม่น ไม่ชัด ไม่ตรง มันก็เลยไม่ได้ผล ตามจริง
ปัญญา เป็นความลึกซึ้งเฉลียวฉลาด หรือความรู้ของสัตว์โลก คือมนุษย์ เริ่มจากอัญญา สัญญา ปัญญา พัฒนามาเป็นพลังงานความรู้ที่สุดยอด แตกต่างจากความเฉลียวฉลาดของผู้คนสามัญทั่วไป มันเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พิเศษจริงๆ ศาสนาพุทธเท่านั้นที่ค้นพบ มีในศาสนาพุทธเท่านั้นที่สมบูรณ์แบบ ที่พูดไม่ได้ยกตัวยกตน แต่ให้ชัดเจนยืนยันว่า เป็นความจริงเช่นนั้น
ไตรสิกขาของศาสนาพุทธ 1. การศึกษาต้องมีเกณฑ์ มีกรอบของศีล มีขนาดของศีล สำหรับเหมาะสำหรับแต่ละบุคคล แล้วก็ต้องปฏิบัติให้ขัดเกลาจิตใจ ขัดเกลากิเลสออกจากจิตให้ได้ ต้องรู้จักมีปัญญา ต้องรู้จัก จิต ปัญญา ศีล ต้องมีตัวทิฏฐิ สัญญา และก็ปัญญาที่จะจับตัวกิเลส ได้อย่างแม่นชัดคมว่า มันเป็นนามธรรม จึงยาก รู้จักได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส คือคำอธิบายที่อาตมาพูดคืออุเทส เข้าใจแล้วก็ไปจับอาการ ใช้นิมิต แล้วรู้จักเปรียบเทียบเป็นธรรมะ 2 ชำระแต่กิเลส ฆ่าแต่กิเลส อย่างอื่นไม่ไปทำร้ายอะไรเลย ผู้ใดที่ละเอียด สุขุม ประณีต ก็ไม่ผิดเพี้ยน คนที่ไม่สุขุมประณีต ก็ไปฆ่าเนื้อจริง อย่างไปดับจิตกดจิตเฉยๆ ไม่ถูกวิธี หรือเข้าใจสักกายะไม่คมไม่แม่น ที่ทำจิตดีก็สูญเสียเปล่าๆ ที่ไม่ดี ก็เอาออกไม่หมด ก็เลยไม่บริบูรณ์ไม่สมบูรณ์ เมื่อสามารถตั้งเกณฑ์ เรียกว่าศีลให้แก่ตัวเอง อย่างเช่นศีล 5 เป็นต้น ถ้าศีล 5 ครบบริบูรณ์ด้วยกาย วาจา ใจ จะต้องสมบูรณ์ถูกต้อง ศีลสามข้อแรก ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่เอาของคนอื่น ไม่ทำร้ายชีวิตใคร มันเป็นวิบากทั้งนั้น ซึ่งจะโดยเจตนาหรือไม่เจตนา ก็เป็นวิบาก โดยการที่ทำให้ชีวิตอื่นเขาตกร่วง เพราะต่างก็มีชีวิต มีจิตนิยาม มีพยาบาท มีกาม มันเป็นเรื่องของแต่ละชีวะ ที่เป็นชีวะระดับจิตนิยาม เราก็อย่าไปสร้างวิบาก ทำให้เกิดวิบากขึ้นมา เพราะว่ามันมีชีวิตอยู่ได้ โดยไม่จำเป็นจะต้อง หาวิบาก ไปเอาวิบากมาจากสัตว์ตัวใดๆ ตัวเล็กตัวใหญ่ไม่ต้องเลย เป็นแต่เพียงเรามีชีวิตด้วยพีชะ หรืออุตุที่อาศัยให้ชีวิต อยู่รอดได้ตลอดกาลนานที่เป็นคนเป็นมนุษย์ สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 1 เรามาเริ่มต้นที่ มหาจัตตารีสกสูตร ล.14 ข.252-281 ๗. มหาจัตตารีสกสูตร (๑๑๗) [252] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ [253] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ (พ่อครูว่า ย้ำว่า เฉพาะของศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นใดทำให้เกิดสมาธิแบบนี้ไม่ได้ แล้วเกิดอาริยบุคคล สมณะ 1-8 ไม่ได้ ต้องอันนี้เท่านั้นอย่างอื่นไม่ได้ไม่มี) [25๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิรู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ (พ่อครูว่ามรรคทั้ง 7 เป็นเหตุให้เกิดสัมมาสมาธิ จิตที่เกิดความสงบนั้นมี 2 แบบแบบ 1 นั้นเป็นแบบที่เกิดจากสะกดจิต ก็นิ่งได้เป็นหนึ่งได้ แต่ไม่ได้วิจัยอะไรเลย แล้วศาสนาพุทธก็ไปหลงวิธีสะกดจิตที่ไม่ได้ยากอะไร นั่งสะกดเข้าไปอย่างไรมันก็ได้ แต่ของพระพุทธเจ้า ต้องรู้รายละเอียดหมดเลย ธรรมะพระพุทธเจ้านั้น คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) [255] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผลผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีบิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มีสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มีนี้มิจฉาทิฐิ ฯ พ่อครูว่า...ความเห็นความเข้าใจ ต้องเริ่มจากสุริยเปยยาลสูตร มีมิตรดี รู้จักมิตรดีที่จะทำให้เรารู้จักศีล ปฏิบัติ ศีลแล้วจะเกิดอานิสงส์ 10 ของศีล ถ้าเกิดแล้ว ก็เกิดฉันทะ จะมาเอา ศีลต้องปฏิบัติอย่างนี้ บางคนเขาไม่ชอบ มีจริตชอบนั่งหลับตาสะกดจิตเขาก็ไม่มาเอาแบบนี้ ต้องมาลองดูก่อนว่าศีลต้องปฏิบัติแบบนี้ แสงอรุณจึงเป็นข้อ 2 คือศีล จากนั้นก็จะเป็นฉันทะ ที่จะยินดี คนมายินดีในทิศทางนี้ ก็มาเริ่มเรียน เริ่มเรียนก็จะต้องเรียนรู้อัตตา จับอาการอัตตา จับสักกายะตัวแรก เป็นธรรมะสอง ได้ตัวปฏิบัติแล้ว เมื่อเข้าใจสักกายะ รู้สักกายะ มีหลักเกณฑ์ หลักเกณฑ์ใหญ่คือศีลสมาธิปัญญา ทำให้จิตบริสุทธิ์สะอาดจากกิเลส เมื่อเข้าใจ อัตตาพอสมควร เป็นความรู้เท่านั้น แสงอรุณคือความรู้ เป็นทิฏฐิ แล้วก็เอามาปฏิบัติ อย่างไม่ประมาท แสงอรุณตัวที่ 6 แล้วย้ำอีกนะว่า ปฏิบัติใจในใจเป็น โยนิโส การนั่งสะกดจิตก็เป็นการทำใจในใจ แต่ว่าไม่ใช่แบบนั้นนะ ที่เราจะทำ เราต้องรู้ว่าปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ อย่างไร ชัดเจนนะ มีแต่ศาสนาพุทธเท่านั้น ส่วนความมักน้อย สันตุฏฐิ ปวิเวก อสังสัคคะ วิริยารัมภะ กถาวัตถุ ห้าอันแรกของลัทธิฤาษีเขาก็มี ศาสนาอื่นเขาก็มี แต่ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ ศาสนาอื่นไม่มี ถึงมีก็ไม่เหมือน ส่วน มักน้อย ศาสนาอื่นเขาก็มีแต่มักน้อยได้มากกว่าศาสนาพุทธด้วย ของศาสนาพุทธนั้นเป็นเรื่องของความเป็นสัจจะย้อนสภาพ ไหนว่าไม่มีมากแต่มีมาก ไหนว่าไม่มีแต่ก็มี เป็นไปตามองค์ประกอบ มหาปเทส ถ้าจะเอาความมักน้อยศาสนาเชนชนะหมด มีสมบัติแค่ ภาชนะใส่อาหารกับไม้ปัดสัตว์ คนก็ชอบแบบสุดโต่ง เขาก็ศรัทธาแบบนั้น ก็มีคนที่ศรัทธาแบบนั้นจริง ผู้อุปถัมภ์ค้ำชูนิดเดียว เขาก็อยู่ได้แล้ว พวกเชนอาศัยคนอื่นนะ ไม่ขุดดินปลูกพืช บิณฑบาตนิดเดียว กินน้อย มีแต่คนผอมไม่มีคนอ้วน นอกจากผู้ปฏิบัติไม่ดีก็จะมีพุง ถ้าปฏิบัติได้เก่งจะต้องผอม ช้างพี ฤาษีผอม เพราะฉะนั้นเราเอาแต่แง่ของน้อย อัปปิจฉะ มักน้อย สันตุฏฐิ ก็ไม่พอ ไม่สมสัดส่วน จึงยากมากเลยในความพอเพียงที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงตรัสไว้ ยากมากเลยในความพอดี พอเหมาะ พอเพียง ต้องเอาในทุกปัจจุบันกาละ ความสงบสองนัย คือสงบนิ่งไม่รับรู้อะไรเลยนิ่งเงียบสงบกว่า แต่สงบของพระพุทธเจ้าต้องสงบอย่างไม่มีกิเลส อย่างหยาบกลางละเอียด แม้นิดหน่อยก็ไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา เป็นตัวธาตุรู้ กำหนดรู้อย่างชอนไช ละเอียดหมดเลย ไม่มีเศษละเอียดแม้น้อย อากิญจัญญายตนะ แล้วตรวจแล้วตรวจอีกใน เนวสัญญาต่างๆนานา ตรวจแล้วตรวจอีก แม้น้อยนิดไม่มี แต่ว่าไม่รู้ก็ไม่ได้ ต้องรู้ พ้น เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ใช้สัญญาตรวจสอบ จนเกิดนิโรธ สัญญาเวทยิตนิโรธ ด้วยการใช้สัญญาเคล้าเคลียอารมณ์ ปฏิเวธะ ทะลุแทงรอบ ตรวจสอบเกลี้ยง เป็นนักค้น ตรวจสอบจนไม่เหลือ แม้นิดน้อยก็ไม่เหลือ และรู้ความไม่มีอย่างครบรอบถ้วน พ้น เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา จึงได้ชื่อว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ นิโรธอย่างแจ้งสว่างชัดรอบใสสะอาดบริบูรณ์หมด จึงเรียกว่าสัจฉิ แจ้งสะอาดใสสว่างหมด
สัมมาทิฏฐิ ๑๐ (สาสวะ) เมื่อผู้ที่เริ่มต้นปฏิบัติแล้ว พระพุทธเจ้ากำหนดหลักปฏิบัติของท่าน มี ทาน ยิฏฐัง หรือวิธีปฏิบัติ หุตัง นี่คือสามเส้าแรก ทาน ยอดสุดคือการให้การไม่เอา สุดยอด วิธีการปฏิบัติศีลพรตต่างๆ ก็เพื่อล้างกิเลสให้หมดตัวตน เพื่อการให้อย่างเดียวกัน ทำแล้วมันได้อย่างนั้นหรือเปล่า จิตได้ผลอย่างนั้นหรือเปล่า คือหุตัง คือสามเส้าแรก ต่อจากนั้น ทินนัง ท่านก็แปลว่าทำทานสำเร็จแล้ว จบแล้ว แต่คุณทำใจในใจเลยสร้างความหวัง สาเปกโข มีจิตใจอยากได้อะไรคืนมา นิดน้อยหรือเปล่า ใจของคุณหวังว่าการให้แล้ว ต้องการอะไรตอบแทนหรือเปล่า ต้องไม่มีแม้แต่จิตใจที่อยากจะได้อะไรตอบแทนคืนมา ต้องอ่านอาการของจิตเราจริงๆ พระพุทธเจ้าให้อ่านให้ชัดว่ามันต้องมี มันไม่ง่าย คนที่ยังไม่ได้ทำ ยังไม่ชำนาญ จนเป็นอัตโนมัติมันจะต้องมี อยากได้ทำไม ห่วงหาอาวรณ์อาลัย มันจะต้องมีต้องได้ ก็มันจะสะเด็ดสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงตัวเองเกินว่า ทำไมไม่หมดเสียที ให้พากเพียรตัวเองไปอย่าไปอึดอัดขัดเคือง มันไม่ง่ายเสียทีเดียวค่อยๆทำ ใครทำได้ง่ายก็เป็นบารมี สอง ศีลพรต การปฏิบัติก็เพื่อที่จะให้ อีกเช่นกัน ด้องปฏิบัติธรรมทุกอย่าง ไม่ว่าจะทำให้เกิดสมาธิ ทำให้เกิดจิตใจสงบ ทำให้เกิดสิ่งที่ดีงามอะไรก็แล้วแต่ ทุกอย่าง วิธีการหรือที่ว่าเป็นกฎหรือทฤษฎี ทุกอย่างท่านแปลยิฏฐัง ท่านแปลทับศัพท์ว่า ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล หรือยัญที่บูชาแล้วมีผล ยัญ กับ อัญญะ อัญญะคือธาตุรู้ เอาวิธีปฏิบัติมาใช้ เป็นความรู้ที่มีวิธีปฏิบัติ ของพระพุทธเจ้าก็เฉพาะของพระพุทธเจ้าเลย คือแบบศีล สมาธิ ปัญญา เป็นไตรสิกขา ดูวิธีปฏิบัติให้เกิดสัมมาสมาธิตามมหาจัตตารีสกสูตร วิธีปฏิบัติ ยัญพิธี พูดด้วยภาษาเทวนิยมคือบูชาพระเจ้า เพื่อให้เกิดพระเจ้า พระเจ้าคือจิตวิญญาณ ศาสนาพุทธนั้นพระเจ้าหรือจิตวิญญาณก็อยู่ที่ตัวเรา ส่วน จิตวิญญาณองค์รวมอันใหญ่ ก็ว่าไป เป็นพลังงานขององค์รวม อย่างพลังงานของพุทธศาสนาก็เป็นองค์รวม หรือพลังงานของพระสยามเทวาธิราช เป็นพลังงานปกปักรักษาเราอยู่โดยปริยาย แต่สำคัญคือตัวเราเป็นเอก ที่จะต้องทำที่ตัวเราให้สำคัญ อย่างพลังงานพระเจ้าจะช่วยผู้ที่ช่วยตัวเองก่อน พระเจ้าจะช่วยคุณ แต่คุณต้องช่วยตัวเองก่อน ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น คนนี้มีบารมีเท่านี้ พระเจ้าก็ช่วยเท่านี้ พระเจ้าจะไม่ลำเอียง จะไม่ช่วยเกินบารมี อาตมามีบารมีแค่โพธิสัตว์ระดับ 7 พระเจ้าก็ช่วยแค่ระดับ 7 ท่านไม่ช่วยให้ไปถึงระดับ 9 ต้องพัฒนาระดับ 8 ของตัวเองไป ถึง 8.005 ก็ช่วย 8.005 หรือถ้าช่วยตัวเอง 8.010 พระเจ้าก็ช่วย 8.010 พระเจ้าก็คือพลังงานที่มีจริงที่จะไปด้วยกัน เป็นธรรมะ 2 ไปเสมอ เมื่อวิธีปฏิบัติ ยัญพิธี หรือวิธีปฏิบัติ ทำเสร็จแล้วมันเป็นผลตรงกันหมด วิธีการนั่นแหละ สัมปทานั่นแหละ มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องไหม ได้ผลตรงไหม ยังตรวจอีก สังเวยที่บวงสรวงแล้ว เหมือนพวกเทวนิยมก็เราทำแล้วใจเราได้เสวย เสพรส ที่เป็นอุเบกขาไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เสพรสว่างๆ ใจเราได้เสพอุเบกขาไหม นี่คือสังเวยที่บวงสรวงแล้ว เป็นหุตังหรือไม่ มีผลต่อจิตใจหรือไม่ สังเวยที่บวงสรวงแล้วมีผลหรือไม่ ก็เสพในสิ่งที่ไม่มี เสพความว่างความไม่มี มีแต่ความจริงตามความเป็นจริง อย่างเสพรส มะนาวพิสดาร ใครที่ลิ้นไม่พิการมาแตะดู ก็รสเดียวกันหมด เป็นรสชาติของมะนาว เป็นความจริงตรงกันหมด เป็นสมมติสัจจะ ส่วนใครจะชอบหรือไม่ชอบ ก็เป็นปรมัตถสัจจะของใครของมัน ไม่มีอะไรขัดแย้ง สมมุติ แต่ในเรื่องของปรมัตถสัจจะ ชอบหรือไม่ชอบมันเป็นเรื่องของอารมณ์เก๊ แต่ถ้าใครไม่มีอารมณ์เก๊ ก็จะมีความตรงกันหมด เป็นหนึ่งเดียว แต่ถ้าใครมี 2 ขึ้นมา ชอบหรือไม่ชอบก็เป็นอารมณ์เก๊ ต่อมาผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี สุกฏทุกตานัง กัมมนังผลังวิปาโก คือทำแล้วไม่เกิดวิบากอีกเลย ไม่ว่าดีชั่ว กุศลอกุศลไม่เหลือสำหรับเรา เราไม่มี เราเองเราไม่ยึดกุศลอกุศล โดยปรมัตถ์มุ่งเข้าตรงจัดการกิเลสหมด หมดกิเลส นี่คือลักษณะการปฏิบัติอย่างลึกซึ้งละเอียด ว่าให้จัดการกิเลสเท่านั้น บุญให้จัดการกิเลสเท่านั้น เมื่อจัดการกิเลสหมดตัวตน ก็สูญไม่มีอะไร ดีไม่มีชั่วไม่มี แต่ได้ผลของสมมุติ จะมีแต่ดีเท่านั้น ถ้ายังมีกรรม ถ้าพระอรหันต์องค์ไหนที่ปฏิบัติธรรมแล้วบรรลุอรหัตผล ตัวจบ เป็นอรหัตผลที่เป็นพระอรหันต์สุดท้าย บรรลุแล้วก็ ตายปุ๊บ เป็นพระอรหันต์แบบ สมสีสี ขณะจิตเดียวกันเลย บรรลุปั๊บ ตายปุ๊บ พวกนี้ไม่มีกรรมต่อเลย ดีไม่มีชั่วไม่มีเลย บุญสำเร็จปั๊บตายปุ๊บ จบเลย คนที่บรรลุอรหันต์แล้วบุญก็จบทุกองค์ กุศลก็จบด้วยสำหรับองค์นี้ อรหันต์สมสีสี หมดทั้งบุญกุศล แต่ถ้าไม่ใช่ อรหันต์สมสีสี ยังมีชีวิตต่อ แต่บาปอกุศลไม่เกิดอีกตายสนิท “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” อรหันต์นี้ กิเลสตายแล้วแต่ยังมีชีวิตเท่าที่จะมีอายุขัยต่อไป ก็มีแต่กุศล ทำกรรมแต่ดี เป็นสมมุติสัจจะส่วนปรมัตถสัจจะ จิตใจของท่านมีแต่กิเลสสูญ ดีหรือชั่ว ท่านมีปฏิภาณปัญญา รู้ว่าอะไรดีทำแต่ดี ความชั่วทำไม่เป็นแล้ว ไม่ทำชั่วเลย จึงเรียกว่า ไม่ทำบาป ไม่ทำอกุศล ทำแต่กุศล เพราะฉะนั้นก็ขอย้ำหัวตะปูอีกที สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง ผู้ที่เป็นอรหันต์แล้วไม่ทำบาปทำอกุศลอีกแล้ว กรณะ หมายถึงทุกรายละเอียดของกรรม ไม่มีสิ่งที่จะพึงเกิดขึ้น มีกรณะ มีกรรมทุกกรรม จึงมีแต่กุศล มีแต่ดี และท่านก็ไม่ติดดีไม่ยึดดีเป็นตัวตนของเรา จิตสะอาด ภาษาไทยที่จะไปใช้ว่า ท่านไม่ทำชั่วแล้วไม่ได้ ท่านไม่ทำผิดแล้วไม่ได้ พระอรหันต์ก็ทำผิดได้ ถ้าจะเรียกโดยโลกว่าชั่วก็ได้ คือพยัญชนะที่จะไปบอกว่าชั่วได้ ดีบ้างชั่วบ้าง ผิดถูกเป็นภาษาไทย เป็นสมมุติสัจจะ เช่น ยกตัวอย่าง อย่างอาตมาเขาก็หาว่าชั่ว ยังชั่วอยู่ ยังไปตำหนิคนอื่น คนที่ดีแล้วไม่มีตำหนิใครนิดหนึ่งน้อยหนึ่ง คุณสมมุติอย่างนั้นก็จะต้องว่าอาตมา ที่ตำหนิคน แล้วมันมีสิ่งที่ผิดมากจึงต้องตำหนิ ในยุคนี้จึงต้องตำหนิสิ่งไม่ดีไม่งามที่มีมากมาย ที่ทำผิดไปจากทฤษฎีของพระพุทธเจ้ามันมาก แล้วถ้าไม่บอกเรื่องที่ผิด เรื่องที่ทำไม่ดีไม่งามไม่ถูกต้องจากของพระพุทธเจ้า ไม่บอกได้ยังไง ถ้าบอกแต่สิ่งดีสิ่งที่ถูกต้องอย่างเดียว คนที่จะรู้จักต้องรู้ทั้งสองส่วนต้องบอกทั้งสองด้าน เมื่อไม่ดีมาก จะต้องบอกสิ่งที่ไม่ดีมาก พูดสิ่งไม่ดีมาก สิ่งที่ดีแม้มีน้อย ยกตัวอย่างสิ่งที่ดี มันก็มีอยู่แค่นี้ แล้วจะไปเอาอะไรมายก เพราะฉะนั้นดีมันอยู่แค่นี้ พอยกก็หมด แต่ความชั่วนี้พูดไปแล้วพูดอีกก็ยังไม่หมด ก็เลยขอเวลาพูดความชั่วนี้เถอะ เพราะพูดยังไม่ครบเลย แล้วความเชื่อที่ว่ายังไม่ครบมันอยู่ที่คุณด้วย แล้วคุณก็ยังแสดงให้ด้วย แล้วมาให้บอกอีก จะปล่อยให้ทำชั่วทำภัยต่อโลกอีกทำไม ต้องเข้าใจพยัญชนะคำว่าบุญบาปให้ชัดเจน ดีชั่วให้ชัดเจน กุศลอกุศลให้ชัดเจน เมื่อกรรมเป็นตัวกลาง สุกฏทุกตานัง ทุกอย่างเกิดแต่กรรม ดีหรือชั่วบาปหรือบุญแค่ 4 คำนี้ก็ไม่ชัดหรือไง ดีหรือชั่วเป็นสมมติสัจจะ โลกียะ ส่วน บาปและบุญเป็นปรมัตถสัจจะ ถ้าไม่ชัด คุณทำโลกุตระ บาปหรือบุญ คุณทำไม่เป็น เพราะถ้าทำใจในใจไม่ได้ แยกกุศลอกุศลไม่ได้จะเอาอะไรมาทำ แล้วผลสำเร็จจะเกิดเมื่อไหร่ มันจะต้องมีญาณ มีความรู้ ความเห็น ความฉลาดที่เข้าไปเจาะอ่านอาการ ลิงค นิมิต จับสภาพอาการ มันไม่มีเนื้อหนังตัวตนเส้นแสงสีเสียงอะไร มันเป็นอาการโกรธมันเป็นอย่างนี้ อาการโลภมันเป็นอย่างนี้ อาการกามมันเป็นอย่างนี้ อย่างหยาบรู้ง่าย ต้องดูของเราก่อน จัดการตัวที่มันมากนี้ก่อนให้มันเล็กมันน้อยลง ตามให้ชัด ทำให้เกลี้ยง มันเป็นอาการ เท่านั้น คำว่าอาการจึงยาก ที่จะต้องรู้สภาวะจริงมันเกิดที่ใจเราจริง คำว่า อาการ ลิงค หรือเพศหรือความต่าง เราจะต้องดูอาการจับอาการที่เป็นเครื่องหมายมีนิมิต หมายอ่านเอาเอง คุณจะต้องมีญานมีความเฉลียวฉลาด คุณจะไปรู้ของใครไม่ได้เลย มันต้องรู้ของตัวเอง ไม่รู้ของคนอื่นมันก็ไม่ใช่เรื่อง ถึงไปรู้ของเขาก็ไม่ใช่หน้าที่ ทำนาของเราเองไม่ใช่ทำนาของคนอื่น คนอื่นบอกเขาได้ ให้เขาไปทำใจในใจเอง พระพุทธเจ้าก็ได้แค่บอก ให้ทำเอาเองกับสภาวะนั่นเองให้ได้เอง ผลวิบากสุกตทุกกฏานัง ดีหรือชั่ว ถูกหรือผิดจนละเอียดลออ เกิดจากการกระทำคือกรรม คือกรณะ เป็นกิจ กรณะ กรรม ต้องทำของตัวเองเท่านั้นทำถูกต้องจึงสะสมลงเป็นผล ทำผิดมันก็ไม่เป็นผล เมื่อทำได้แล้ว ก็จะรู้ว่าองค์ประกอบทั้งนอกและใน เราและเขาที่ผสมกันอยู่ร่วมกันไปอยู่ เราก็หยิบเอาตัวเหตุ ตรวจสำคัญที่จะมาทำลาย แม้แต่พฤติกรรมของคนอื่นเราก็ป้องกัน ศาสนาพุทธไม่ไปทำร้ายคนอื่น เราไม่ไปฆ่าการกระทำของคนอื่น ให้คนอื่นทำกรรมกิริยาของเขาเองให้หยุดเอง เมื่อสังคมโลกช่วยกัน ไม่ทำเลวทำร้ายเพิ่ม เราก็ทำของเรา คนอื่นก็ทำของเขา แล้วอย่าไปทำคนอื่น ป้องกันช่วยกันก็เท่านั้น โลกสังคมอยู่กันอย่างไร เราเรียกว่าโลกนี้ ทุกอย่างมีพฤติกรรมอยู่ ไม่ได้เลิก ไม่ได้สูญหาย ถ้ามีแต่สิ่งเดียวมันไม่เกิดอะไรเลย ถ้าเริ่มต้นมี 2 มันก็เริ่มมีอะไร ถ้าเริ่มต้นมี 3 ก็เป็นเรื่อง เป็นสามเส้า เป็นสองก็แค่ในระนาบเดียว พอเป็นสามก็ชุลมุนชุลเก มีมิติ สรุปแล้วโลกก็คือองค์รวมมีคนอื่นมีเราด้วย ส่วนโลกที่พระพุทธเจ้าให้ค้นพบ โลกหน้าโลกอื่นโลกอันใหม่ โลกอัญญะ โลกที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ไม่ใช่โลกที่โคลัมบัสค้นพบนะ คำว่าปรโลกนี่แหละ คำว่าปรแปลว่าอื่น อื่นที่ต้องมีภูมิรู้ คืออัญญะ อันอื่นที่เป็นของพระพุทธเจ้า อันอื่นของสามัญอย่างปรโลก คือโลกหลังตายไปแล้ว ก็สามัญแต่อื่นของพระพุทธเจ้านี้เฉพาะนะ อิมัญจ คือโลกนี้ของใครของมัน แต่ปรัญจ คือโลกหน้าโลกอื่นที่พระพุทธเจ้าค้นพบ คือโลกที่สูญ ที่ว่าง ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ทำแต่ดีไม่ทำชั่วเลย กิเลสหมดสนิทแล้ว โลกนี้กับโลกหน้า หรือปรโลกกับอยังโลโก หรืออิมัญจ ผู้ที่สามารถทำให้เกิด โลกคือความวน แต่เรายังอยู่ด้วย แต่เราอยู่อย่างเหนือโลกุตระ อยู่อย่างโลกโลกีย์ทำอะไรเราไม่ได้ ทำให้เกิดผลเสียผลเลวไม่ได้ อยู่ก็อยู่อย่างดีที่สุดมีประโยชน์ที่สุดไม่ทำร้ายใคร มีประโยชน์ต่อคนอื่น เขาทำร้ายก็ยอม แม้ที่สุดเขาจะฆ่าให้ตายอย่างพระโมคคัลลา ตายก็ต้องตาย มันสุดยอดแล้วทำร้ายทำให้แหลกเหลวเลย ท่านก็รวมตัวท่านขึ้นมาได้ เนรมิตตัวมาได้ อย่างนี้เป็นต้น อย่างไรก็ทำได้ แต่ท่านก็ต้องยอมตาย ถ้ายังไม่ตาย ยังอยู่จึงมีโลกอยู่ มีชีวิตอยู่มีแต่ดี ไม่มีชั่วเลย ทำแต่ประโยชน์ ส่วนวิบากคนอื่นจะได้รับอย่างไรก็แล้วแต่ ไม่ไปตอบโต้ด้วยความเร็วร้าย ที่จะสร้างวิบากต่อไป เส้าแรก ทาน ศีล ภาวนา(ผล) เส้า
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive