600222_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ หมดสุขหมดทุกข์เพราะหมดบุญ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์1.05 MB
วันที่แก้ไข17 มีนาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600222_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ หมดสุขหมดทุกข์เพราะหมดบุญ

สมณะเดินดิน ว่า…วันนี้เป็นวันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ราชธานีอโศก วิริเยน ทุกขมัจเจติ คนล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร อาตมาเห็นว่า หลายคนโชคดี ตอนที่ญาติใกล้สิ้นใจ ได้พ่อครูไปโปรด ตอนใกล้จะเสียชีวิต แต่ต้องมาคิดว่า ตอนที่ใกล้จะตายแล้ว เวทนาแก่กล้าก ลุ้ม รุม จะได้ประโยชน์จากธรรมะมากแค่ไหน ตอนนั้นพูดจาไม่ได้แล้ว แต่เห็นความสำคัญของจิตวิญญาณ พ่อครูไปนี้ คนก็มีป ี ติ ลุกขึ้นมากราบพ่อครูได้ อันนี้พ่อครูว่า แม้สมองไม่ทำงานแล้ว แต่วิญญาณยังทำงานได้อยู่ การไปดูใจกัน ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ก็คงจะยังประโยชน์ ไม่ได้มากเท่ากับ ตอนที่เรายังแข็งแรงกันอยู่ เพราะการปฏิบัติธรรม คุณสมบัติของมนุษย์ชมพูทวีป ต้องมี สุรภาโว สติมันโต และ อิธ พรหมจริยวาโส ม ี ร่างกายแข็งแรง สติแข็งแรง อยู่ในดินแดนที่ประพฤติพรหมจรรย์ได้ ในวาระสุดท้าย หลายคนอยากให้ พ่อครูไปโปรด แต่จริงๆในตอนที่เรายังมีสติตื่นเต็ม ร่างกายยังแข็งแรงบริบูรณ์ การที่เราจะได้ฟังธรรม ได้โยนิโสมนสิการ ได้ลึกซึ้ง ในภาวะที่เรายังไม่มีความทรมาน ก็น่าจะเป็นชมพูทวีปมากกว่า ทุกวันนี้ เมื่อเราได้โอกาสมาฟังธรรม ได้เพิ่มพูนปัญญา ได้โยนิโสมนสิการได้ถูกต้อง ปัญญาเกิดจาก การมีสัมมาทิฏฐิได้มากขึ้น มี ธัมมวิจัยได้มากขึ้น เจริญมรรคมีองค์ 8 ได้มากขึ้น ขณะนี้ ก็ได้เวลาที่พ่อครู จะได้มาแสดงสิ่งที่สำคัญ ให้แก่จิตวิญญาณของพวกเรา ก็ขอกราบอาราธนา พ่อครู ว่า...ขณะนี้เมืองไทยเรากำลังมี ธรรมาธรรมะสงคราม กำลังเป็นสงคราม ครั้งสำคัญที่สุด ที่กำลังปราบมหามาร เพราะเป็นมารตัวใหญ่มาก ซึ่งก็ต้องขอยกย่องชมเชย ผู้มีหน้าที่ปราบ ซึ่งทำอย่างเหน็ดเหนื่อย อาตมาเห็นใจเลย และเป็นผู้ที่พยายามทำ อย่างสุขุมคัมภีรภ

อ่านต่อ

าพมาก ทำกันอย่างสุภาพมาก อย่างงดงามมาก เป็นสงครามที่งามมาก ทั้งที่หยาบใหญ่ร้ายแรง แต่ทำได้สุภาพมาก ถ้าไม่มีของจริงก็อยากจะสื่อสภาวะ ธัมมชโย ความผิดที่คนทั้งหลายเห็นได้ ถ้ามองอย่างผิวเผิน จะเห็นว่าเขาไม่ได้ผิดร้ายแรง ไม่ได้ฆ่าคนหยาบคาย เขาสุภาพจะตาย เป็นแต่เพียงว่า เขาดื้อด้านดึงดัน ซึ่งทุกคนจะจำนนต่อ การดื้อด้านของเขา มันได้แค่คันหัวใจ ตีก็แล้ว จะทำแรงเกินเหตุก็ไม่ได้ มีแต่คันหัวใจอย่างเดียว ดื้อด้านคือ บอกยาก บอกให้ปรับเปลี่ยน ปรับปรุงแก้ไขได้ยาก เป็นความหยาบสูงสุด ที่สุภาพสุดเลย ความผิดหยาบอย่างนี้ จึงเป็นความผิด ที่รองจากปาราชิก คือสังฆาทิเสส ดูแล้ว เขาไม่ได้ไปฆ่าแกงทำร้ายใคร ไม่ได้ไปตบตีใคร หยุด ไม่เอา อย่างธัมมชโย นอกจากเป็นผู้หยุด ดื้อดึงดัน ไม่ปฏิบัติตามแล้ว ยังหายตัวได้อีก นี่สิ เห็นไหม วิเศษไหม ยังหาตัวไม่เจอเลย ถามจริงๆ ขณะนี้นี่นะ สมาชิกของธรรมกาย มีมากเลยที่เขาชื่อว่า อาจารย์เขาหายตัวได้ แต่ถามพวกคุณเชื่อไหม ...ไม่เชื่อ คนโกหก ทุจริตการเงิน มีหลักฐานด้วย แล้วจะหายตัวได้หรือ คนที่โกหกทั้งๆที่รู้ว่า ตัวเองโกหก คนๆนี้ไม่มีความชั่วใด ที่ทำไม่ได้ ถ้ายอมเปิดเผยเสีย ก็จะแก้ไขปรับปรุงตัวเองได้ อย่าไปปกปิดไว้ ถ้าไม่อยากเปิดเผยมาก ก็เปิดเผยกับบางคน อย่าปิดไว้กับตัว ก็แค่นั้น นี่เป็นเรื่องลึกซึ้ง การปลงอาบัติ ควรทำ อย่างน้อยกับบางคนก็ดี อย่าไปเปิดเผยกับต้นไม้ มันไม่รู้ ต้องบอกกับคน คนมีสัญญา เรียกว่า จะทำให้ชั่วให้บาปของคุณ ลดลงได้เยอะเลย อาตมาค่อยๆทยอย ขยายความไปเรื่อยๆ อย่างธัมมชโยนี่ ทำความซับซ้อนที่ทำรูปดี เอาความดีผิวเผิน ที่คนทั่วไปรู้ได้ง่าย ความดีเด่นๆง่ายๆเผินๆ เขาเอาอย่างนี้มาหลอกคน ทั้งนั้นเลย แต่ที่อยู่ภายในนั้น โกหกร้ายกาจ โกงร้ายกาจ ขี้โลภร้ายกาจ เพราะฉะนั้น ปาราชิก 2 อันชัดเจนคือ อวดอุตริมนุสธรรม กับ ขโมย การอวดอุตตริมนุสสธรรม ที่ไม่มีในตนคือ ความเร็วร้ายที่สุด ท่านถึงปรับให้ปาราชิกเลย ตายขาดไปจากกัน ชาติหนึ่งเลย ขณะนี้เมืองไทยกำลังมีธรรมาธรรมะสงคราม ที่สวยงามที่สุด นอกจากจะปฏิวัติ ได้สวยงามแล้ว ไม่มีประเทศไหน ปฏิวัติได้สวยสดงดงามอย่างนี้ นานๆหลายกัปป์กัลป์ จะมีการปฏิวัติที่สวยสดงดงาม ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ คณะรัฐบาลที่ทำ ก็ทำได้อย่างเรียบร้อยดีมาก อาตมาเคยใช้โศลกว่า ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมา ให้มากๆหมด เป็นเรื่องที่สมพร้อมกันได้หลายอย่าง จะเห็นได้ว่า ความดื้อดึงดัน ของธัมมชโยนี้ เป็นความหยาบ มีอัตตาใหญ่ ทั้งที่เขารู้กันทั่วโลก แล้วว่าผิด ว่าชั่ว แต่ตัวเองก็ยังไม่ยอมรับว่า ตนชั่วตนผิด จนกระทั่ง บัดนี้ ก็ออกมาเสียเถิด ออกมาสู้คดี ก็ยังมีทางจะแก้ตัวล้มล้าง การสู้คดี จะมีมุมเหลี่ยม แล้วสุดท้ายตนเอง จะเป็นคนผิด ก็มีวิธีที่จะทำให้คนเห็นใจ การพูดหรือแสดงออก อย่างมีศิลปะ ก็ทำได้ ก็รับโทษไป แต่นี ่ ผิดก็ไม่ยอมรับผิด ทำให้คนสงสัยไป ยังหาตัวมาว่าความไม่ได้เลย มันก็เลยคาอยู่อย่างนี้ มันเป็นยอดหนาม พิษร้ายที่เสียบอยู่ ทั้งปวดร้อนแสบ คาไม่ยอมออก เพราะมันดื้อ อาตมาก็ว่า ถึงอย่างไรเสีย ก็พิสูจน์กันว่า เขาจะเป็นคนหายตัวได้ จริงๆหรือเปล่า เมื่อหายตัวไม่ได้ ถูกจับตัวได้ ก็จะได้รู้อะไรอีกเยอะ ถ้าหายตัวได้จริงๆ เขาก็ต้องยอม หายตัวได้ก็มี 2 อย่าง 1. ฆ่าตัวตายแล้วฝังตัวเองเสีย คนก็ไม่เจอ ก็หายตัวแล้ว 2. มีฤทธิ์เดช หายตัวได้จริงๆเลย ถ้าคุณตายไป ซากศพก็อยู่ในโลก ยุคนี้เป็นยุค globalization ไปตายที่ไหนเขาก็หาซากศพเจอ พูดไปแล้ว ทำให้เห็นพฤติกรรมซับซ้อนที่จะหนี อาตมาตั้งข้อสังเกต คนๆหนึ่ง แม้แต่ชื่อของตัวเอง ก็ถูกสร้างมาเพื่อหลอกตัวเอง ไชยบูลย์ แปลว่า ผู้ชนะที่เต็ม หรือเต็มไปด้วยความชนะ มาชื่อฉายาทางธรรม ก็เป็นธัมมชโย แปลว่า ผู้ชนะทางธรรม ทำให้เขาหลอกตัวเองว่า เขาต้องชนะ เขาไม่มีแพ้ เขาเป็นผู้ชนะ อันเต็มบริบูรณ์เลย ไชยบูลย์ แม้แต่ชื่อและฉายาเขาก็ตรงกันข้ามไปเลย เหมือนกับชื่อเทวทัต คำว่า ทัตตะ แปลว่า ฉลาดหรือโง่ก็ได้ แปลว่าฉลาดสุดๆ เรื่องโง่สุดๆ แล้วมีคู่หูชื่อทัตตชีโว อีก คนๆนี้ฉลาดที่สุด คือโง่ที่สุด เทวทัตคือ เทวดาของคนที่สุดโง่ หรือสุดฉลาด (พ่อครูไอ...ตัดออก) สมณะเดินดิน ว่า...ชีวิตเราไม่ต้องมีชื่อที่ยิ่งใหญ่ก็ได้ แต่การไปมีชื่อว่าชนะ จะทำให้ตัวเองติดยึด ในความชนะ แพ้ไม่ได้แพ้ไม่เป็น อาตมาสมณะเดินดิน ก็สบายแล้ว พ่อครู ว่า … ชื่อเดิมคือจรินทร์ คือพระอินทร์เดินบนฟ้า อาตมาก็บอกว่า อย่าไปหลงตัวเองเลย มาเดินบนดินนี้ดีกว่า อาตมาเลยจับมาเป็นเดินดินเสีย อย่าไปหลงเป็น พระอินทร์เดินบนฟ้าเลย จะบ้าไปใหญ่

มาเข้าเนื้อหาในปัจจุบัน คนที่เกิดมาในยุคนี้ อาตมาว่า มีกุศลบารมีมาก ที่ได้เห็นได้พบได้สัมผัส โดยเฉพาะเป็นคนไทย ได้เห็นธรรมาธรรมะสงครามหรือยังสัมผัส ข่าวคราวทุกวันนี้ ไม่จำเป็นต้องเอาตัว ไปเหน็ดเหนื่อย ซึ่งเป็นสิ่งที่แย้งไม่ได้ เถียงไม่ได้ ทั้งที่เขาอาจจะมีวิธีการดัดแปลง แต่มันก็จะชัดเจน เพราะมีมาก เราพยายามเย็นไม่ให้ร้อน แล้วพยายามเปิดเผย ความจริงกันให้มาก ขณะนี้อาตมาขอชมเชย แม้แต่ลิ่วล้อของเขาขณะนี้ ถ้าผู้บริหารจะใช้กฏเกณฑ์ เล่นงานให้เรียบร้อย ให้เร็วก็ได้นะ แต่เขาก็ยังใจเย็น พยายามทำ พวกที่เสนอหน้าโกหกตอแหล ตลอดเวลานี่เยอะ แต่เขาไม่รู้ตัว แต่หลายคนรู้ทัน หนีไปเยอะแล้ว ผู้เสนอหน้า ก็นึกว่าจะแน่ ก็ให้เขาดันไป จะถึงที่สุดขนาดไหน ก็ให้ลองดู เขาทำเป็นใจดีสู้เสือด้วยนะ เก่งจริงๆคนนี้ที่เห็นภาพ คนนี้ พระดร.สมชาย

เมืองไทยขณะนี้ เป็นตัวอย่างของธรรมะ ในยุคใกล้กลียุค ทุกคนเข้าใจแล้วว่า ธรรมะจะต้องละเอียด ลึกซึ้งอย่างนี้ เป็นความสุภาพละเอียดลออ เป็นความเสียสละจริงๆ ไม่ซับซ้อน ไม่มี boomerang ไม่มีโค้งงอเข้ามาหาตัว แต่เขาทำจนใครจับส้นไม่ได้เลย มันซับซ้อน ในความตื้นเขิน ของสมาชิกธรรมกาย จึงไม่อาจเห็นส้น ของธัมมชโย ว่าหลอกมาให้แก่ตัวเองอย่างไร ในลาภยศสรรเสริญ โลกียสุข หลอกมาให้แก่ตัวเอง แค่ไหนอย่างไร ทุกวันนี้พวกเขาก็ยังนึกว่า อาจารย์ของตัวเอง ซื่อสัตย์สุจริต พวกเขาเชื่อในความบริสุทธิ์ ของหลวงพ่อ ทั้งๆที่ถ้าบริสุทธิ์ ก็มาขึ้นศาลสิ อาตมาว่าเขาไม่กล้า เราเชื่อมั่นและว่า 1. ขี้โกงและทุจริตแน่นอน 2. อวดอุตริมนุสธรรม ทำให้ปาราชิก 2 ข้อ ส่วนคดีเรื่องผู้หญิง ก็อาจมี หรือจะรอดตัวเป็นกระเทย เป็นเกย์หรือตุ๊ด ถ้าเขาไม่ปาราชิก ในข้อกาม ก็เป็นกระเทยแน่ๆ ถ้าเป็นกระเทยแม้จะรู้ในภายหลัง ก็ต้องให้จับสึก อยู่ในข้อห้ามบวช 11 ข้อ

เขาเอาชื่อธรรมะไปตั้งชื่อสำนักว่า ธรรมกาย ซึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมกายหรือพรหมกาย เป็นชื่อของเราตถาคต แต่เขาเอาไปตั้งชื่อสำนัก ทั้งที่ ไม่มีความรู้ ในเรื่องพุทธธรรม โลกุตรธรรมเลย แม้แต่คำว่า กาย เขายิ่งไม่รู้ใหญ่เลย ธรรมะเขาแค่รู้โลกียะ อันนี้ดี หลอกคนได้ ความเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นแถวเป็นแนว เขาเอาไปใช้หมดเลย คนก็เชื่อ ถือว่า คนที่มีบารมีจะต้องรวย อย่างนี้มันง่ายจะตาย พวก สวย รวย หรูหรา สารพัด มันแค่ตื้นๆ แล้วคนก็หลงใหล ว่าได้ใส่ชุด มหาลดาปสาธน์ ของนางวิสาขา แล้วชุดมหามหาลดาปสาธน์ ของเขานี่ มีหางนกยูงด้วยนะ แล้วนางวิสาขาไปขึ้นกับนกยูงด้วยหรือ สรุปแล้วเขาเก่งมาก ในเรื่องหลอกลวงคน เก่งจน ซับซ้อน ถึงขนาดว่า เหลี่ยมคูซับซ้อน เท่ากับสามก๊ก ผนวกด้วย มหาภารตะ สามก๊ก เป็นประวัติศาสตร์ของจีน มหาภารตะ เป็นประวัติศาสตร์ของ อินเดีย เป็นประเทศ ที่ยิ่งใหญ่ทั้งสอง จีน เป็นประเทศเชิงปัญญา อินเดีย เป็นประเทศเชิงเจโต ยิ่งใหญ่ทั้งคู่ เขาก็เอาเหลี่ยมมุม ทั้งสามก๊กและมหาภารตะ มาใช้ซับซ้อน จนลิงตกต้นไม้ เนื้อหาที่ลึกซึ้งที่สุด คนเราไม่รู้ว่า สุข มันคือเท็จ ไม่รู้ว่าทุกข์ คือสัจจะอันยิ่งใหญ่ อาริยสัจ ส่วนสุขนั้นเท็จ ไม่จริงหลอกลวง ความหมาย 2 อันนี้ยิ่งใหญ่สุดยอดแล้ว ไขกันไม่ได้ อาตมาพยายามมาไข พวกเราก็เข้าใจได้มากแล้ว แม้แต่สุขขัลลิกะ คำว่าอัลลิกะ แปลว่าเท็จ แม้แต่คำว่าสุ แปลว่าดี ข คือว่าง ดีที่สุดคือว่าง อาตมาไข เพราะอาตมาเข้าใจพยัญชนะ หลายอย่าง แต่ยังมีอีกมาก รากเหง้าของภาษาบาลี วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ อาตมาก็เอามาเป็นเนื้อหาสาระ ไม่ใช่เรื่องไวยากรณ์ หลักเกณฑ์ หลักเกณฑ์นั้น เกิดมาทีหลัง จากเนื้อแท้สภาวะเเท้ สภาวะเนื้อแท้ สัจจะ เกิดก่อนไวยากรณ์ ขณะนี้ สงครามหรือลิเก โรงใหญ่ ภาพยนตร์เรื่องใหญ่ ยังไม่จบ ยังไม่ลงเอย เราก็ต้องดูไป อย่างใจเย็นๆ แล้วช่วยกัน ที่พอจะช่วยได้ เช่น การให้ข้อมูลออกมาเปิดเผย เป็นพยานยืนยัน ทุกสิ่งทุกอย่าง เท่าที่จะช่วยได้ ช่วยรัฐบาลให้ทำงานนี้ ให้สมบูรณ์ ละเอียดลออครบครัน จนกระทั่ง ไม่มีอะไรจะค้านแย้งได้ เพราะทุกอย่าง ได้ยืนยันหมด ก็เหลือแต่หลักฐาน ตัวบุคคลหรือวัตถุ เรื่องราว ทุกวันนี้ เรื่องราวได้บันทึกเอาไว้ก็มีเยอะ ความจริงที่มันผิด ก็เอามาเปิดเผยแล้วล้มล้าง เป็นตัวอย่างของความเลวความชั่วในยุคนี้ เดือดร้อนกันขนาดนี้ มันเป็นเรื่องผูกพัน สะสม เกิดเวรภัยต่อไปอีกยาวนาน อย่างธัมมชโย ไม่ต้องห่วงเขาหรอก จะต้องรับโทษภัย หนักหนาสาหัส ปางนี้ เขาอาจจะรู้สึกว่า มีความสุขขี้เก๊บ้าง แต่ปางต่อไป จากที่เขาได้ทำชั่วซับซ้อนไว้มากกว่าทำดี ทำเลวร้ายไปถึงขั้นหนักโลกุตระ ทำร้ายศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้า มันเป็นโทษที่อนันตริยกรรม เล่นเดินบนดอกไม้แค่นี้ ก็ยังไม่รู้กันว่ามันเป็นพระเป็นเจ้า แค่ศีล 8 เป็นศีลของฆราวาส อย่าไปยุ่งกับ มาลาคันธวิเลปนาธารณมัณฑนวิภสนฐานา คือเขาหลงจริงๆ เขาไม่รู้ว่าผิดหรอก เอาดอกไม้มาเหยียบย่ำ เขาพาซื่อโง่ได้ระดับ เขาหลงสิ่งที่พรางกลบเกลื่อน วิปัสสสูปกิเลส 10 คำว่าสุข คือ สิ่งที่เป็นอกุศลกลบไว้ ตั้งแต่หยาบอย่างอบายภูมิ คนที่มีภูมิปัญญาจะรู้ เช่น การโกงทีละพันล้าน อย่างนี้เป็นความชั่วหนักแล้ว มีผลกระทบต่อคนอีกเท่าไหร่ ยิ่งถ้าคนขาดแคลน คุณเอาไป ปู้ยี่ปู้ยำเล่น หมื่นล้านแสนล้าน แทนที่คนไทยคนอื่นจะได้รับ เป็นหมื่นเป็นพันก็สบายแล้ว แต่นี่เขาเอาไปหลอกซับซ้อน ใช้วิธีหว่านเงินอะไรต่างๆ สรุปอีกทีหนึ่ง ทุกข์ เพราะสุข แล้วสุขนี่ละเอียดลออมาก แม้ที่สุดเข้าขั้น อรหัตตมรรค แล้วยังมีสุขลวงอีก มันลวงไปในเชิงปัญญา วิปัสนูปกิเลส เป็นต้น มันหลอกนะ วิปัสนูปกิเลส เป็นความละเอียดบางเบา วิปัสสนูปกิเลส 10 (ญาณที่ยังข้องด้วยอุปกิเลส) 1 . โอภาส (แสงสว่าง) 2 . ญาณ (ความหยั่งรู้) 3 . ปีติ (ความอิ่มใจ) 4 . ปัสสัทธิ (ความสงบเย็น) 5 . สุข (ความสุขสบายใจ) หมดจริงๆ กับเหลือน้อยนิด นี่แยกกันออกยากมาก มันจะเหมือนกัน จนเกือบจะเป็นเนื้อเดียว ความสงบ มันจะไม่มีอาการของกิเลสแล้วนะ มันเหมือนไม่มีแต่มันมีน้อยนิดมาก มันสงบ อย่างนี้เป็นต้น จะรู้ได้ไง ยิ่งตัวสุข (พ่อครูไอ ตัดออก) สมณะเดินดิน ว่า...เป็นสิ่งที่น่าคิดว่า วิปัสสนูปกิเลส เป็นสิ่งที่ดีมากเลย แต่ดีที่ละเอียดกว่านี้ ยังมีอีก พ่อครู ว่า..ตัวสุข ตั้งแต่หยาบ พวกที่เป็นนักปฏิบัติธรรม เขาได้จิตว่าง เขาสงบ เขาปั้นจิตว่างด้วย จริงๆแล้วว่างของเขา เป็นบัญญัติพยัญชนะ หรือภพชาติ สร้างภพชาติ ที่เป็นวาระว่าง แต่วาระที่เขาจะเสพกามก็ไปเสพ หรือเสพลาภยศก็เสพ แต่เขามีเงินเขามีลาภก็ไปโลภลาภ เสร็จแล้วเขาก็ลืมทิ้ง เขาเสพแล้วมีแล้ว ทรัพย์สินเงินทองมากมาย เก็บไว้ แม้ไม่อยู่กับตัวตอนนี้ กามก็เสพเสร็จไปแล้ว แต่เขาก็ไปติดที่ ยืนอยู่ที่อารมณ์ว่าง แต่ไม่ได้ว่างจากกิเลสหยาบ กลาง ละเอียด ว่างเพราะกิเลสหมดไปๆ เขาไม่รู้เรื่องเลย น่าสงสาร หลายอาจารย์เขียนลงหนังสือพิมพ์ ยังจับ เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายไม่ได้ ยังหลงสร้างภพชาติในจิต ส่วนรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส มันทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ กระทบสัมผัสก็ลืมทิ้ง อยู่ในภพว่าง นอกนั้นก็สัมผัส เสียดสี เสร็จแล้วก็จบ ลืม ทิ้ง แล้วจิตจดจ่ออยู่ที่ภพว่าง แล้วปั้นภพนี้ หาเหตุผลในภพว่าง มาหาพวกอ้างอิงตลอดเวลา เป็นความเหน็ดเหนื่อย ในการปฏิบัติของเขา จริงๆแล้วจิตว่างจากกิเลส ก็เฉยต่อทุกอย่าง อ่านเวทนาปัจจุบันนี้ ขณะนี้เลย ก็ต้องชัดเจนแล้ว แต่ผลที่ได้เรียกว่า วิมุติ วิโมกข์ เขาก็นึกว่า ตนหลุดพ้นบรรลุแล้ว แต่เขาไม่รู้รายละเอียด องค์ประกอบของความบรรลุ เขามีความเพียร เขาก็หลงว่า เขาได้พากเพียรเต็มที่ เขาก็จะได้ หรือว่า เขามีสิ่งที่ ฐานอันเก่ง อุปัฏฐาน ฐานที่เขาได้ เช่น เขามีความรู้ มีสติสัมปชัญญะดี สัมผัสอะไรแล้วพลังสติ เขาล้างทุกอย่างได้เลย เขาก็จะอยู่กับปัจจุบัน ทุกอย่างอนัตตาไม่มีหรอก ไม่ใช่ตัวตน เหตุผลเขาก็ล้างได้ สติ เขาแข็งแรง เป็น 0 พวกเขาใช ้บัญญัติ แห่งอนัตตา ไม่ยึดมั่นถือมั่น บอกว่าอย่าไปยึดตัวยึดตน ถ้ายึดตัวยึดตนอยู่ มันก็มีอัตตา แม้แต่ซ้อนเข้าไปหาอุเบกขา ซึ่งกว่าจะเข้าใจอุเบกขา ที่มีองค์ธรรมทั้ง 5 อุเบกขานี้เก่งนะ แม้จะทำงาน สัมผัสกับเหตุปัจจัย จิตใจก็ว่าง จากกิเลส จิตทำงานแคล่วคล่อง ทำงานมีผ ลงาน เยอะแยะ ไม่ใช่เรื่องของคนไร้สาระ ไร้ผลผลิตไร้ประโยชน์ ไม่ใช่เลย แต่เป็นคนมีประโยชน์ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) แต่จิตอุเบกขา 6 . อธิโมกข์ (ความน้อมใจเชื่อ) 7 . ปัคคาหะ (ความเพียร) 8 . อุปัฏฐาน (สติแก่กล้า) 9 . อุเบกขา (ความมีจิตเฉยๆ) 10 . นิกันติ (ความพอใจ, ติดใจ)

สิ่งที่เป็นสุดท้ายแห่งสุดท้าย (นิกันติ) เป็นความยินดีพอใจ แล้วเขาก็ยังหลงความยินดีพอใจ ถ้าอาศัยน้อยก็เหลือน้อย

สรุปอีก คนจะรู้ว่า ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป คำว่าสุขจริงๆแล้วไม่มี มันก็มีแต่ สุ กับ ข ว่างนี่แหละ ดีที่สุดแล้ว

นิยามแห่ง บุญ อาตมาพูดนี้ไม่ได้เดา ไม่ได้ไปสร้างคำแปลเอาเอง เปิดพจนานุกรมบาลีได้เลย เขาก็แปลกันอย่างนี้ อาตมาก็รู้มาแล้ว ก็ตรงกับที่เขาบันทึกไว้ อาตมาก็โชคดีที่เขาได้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน ถ้าไม่มีหลักฐานในพจนานุกรม ค้นหาไม่เจอ เช่นว่า สันตานัง ปุนาติ วิโสเ ธ ติ ท่านพุทธโฆษาจารย์ ก็บันทึกไว้ในพจนานุกรม ฉบับภูมิพโลภิกขุ (ไทย อังกฤษ บาลี) อาตมาเจอ ปุญญะ อันนี้ บุญไม่ใช่สิ่งที่น่ามีน่าได้น่าเป็น ในตัวเราเลย ต้องมีความฉลาดโลกุตระ เริ่มจาก อัญญะ แล้วคำว่าปุญญะนี้ ตัว ป.ปลา แปลว่าการเจริญหรือการสะสม ตัว ป หรือ ภ นี่แหละ มันมีสภาพ โดยเฉพาะธัมมชโย โอ้โห เอาบุญมาค้าขาย หลอกล่อ รวยเละเลย เพราะคนไทย ไม่ชัดเจนคําว่าบุญ บุญเหมือนกิโยติน ทำหน้าที่ตัดกิเลสโดยเฉพาะ ทำหน้าที่เสร็จแล้ว ก็หายไปเลย มันทำเสร็จกิจปุ๊บ บุญหายไปวับเลย ปราบบาปได้เสร็จ บุญก็หายเกลี้ยง เป็นปุญญปาปปริกขีโณ แม้แต่ปุญญภาคิยา เมื่อเข้าใจคำว่าบุญผิด คำว่าส่วนแห่งบุญ ก็กลายเป็นสมบัติ บอกว่า ได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข สิ่งต่างๆอันประดามี ในชาตินี้ชาติหน้า ซึ่งมันผิดตรงกันข้ามเลย มันไม่ใช่สมบัติ ปุญญะ แปลว่าเครื่องมือ มันไม่มีหน้าที่อื่นเลย นอกจากจะกำจัดกิเลส กำจัดบาปกรรมจากอกุศล ถ้ายังไม่หมด ก็ต้องใช้บุญอยู่อีก ถ้ายังไม่เกลี้ยงสะอาดสนิทหมด จนไม่เหลือเลย อย่างเที่ยงแท้ถาวร ยั่งยืนตลอดกาล ไม่กลับมามีกิเลสอีกเลย บุญก็ยังต้องทำหน้าที่ จนกว่าจะจบเป็น “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง -อสังหิรัง -อสังกุปปัง” บุญก็หายไปเกลี้ยงเลย หายวับไปไม่มีเหลือ ไม่มีเกิดอีกเลย เป็นเรื่องอจินไตย ที่ลึกซึ้งจริงๆเลย ก็เห็นใจคนที่ยังไม่สามารถเข้าใจสัจธรรม ของคำว่าบุญได้ ขออภัยที่ต้องพูดว่า ถ้าอาตมาไม่มาเปิดเผย รายละเอียดนี้ คนก็รู้ไม่ได้ คำว่าบุญ ถ้าคนไทย สามารถเข้าใจคำว่าบุญ ได้ถูกต้องสัมมาทิฏฐิ แล้วเอาไปปฏิบัติ เป็นสัมมาปฏิบัติ ประเทศไทยจะกิเลสลดได้จริงๆ ในพลเมืองไทย แต่นี่ไปหลงเลอะว่า บุญคือสมบัติ มันไม่ใช่เลย บุญคือวิบัติ ถ่ายเดียว อาตมาขยายความแต่ตั้งแต่ท่านธรรมปาละ เหลือพยัญชนะไว้ให้ว่า สันตานังปุนาติวิโสเทติ แล้วในโอวาทปาติโมกข์ สัพพปาปัสส อกรณัง (ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลัสสูปสัมปทา (ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง (ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) คนที่ไม่ทำบาปอีกเลย แล้วแม้เล็กน้อย คนๆนี้จะมีกรรมกิริยาอะไร อยู่ในโลกอีก ตราบที่ยังไม่ปรินิพพาน เป็น 0 คืออรหันต์แท้ๆสมบูรณ์แบบ กรรมทุกกรรม ก็เป็นกุศลทั้งนั้น ถึงพร้อมด้วยกุศล ไม่มีบุญไม่มีบาปอะไรเกิดอีก ถ้าไม่มีภูมิปัญญาที่ลึกซึ้งจริงๆ เข้าใจไม่ได้นะ เพราะฉะนั้น อาตมาไปอธิบายว่า ปุญญภาคิยา เป็นผู้ที่มีส่วนแห่งบุญ ภาษาพยัญชนะของภาค แปลว่าส่วน ก็ส่วนแห่งบุญคือเสขบุคคล ถ้าเข้าใจว่าเป็นสมบัติ ก็คือส่วนที่มี แต่ที่จริงส่วนแห่งบุญ คือส่วนที่ไม่มี ไปเรื่อยๆ จนกว่าล้างได้หมด บุญก็หมดเช่นกัน

ผู้ที่มีความเฉลียวฉลาดลึกซึ้งถึงปัญญา ก็น่าจะพอเข้าใจ ที่อาตมาพูดนี้ได้เมื่อเข้าใจแล้ว ก็ไปปฏิบัติให้เกิดปัญญา จนสิ้นบุญ ปัญญาต้องเกิด แต่บุญต้องหมด บุญต้องตาย ปัญญา แปลว่า ความเฉลียวฉลาด มาจากคำบาลี คือฉฬายตนะ แปลว่าอายตนะ 6 ต่อมากร่อนเป็น อายตนะ ภาษาไทยนี้ กร่อนมาจากบาลีเยอะ แม้แต่คำว่าฉลาดที่ว่าปัญญา อาตมาก็ว่า มีรากเหง้าในการเกิดปัญญา ความเฉลียวฉลาดของโลกียะ ไม่ใช่ปัญญา แต่เป็นเฉกาหรือเฉโก ไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดแบบโลกุตระเลย เริ่มต้นที่มีพลังงาน ที่จะข้าม โคตรโลกียะมาหาโลกุตระ ซึ่งเป็นพลังงานธาตุรู้ สูงกว่าพีชนิยาม และเป็นจิตนิยามที่สูงระดับเวไนยสัตว์ เป็นธาตุรู้ที่เข้าใจโลกียะชัด เข้าใจ การสร้างพลังงาน ตั้งแต่ระดับที่สามารถอ่าน อุตุนิยามแค่ไหน พีชนิยามพลังงานแค่ไหน จิตนิยามพลังงาน แค่ไหน แสดงในจิตนิยาม แยกเป็นโลกียะกับโลกุตระ พลังงานนี้ ข้ามเขตข้ามโคตรขึ้นเป็นโลกุตระ ธาตุจิตนี้ชื่อว่า อัญญะ พระพุทธเจ้าสมณโคดม ท่านก็ยังเหลือตำนาน เกี่ยวกับอัญญาโกณฑัญญะ มาให้อาตมา ได้อ้างอิงยืนยัน เป็นประวัติศาสตร์ ให้มายืนยันได้ อัญญะ เป็นพลังงานข้ามโคตร เปลี่ยนจากโลกียโคตร มาเป็นโลกุตรโคตร คนที่เข้าใจแล้ว จะมาได้เลย เพราะว่าพลังงานที่เป็นตัวปัญญา ตัวฉลาด เป็นความฉลาดที่ข้ามโคตรจริงๆ ว่า เราไปหลงอยู่ในโลกียะ อีกกี่ชาติมาแล้ว พูดอย่างนี้ ทุกคนสำนึกได้เลย ใช่ไหม มันจะชัด พลังงานนี้จะมีน้ำหนักเลยว่า เป็นอตัมยตา หมายความว่า เป็นความสำเร็จของความเป็นอัตตา คือ กูไม่เอากับมันอีกแล้วเว้ย คือ ความสำเร็จที่ทำให้ อัตตามันลดมันหายไป เข็ดเลย ไม่เอาอัตตานี้อีกแล้ว เพราะฉะนั้น ความฉลาดเฉลียวฉลาด ขั้นปัญญา ที่ใช้รากศัพท์ว่า อัญญะ ตัว อะ อา ถ้า อะแปลว่าไม่ ถ้า อา นี้กึ่งๆ จะไม่หรือมีก็ได้ โลกุตระ คือความเจริญศิวิไลซ์ ที่เจริญจริงๆ ที่มนุษย์เขาไม่รู้ ถ้าเขารู้แล้ว เขาก็จะมาเอา ตอนนี้ทางตะวันออก (พ่อครูไอ ตัดออก) ทางอินเดียทางเอเชีย มีรากฐานของโลกุตระ ในยุคนี้ปางนี้กัปป์นี้ (พ่อครูไอ ตัดออก)

ตรวจสุขที่บดบังไม่ให้เห็นทุกข์ เน้นเรื่องสุข ที่มันบังทุกข์ ลึกซึ้งละเอียดมาก จนกระทั่งสุข ที่เขาไปสร้างภพว่าง ไปสร้างสุขมาบังทุกข์ตัวเอง หรือไม่ก็ไปสร้างสุขตัวปลอม ถ้าคุณล้างกิเลสได้จริง จากหยาบ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา ก็เหลืออรูปอัตตา ที่มีสุขขั้นอรูป บังทุกข์อยู่ คนที่หลงขั้นอรูป มันว่างจริงๆ แม้จะเหลือน้อยแล้วนะ ก็อรูป เช่นคำว่า อากาสานัญจายตนะ เป็นธาตุว่างภายนอก ส่วนวิญญา ณั ญจายตนะ ธาตุรู้ คือวิญญาณ วิญญาณก็อยู่ข้างอากาสา ก็ว่าง ก็ต้องตรวจด้วย อากิญจัญ ญ ายตนะ ก็ตรวจด้วยการกระทบสัมผัสทางอายตนะ ว่ามีสิ่งอะไรเหลืออยู่ ที่เป็นละอองธุลี ก็จะให้ไม่มี นิดหนึ่งน้อยหนึ่ง ก็ไม่ให้เหลือ เศษธุลีละออง ของความไม่บริบูรณ์ ไม่สมบูรณ์ ก็ต้องตรวจแล้วตรวจอีก เอาออกให้หมด แล้วคุณเองก็เห็นความหมด ว่ามันไม่มีแม้นิดน้อยหนึ่ง พระพุทธเจ้าก็สำทับอีกว่า ให้ตรวจด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนะ ต้องรู้ว่าอากิญจัญ คืออะไร ไม่รู้ไม่ได้ ต้องรู้ ต้องใช้ความกำหนดหมาย รู้ให้ได้ เกิดจากเหตุปัจจัยที่เป็นของจริง ในปัจจุบันที่ละเอียดอย่างไร ก็ต้องใช้สัญญา กำหนดรู้ให้ได้ว่า พ้นความไม่รู้ พ้นอวิชชานุสัยเลย ต้องถอนรากถอนโคน ความไม่รู้ ให้เกลี้ยง พ้นเนวสัญญายตนภูมิ ไม่เหลือไม่รู้ ไม่รู้ไม่ได้ จึงพ้นอวิชชานุสัย หมดสูงสุดเลยอวิชชาสวะ ไม่มีเหลือที่ไม่รู้ ไม่มีเลยที่ไม่รู้ รู้จนสุดเกลี้ยง ก็ล้วนแล้วแต่ต้องใช้สัญญา ใช้การกำหนดรู้ จากธาตุสัญญาของเรา มีคนอยากให้ขยายความคำว่า ขันธ์ คือองค์รวมของรูปนาม ถ้าคุณยังมีสัญญาขันธ์ ที่มีเศษของความไม่รู้ ต้องมีทั้งตัวถูกรู้ แล้วตัวปัญญา ตัวญาณทัศนะวิเศษ ธาตุรู้ของคุณ ต้องสัมผัสของจริงหลัดๆ ปัจจุบัน ไม่ใช่ไปสร้างเอง จะสัมผัสเหตุปัจจัยอะไร ก็แล้วแต่ เช่น สัมผัสกับกองเงิน คุณมีสิทธิ์เอามาเป็นของคุณเลย มันมีมากกว่าใครๆเลย ในโลก มากกว่าเศรษฐีที่มีในโลก มารวมกันอีก ก็เงินมีมากกว่านั้นอีก คุณก็สัมผัสอยู่ปัจจุบัน คุณก็ต้องกำหนดสัญญา โดยเฉพาะกำหนดไปที่เวทนา อาการอารมณ์ความรู้สึกว่า มี นิดหนึ่งน้อยหนึ่งอยู่ไหม ต้องรู้ให้พ้นอากิญจัญญายตนะ ต้องรู้อย่างไม่มีตัวไม่รู้ โดยใช้ สัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ ใช้สัญญา กำหนดรู้เคล้าเคลียอารมณ์ ทั้ง 108 พิสูจน์จนปัจจุบัน ในทุกปัจจุบัน ก็สูญ เป็นล้านๆๆๆครั้ง หรือมากที่สุด เราได้ผ่านกองเงินล้านๆๆๆ มากกว่า 3 เศรษฐีมารวมกัน เราสัมผัสมาตั้งหลายครั้งแล้ว เราก็ยังเฉย ในทุกปัจจุบัน ก็มีฐานอดีตที่ไม่หวั่นไหว ไม่กระดิก ทั้งอดีตและปัจจุบัน มันยืนยัน เพราะฉะนั้น ในอนาคต มันจะมาอีก หรือจะมามากกว่านี้อีก คุณจะเอาไปทำไม เอาไปหว่านไปตีหัวคนเท่าไร มันก็ไม่หมดง่ายๆหรอก มีเงินมากขนาดนั้น สิ่งที่พิสูจน์นี้ จะต้องพิสูจน์ในปัจจุบัน มีสัมผัสจริง ยืนยันจริง แล้วอ่านจิตของคุณ ในขณะสัมผัสของจริง ไม่ใช่ไปเดาเอาว่า เราจะมีเงินอย่างนั้นอย่างนี้ มันจะเป็นจริงที่ไหน คุณก็โมเมอยู่อย่างนั้น ต้องสัมผัสจริงสิ แล้วจะรู้ว่า มีนิดนึงน้อยหนึ่งไหม ถ้ามีความหวั่นไหว จะต้องมีญาณ อ่านจิตให้ละเอียด ความหวังเล็กน้อยละเอียดบางเบาขนาดไหน จะต้องรู้อย่างลหุตา อย่างสูงสุดเลย ถ้ายังเสพ ยังมีบางเบา เรียกว่าลหุตา ถ้ายังบางเบา ยังวิการอยู่นะ ยังมีวิกลวิการอยู่นะ ต้องไม่ให้มี แม้แต่บางเบา ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา มีกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ที่อธิบายอยู่นี่ คือการเคลื่อนของจิต มโนวิญญัติ มีการกระดุกกระดิก การเคลื่อนของจิต มันมีอยู่ไหม นี่คืออะไรเปรียบสภาพจริง ที่เราเรียกแทนว่า พลังงาน ยังไม่เป็นวัตถุ ยังไม่เป็นก้อน เป็นอะไรเลย เป็นจิตลมๆแล้งๆ ละเอียดกว่าเป็นความร้อน แสง เสียง แม่เหล็ก ไฟฟ้า ละเอียดยิ่งกว่าอากาศ ละเ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน