370918 สัมภาษณ์พ่อท่าน โดย นักข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
370918 สัมภาษณ์พ่อท่าน โดย นักข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ ณ สันติอโศก
สัมภาษณ์พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ โดย นักข่าว เนชั่นสุดสัปดาห์ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2537 ณ พุทธสถานสันติอโศก
ความคิดของมนุษย์นั้นเอง มันมีส่วนที่เคารพบูชา เราก็จะเอาตึกพระวิหาร แล้วก็จะมีสถูปข้างบน แล้วก็จะมีพระบรมสารีริกธาตุ จะเป็นสถาปัตยกรรมที่เป็นพระวิหารที่ไว้สิ่งที่เคารพบูชา และพร้อมกันนั้นเราก็ทำประโยชน์ด้วย นักข่าว : ถ้าโบสถ์นี้เสร็จก็เป็นเสมือนกับ พ่อท่าน : ไม่ใช่ พระวิหาร โบสถ์เราคือหลังนี้ โบสถ์ที่ทำกิจของสงฆ์เรามีอยู่ แล้ว อันนี้เป็นพระวิหารไม่ใช่โบสถ์ นักข่าว : พระวิหาร นี่จะใช้ในลักษณะไหน? พ่อท่าน : ก็บอกแล้วว่า เราผนวกไอเดียเข้าไปว่า ให้มันมีความคิด จะเป็นพระวิหารนี้ จะเป็นที่ไว้สิ่งที่น่าเคารพบูชาเชิดชูของเรา คือพระบรมสารีริกธาตุ พระ ทันตธาตุ เอาไว้ข้างบน ..... จำเป็นจะต้องมีพระพุทธรูปด้วยหรือเปล่าคะ พ่อท่าน : ท่านมี แต่อาตมาเอง อาตมาตั้งใจที่จะไม่พยายามที่จะเอาพระพุทธ รูปมาไว้ จะได้ไม่มากมาย ไม่อยากจะให้ คืออาตมาพยายามที่จะ ถ้าสังคมที่มันเพลิดไปก็พยายามที่จะดึงไว้ ถ่วงไว้ ถ้าสังคมมันขาด ก็พยายามเติม แล้วก็พยายามดันให้ เขาก็หาว่ายัดเยียด เป็นอย่างนั้นอยู่ เขาก็หาว่าเรานี่ดันทุรัง ยัดเยียดอะไรต่ออะไร ซึ่งเราก็ต้องยัดเยียด เพราะว่ามันขาด ก็รู้ว่ามันขาด แต่เขาก็ไม่ฟัง เราก็จำเป็นน่ะ เรารู้ว่าเขาไม่ค่อยชอบใจน่ะ เขาไม่เอา เขาถึงขาด แต่เราก็พยายามบอกเหตุผลมันดีอย่างนั้น มันดีอย่างนี้ สิ่งไหนที่มันขาด เราก็เติม เพราะฉะนั้นอย่างพระพุทธรูปนี่ มันเฟ้อ เราก็ถึงพยายามกั้น พยายามฉุด พยายามไม่ส่งเสริม นักข่าว : ปัจจุบันนี้มีปลุกเสกพระเครื่องรางของขลังมากขึ้น พ่อท่าน : เออ ยิ่งบ้า
อ่านต่อ
กันใหญ่เลย นักข่าว : แล้วคนก็ชอบนะครับ เพราะว่ารู้สึก พ่อท่าน : มันหลง นักข่าว : เป็นเพราะว่ามีสิ่งที่ว่ายัดเยียดให้แก่คนตรงนี้ หรือเปล่าคะ เพราะคนไปลุ่มหลงกับมัน พ่อท่าน : แหม ไอ้ ถ้าพูดไปแล้วก็ อาตมาโทษพวกคุณด้วย สื่อสารมวลชน นักข่าว : นี่ก็พอดี พ่อท่านครับ คืออยากให้พ่อท่านมอง พ่อท่านมองสื่อมวล ชนปัจจุบันยังไงคะ พ่อท่าน : เป็นที่สื่อสารมวลชนไม่พยายามที่จะช่วยถ่วงดุล หรือว่าช่วยส่งเสริมสิ่งที่ควรส่งเสริม ว่าควรจะต้องใช้วิจารณญาณกันดีๆ ช่วยส่งเสริม แม้มันจะไม่ได้ลาภ ได้ยศอะไรก็ต้องพยายามอดออมบ้าง หลงใหลไป มันก็ไอ้แค่นี้แหละ ไปกับอย่างนี้ ไปส่งเสริมอย่างนี้ มันได้ลาภ ได้ยศ มันก็ไปกันใหญ่ นักข่าว : ครับ เหมือนอย่าง.... พ่อท่านครับ ล่าสุดนี่ เหมือนอย่าง พ่อท่าน : อะไรนี่ ไปเอาอะไรกันใหญ่กันโตนี่ นักข่าว : มิติใหม่ครับพ่อท่าน ได้ภาพที่คมชัดนะครับพ่อท่าน มันไม่เหมือนกับรูปธรรมดา คงจะขอรบกวนพ่อท่านนะคะ เพราะเขาไม่ทราบว่าจะถ่ายได้หรือเปล่าคะ พอถ่ายแล้วเก็บไว้ค่ะ เพราะว่าเวลาเราลง พ่อท่านฮะ รูปอย่างนี้ กับรูปที่ถ่ายกล้องธรรมดา รูปนี้มันจะคมชัดกว่า แสงสะท้อนเข้ามาเลยนั่นแหละ มันไม่สดตรงมันใช้สะท้อนเข้ามาเลย มันไม่ถึง เสียบทางนี้ดีกว่า พ่อท่าน : ก็แปลกนะ แล้วใช้รับสีขาวไม่ใช้สีดำ หรือว่า อื้อๆๆ ก็อาตมา ก็พอ เรียนมาเหมือนกัน แต่ว่ามีเทคนิคใหม่กว่าที่อาตมาเคยเรียน เมื่อแรกก็เรียน นักข่าว : คนที่มีการเรียนทางด้านศิลปะมานี่ จะทำให้สามารถซึมซึบสิ่งเหล่านี้ ได้ดีกว่าไหมครับ เกี่ยวไหม พ่อท่าน : ศิลปะนี่ เป็นเรื่องของ อย่างอาตมาว่ามันสูงส่งนะ พระพุทธเจ้าก็ยืน ยันศิลปะเป็นมงคลอันอุดม มงคล ก็หมายความว่าสิ่งประเสริฐ อันอุดม ก็หมาย ความว่าสูง ความประเสริฐที่สูงส่ง แต่ทุกวันนี้ มันไม่ใช่ศิลปะ มันเป็นอนาจาร แต่เขาก็ไม่รู้จักอนาจารกัน อาตมาก็เคยพูด อนาจารกับศิลปะนี่ ใช้หลักตัดสินนิดเดียว ถ้าสิ่งใดสื่อออกมา สิ่งใดที่สื่อออกมาแล้ว คนรับเกิดกิเลส (ครับ) นั่นคืออนาจาร ถ้าสิ่งใดสื่อออกมาแล้ว ทำให้คนลดกิเลส นั่นคือศิลปะ คุณเขียนรูปโป๊ คุณเขียนได้ (ครับ) แต่ถ้าคนดูรูปโป๊ แล้วเกิดกิเลสลด นี่คือศิลปะ ถ้าคุณเขียนรูปโป๊ แล้วก็เกิดกิเลสขึ้น นี่อนาจาร แล้วคุณคิดดูซิ ทุกวันนี้ เขียนรูปแล้วก็ถ่ายรูปโป๊กัน มีๆ มีกิเลสทั้งนั้น อนาจารทั้งนั้น แต่อย่าง ปิกาสโซ่ แกเขียนรูปผู้หญิง แบบดูแล้วกิเลสไม่ได้เกิดเลย มีแต่ปลง เอาหูไปข้าง เอาตาไปข้าง อะไรอย่างนี้ แล้วแกก็บอกว่า นี่หญิงสาวสวย ชื่อภาพ อะไรอย่างนี้ (ครับ) ซึ่งแกมีวิธีการสื่อ แต่คนไม่เข้าใจ ศิลปะเดี๋ยวนี้ มันเละหมด มันไปกันเละเทะ มันไม่ได้ส่งเสริมจริงเลย มันมีแต่ทำให้เสื่อม นักข่าว : พ่อท่านครับ อย่างจุดถูกเป้าหมายของศิลปะหรือว่าการ เขาทำงานด้านศิลปะนี้นะครับ ตามเป้าหมายของชีวิต มันจะสอดคล้องกันไหมครับ ชีวิตของธรรมะน่ะครับ พ่อท่าน : โอ๋ ทางธรรมะต้องใช้ศิลปะ ก็พระพุทธเจ้าท่านบอกแล้วว่า ศิลปะ เป็นมงคลอันอุดม ผู้ที่มีศิลปะผู้นั้นก็สร้างมงคล สร้างสิ่งประเสริฐ ผู้นั้นก็สร้างสิ่งอุดม หรืออุดมก็คือโลกุตระ หรืออุดร อุตระนี่แหละ อุดร ตาม สิ่งที่สูงส่ง สิ่งที่สูงสุด ถ้าผู้ใดมีศิลปะ อาตมายืนยันว่าอาตมาใช้ศิลปะทุกวันนี้ แต่ไม่เหมือนกับเขาที่เขาพูดเขาทำ เขาไม่เข้าใจ ศิลปะนี่เป็นองค์ประกอบที่มี composition ที่โอ้โฮ อะไรก็เป็น composition ที่ดี ที่อาตมาทำอยู่ทุกวันนี้ นี่คุณ ถ้าคุณเข้าใจ นี่ศิลปะทั้งนั้นแหละ คุณรู้ไหมที่นี่คืออะไร ท้องนาเน่าๆ ที่นี่คือท้องนาเน่าๆธรรมดานั่นเอง เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว นี่คือท้องนาเน่าๆ ธรรมดา ทุกสิ่งทุกอย่างนี่สร้างขึ้นมาเองหมด สร้างขึ้นมาใหม่หมด นี่มีอะไรต่ออะไรขึ้นมานี่ สร้างขึ้นมาด้วยมือทั้งนั้นแหละ ทุ่งนาเน่าๆ ธรรมดานี่ ที่เหลือที่บางแห่ง ที่มันยังเยอะๆ ก็ไปดู ที่ยังเป็นดงหญ้า ที่ยังเป็นท้องนา นอกจากเป็นท้องนาแล้ว ยังกลายเป็นดงหญ้าเฉยๆ เขาไม่ทำนาแล้ว ไม่ใช้เป็นทุ่งนา ทุ่งนาเน่าๆ ทุ่งนาเละๆ ที่เสียๆ แล้วด้วย เขาย้ายขึ้นไปที่อื่นแล้ว พวกเราก็มาบูรณะ แล้วก็มาสร้างตรงนี้ขึ้นมา ให้มีต้นไม้ขึ้นมา 20 ปี ที่นี่ก็มีต้นไม้มันก็เจริญ เป็นดงเป็นป่า นักข่าว : เดี๋ยวนี้พ่อท่านยังเขียนรูปอะไรบ้างไหมครับ? รู้สึกว่า พ่อท่าน : ไม่ได้เขียน ไม่ได้เขียนรูปโดยตรง ไม่ได้วาดเลย รูปไม่ได้เขียน นักข่าว : ทุกวันนี้เรื่องที่น่าสนใจ คือเรื่องบทบาทของสื่อมวลชนในปัจจุบันนี้ พ่อท่านรู้สึกจะเป็นห่วงนะครับ ว่าการนำเสนอข่าวสารหรือว่าอะไรนี่ มันให้สาระ กับประชาชน อยากให้พ่อท่านมองตรงนี้นิดหนึ่ง พ่อท่าน : พูดไปแล้วก็เหมือนกับอาตมาทำให้เขาเกลียดชัง นักข่าว : แต่มันมีบทบาทมากเลยนะครับ พ่อท่าน : ใช่ เป็นความจริง มันเป็นความจริง เพราะว่าสื่อสารมวลชน ทุกวันนี้นี่มีอิทธิพลต่อสังคมมากเลย เราต้องยอมรับความจริงว่า เป็นยุคของสื่อสารมวลชนจริงๆ แล้วมันมีอิทธิพลต่อมนุษยชาติจริงๆ เพราะจิตวิญญาณนี้จะอยู่ใต้สภาพของอิทธิพล สิ่งที่มันเกิดอยู่ในโลกเป็นปรากฏการณ์ เพราะสิ่งนี้เป็นปรากฏการณ์ มีฤทธิ์ครอบงำมนุษย์ผู้ที่ไม่มีปัญญา ไม่มีกำลังใจ ที่จะอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ก็จะเป็น แล้วสื่อมวลชนนี่ ถ้าผู้ที่รังสรรค์ สร้างสื่อมวลชนนั้นแล้วมีปัญญา แล้วก็มีอุดมการณ์ สิ่งที่จะเห็นแก่มนุษยชาติ มีปัญญาหมายความว่าเป็นผู้ที่อยู่เหนือ อยู่เหนือความเป็นโลกๆ ที่เป็นไปด้วยกิเลสนี่ (ครับ) ถ้าอยู่เหนือความเป็นโลกๆ ที่เป็นไปด้วยกิเลสแท้จริงนี่ ผู้นั้นก็มีจิตใจที่จะช่วยมนุษยชาติด้วยความเข้าใจ มีปัญญาเข้าใจว่า จะช่วยอย่างไร (ครับ) อะไรควรจะต้องระงับ อะไรควรจะต้องช่วยกันลด อะไรควรจะช่วยกันต้าน และอะไรที่ควรจะช่วยกันส่งเสริม ช่วยกันทำด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์และตั้งใจ และมันก็บริสุทธิ์ แต่ว่ายาก เพราะว่าอาตมาก็เคยบอกแล้วตั้งแต่คุณมาสัมภาษณ์คราวก่อนแล้ว ว่าควรจะรู้ความจริงข้อหนึ่งว่า ในโลกนี้คนมีกิเลสมันมาก (ครับ) เปอร์เซนต์มันมากกว่าคนไม่มีกิเลสที่เทียบกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนที่จะต่อสู้ หรือว่าคนที่จะพยายามช่วยคนที่มีกิเลสนี่ ไปแสดงออกแล้ว มันก็สวนกระแสกับคนที่เขามีกิเลส เขาก็มีพวกมาก เขาก็ต่อต้าน เขาก็รุมกันว่า รุมกันอะไรต่างๆนานา มันก็ยาก แต่ถ้าใจไม่แข็ง ทนไม่ได้ เขาว่า เขาย้อนแย้ง เขาด่า เขารุมอะไร ก็ไม่รู้ สู้สู้ (ครับ) มันก็เหมือนกับคนหน้าด้าน เหมือนกับคนที่เขาด่า เขาด่าเขาไม่ยอมฟัง ไม่ยอมหยุด แล้วยิ่งความหมายของคำว่า ประชาธิปไตย เอาเสียงข้างมากเป็นหลัก แล้วก็คิดดูซิคนมีกิเลสมากๆ มันก็เสียงส่วนมาก มันก็ชนะทั้งนั้น แล้วก็แปลว่า ถูกต้องด้วยนะ ไม่ใช่แปลว่าส่วนมาก มันแปลว่าถูกต้องด้วย เพราะฉะนั้นคนที่ตั้งใจอย่างนี้จริงๆ มีส่วนน้อย ก็กลายเป็นเหมือนคนผิด นักข่าว : แล้วเราก็ไปยึดเอาอย่างผิดๆ ด้วยนะครับ พ่อท่าน : คล้ายๆกับไปยึดเอาเสียงคนผิดนั่นแหละเป็นคนถูก ส่วนคนถูกนี่เขา เข้าใจว่าผิด เขาก็ไม่เชื่อถือคนส่วนน้อยนี่ นักข่าว : กลับกลายว่าคนส่วนน้อยที่ถูก เป็นสิ่งแปลกปลอมในสังคม พ่อท่าน : ใช่ ที่น้อยที่ถูกกลายเป็นสิ่งแปลกปลอม นักข่าว : ทีนี้สิ่งแปลกปลอมอย่างนี้จะหมายถึงว่า พ่อท่าน : เขาเข้าใจว่า เป็นสิ่งแปลกปลอม นักข่าว : หมายถึงว่าในกลุ่มชาวอโศก เป็นอย่างไร พ่อท่าน : เป็นสิ่งแปลกปลอม เป็นพวกสุดโต่ง เป็นพวกแปลกปลอม เป็น พวกแอ๊ค! เป็นพวกอยากทำเด่น ทำโก้ เป็นพวกฝืนสังคม ทำเป็นอะไรไม่รู้ เขา ว่าไป แต่ที่จริงเราเข้าใจ เราทำได้แล้วเราก็สบาย ยกตัวอย่างง่ายๆ เราไม่ต้องไปนั่งไล่แย่งอะไรกับเขา จะเป็น ไม่ต้องอะไรมาก ไม่ต้องไปแย่งสวยกับเขา ไม่ต้องไปแย่งรวยกับเขาอย่างนี้ คุณคิดดูซิ แค่สองคำนี่น่ะ ไม่ต้องไปแย่งรวยกับเขา ไม่ต้องไปแย่งสวยกับเขา สองคำนี้เท่านี้มันสุขขนาดไหน คุณรู้ไหม คนที่แย่งสวยกับเขา กับคนที่แย่งรวยกับเขานี่ทุกข์เท่าไร คุณรู้ไหม แค่นี้นะ นักข่าว : คำว่าสวยนี่ ขอบเขต มันแค่ไหนครับ พ่อท่าน : ไม่มีลิมิตเลย INFINITY เลย เพราะว่ามันบ้าๆบอๆ ปรุงไปบางทีบ้าๆ มันก็ยังเรียกกันว่าสวยน่ะ ยิ่งมองไปแล้ว พวกคุณยังไม่อย่างพวกอาตมาแท้ๆ พวกคุณก็ยังรู้สึกว่ามันบ้าๆ กันแล้ว แล้วพวกอาตมาจะมองอย่างไร คุณรู้สึกกันบ้างไหมเล่า บางครั้งบางคราวคุณเห็น บอกว่ามันจัดไปพวกแฟช่งแฟชั่นมันจัดไป คุณก็รู้สึกกันได้ใช่ไหม แล้วจะให้พวกอาตมารู้สึกอย่างไร (ครับ) มันไม่มีขอบเขต เพราะว่ามันจะต้องปรุงแต่ง สร้างกันไปเรื่อยๆ เพราะพวกนี้หาเงินแล้วก็จะต้องมอมเมา จะต้องปลุกเร้าให้จิตใจคน โน้มน้อมให้คนเห็นตาม เชื่อๆแล้วคนก็หลงเชื่อตามๆๆ แล้วก็เอาอย่างๆๆ เท่านั้นเอง แล้วมันก็หาเงินหาทอง ฉ้อฉล ปลุกเร้าได้สำเร็จ นักข่าว : ตรงนี้ยังอยู่อีกนานใช่มั้ยคะ พ่อท่าน : ถ้าตราบใดไม่เป็นคนมีปัญญาที่อยู่เหนือความเป็นโลกียะ ตรงนี้เห็น ความจริง มีปัญญา ปัญญานี่แปลว่าความเฉลียวฉลาด ตรงกันข้ามกับคำว่าเฉกะหรือเฉโก เฉโกนี่ภาษาบาลีเขาแปลว่าความเฉลียวฉลาด แต่ทุกวันนี้ คนเรานี่สร้างความฉลาดในลักษณะเฉกะ หรือเฉโกทั้งนั้น แต่เขาไม่ยอมรับ เพราะเขารู้ว่าเขาไม่เฉโก แหมคุณนี่ โห เฉโก ฉลาด เก่งยอดเยี่ยมมาก คุณรับไหม คุณไม่ฟัง คุณก็โอ คุณก็จะไปเอาปัญญา แต่ที่จริง คำว่าปัญญานี่ มันเป็นคำที่เกิดมาจากศีล สมาธิ ปัญญา เคยได้ยินไหม มันอยู่ด้วยกัน (ครับ) ศีล สมาธิ ปัญญา มันเป็นสมังคี เป็นไตรสิกขา ฉะนั้นผู้ใดศึกษาศีลให้เกิดขัดเกลากิเลส จิตใจ หรือจะเกิดปัญญาญาณ ปัญญาจะเกิดเพราะศีล ศีลอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาอยู่ที่ไหน ศีลอยู่ที่นั่น นี่พระพุทธเจ้าสอนไว้หมด เพราะฉะนั้นปัญญานี่ คือสิ่งที่เกิดจากศีล ที่ขัดเกลากิเลส จึงจะเรียกว่าปัญญา เพราะฉะนั้นความเฉลียวฉลาดอย่างปัญญา จึงไม่ใช่เฉลียวฉลาดอย่างทุกวันนี้ ทุกวันนี้เฉลียวฉลาดไปโกงเขา กินเขา ไปฉลาดเฉโก ไปฉลาดเอาเปรียบเอารัด ไปฉลาดอะไร พวกนี้ไม่ใช่ความฉลาดเรียกว่าปัญญา พวกนี้เรียกว่าพวกเฉโกทั้งนั้น แต่เขาไม่ยอมรับว่านี่เขาเฉโก เขาไม่ยอมรับ เขาจะต้องบอกว่าฉันมีปัญญา แต่จริงๆเขาไม่มีปัญญากันเลย เขาจะต้องให้เป็นคนมีปัญญาให้ได้ สร้างปัญญาให้ได้ คือสร้างปัญญาได้จะต้องศึกษาไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา นักข่าว : แต่ดูสังคมปัจจุบันจะห่างเหิน ห่างไกลสิ่งเหล่านี้ด้วยนะครับ พ่อท่านครับผู้ที่พ่อท่านพูดถึง ไอ้เรื่องที่เราไปหลงตามเสียงข้างมาก ในระบอบของเรานี่นะครับ อย่างนี้พ่อท่านคิดว่าจะมีทางแก้ได้อย่างไรครับ พ่อท่าน พ่อท่าน : อาตมาเห็นแล้ว ไม่มีทางแก้ง่ายเลย อาตมาว่าทุกวันนี้ มันหลงใหล ไปทางโน้นจนหมด มากๆ หนึ่ง สองมากแล้ว มันก็เกาะกลุ่มกัน จนกระทั่งเป็นๆ เป็นเครือข่าย จนเป็นค่ายกล อย่างที่อาตมาว่า แม้แต่เรื่องการอะไรนี่ เป็นเครือข่าย จนเป็นค่ายกล ที่มันดำเนินบทอยู่ในสังคม ยาก เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องปลูกฝังโดยสร้างคนไปเรื่อยๆ สร้างคนที่จะเข้าใจขึ้นมา จะได้ช้าได้เร็วอะไร ก็ทำสุดความสามารถของเรา ส่วนไหนจะเป็นคนโตแล้ว จะเป็นคนอายุมากก็ตาม คนโตก็ตาม หรือแม้แต่รุ่นหลัง ไปจนรุ่นเด็กอะไรก็ตาม เราก็ทำ ทำทุกระดับนั่นแหละ ผู้ใดได้ ก็ได้สะสมไป นักข่าว : พ่อท่านคะ เห็นบอกว่า ตอนนี้พ่อท่านเอง ก็เขียนหนังสือแล้วส่งไป พิมพ์ที่ปฐมอโศก คิดว่าจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับเรื่องอะไรคะ พ่อท่าน : ก็เรื่องเกี่ยวกับธรรมะทั้งนั้นล่ะ หนังสือที่อาตมาเขียน ก็เรื่องเกี่ยว กับสังคม เรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่จะช่วยเหลือสังคมนี่ทั้งนั้นแหละ นักข่าว : ก็เห็นตอนล่าสุด จะมีออกหนังสือ "เราคิดอะไร?" ฮะพ่อท่าน ตอน นี้เป็นแนวคิดของพ่อท่านเลยใช่ไหมครับ พ่อท่าน : ก็ช่วยกันคิดด้วย เราไม่ได้ทำงานคนเดียว พวกเราทำงานเป็นทีม ช่วยกันคิด ว่าจะออกหนังสือเราคิดอะไร เพราะว่าทุกวันนี้มีแต่คนคิดให้เราทั้งนั้น (ครับ) แล้วก็โมเมว่าเราไปหมด เดาหมด อะไรๆ ก็ว่าเราเป็นอย่างนั้น เราเป็นอย่างนี้ไปหมด เราก็บอก ไม่ใช่เราเลย เพราะฉะนั้นเราถึงบอกว่า เราคิอะไรนี่ เราจะบอกอะไร ออกหนังสือเล่มนี้คือเราจะบอก ว่าเราคิดอะไร อย่างนี้จะฟังหรือไม่ฟังก็แล้วแต่ พวกคุณน่ะ คิดแทนหมดเลย คิดอย่างโน้นอย่างนี้ คิดอะไรต่ออะไรไปหมดเลย เราก็แน่ใจว่าเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น เราก็บอกว่าเราคิดอย่างนี้ นักข่าว : พ่อท่านจะเขียนเองด้วยใช่ไหมครับ? พ่อท่าน : อาตมาก็เขียน ใครก็เขียน เยอะแยะ คุณจำลอง เป็นผู้อำนวยการหนังสือเล่มนี้ จะออกมาหลายเรื่องด้วยกัน Staff ไม่ใช่น้อยๆ ดอก นักข่าว : พ่อท่านครับ ที่เห็นบอกว่า จะออกหนังสือเล่มนี้ เป็นมาก่อนที่คุณ จำลองจะเข้าเป็นหัวหน้าพรรคใช่ไหมครับ พ่อท่าน : ก่อน นี่คิดกันมาหลายเดือนแล้ว นักข่าว : แล้วกลับเปลี่ยนคุณจำลองมาเป็นหัวหน้าพรรคไม่กลัวว่า... พ่อท่าน : เราก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะเราเอง เราไม่ไปเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้ มากมาย เป็นแต่เพียงเรื่องของเรานี่ มันคาราคาซังมามากแล้ว ก็ที่มาคิดแทนเราซิ มานานแล้ว ถูกปู้ยี่ปู้ยำอะไรมามาก เราก็เลยคิดว่า เราจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ก็เลยจะออกหนังสือ "เราคิดอะไร" นี่ ก็คุณจำลองเอง ก็โดนลักษณะนี้เหมือนกัน คุณจำลองก็โดน... ตัวเองไม่ได้คิดอย่างนั้น เขาก็เดาเหมือนกันว่า...เราจะมีอะไร จะคิดก็คิด จะมีอะไรเขียนก็จะเขียน เอาสิ่งเหล่านั้นลงไป ก็จะออก แต่ทีนี้ เหตุการณ์ทางด้านการเมือง มันเป็นไปของมันเอง ถ้าเราจะออก หนังสือเล่มนี้เรียกว่า วันที่ 17 เราจะออกหนังสือเล่มนี้ คุณทำอันนี้ คุณทำ หนังสือออกได้หรือ ต้องขอหัว ต้องอะไรต่ออะไรบ้าง ต่างๆนานานี้ จะไปทำทันทีได้ คุณก็รู้อยู่หนังสือพิมพ์ คุณจะทำได้อย่างไร นักข่าว : แต่ว่าตรงนี้ ก็ยังจะยืนหยัด แผนกช่าง แถลงข่าวว่า จะออกเป็นรายปักษ์นี่ ก็คงจะยังมีอยู่ ใช่ไหมคะ พ่อท่าน : ยังไม่รู้ จะออกเป็นรายปักษ์ ขอหัวเป็นหนังสือพิมพ์รายปักษ์ นักข่าว : ทีนี้จะวางจำหน่ายทั่วไปหรือเปล่าคะ พ่อท่าน : จำหน่ายทั่วไป ช่วยซื้อบ้างก็แล้วกัน นักข่าว : เล่มละเท่าไรฮะ พ่อท่าน : 20 บาท นักข่าว : พ่อท่านครับ อย่างที่พ่อท่านเคยเรียนคุณจำลองว่า ให้ถอนตัวมา สร้างสังคม สร้างเป็นผู้นำรุ่นใหม่ดีกว่านี่ ให้กลับมาอยู่ในวังวนเหมือนเดิมอย่างที่พ่อท่านเคยพูดนี่ เดี๋ยวนี้พ่อท่านเป็นห่วงไหมฮะ พ่อท่าน : อาตมาไม่พูดแล้วเรื่องนี้ ไม่วิจารณ์ ไม่วิจัย ไม่พูดเรื่องนี้ พูดก็พูด เรื่องธรรมะกัน ตั้งแต่ตรงนี้มันเป็นเรื่องที่คุณจำลองก็ว่าของคุณจำลองไป คุณจำลองก็ทำงาน ทำหน้าที่ของคุณจำลอง นักข่าว : ครับ แต่บทบาทก็แยกกัน ลำบากนะครับ พ่อท่านครับ เพราะว่า... พ่อท่าน : เอ๊ ทำไมจะยาก มันไม่ยากๆ นักข่าว : ยิ่งมองง่าย ยิ่งมีหนังสือ แล้วก็มีพ่อท่านอยู่ในหนังสือร่วมกับคุณ จำลองด้วยตรงนี้ พ่อท่าน : มีเวลา เป็นเรื่องที่คุณจะต้องติดตามแล้ว ว่าเราจะทำได้อย่างไร มันต้องติดตามแล้ว นักข่าว : แสดงว่า จะมีอะไรในหนังสือนั้นแน่ พ่อท่าน : แน่นอนๆๆๆ นักข่าว : ธรรมดาบอกได้ไหมคะ ว่าจะเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้าง พ่อท่าน : เปล่า ก็เรื่องที่ควรจะรู้ เราคิดอะไรเราก็พูดไปหมดนั่นแหละ มันจะไม่เหมือนหนังสือของพวกคุณ พวกคุณน่ะ หนังสือพวกคุณ คิดแทนเขา คุณคิดแทนอาตมาเป็นต้น คุณคิดแทนคุณชวลิต คุณคิดแทน โอ๊ย คุณคิดแทนหมดนั่นแหละ พวกคอลัมน์นิสต์ยิ่งเก่ง คิดแทนคนนั้น คิดแทนคนนี้หมด อันนั้นก็คือคนคิด แต่อันนี้ไม่ใช่ หนังสือของเราก็คิด ของเราก็เขียน นักข่าว : หมายถึงว่า จะประมวลความคิดทางการเมืองที่มีต่อ พ่อท่าน : คิดทุกอย่างนั่นแหละ อะไรที่มันเป็นเรื่องของสังคม เราก็คิดทุกสิ่ง ทุกเรื่อง อันไหนที่เราถนัดจะคิด คิดหมดนั่นแหละ เรื่องสังคม เรื่องเกษตร เรื่อง สิ่งแวดล้อม เรื่องการศึกษา เรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องอะไรต่ออะไรก็คิดไป แต่ตอนนี้มันก็คงไม่ได้อะไรมากนักดอก เพราะว่าเล่มมันไม่โตนัก เล่มหนึ่งมีแค่ 10 ยกเอง เป็นรูปร่างแล้ว แต่ยังไม่ใกล้เสร็จดอก นักข่าว : พ่อท่านครับ ผมสงสัย อย่างเรื่องที่พ่อท่านบอกว่า คนดีๆ เป็นส่วน น้อย เฉพาะในวงการเมือง ผมว่าการเมืองกำหนดทิศทาง หรือว่านโยบายของประเทศชาตินี่ เมื่อคนดีๆ เข้าไปแล้วพ่อท่านบอกให้กลับออกมาอย่างนี้ มันรู้สึกสับสน พ่อท่าน : อาตมาหยุดพูดแล้วไง เรื่องการเมือง อาตมาหยุดพูด อาตมาพูดไปแล้ว พอแล้ว เรื่องการเมือง ตอนนี้อาตมาจะพูดถึงเรื่องของงานศาสนา เรื่องธรรมะ เรื่องของสังคมที่จะเป็นประโยชน์ เรื่องการเมืองไปถามคุณจำลอง นักข่าว : แสดงว่าหนังสือนี้จะมี หนังสือนี้จะไม่มีในแนวทางด้านการเมืองแล้ว พ่อท่าน : การเมืองก็มี คุณจำลองจะเขียนการเมือง ก็เขียนไปในหนังสือเล่มนี้ นักข่าว : แล้วพ่อท่านจะเขียนทางด้านศาสนา พ่อท่าน : อาตมาเขียนทางด้านศาสนา อาตมาอยากจะวิเคราะห์วิจารณ์การ เมือง ก็วิเคราะห์วิจารณ์การเมือง แต่อาตมาไม่ได้เกี่ยวกับพรรคไหน ไม่เกี่ยว กับคุณจำลอง ไม่เกี่ยวกับใคร นักข่าว : อาจจะบอกได้ไหมว่า แนวเฉพาะทางด้านเมืองของพ่อท่านนี้จะเป็นลักษณะไหน พ่อท่าน : อ๋อ อาตมาก็มีแนวของอาตมา ก็เห็นว่า การเมืองจะเป็นอย่างไร ที่อาตมามีปัญญา อาตมาก็เขียนเท่าที่อาตมาคิดว่าควรจะพูด แล้วพูดโดยประมาณว่ามันพอจะพูดได้ เพราะว่าบางสังคมยังไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องศาสนากับการเมือง มันเกี่ยวข้องกันได้แค่ไหน แล้วเขาก็ถูกพวกนักการเมือง หลอก ดันกันเอาศาสนาออกไปจากการเมืองเสร็จได้แล้ว เพราะฉะนั้นนักการเมืองก็เลยสบาย ทำเลวได้สบาย เพราะศาสนาคือตัวแทนของความดี ศาสนาคือเรื่องของความสุจริต หรือ ความประเสริฐบริสุทธิ์ต่างๆ เมื่อนักการเมืองกันเอาความดี ความประเสริฐหรือ ความบริสุทธิ์ออกไปได้แล้ว นักการเมืองเหลืออะไรล่ะ นี่ซิ ไอ้ตรงนี้เป็นประเด็นที่น่าคิด ทุกวันนี้มันเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นคนไม่ควรไปเชื่อเขา แล้วคนก็ไปเชื่อกันตามหมดเลยว่า จริง ศาสนาอย่ามายุ่งกับการเมือง ไปเชื่อตามเขา แล้วคุณคิดดูซิว่า ใครที่เชื่ออย่างนั้นน่ะ เชื่อถูกต้องไหม? นักข่าว : ไม่ หนูกลัวว่า ถ้าเผื่อว่า ท่านออกไปมุมนี้แล้ว จะทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง พ่อท่าน : อาตมาไม่ได้กลัวคำวิพากษ์วิจารณ์อะไรทั้งนั้น อาตมาเองต้องการให้ วิพากษ์วิจารณ์ด้วย เพื่อจะได้มาศึกษาตามความจริง คนจะได้มารู้จักความจริง นักข่าว : อยากให้เขาเข้าใจ หรือเกี่ยวกับที่มีคนมองท่านผิดๆว่า ชาวอโศกนี่ มองไปในทางที่ผิดๆนี่ หนังสือเล่มนี้ จะเป็นตัวช่วยทำความเข้าใจด้วยในแง่มุม พ่อท่าน : พยายาม หนังสือเล่มนี้ จะพยายามทำความเข้าใจ ว่าความคิดเช่นนี้น่าพิจารณาไหม น่าศึกษาไหม ถ้าสนใจศึกษาก็ศึกษา ถ้าไม่สนใจศึกษาเขาก็ไม่ ศึกษาดอก แล้วหนังสือของเราก็คงยาก หนังสือของเราไม่ใช่หนังสือประโลมโลก หนังสือของเราไม่ได้ไปตามใจ ตามอารมณ์ที่ใครเขาชอบอะไร แหม ตอนนี้ เขากำลังฮือฮาเรื่องโน่นเรื่องนี่ แล้วเราก็เลยไปชื่นชม ตื่นเต้น ฮือฮา อะไรกับเขาเราก็คงไม่ ดีไม่ดี ต้านเอาด้วย ก็มันฮือฮาไม่เข้าเรื่อง ถ้าหนังสือเล่มนี้มันเป็นหนังสือที่ออกอยู่ในยุค นี่สมมุตินะ ไม่ใช่เดี๋ยวนี้ กำลังบ้าบอลโลกกันตอนนั้นน่ะ แหม หนังสือเล่มนี้ คงเฉ่งบอลโลกกันน่าดูเลย บอกให้ได้เลย คงเฉ่งน่าดูเลย คงวิจารณ์น่าดูเลย แต่ดีแล้ว หนังสือเล่มนี้ ยังไม่เกิดตอนนั้นน่ะ ถ้ามันเกิดแล้วคงน่าดูเลย เพราะว่าอาตมาเห็นว่ามันเลวร้ายมาก บอลโลกเดี๋ยวนี้ มันทำให้เกิดความฉิบหายกันในสังคมมากที่สุด คุณคิดดูซิ คนไปเตะฟุตบอลนี่มันเกิดประโยชน์อะไร มีประโยชน์อะไร คุณคิดกันดู ความสามัคคีก็ไม่ได้เกิดจริง ออกกำลังกายไม่ใช่เลย มันเป็นการทำลายร่างกายต่างหาก คนที่เล่นฟุตบอลนี่เป็นคนที่ Overload ทั้งนั้น เพราะว่าไปฝึกซ้อมนี่ Overload ทุกคน ออกกำลังกายขนาดนี้ไม่ได้ Overload ทุกคน ฉิบหายทุกคน มันเป็นเรื่องของการ… พวกนักกีฬาฟุตบอลนี่ ถูกพวกนายทุนโง่ที่เลี้ยงว่าจะเอาเงินมาล่อ เอาลาภเอายศมาล่อ แล้วเขาก็ต้องบาดเจ็บพิการอะไรก็แล้วแต่ เป็นลูกกะโล่ให้เขาหลอก แล้วไม่ได้อะไร ไม่มีประโยชน์อะไร แล้วเขาปลุกเร้าให้คนมันอร่อย นี่ก็คือกิเลส สร้างกิเลสให้คนชอบ คนก็ติดยึดไปทั่วโลก มันไม่ได้อะไรเลย มีแต่ผลาญพร่า นายทุนเท่านั้นได้ อเมริกาจัดคราวนี้ ได้เป็นแสนล้านไป ก็คือหาเงิน จากส่วนหนึ่ง แบ่งส่วนหนึ่งให้พวกนี้ได้รางวัลไปบ้าง แต่ว่ามันเองก็ได้ไปเยอะแยะ อะไรต่างๆ อย่างนี้เป็นต้น แล้วเจ้าอื่นๆ ที่เป็นเบี้ยระบบนายทุน ในการค้า ในการโน่นในการนี่ มันซ้อนๆ กันอยู่ที่พวกนายทุน มันซ้อนๆซ้อนๆ กันอยู่ เป็นวิธีการที่จะจัดซ้อนอยู่ในสังคมทุนนิยม ด้วยทางใจ มันเป็นเรื่องหากินในโลกเท่านั้นเอง นักข่าว : นี่สังคมไทยในตอนนี้ ถ้าพ่อท่านหยิบยกมาวิจารณ์ พ่อท่านจะหยิบประเด็นไหนประเด็นแรก พ่อท่าน : ประเด็นไหนก็พูดไป ประเด็นไหนที่อยู่ในยุคที่จะพูดได้ก็พูด หมด ทุกยุคนั่นแหละ อาตมาก็สมมุติแล้วว่า ถ้าเผื่อว่าอาตมานำถึงยุคนั้น ไปในนั้นอาตมาก็ให้ ถ้าในยุคนั้น อันนี้อะไรก็แล้วแต่ ที่อาตมายังบอกไม่ได้ อันไหนจะแฉในตอนใด อาตมาก็พยายามที่จะพูดให้มันเข้ากับกระแสในตอนนั้น พวกคุณก็รู้อยู่แล้วว่า การทำหนังสือพิมพ์ หรือการทำข่าวทำคราว จะต้องเป็นไปอย่างนั้น ไม่เช่นนั้น มันก็ไม่น่าสนใจอะไร นักข่าว : ตอนนี้เรื่องพรรคกำลังมา พ่อท่าน : เรื่องพรรค ก็ให้เขาพูดไป เพื่อที่ เขามีหน้าที่ในเรื่องพรรค เรื่องการ เมือง ส่วนอาตมาไม่ได้เป็นเรื่องพรรค ไม่ได้เป็นทางการเมือง อาตมาก็จะพูดเรื่องของอาตมา เพราะหนังสือเล่มนี้มีทุกเรื่องยังไง นักข่าว : เรื่องพระสงฆ์นี่กำลังมา พ่อท่าน : เรื่องพระสงฆ์นี่ เรื่องของพระสงฆ์ก็พูด นักข่าว : แล้วต้องการคนในนี้ เรื่องพระยันตระด้วยใช่ไหมคะ พ่อท่าน : เรื่องพระยันตระ อาตมาก็ไม่อยาก COMMENT อะไรมาก เพราะ ว่าจริงๆ แล้วอาตมาไม่มีข้อมูล อาตมาฟังแต่ข่าวคราวจากพวกเรา เพราะฉะนั้น อาตมาได้รับความรู้สึกบ้างบางข่าวคราว ข้อมูลจากข่าวคราวเท่านั้น ข้อมูลจริงอาตมาไม่มีเลย ไม่เหมือนพระพยอมมีข้อมูลจริง มีเทป มีจดหมาย มีตัวบุคคลอะไรต่ออะไร อาตมาไม่มีอะไรเลยจริงๆ ไม่มีคนที่จะมายืนยัน มาหาอาตมา มาเล่าเรื่องนั้น มาเปิดเผยเรื่องนี้ หรือว่ามีหลักฐานวัตถุดิบ ไม่มีอะไร อาตมาก็อ่านข่าวจากข่าวหนังสือพิมพ์ อาตมาจะไปวิจารณ์อะไรได้ ตัดสินยากน่ะ เพราะว่าเราเองเราไม่มีข้อมูลแท้จริงอย่างที่ว่า หลักฐานไม่มี ข้อมูลไม่มีชี้ชัดเจนอะไร จะตัดสินไปโดยไม่มี เราก็ฟังข่าวคราว ก็เท่านั้นเอง ก็ได้แต่ข่าวคราว นักข่าว : พ่อท่านคะ เคยคุยกับพ่อท่านถึงค่ายกลประชาธิปไตย แล้วพ่อท่านเอง พ่อท่านมองจุดตรงนั้นทะลุปรุโปร่ง แล้วตรงนี้ในฐานะที่พ่อท่านเองก็สนิทกับท่านจำลอง ศรีเมือง ตรงนี้ทำให้รู้สึกเป็นห่วงท่านนะคะ พ่อท่าน : อาตมาไม่ได้ห่วงดอก เ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive