610221_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มหาสติปัฏฐานสูตรและอานาปานสติสูตร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข1 สิงหาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

610221_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มหาสติปัฏฐานสูตร และอานาปานสติสูตร

สมณะฟ้าไทว่า….วันนี้วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งการให้ อยู่ในสัมมาทิฏฐิ 10 ก็มีเรื่องของการทานเป็นข้อแรก หากไปวัดไหนบอกว่าให้เป็นพระอาริยะ แต่ว่ามีให้บริจาคเข้าตู้เพียบเลย มันเป็นการขัดแย้งกันไม่ได้เป็นผู้ให้เลย กลายเป็นวิธีการหลอกล่อให้เขาเอามาให้แก่เรา แต่ถ้าเราคิดแต่จะให้เขาก็มีแต่เรื่องสบายใจ คนมีตระกูลศรัทธากับปัญญา ศรัทธาจะเน้นกดกิเลสตนเอง ทำได้แต่มีกายสักขีแต่ถ้าไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายก็ไม่ได้บรรลุ พระอรหันต์ได้ แต่สายปัญญาก็จะไม่ต้องเรียกว่าสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอีก ปฏิบัติด้วยการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายมาตั้งแต่ต้น แต่พวกปัญญาไม่ใช่เฉกา ปัญญาเริ่มจากการมีอัญญะแล้วก็ลดกิเลสไปเป็นลำดับ เป็นคนประเสริฐอยู่ในแผ่นดินพุทธ มีพระโพธิสัตว์ที่เอาภาระเอาใจใส่ ท่านปรับสัปปายะ 4 ทั้งดินน้ำไฟลม ให้คนที่เดือดร้อนในอนาคตได้อาศัย พวกเราก็พยายามปฏิบัติ แต่ยังไม่เข้มแข็ง ก็ต้องขออาราธนาท่านให้อยู่สอนพวกเราต่อไปอย่างน้อยอายุถึง 151 ปี พ่อครูว่า….อาจจะถึงนะ 151 ปี อาหารก็ดีเหลือเกิน แต่ละคนก็พยายามทำอาหารมา ปลูกผักปลูกพืช อาตมาก็เพิ่งเคยเจอ มะเขือเทศ(บักเล็น)ลูกมันแกล้งโต เบ้อเริ่มเลย หัวหอมใหญ่ ดูสิ เทียบกับกำปั้นอาตมาก็ใหญ่ ไม่ได้อวดอ้างแต่ยืนยันยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นว่า ถ้าเรามีจิตใจ มีความตั้งใจ เพื่อที่จะสร้างสรรค์ไม่เห็นแก่ตัวไม่เห็นแก่อะไร มีพลังงานรวบรวมนำมาใช้ในการสร้างสรรค์ เพื่อผู้อื่นอย่างไม่มีตัวตน ตัวเราไม่ต้องไปเกี่ยงอะไร มีหนึ่งเดียวทำงานเป็นเอกธรรม ซึ่งมันสุดยอด _SMS วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 (พ่อครู : บวรราชธานีอโศก)

_ນາງເກດມະນີ ສູກສະຫວັນ นางเ

อ่านต่อ

กดมนี สุขสวรรค์ · มักพระคูอะทิบายโสดาบัน สารุ สารุ พ่อครูว่า...คนนี้เป็นคนลาวเขียนมา มักนี้หมายถึงพอใจชอบใจ อาจหมายถึงความรักได้เลย

_รักนะ เดอะโซปเมคเกอร์ · มาก่อวิบากดีกับพระอริยะดีกว่าค่ะ พ่อครูว่า…อันนี้ลึกนะ คำว่ามาก่อวิบากดีกับพระอาริยะ คุณจะมาก่อวิบากไม่ดีผิดพลาดกับพระอาริยะ แม้จะก่อวิบากผิดวิบากบาปจริงมันบาปมาก แต่คุณจะพันพัวอยู่กับพระอาริยะนะ ก็ไปก่อวิบากกับโจร คุณก็พันพัวไปกับโจร มันก็จะนานกว่าและทุกข์มากกว่ามันไม่เจริญ ช้านานกว่ากัน เรายังไม่เก่งก็ทำบาปมากกว่า แต่ถ้ามาอยู่กับพระอาริยะก็เจียมตัวตนมากกว่า คำว่าอยู่กับ มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี คำว่ามิตรดี หมายถึงคนอาริยะแล้วนะ หมู่ฝูงที่มีความพร้อมองค์ประกอบมวลมิตรเป็นสังคมอาริยบุคคลแล้ว หมายถึงขนาดนั้นเลย เพราะฉะนั้นก็เลือกเถอะ สังคมหมู่กลุ่มที่ดี ยุคนี้มีแล้วเสนอไปก็ลองๆดู

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปฏิบัติทางจิตแทนทางร่างจะบรรลุธรรมได้ไหม _อำภา รื่นใจดี · กราบนมัสการท่านพ่อครู ลูกขอโอกาสถามเจ้าค่ะ การปฏิบัติธรรมจำเป็นไหมว่าผู้ปฏิบัติต้องมีอาการครบ 32 ถ้าเขาใช้ร่างกายปฏิบัติธรรมไม่สะดวก จะใช้การปฏิบัติธรรมทางจิตได้หรือไม่ เช่น ทำจิตให้รู้ความจริงไปตามความเป็นจริงในอริยาบทต่าง ๆ ทำจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน รู้สึกตัวต่อกิเลสที่เกิดขึ้นในใจแล้วค่อย ๆ ตัดกิเลสที่เป็น ราคะ โลภะ โทสะ โมหะออกไป อย่างนี้จะเจริญทางธรรมไปสู่ระดับโสดาบันและไต่ระดับสูงขึ้นเป็นลำดับได้หรือไม่ ก็พ่อครูสอนว่า กาย คือ จิต มโน วิญญาณจากที่ได้แอบฟังธรรมท่านพ่อครูมาระยะหนึ่ง เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับอีกด้านหนึ่งที่เคยไปเรียนรู้มา จึงกล้าพูดได้อย่างชัดเจนว่า อโศกเป็นศาสนสถานแห่งเดียวของโลกปัจจุบันนี้ ที่นำพาปฏิบัติธรรมได้ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้ามากที่สุด แค่อโศกไม่มีนิกาย ก็พอประมาณได้ว่านี่คือพุทธแท้ ศาสนาพุทธแท้ไม่มีนิกาย แต่จะปฏิบัติธรรมไปตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า นิกายเป็นมรดกของคนมีกิเลสตั้งขึ้นมาจนทำให้ศาสนาพุทธเป็นกลองอานกะอยู่ทุกวันนี้ตอนนี้ลูกเข้ามาปฏิบัติธรรมด้วยการเป็นจิตอาสาที่สันติอโศก แต่ขออยู่ภายนอก เพราะอายุมากแล้วเดี๋ยวจะมาเป็นภาระกับคนในพื้นที่เจ้าค่ะ พ่อครูว่า…ไต่ระดับไม่ได้ เพราะว่ามันไม่มีหลักต้น ให้นับว่าเป็นโสดาบัน คุณตัดภายนอกเลย มีแต่ภายในนี้วัดระดับไม่ได้เลย ข้างนอกก็หลายระดับ โสดาบัน สกทาคามีอนาคามี โสดากับสกิทา ข้างนอกเป็นหลัก อนาคามีกับอรหันต์นี้ข้างในเป็นหลัก มันแบ่งซีกอย่างนี้ ถ้าอยู่แต่ใน โสดาบันกับสกิทาคามีก็พูดกันไม่รู้เรื่องกับเรา ติดตามงานพุทธาภิเษกฯคราวนี้ อาตมาจะอธิบายเรื่องนี้อย่างสำคัญ ศีล สมาธิปัญญา มีระดับไล่ไปตาม เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย แบ่งชั้นได้ ไม่งั้นจะยาก เพราะแทนที่จะทำได้มันมีส่วนอยู่บ้างเป็นพลวปัจจัย แต่มันพูดกันไม่ได้มันจะช้า ยิ่งไม่มีภูมิธรรมจะรู้เป็นลำดับอย่างถูกต้อง จะวกไปวกมาอีกกี่ล้านๆๆกัปป์ ชาติ เพราะไม่เข้าหลักก็กลับมาใหม่กลับไปกลับมา แต่ของพุทธ หมดไปเป็นลำดับ จนหมดเกลี้ยง มีแต่สั่งสมตกผลึกแน่นหนาไปเรื่อยๆ ที่หมดจะตกผลึกหนาแน่นไปเรื่อยๆ เป็นแกน static ให้แก่เจ้าของไปเรื่อย ความเป็นลำดับนั้นเป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ ศาสนาพุทธพระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ในปหาราทสูตร ยืนยันว่าความเป็นลำดับเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของศาสนาพุทธ สายปัญญา เป็นธัมมานุสารีย์จะชัดเจนในลำดับ เริ่มต้น เป็นโสดาบันหากไปเล่นภายในคือปรมัตถ์ก่อนสมมุติก็ไม่ได้ลำดับ คุณว่าคุณขึ้นยอดไม้ได้ เหาะไปบนยอดได้แต่ไม่ผ่านโคนไม้ แล้วจะได้โคนไม้อย่างไร มันก็ต้องลงมาสิ ขึ้นไปอยู่บนยอดไม้จะไม่ผ่านโคนไม้ได้อย่างไร ดีที่พยายามไม่ให้เป็นภาระก็ดี ก็ดำเนินไป

_SMS วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 (สมณะ สิกขมาตุ-บวรสันติอโศก)

_3867นมัสการสมณะสิกขมาตุฯกับธ.รูปฤากาย!เป็นรูปธรรมคือกาย!ฤาส่วนต่างๆของกาย!กับนามฤาจิต!เป็นนามธรรมคือจิต!ฤาส่วนต่างๆของจิต!สาธุ พ่อครูว่า…รูปกับนามหรือกายกับจิตแยกกันไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องของกาย แยกกันไม่ได้ระหว่างร่างกับจิต

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน การดับทุกข์คือการดับสสังขาริกัง _3867ขอบคุณบุญนิยมกับธ.สันติอโศก!นามรูปที่เคลื่อนไหวไปตามความคิดเพราะการปรุงแต่งจากกายสังขารภายใน(ขันธ์5)ที่รองรับตัวกิเลสตัณหาอุปาทานทำให้เกิดทุกข์!ดับทุกข์ที่การหยุด สังขารธ.สาธุ!ผิดถูกโปรดชี้ แนะจรธ. พ่อครูว่า…คำว่าดับทุกข์คือหยุดสังขารธรรมมันกว้างไป สังขารธรรมคือทุกอย่าง การดับทุกข์คือดับเหตุที่ทำให้เกิดสังขารโลกีย์ ที่ปรุงแต่งอย่างมีเหตุตัวนำ เรียก สสังขาริกัง และมีอสังขาริกังคือไม่มีตัวเหตุนำพา คือตัวกิเลสที่นำพาไม่มี แต่ถ้าสสังขาริกังคือมีกิเลสพาเกิดสังขาร คำว่าสังขารนี้จึงเอาที่หมดเหตุหรือไม่คืออสังขาริกัง แม้ไม่หมดเหตุแม้แต่น้อยเรียกสสังขาริกัง ต้องอ่านสภาวะตัวเองให้ชัดเจน

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ในการสำรวมอินทรีย์ ต้องมีผัสสะเสมอ _ประเด็นจาก ท่าช้าง ... ในการสำรวมอินทรีย์นั้นมีผัสสะอยู่ด้วยหรือไม่ พ่อครูว่า…ในการสำรวมอินทรีย์ต้องมีผัสสะเสมอ หากไม่มีผัสสะ ก็มีแต่ภายใน มนินทรีย์เท่านั้น แต่ จักขุนทรีย์ ฆานินทรีย์ โสตินทรีย์ ฯ ไม่ครบเดาเอาไม่ได้ เรื่องใหญ่หยาบต้องมีดินน้ำไฟลมร่วมด้วยกับจิต แต่ถ้าเอาแต่จิตไปดึงเอาจิตที่ติดดินน้ำไฟลม ให้วางได้มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ต้องปฏิบัติตั้งแต่ภายนอกให้อยู่เหนือก่อนเป็นอนาคามีก่อน กระทบอะไรสัมผัสกับอะไรภายนอกก็ไม่มีกิเลส อย่างไรก็อยู่ในกำมือไม่ออกมาทำอกุศลได้อีกจริงๆ ต้องจริงๆ คุณเป็นตัวรับรองตัวเอง ยังทำอยู่มันก็ไม่ใช่ ถ้าคุณไม่ทำแล้วเด็ดขาด จะกดข่มมากแรงขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้ารู้ว่าไม่ได้กดข่มเลย ได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก ได้องค์ฌานทั้ง 4 สัมผัสอย่างไรก็สบาย เต๊ะท่าภายนอกเหมือนไม่มี แต่ภายในระริกระรี้นะ ใครจะไปรู้กับเรา ข้างนอกนี่เฉยๆ แต่มีภายใน แต่คนอ่านภายในไม่ออกก็เลยโกหกเลย กดข่มได้เก่ง ท่าทีภายนอกไม่แสดงออกเลย อาจปิดบังในที่ลับก็ไม่มีใครรู้เห็น มนุษย์มีเล่ห์เหลี่ยมเยอะแยะ การตั้งสตินี้หากไม่มีจะไม่รู้ตัว ถูกจับได้ง่าย บางคนไม่มีสติ ถูกกระทบกระแทกก็แสดงออกแล้ว _ส่วนในธัมมวิจัยย ก็เช่นกัน มีการทำลายเหตุปัจจัยไปด้วยใช่ไหม นมัสการขอบพระคุณ 20 กพ 61 พ่อครูว่า…ต้องแยกแยะสิ่งที่จะปหานให้ชัดสำคัญมากเลย วิจัย หากวิจัยหยาบก็เอาเนื้อดีมาผสมด้วยเสียท่าซ้ำซ้อน ต้องเอาอกุศลทำให้หมดไปเป็นลำดับๆ จนเราเก่งค่อยฉลาดมีภูมิธรรมสูงขึ้นก็ไม่ละเมิด ฝีมือจะละเอียด ไม่ไปรบกวนอะไร ยิ่งฟังไปจะเข้าใจยิ่งขึ้นว่า ความละเอียดประณีต ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเลไม่มีอะไรวกวนเวียนซ้ำซ้อน จะว่าไปแล้วก็แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ สุดยอด อันนี้ผู้ที่มีภูมิธรรมขั้นนี้จะชัดเจน

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ทำธรรมะสองให้เป็นหนึ่งคืออย่างไร _จาก ซกเช้ง 1. จากคำสอนในพระสูตรที่ว่า ทเวธัมมา ทวเยนะ เอกสโมสรณา ภวันตินั้นหมายความว่า ธรรมะ 2 อย่างนี้ 2 อย่างนั้นก็คือ เวทนา 2 หรือเวทนาสุขกับเวทนาทุกข์ แล้วทำเวทนา 2 ให้เป็นหนึ่งเดียวหรือเอกสโมสรณา ภวันติ คือทำให้เป็นเวทนาเดียวในทิศทางที่เจริญขึ้นคือทำเคหสิตตเวทนาเป็นเนกขัมมสิตตเวทนา พ่อครูว่า…ทวเยนะ เป็นคำกิริยา ทะเว เป็นคำนาม สองนี่เป็นกิริยาจะทำให้เป็นหนึ่ง พอทำเสร็จเรียบร้อยเป็นหนึ่งเรียกเอกสโมสรณา ภวันติ คือจบ ภวะ+อันตะ คือจบ อันตะ อันติแปลว่าสามเส้าที่ทำเสร็จจบ ทเวธัมมาแปลว่าธรรมสอง แล้วจะมีคำว่า ทวเยนะ เวทนายะ เอกสโมสรณา ทำให้เป็นหนึ่งเดียวคือ ความไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ความสุขความทุกข์เป็นเหรียญสองด้านของกันและกันเป็นอันเดียวกัน เป็นของไม่จริง เป็นเทวดาเป็นสัตว์นรก พระพุทธเจ้าหมดความสุขความทุกข์ได้ ทำให้เป็นเวทนาเดียว เวทนา 2 เวทนาไม่สุขไม่ทุกข์ ตัวกลางๆนี่แหละ คือทำเคหสิตเวทนาเป็นเนกขัมสิตเวทนา ถูกต้อง

2. และธรรมะ 2 อย่างนี้ก็มี 2 ส่วนคือ ก.ธรรมะของส่วนที่เป็นเหตุ กับ ข.ธรรมะ 2 ส่วนที่เป็นผล ความเข้าใจทั้ง 2 ข้อดังกล่าว พ่อครูเห็นเป็นเช่นใด พ่อครูว่า…ทำเวทนาเท็จปลอมให้หายไป เหลือแต่เวทนาแท้ ในโลกนี้มีรู้กับตัวเรา มีกับไม่มี เป็นสอง คำว่าธรรมะสองจึงลึกซึ้งมาก ธรรมะของพระพุทธเจ้าทุกอย่างมันต้องมี 2 เพราะอย่างน้อยควรต้องมีหนึ่งคือจิตคือธาตุรู้กับอีกสิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นจะเป็นธาตุรู้มีสภาวะนามธรรมมีสภาวะธรรมชีวะ อย่างพืชมีชีวะ เราก็เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับพืช หรือยิ่งจิต เจตสิก มีจิตนิยาม เราเกี่ยวข้องกับเขา มันก็มีธาตุรู้ เริ่มมีเวรภัยมีชอบมีชังต่างๆอีก จะผูกพันมีวิบากต่อกันไปอีกนานแสนนาน ส่วนพืชอย่างไรก็ไม่มีวิบาก ยิ่งเป็นอุตุนิยามก็ไม่มี วัตถุก็เป็นสิ่งหนึ่ง จิตวิญญาณก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ทำกับวัตถุอย่างไรมันก็ไม่มีวิบาก วัตถุมันไม่รู้เรื่อง มันไม่ไปจองเวรกับคุณ เป็นทองคำเป็นเพชร เป็นธนบัตรก็เป็นวัตถุ ต้องเป็นจิตวิญญาณจึงทะเลาะกันได้ เพชรหรือทองมันก็ไม่ทะเลาะกับอะไร ตัวจิตนิยามนี่แหละ เป็นตัวทะเลาะกัน ผู้บรรลุสูงสุดแล้วมีแต่ช่วยไม่ประหารใคร ใครจะประหารเรา เราก็ยอมให้เขาประหารได้ หมดวิบากต่อกัน หลุดได้ อย่างพระพุทธเจ้ากับพระเทวทัต ถ้าพระพุทธเจ้าไม่มีภาวะตอบโต้เทวทัต หยาบกลางละเอียด แต่พระเทวทัตมีแต่กระทำกับพระพุทธเจ้าก็จะมีการสะท้อนกลับไปทั้งหมด ท่านตรัสว่าถ้าคุณเป็นแขกมา เราก็เอาอาหารมาต้อนรับ อาหารนั้นเขาไม่รับ มันจะกลับมาเป็นของคุณไหม ก็เหลือของกินของคุณอย่างเดิมนั่นแหละ แต่เขาไม่เอาแล้ว มันคือผู้ที่ไม่ตอบคุณแล้ว แต่คุณเองก็จะต้องทะเลาะของคุณ แล้วคุณก็ไม่มีปัญญารู้ว่า ทำไมอาหารเขาไม่เอา คุณโกรธตอบอีก คุณจะโง่อีกนานมหาราชเลย โง่มหาราช เคยได้ยินไหม คุณโง่ยิ่งใหญ่เลย โง่ระดับมหาราช

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน มีอัญญธาตุแล้วอย่าประมาทในการปฏิบัติ อ่านบทกวีของคุณอโศกสัมปวังโกก่อน ชื่อบทกวีว่า...

ไตรสิกขาในทัศนะของข้าพเจ้า

สังคมพุทธ สุดโมหันธ์ ขั้นวิกฤติ บรรพชิต ผิดคำสอน ย้อนวิถี ไตรสิกขา สุดสาหัส ขัดสมังคี มรรควิถี ลี้ลับ อับนิพพาน

ยุคศีลแย่ แพ้วินัย ไร้บทบาท จึงวิปลาส ขาดเบื้องต้น จนวิตถาร ยัญพิธี ไม่มีผล กลับอนธการ เทวนิยม ผสมผสาน ผลาญพรหมจรรย์

ยุคมิจฉา-สมาธิ เป็นนิสัย หยุดเคลื่อนไหว ไร้เวทนา สัญญาขันธ์ ยึดวิเวก เฉกชีไพร ไร้สัมพันธ์ หลงภวังค์ คลั่งอาถรรพ์ ครองอันตา

ยุคเฉกา พาด้นเดา เมาตรรกะ เอื้อปท-ปรม เหล่าพระมหา เบี้ยวบาลี หนีอาบัติ หลงอัตตา ชาญฉลาด ขาดอัญญา ช่างน่าอาย

สิกขาสาม ตามครรลอง ของชาวพุทธ ต้องสมังคี มีวิมุติ เป็นจุดหมาย ตามลำดับ ไม่สับสน ต้นกลางปลาย ทรีอินวัน ผู้มั่นหมาย สลายตัวตน

ต้องมีศีล-สัมปทา เป็นอารัมภ เอื้อตบะ ฌานธรรม สัมฤทธิ์ผล ก่อสมาธิ ผลิปัญญา พาหยุดวน สู่วิมุติ ความหลุดพ้น จนนิพพาน

อโศกสัมปวังโก

พ่อครูว่า...สละสลวย อโศกสัมปวังโก เป็นคนที่ คม ชัด แม่น แล้วก็สะอาด เรียบร้อย ตัวหนังสือนี่เป๊ะเลย ยังกะพิมพ์มา

อาตมาจะเริ่มด้วยอย่างนี้ ศาสนาพุทธคือศาสนาที่มีศีลเป็นหลัก ที่จะทำให้เกิดความรู้และความจริง ทุกเรื่อง มีศีลทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องขี้ผง ขั้นอบาย เศษสวะ จนถึงขั้นสูงสุด จะเรียกอธิศีลอย่างไรก็ตาม แต่ไม่ขาดจากศีล สมาธิ ปัญญา สามเส้า จะต้องมีศีล มีจรณะ 15 วิชชา 8 วิชชาจรณสัมปันโนของพระพุทธเจ้า จรณะ 15 วิชชา 8 ศีลจะเจริญยิ่งขึ้นใหญ่ขึ้น เมื่อผู้ปฏิบัติมีสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติแล้วก็จะเกิดจิตเจริญ จิตเจริญยิ่งขึ้นใหญ่ขึ้นเป็นอธิจิต นั่นคือมีสติเป็นอธิปไตย สติเป็นเจตสิกของจิต สติจะเป็นใหญ่เป็นพลังเจโต สติ เป็นพลังงานปัจจุบันเป็นธาตุรู้ที่พร้อมตื่น แต่เป็นเจโต เพราะสั่งสมแกนของความเป็นสติให้แข็งแรง เป็นอธิปไตย เป็นพลังใหญ่ และมีปัญญาเป็นยิ่ง อุตระ ตามมูลสูตร 10 ล.24 ข้อ 58 แล้วจะเกิดวิมุติ ตามนัยมูลสูตร มีวิมุติความหลุดพ้นเป็นแก่น จิตได้แล้วก็จะหยั่งลง เป็นโอคทา จนที่สุดไม่เกิดไม่ตาย มีนิพพานจริง ดับกิเลสสิ้นเกลี้ยงเป็นนิพพานจริง ถ้าไม่ถึงนิพพานจริงก็ไปสุดไม่ได้ ต้องนิพพานได้จึงจะเป็นปริโยสานได้ ถูกต้องตามคำสอนพระพุทธเจ้า ผู้ศึกษาพุทธธรรมจนเกิดความฉลาด จากแบบโลกีย์เฉโกหรือเฉกะเกิดอัญญธาตุ เป็นธาตุของโลกุตระ จากเดิมที่เป็นโลกของความวน คุณจะต้องมีธาตุของโลกุตระออกมาได้นิดหนึ่งก็เริ่มเข้าทางนี้ จะเรียกว่าเข้ากระแสก็ยังไม่เข้า ยังเริ่มเยี่ยมประตูโลกุตระ ถ้าคุณผ่านประตูโขงเข้ามาหน่อย แต่เข้าไปนิดอย่านึกว่าเข้าไปได้มากแล้วนะ มันถอยหลังกลับไปได้ มันต้องสูงเข้าไป ท่านจัดลำดับว่าถึง 25% จึงเข้ากระแส เข้ากระแสนี้ยังตกได้ง่าย แต่เต็ม 25 เปอร์เซ็นต์ เรียกอวินิปาตธรรม คือจะยึกยักอยู่ ดีไม่ดียึกยักแล้วหลุดไปก็ได้ แต่ถ้าเป็นแกนของอัญธาตุ หรือแกนโลกุตระ จริงๆแล้วจะยึกยักได้แต่ไม่กลับ มันจะยึกยักได้อย่างมากถึง 7 ชาติ 7 ครั้งหรือ 7 กัปป์ ก็ตาม จะยาวไปตามลำดับ คือวงวนนี่มันมีกรอบที่คุณจะอยู่ในวงวนไหน เรียกว่าประมาทมาก ไม่เอาจริงเอาจังก็แน่นอนก็กรอบกว้างหยาบ กัปป์คือความหมายของสิ่งที่จะเกิด พยัญชนะ กัปป์มาจาก กะ กับ ปปะ ตัวต้นของวรรคหนึ่งกับวรรค 5 ก ตัวแรกหมายถึงอะไรก็ตามที่เรามีตัวตน มีกิริยาขึ้นมา ไม่ขยายความตัวพยัญชนะต่อไปแต่เริ่ม ก แล้วมาเป็น ปปะ ป คือตัวกระทำ การดำเนิน ที่จริง ค หรือใน ก ข ค มันดำเนินไปแล้ว แต่มาเป็น ป วรรคที่ 5 มีตัวตนที่ครบ มีบทบาทการดำเนินทางไปครบ เป็นตัวตนที่สมบูรณ์แบบถึงขั้น 9 แต่ถ้า คมนานี่ ดำเนินไปไม่ถึง 9 ยังเพิ่ง 1 หรือ 2 เป็นอจินไตยที่อธิบายได้ยาก อาตมายังไม่รู้รายละเอียดได้ครบ แต่พออธิบายไปตามลำดับตามกาละ จริงๆแล้วอาตมาไม่ได้มั่นใจว่ารู้พยัญชนะทั้งหมด อย่างเป็นเซียน ถือเป็นผู้รู้ยอดเยี่ยมได้ ยังมีความไม่ครบ จริง อาตมาโบราณปางบรรพ์เคยรู้ได้ดียิ่งกว่านี้ แต่ตอนนี้ดึงขึ้นมาใช้ได้เท่านี้ ซึ่งกัปป์ก็ขึ้นอยู่แต่ละกาลสมัยของแต่ละคน คนเริ่มออกจากโลกีย์ มีอัญญธาตุเป็นแก่นชีพเกิดในจิต จึงจะเป็นเชื้อชาติใหม่ มีอัญญธาตุหยั่งลงในจิตเลย อย่างโกณทัญญะ เกิดอัญญา ไปได้เรื่อยๆ ญญ หญิงใช้แทน ความฉลาดแบบโลกุตระ เกิดแก่นชีพในจิต คุณจะสร้างเชื้อชาติใหม่ จากชาวโลกียะที่มีอัญญา คือจมอยู่ในโลกมากอยู่ แต่เกิดอัญญธาตุแล้ว ต้องพัฒนาไปให้พ้นวิบาก เจริญขึ้น เป็นคนมีอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เป็นอธิมุติ เป็นอมตะ สู่ผลนิพพานไปตามลำดับ นี่คือนำร่องก่อนพูดในงานพุทธาภิเษกฯ

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน มหาสติปัฏฐานสูตรกับอานาปานสติสูตร ตอนนี้มาเข้าสู่เรื่อง สติปัฏฐานหรืออานาปานสติ ผู้ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว หากไม่ชัดเจนว่าสติปัฏฐาน กับอานาปานสติ มันคนละอย่าง ใช่ มันมีนัย คนละมุม แต่อันเดียวกัน เหรียญคนละเหลี่ยมมุม สติปัฏฐาน 4 กับอานาปานสติ 2 คือลมหายใจเข้าออก สติปัฏฐานก็มี 4 กายเวทนาจิตธรรม สวดอานาปานสติ คือ อานา กับ อาปานะ คือลมหายใจเข้าลมหายใจออก เป็น 2 ลมหายใจเข้าลมหายใจออกหมายถึงอะไร หมายถึงคุณยังมีลมหายใจ 2 นี้อยู่ หากมีแต่ลมหายใจเข้าไม่มีออกก็ตาย หากมีแต่ลมหายใจออกไม่มีเข้าก็ตาย เพราะฉะนั้นลมหายใจออกลมหายใจเข้า อานากับอาปานะ จะสลับกันก็ได้ เอาอานาปานะคือออก ก็ได้หรือเข้าก็ได้ แต่อาปานะ เป็นออกหรือเข้าก็ได้ มันเป็นความสุดยอดแล้วมีแต่เข้าก่อนนี่แหละ ไม่ต้องไปเถียงกันว่าไหนคือเข้าหรือออก ไปถามว่าเกิดมาแล้วลมหายใจเข้าหรือออกก่อนกัน ชีวะมีตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไม่ใช่ตั้งแต่คลอดออกมา อยู่ในครรภ์มารดาก็มีการหายใจ แล้วคุณรู้ไหมว่าลมหายใจออกหรือเข้า แต่คนมีแล้วลมหายใจเข้าออก ตั้งต้นคนเกิดมาอุแว๊ เข้าหรือออกก่อนกัน ไปถามพยาบาลหรือหมอทำคลอดจะรู้ไหม ว่าเด็กคนนี้เกิดมา ลมหายใจออกก่อน แล้วก็ค่อยหายใจเข้าตามมา หรือว่าหายใจเข้าก่อนแล้วค่อยหายใจออกตามมา ใครจะไปรู้ ตัวเด็กก็ไม่รู้ ตัวผู้ที่สัมผัสอยู่ก็ไม่รู้ อย่าไปเถียงกันดีกว่าเรื่องนี้เสียเวลา

มหาสติปัฏฐานสูตร พระไตรปิฎกเล่ม 10 [273] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในกุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุ ชื่อว่า กัมมาสทัมมะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศกและ ปริเทวะ เพื่อความดับสูญ แห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน 4 ประการ 4 ประการ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ 1 พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ 1 พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและ โทมนัสในโลกเสียได้ 1 พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียรมีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ 1 ฯ จบอุทเทสวารกถา [274] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างไรเล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี (คำว่า “ก็ดี” นี้ภาษาบาลีคือ “วา”) ไปสู่เรือนว่างก็ดี พ่อครูว่า...ตอนนั้นพระพุทธเจ้าอยู่ป่าและสอนคนอยู่ป่าเพราะเป็นไปตามกระแสโลก จนท่านฟื้นภูมิท่านมาได้ ว่าท่านมีภูมิจะเป็นพุทธเจ้ามาแล้ว ท่านได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ก็อยู่ในป่าก็ต้องสอนคนในป่า ท่านก็จะตีทิ้งคนออกป่าไม่ได้แต่ท่านก็ตรัสในอัมพัฏฐสูตรว่า ความเสื่อมของผู้แสวงหาอันผิดๆ 1.ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ 2.ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า 3.สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ 4.สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ 163)

ให้อ่าน รูป 28 นาม 5 ในปฏิจจสมุปบาท ท่านให้มีผัสสะเป็นปัจจัย ไม่เกี่ยวกับป่านะ พวกอยู่ป่าเป็นพวกทิ้งผัสสะ นาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ตัวเจตนาเป็นตัวกลางต้องรู้ตัณหา 3 กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา หากไม่มีผัสสะไม่ครบนาม 5 เมื่อไม่มีผัสสะก็ไม่สามารถมีเวทนา ผัสสะ ไม่ได้ คุณจะหลับตานึกเอาเอง จินตนาการเองก็เป็นกิเลสในภพคุณเท่านั้นไม่กระทบกับใคร แต่คุณมีอาการ 32 ที่สัมผัสภายนอกแล้วเกิดเวทนาจึงรู้จักกิเลสหมด แล้วจึงจะยอมรับเป็นสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ไม่ใช่แค่กายสักขีที่ว่าสะอาดหมดจดอย่างไร ก็ไม่รับรองได้ ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ยิ่งอุภโตภาควิมุติเลยยิ่งหมดทั้งอาสวะอนุสัย ต้องสำคัญชัดเจนว่าต้องมีนาม 5 เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ทีนี้ นาม 5 นี่แหละ แล้วเวลาจะสมบูรณ์แบบต้องมีรูปอีก 28 ต้องเกี่ยวข้องกับดินน้ำไฟลมต้องเกี่ยวข้องกับชีวะที่มี โคจรรูปกับวิสยรูป มีผัสสะ ถ้าดำเนินไปไม่สัมผัสกับอะไรก็ไม่มีอะไรเกิดหรอก ดำเนินไป หรือสัมผัสกับอะไรคุณก็ไม่เกี่ยว สัมผัสกับอะไรก็ดูแต่ใจอย่างเดียว ค้นหาคำว่าหลับตาในพระไตรปิฎก 45 เล่มนี้ เป็นคำตรัสพระพุทธเจ้ามีไหมให้ปฏิบัติหลับตา แต่เราพูดถึงเรื่องปฏิบัติแบบลืมตา แต่บางคนลืมตาแต่แบบตาแข็งทื่อ ตอนเล่นไสยศาสตร์ อาตมามีเพื่อนที่ทำแบบนี้พอเข้าฌานแล้วลืมตาแข็งทื่อเขาก็ว่าเข้าฌานเต็มแล้ว เป็นฌานแบบในภพนะ ถ้าจริงต้องพิสูจน์ครบทั้งภายนอกและภายใน กับคนด้วยกันจึงเป็นเอหิปัสสิโก ถึงจะเชื้อเชิญให้มาพิสูจน์ได้ แต่ถ้าเป็นของคุณคนเดียวอยู่ภายใน เชิญเข้ามาดูภายในได้อย่างไร เอากล้องส่องไม่ได้ อธิบายรูป 28 นี้ หากรู้ได้แล้วก็จะรู้สภาวะของ เจตสิก 52 89 121 ได้ สมณะฟ้าไทว่า...เขามีคนเขียนมาว่า คนเราเกิดมาคือหายใจเข้าคือมีชีวิต หายใจออกหมดแรงคือหมดชีวิต คนถูกทับร่างตัวแฟบ หายใจออกคือตาย พ่อครูว่า...หายใจเข้ายืนยันการเกิดมากกว่า หายใจออกน่าจะเป็นการตายแต่หายใจเข้ามีออกซิเจนทั่วไปได้ ก็เอาอย่างนั้นก็ได้จบ ไม่เถียงไม่แย้งแล้ว

อ่านพระไตรปิฎกต่อ... นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า เมื่อ หายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอด กองลมหายใจทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกอง ลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า เราชักยาว เมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่าเราชักสั้น แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้นเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดกองลมทั้งปวงหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า ดังพรรณนามาฉะนี้ พ่อครูว่า...ที่ท่านต้องพูดเรื่องลมหายใจ เพราะว่าสมัยนั้นเขาปฏิบัติแบบหลับตา อยู่กับลมหายใจ ไม่เกี่ยวกับดินน้ำไฟ เอาแต่ลมอย่างเดียว อานาปานสติ ก็แค่นั้นดูลมหายใจ แต่ว่าถ้าไม่รับรู้แม้ลมหายใจก็หมดกายนะ เหลือลมแค่นี้ ลมหายใจด้วย ลมอื่นๆไม่เกี่ยวด้วย ทำไมทำความแคบให้แก่ตัวเองจัง จะรู้แคบทำไมแค่นั้น ท่านอนุโลมสูงสุดแล้วมันก็ได้แต่ได้น้อยแค่นั้น แล้วจะไปตัดสินอรหันต์แค่วงวนลมหายใจเข้าออกนิดเดียว นอกนั้นจะสัมผัสสัมพันธ์กับ ไฟ ดิน น้ำ พืช มนุษย์สัตว์ก็ไม่มีให้สัมผัสเลย แล้วถามหน่อย ดิน น้ำ ไฟ ลม มันก็ไม่มีวิบากไปรักหรือชังเราไม่ได้ แล้วคุณจะตัดวิบากก็ไม่ได้อีก มันต้องมาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีนามธรรมด้วยกันคือสัตว์ พืช พระพุทธเจ้าก็สอนว่ามันเป็นชีวะ มีธาตุรู้แค่สัญญากับสังขาร จิตไม่มีวิญญาณครอง ต้องตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวเป็นต้นไปก็อย่าประมาท อย่าทำวิบากกับมัน วิบากมันไม่นาน แต่เราต้องหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ด้วย สัตว์เซลล์เดียววิบากไม่มาก แต่ก็ค่อยขยายไป กว่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน