371001 พ่อท่านสนทนากับอาจารย์ ม.มหิดล (ยืนยันพระเทพเวทีพลาด) .docx
เนื้อหาในไฟล์
371001 พ่อท่านสนทนากับอาจารย์ ม.มหิดล (ยืนยันพระเทพเวทีพลาด)
สนทนากับอาจารย์ ม.มหิดล (ยืนยันพระเทพเวทีพลาด ดูหน้า 5-7) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ พ.ศ. 2537
อจ.1 : นี่มาจากมหาวิทยาลัยมหิดล สมณะ : ทำวิจัยเรื่องอะไร อจ.1 : เรื่อง "การตีความคำสอนเรื่องสมาธิ ในสำนักต่างๆทั่วประเทศ" มา จาก Department of Religion หรือเปล่าคะ? คนฝรั่งพูดไทยไม่ชัดตอบตะกุกตะกัก เป็นใจความไม่สำคัญนัก (ถามคนฝรั่งพูดไทยไม่ค่อยได้) อจ.1-2 : ที่มหิดล พระไปเรียนกันเยอะ พระหนีวิทยาลัยสงฆ์ไปเรียนกันเยอะ อจ.2 : แล้วปรากฏว่าอย่างไรรู้ไหมคะท่าน เรียนเสร็จสึก อจ.1 : แล้วก็ฆราวาสเรียนเสร็จบวช ก็สมดุลกัน อจ.2 : ฆราวาสเรียนเสร็จกลับไปบวช เอ๊ะ! งง พระเสร็จกลับสึก เลยมีการ Inter-action ปฏิสัมพันธ์ สมณะ : คนนี้เขาบอกว่า เขาอยู่อเมริกา เขาไม่มีปัญหาเรื่องมังสวิรัติ พ่อท่าน : ใช่ เพราะว่าเมืองไทยเรามีปัญหามังสวิรัติ อจ.1-2 : ที่อเมริกามีมังสวิรัติเยอะแยะเลย (มีเสียงแทรกว่า"เต็มไปหมดเลย" เดี๋ยวนี้นะคะ อจ.1 : ที่นี่หากินยาก พ่อท่าน : เขาแปลก พวกเป็นพุทธนี่ พวกเป็นพุทธอยู่ต่างประเทศนี่ เขาบอกว่าเมืองไทยเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธ พอเขามาเมืองไทย เขากลับหามังสวิ รัติกินยาก เขาบอกแปลกมากเลย อจ. 2 : ยากที่สุดเลยท่าน พ่อท่าน : คือเรื่องมังสวิรัตินี่ เป็นของศาสนาพุทธ นี่ทั่วโลกเขาไม่มีปัญหา มามีปัญหาอยู่เมืองไทยเมืองเดียว อจ.1-2 : ทำให้เรากลายเป็นภาระกับคนอื่น อย่างเช่น ไปงานนี่ เราก็กลาย เป็นภาระ เพราะรับประทานอะไรไม่ได้ บางที... สมณะ : อย่างนี้ต้องเจเขี่ย พ่อท่าน : รับประทานอะไรไม่ได้ หมายความว่ายังไง? อจ.1 : ก็หมายถึงว่า คือมีเนื้อสัตว์อะไรอย่างนี้กันไปหมด เขาก็... เราก็ไม่
อ่านต่อ
อยากจะพูดว่าเรามังสวิรัติ เพราะว่าเขาจะต้องวุ่นวายในการหาอะไรให้เรารับประทาน พ่อท่าน : ไม่จริงอ่ะ ที่จริงมันมีเนื้อสัตว์ มันก็จะต้องมีสิ่งที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์อยู่ ด้วยเยอะแยะไป อจ.1 : รั บประทานสลัด อจ.2 : แต่เราก็ไม่อยากให้เขาเป็นภาระ อะไรอย่างนี้ พ่อท่าน : ข้าวเปล่า มันก็มังสวิรัติแล้ว กินข้าวกับผลไม้ มันก็มังสวิรัติแล้ว กินข้าวกับขนมก็เป็นมังสวิรัติแล้ว ต้องฝึกหน่อย อจ.1 : อย่างนี้ ท่านต้องให้อะไรนะฮะ ให้ท่านมหาจำลองเปิดสาขาเยอะๆ พ่อท่าน : เปิด ตอนนี้ก็เปิดไปเยอะแล้ว อจ.1 : ทุกชุมชน อจ.2 : ไปรับประทานบ่อยที่ตรง อตก.น่ะค่ะ พ่อท่าน : เปิดเยอะ เดี๋ยวนี้ก็เปิดเยอะ อจ.1 : ยังไม่เยอะเท่าไหร่ ตามศูนย์การค้าน่าจะมี พ่อท่าน : พวกเรานี่มีนโยบายหลายๆอย่าง ที่เราไม่อยากจะทำให้มัน...เรามีศัพท์อยู่อันหนึ่ง เราเรียกบุญนิยม ซึ่งจะเอามาต้านทุนนิยม เราพยายามที่จะทำให้มันเกิดนโยบาย ลดกรรมวิธีที่จะเกิดการ...อย่าไปขูดรีด อย่าไปทำของที่มันราคาแพง หรือว่าสิ่งที่มันเป็นอย่างทุนนิยมเขา มันไปไม่รอด ชีวิตสังคมไปไม่รอด เพราะฉะนั้นศูนย์การค้าจะโน่นจะนี่ ซึ่งเราจะต้องไปเป็นเครื่องมือของนายทุนเขา อีกทีหนึ่ง เราก็... ถ้าทำแล้วมันก็ไม่ดี อจ.1 : มันจะไปขัดกับอุดมการณ์หรือกลายเป็น พ่อท่าน : ใช่ ให้กับพวกนี้อยู่ก็ได้ เพราะฉะนั้นเราถึงว่าไม่ค่อยจะได้ไปทำนัก เขาก็มาขอร้องไปนะ เปิดศูนย์การค้าที่นั่นที่นี่ เขาก็อยากให้ไปเปิด เราก็ เพราะไปแล้ว มันก็ต้องไปเป็น... มันก็ต้องร่วมมือ เป็นอะไรของเขาอยู่ ซึ่งก็ต้องไปทำตามเขา เพราะว่าเขาลงทุนมาก เขาอย่างโน้นอย่างนี้เราก็ต้องไปเพิ่มทุนรอนมาก ขายก็ต้องราคาแพง ไอ้โน่นไอ้นี่ขึ้นมา ซึ่งเราไม่นิยม เราไม่อยากให้เป็น อจ.1 : เป็นทาสวัตถุนิยม อจ.2 : ถ้าเสร็จแล้ว รับประกันว่าจะเอามาให้ (น่าจะหมายถึง งานวิจัยที่ได้ กล่าวถึงข้างต้น) ยังไงก็คิดว่าคงมาอีก พ่อท่าน : อ้า! เชิญเลย อจ.2 : แต่อาจารย์อยู่ปฐมอโศกใช่ไหมล่ะฮะ? พ่อท่าน : อาตมาจำพรรษาอยู่ที่ปฐมอโศก อจ.2 : จันทร์-พฤหัสฯ หรือฮะ? พ่อท่าน : ก็ไม่แน่นอนหรอก แต่ส่วนมากก็...เพราะจำพรรษาอยู่ที่นั่น 3 เดือน นี่ก็จำพรรษา อธิษฐานพรรษาอยู่ที่ปฐมอโศก อจ.2 : มีวันศุกร์ มาที่นี่หรือคะ? พ่อท่าน : ไม่แน่ๆ อจ.2 : ไม่เป็นไรค่ะ จะโทรฯ มาแล้วกัน พ่อท่าน : ต้องโทรฯ เช็ค อจ.1 : เพราะเราจะได้ไปที่โน่นบ้าง เที่ยวชมหน่อย มีคนอยากเที่ยวชม พวกนักศึกษาอยากเที่ยวชม จะเที่ยวชมได้ไหมฮะ? พ่อท่าน : ได้ ติดต่อไป บอกไป อจ.2 : ทางโน้น เบอร์เท่าไหร่คะ? ท่านทราบไหมคะ? 258470-1 สอง เบอร์ หมุนทางไกล แต่ เอ๊ะ! รู้สึกถ้าศาลายาก็ไม่ต้องทางไกล พ่อท่าน : อ๋อ! ถ้าศาลายาก็ไม่ต้องทางไกล ถ้าจากศาลายา มหิดลเองก็โทรฯ ไปที่นั่น ก็ไม่ต้องหมุนรหัส อจ.2 : จะโทรฯไปจากที่นั่นค่ะ นักศึกษาก็พาไปง่าย เพราะอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว อจ.1 : กราบขอบพระคุณ นมัสการ เดี๋ยวรอเทปก่อน พ่อท่าน : เดี๋ยวเทปวิ่งเดี๋ยวเดียว 10 นาทีก็เสร็จ อจ.1 : ทำวิทยานิพนธ์เรื่องอะไรคะ? (ถามฝรั่ง) ฝรั่ง : ประวัติศาสตร์... อจ.1-2 : อ๋อ! โอ้โฮ ยาวเหลือเกิน Very big topic you cut to narrow down. อจ.2 : ประวัติศาสตร์ศาสนาพุทธในประเทศไทย ท่านเจ้าคุณนั่นทำอยู่ ท่าน เจ้าคุณอาจารย์ประยุทธ์น่ะ ท่านเขียนไว้เลย พุทธศาสนามหายานในประเทศไทย ท่านอาจารย์ประยุทธ ท่านก็ท่าน ก็นั่นนะคะ ที่ท่านต้องเขียนอะไรแย้งๆท่านอาจารย์ไป พ่อท่าน : ก็ท่านนั่นแหละเป็นคนจุดชนวนที่อาตมาต้องถูกจับ อจ.1 : เขาไปขอร้องท่าน พ่อท่าน : อะไรนะ อจ.1 : เขาไปขอร้องท่าน อจ.2 : ท่านเทพเวทีนี่นะหรือ พ่อท่าน : จะขอร้อง หรือไม่ขอร้อง ก็ไม่รู้ เป็นคนจุดชนวนขึ้นมาแล้วก็ อจ.2 : ท่านไม่ได้เป็นคนจุดชนวนนะฮะ พ่อท่าน : ท่านเป็นคนจุดชนวน หนังสือเล่มแรกที่จุดชนวน... อจ.2 : อ๋อ! ใช่ แต่หนังสือท่านมีอิทธิพลมาก พ่อท่าน : ท่านได้เขียน เอ้อ! อะไร กรณีสันติอโศก อะไรนี่ขึ้นมา แล้วก็ตูม ตามขึ้นมา แล้วก็ทางโน้นเขาก็หา... อจ.2 : เขาไปขอร้อง กลุ่มที่แย้งท่านนี่ไปขอร้อง บอกว่าถ้าไม่เขียนนะ...ก็จะล้มท่านไม่ได้ ต้องอาศัย...พลาดไป ตั้งแต่นั้นมาท่านไม่แตะเรื่องพวกนี้อีกเลยนะฮะ ท่านก็... เอ้อ! ดิฉันก็ลูกศิษย์ท่านเหมือนกันนะฮะ หมายความว่าท่านเคยมาสอนที่มหิดล รู้ใจท่านเหมือนกัน ท่านว่าพลาด พ่อท่าน : ท่านบอกเหรอ? อจ.2 : ท่านจะไม่ทำอีกแล้วเรื่องนี้ อจ.1 : ท่านรับว่าพลาดไป อจ.2 : พลาด ท่านไม่พูด ท่าน... อจ.1 : ทำไงได้ The damage is done พลาดหรือไม่พลาดก็... อจ.2 : to make use to make use คนฝรั่งถาม อ.มหิดล ทำนองว่าได้อะไรมากไหม? อ.มหิดล ตอบได้เยอะ อจ.1 : ต้องการผู้ช่วยไหมล่ะ? (ถามฝรั่ง) พ่อท่าน : ต้องการผู้ช่วยไหม? อ.1-2 : ไปที่ต่างๆ ไปที่ธรรมกายด้วย ไปหมดเลย ทั่วประเทศไทย อจ.2 : ทั่วประเทศไทย เหนือก็ไปที่วัดร่ำเปิง แล้วก็วัดอุโมงค์ พ่อท่าน : อาตมาไม่ค่อยมีความรู้นะ ไม่กว้างขวาง อาตมาไม่ค่อยรู้หรอก วัด โน้นวัดนี้ อาจารย์โน้น อาจารย์นี้ อาตมาเป็นคนที่ไม่ค่อย...เพราะอาตมา... อจ.1 : ไปมาแล้วที่ไหนบ้าง พ่อท่าน : เพราะอาตมาไม่สนใจในศาสนามาแต่เดิม เพราะฉะนั้นอาตมาเป็น คนที่แคบ ไม่ค่อยรู้จัก ไม่ค่อยสนิทชิดเชื้อที่นั่นที่นี่ อจ.1 : แล้วดูจากไหนฮะ ว่าจะต้องไป (อ.พูดกับฝรั่ง ถ้ำตองที่ไปนะฮะ) ฝรั่ง : ที่เชียงราย อ.ฮอด อจ.2 : นี่ก็ไปมา ทางใต้ก็ไป ไปที่นครศรีธรรมราช กับสุราษฎร์ธานี อจ.1 : คือโดยอาชีพค่ะ แต่ถ้าพูดถึงบารมีศีล ถ้าศีลอย่างเดียว ก็สู้เด็กของ ท่านยังไม่ได้หรอก เด็กแค่มาฝึกงาน สู้ไม่ได้หรอก แต่ว่าความรู้อาจจะ...รู้เรื่อง รู้ไปหมด แต่ศีลอะไรนี่ อาจจะสู้ไม่ได้ อย่าง ก็เดินเข้ามายังรู้ว่า เอ้อ เราก็...ใช่ไหมฮะ แหม รู้สึกกิเลสหนาเหลือเกิน เวลาเดินมาเทียบกับท่าน อจ.2 : รู้สึกทางสภาวิจัยเขาอยากจะทราบ อจ.1 : เขาอยากจะทราบว่า แต่ละสำนักนี่ มีการตีความอย่างไรในประเด็นคำ สอนเรื่องสมาธิจากพระไตรปิฎกนี่ ว่ามีความแตกต่างหรือเปล่า พ่อท่าน : ก็ดี ก็มีการหยิบขึ้นมา แล้วก็เกิดการวิจัยกันขึ้นมามากๆ ผู้ที่ศึกษา ตามศึกษาก็จะได้แง่มุมอะไรมากขึ้น ได้เลือกเฟ้นเอา ดี ไม่มีปัญหา อจ.1 : โดยเฉพาะเขาต้องการคนทำที่ไม่ได้เป็นพระ เป็นคนอย่างเรานี่ เป็น ฆราวาส พ่อท่าน : จะเป็นพระหรือไม่เป็นพระ ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ความรู้เราก็เรียน กันได้ อจ.2 : ในหลักสูตรที่ดิฉันสอนนี่นะฮะ จิตวิทยาศาสนานี่ ตัวอย่างกรณีของ ท่านก็เป็นกรณีศึกษา ดิฉันเป็นคนพูดให้เสมอเลยว่า มันไม่ได้เป็น... ความแตกต่างใดๆก็ตาม ที่เกิดขึ้นในศาสนานี่ มันไม่ได้เป็นความชั่ว หรือผิดร้ายอะไรเลย ไม่ได้เป็นความเลวร้ายอะไรเลย สมณะ : เมื่ออาทิตย์ก่อน นักศึกษาจากศาลายาเขามาที่วัดนี่... อจ.2 : นักศึกษาปริญญาตรี หรือปริญญาโทคะ? สมณะ : เขาเรียนที่ศาลายา เขาบอกว่าเขากินมังสวิรัติด้วย เขาไปที่อะไรล่ะ อจ.2 : เป็นพวกชมรมพุทธฯ มั้งคะ? อจ.1 : สงสัย พ่อท่าน : อ๋อ! ไปที่เกริงกระเวีย ลูกศิษย์ท่านยันตระ สมณะ : ที่นั่นส่วนมากจะไปเกริงกระเวีย พ่อท่าน : คือ ที่ท่านยันตระนี่คนชอบ เพราะว่าท่านเอง ท่านไม่ไม่พูดดัง ผ่า อย่างแรงอย่างอะไร แล้วมันไม่กระทุ้งกิเลสอะไรมากมาย อจ.2 : นุ่ม พ่อท่าน : ต้านเขาก็เข้าติด อย่างอาตมานี่ อาตมานโยบายต่างกันกับท่านยัน ตระ เพราะอาตมามีนโยบายที่จะเลือกเฟ้นคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามานี่ เพราะฉะนั้น ก็มีศิลปวิทยาอยู่บ้าง เป็นศิลปวิทยาที่ต้องการที่จะใช้เป็นข้อสอบ Entrance ถ้า ผู้ใดผ่านข้อสอบอันนี้ได้ ผู้นั้นก็ Entrance เข้ามาได้ อจ.1 : แล้ว อ้อ! แต่มหิดลนี่ รู้สึกจะไปที่ ท่าน อ.ยันตระ กับที่ธรรมกาย ที่ ธรรมกายก็เยอะ อจ.2 : เห็นมีบวชในช่วงปิดเทอม สมณะ : ที่ศาลายา? พ่อท่าน : เขามีกิจกรรม อจ.2 : นักศึกษานี่ ก็จะไปที่ธรรมกายกันเยอะ ท่านรองเจ้าอาวาสนะฮะ ไป สัมภาษณ์เมื่อวันนั้น ท่านก็บอกว่า มีนักศึกษาไปเยอะ ของเกษตร ของมหิดล พ่อท่าน : ที่อื่นๆ จะเยอะกว่าที่นี่ทั้งนั้น ที่นี่ไม่เยอะ อจ.2 : ที่ธรรมกายเยอะนะฮะ 200 รูป ได้ พระนี่ พระ 200 รูป พ่อท่าน : เยอะๆ ที่ไหนๆ ก็เยอะ แต่ที่นี่ไม่เยอะ เพราะที่นี่ไม่เน้นเยอะจริงๆ ไม่เน้นปริมาณที่นี่ อจ.1 : ไม่เน้นปริมาณ พ่อท่าน : ที่นี่เน้น เรียกว่า ต้อง Entrance จริงๆ ถ้ามาไม่ได้ก็ไม่ได้ ได้ก็เอาเท่านั้น เท่านั้นก็ยากแสนยากอยู่แล้ว ทุกวันนี้ก็นักเรียนเต็มห้อง มันก็สอนเท่าที่สอนได้ เรามีความสามารถเท่านี้ มากกว่านี้... คือคนเป็นครูต้องรู้ว่านี่มัน Full Class แล้วมันก็... มากกว่านี้มันไม่ไหว มันก็แค่นี้ อจ.2 : ก็นับเป็นเกียรติอย่างสูงที่ท่านอาจารย์ให้พวกเรามาพบ เพราะว่าฟังชื่อเสียงของท่านอาจารย์แล้ว รู้สึกว่ายิ่งใหญ่มาก เป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ พ่อท่าน : โอ้ย! อาตมาไม่ได้เป็นคนคือ ...คือ โอ้ย อาตมาไม่ได้ใหญ่ได้ยิ่งอะไร อาตมาไม่ใช่คนเข้าพบยากอะไร... อจ.2 : เพราะฉะนั้นรู้สึกว่า เออ! แหม! การจะเข้าพบนี่ก็เป็นเกียรติมากเลย ที่ให้พบ แล้วก็ภูมิใจ พ่อท่าน : เมื่อเจอแล้ว คุณก็จะรู้ว่า อาตมาไม่ได้เป็นคนถือ ไม่เป็นคนอย่างนั้น อาตมาง่ายๆ สบายๆ ใครจะพบก็ ... กลัวแต่อาตมาติดเท่านั้นเอง มีงานมีการ มีนั่นก็สำคัญ ก็ พบไม่ได้ ต้องทำงานก็เท่านั้นเอง ถ้ามันไม่มีงานอะไร หรือว่านัดไว้ก่อน หรืออะไรต่ออะไรไว้อย่างนี้ มันก็ไม่มีปัญหา เราก็จัดตารางได้ ที่จะพบ แล้วนี่ไม่ได้นัดไว้เลย โผล่พรวดมา อาตมาก็ไม่มีอะไร... อจ.2 : วันนี้โผล่มาดี ได้พบพอดี พ่อท่าน : อาตมาก็ไม่ได้เร่งอะไร ถ้ามีงานเร่งอะไร อาตมาก็อาจจะขอตัวก็ได้ แต่ว่าถ้าไม่มีงานเร่งออะไร ก็ทำได้ พบได้ อะไรได้ (บทสนทนาเกี่ยวกับม้วนเทป เป็นบทสนทนาสั้นๆ ไม่ได้ถอด เห็นว่าไม่สำคัญ) อจ.2 : เรื่องการทำบุญ นี่ก็เหมือนกันนะคะ ที่บอกว่า ทำบุญเยอะๆ นี่นะคะ แต่ถ้าบางคนมีเงินทำน้อยๆ อย่างนี้นะฮะ แล้วทีนี้ คนที่ไปพบ หลายๆ คน อย่าง แม่ค้า อะไรอย่างนี้ เขาก็วิตกว่าเขาจะสู้คนที่ทำเยอะๆไม่ได้ พ่อท่าน : ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาทุนนิยม ไม่ใช่ศาสนาศักดินาอย่างนั้น ไม่ ใช่ศาสนาที่จะต้องไปหาเงินมากๆ แล้วก็ทำบุญ จริงๆแล้วการทำบุญด้วยแรงงานนี่ มีคุณค่ามากกว่าทำบุญด้วยวัตถุ ทำบุญด้วยแรงงานนี่มันจริง เพราะอาตมาอธิบายไว้มาก เพราะว่าความซับซ้อนของบุญนี่นะ ของค่าของมันนี่นะ คุณไปหาเงินมา มันต้องพูดเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธกันแล้ว จะเข้าใจเยอะ เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ นี่มันชัดเจน แต่มันก็เข้าใจยากอยู่นะ คุณไปทำงานนี่นะ สมมุติค่าของงานของคุณนี่ มีค่าประมาณราคาหมื่นบาท คุณทำงานเสร็จ คุณก็เอาหมื่นบาทคือค่าราคาของงานนี่มา ค่าแรงงานก็ตาม ค่าผลผลิตก็ตาม คุณเอาหมื่นบาทมา คุณหมดค่าเลยนะ ใชไหม? ก็งานนี่ ของคุณนี่ สมมุติเอาง่ายๆ แรงงานนี่ดีกว่า มันจะได้ไม่มีอะไรเอาต่อไป คุณใช้แรงงาน แรงงานของคุณค่าหมื่นหนึ่ง พอคุณจ่ายแรงงานนั่นไปเสร็จ เขาก็ให้หมื่นของคุณมา คุณก็ได้ค่ามันมาครบครัน คุณไม่มีคุณ ไม่มีประโยชน์อะไร คุณจะไปทวงบอกว่า นั่นน่ะของฉัน ของคุณเอามาแล้วนี่ ค่าหมื่นหนึ่ง แล้วเขาก็ให้คุณมาหมดแล้วนี่ ค่ามัน ราคามัน เขาก็ให้สิ่งตอบแทนมา ค่ามันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้ได้เงินมาหมื่นหนึ่งนี่ คนเหล่านี้นี่ เอาเงินเหล่านี้ไปทำบุญนี่นะ เขาก็เอาค่าแรงงานของเขาไปทำบุญ เขาจะทำหมดหมื่นไหมล่ะ? เขาไม่ทำหมดหมื่นหรอก แต่คนนี้ไปทำแรงงานของเขาสดๆ เขาทำไปเลย หมื่นหนึ่งนี่ ทำไปเลย แล้วเขาก็ไม่เอา คือ เขาทำบุญนี่นะ เขาก็ไม่เอาค่าแรงงานแลกมา มันก็หมื่นหนึ่งเต็มๆ ลงไปนั่นแล้ว เขาก็ทำบุญลงไปนั่นน่ะ ราคาหมื่นเหมือนกัน เขาไม่เอาเงินมานี่ เขาก็ คือเขาทำบุญ ไปแล้วตั้งหมื่นหนึ่ง มันดีกว่าอย่างนี้น่ะ ทีนี้มันก็มีสิ่งซ้อนเชิงยิ่งกว่านั้นอีก คนเรานี่จริงๆแล้วนี่ เอาเปรียบทั้งนั้นนะ ยิ่งพวกที่เรียนมามากๆ พวกที่มีศักดิ์ศรีอะไรพวกนี้นี่ คิดค่าราคาแพง ฉ้อฉล ไม่ค่อยตรงหรอก อัตราจริงคุณควรจะหมื่นหนึ่ง ส่วนมากก็คิดแพงกว่านั้น ตีราคานี่ อัตราของสังคมนี่ ฉ้อฉลบ้าง ราคาข้าราชการ เงินเดือนอะไรก็แล้วแต่ ยาก ส่วนกรรมกร ส่วนพวกนี้น่ะ โอ๊ย จะขึ้น...ค่า... อจ.1 : 10 บาทก็ยาก พ่อท่าน : 10 บาท 20 บาท ก็ยากแทบตาย แต่พวกนี้ขึ้นทีหนึ่ง ยิ่ง โอ้โฮ ยิ่ง สูงๆ ยิ่งตีราคาขึ้นไป ขึ้นทีละ 400 1,000 10,000 ไป เดี๋ยวนี้นายกฯ ก็แสน กว่าแล้ว คนเหล่านี้ฉ้อฉล เป็นบาป เงินเหล่านี้ไม่ใช่เงินตรง ค่าราคาของผู้นั้นจริงๆ แล้วนี่ คิดตามสัจจะ คนไปเป็นนายกฯ แต่นายกฯ ขี้เก๊นี่ ควรจะได้เงินราคาแสนเหรอ? โดยสัจจะความจริงคนนั้นมีคุณค่า มีประสิทธิภาพ พอจะได้ถึงแสนไหม? ถ้าประสิทธิภาพเขาไม่ถึงแสน เขาโกงทั้งนั้นน่ะ เขาต้องรับเงินอัตรานั้นมาเต็มนะ สมมุติเงินเดือนเขาแสนหนึ่งนี่ แต่ประสิทธิภาพของราคา ควรจะแค่ 30,000 นี่ก็แพงแล้ว อีก 70,000 นี่ก็คือ โกงนะ คือบาปนะ คือหนี้นะ เสร็จแล้ว เขาก็จะเอาเงินนี้มาทำบุญ คุณคิดดูสิว่า เขาได้เสียสละอะไร? มันของนั้น มันก็เงินบาปของเขา เงินหนี้ของเขา เขาคืนไปนี่ เขายังไม่หมดเลย สมมุติเขาได้มาแสนหนึ่ง เขาเอาทำบุญ เขาก็ไม่ทำบุญหมดแสนหรอก ทำบุญ 30,000 ก็มากแล้ว หนี้เก่าไอ้ที่ ไอ้ของไม่จริงอีก 70,000 น่ะ ยังไม่หมด เลย แล้วได้บุญที่ไหน อันนี้คืนเขาไปบ้างก็ยังดีนิดหนึ่ง แล้วยังมีหนี้อยู่อีกตั้ง...ถ้าสมมุติทำบุญ 30,000 อีก 40,000 นี่ เขายังเป็นหนี้อีกด้วยซ้ำไป ซ้อนอยู่อีกด้วยซ้ำไป อย่างนี้เป็นต้น มีภาวะซับซ้อนอีกเยอะเลย เราต้องเรียนเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ อจ.2 : อย่าง Commission นี่บาปไหม? พ่อท่าน : ไอ้ Commission ถ้าเผื่ออว่า Commission นั้นเป็นค่าแรงงานที่ สมดุลนะ ค่าแรงงานที่... อจ.2 : อย่างเขารับ Commission ค่าขายเครื่องบิน 1 ฝูงอย่างนี้ พ่อท่าน : ปุดโธ่ เอ้ย มันจะไปทำอะไร ไอ้อย่างนั้นมันเกินขอบเขต มันเกินขอบ เขต มันไม่จริงหรอก มันไม่ควรจะได้... อจ.2 : อะ! ดิฉันยังสังสัยอยู่เลย เถียงกันอยู่ แล้วบางคนบอกว่าได้ตามน้ำ พ่อท่าน : ไอ้ตามน้ำนี่ล่ะ คือหนี้บาปเยอะแยะมากมายเลย นี่ต้องมาเรียนสัจจะ พวกนี้ เรื่องบุญ เรื่องบาป พวกนี้จะรู้ดี แล้วจะเข้าใจ และจะกลัวบาป คนเราไม่กลัวบาป เพราะไม่รู้จักสัจจะพวกนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องบาปเรื่องบุญ เรื่องทำบาป ทำบุญนี่คนจนก็ทำบาปทำบุญได้ และโดยเฉพาะมันซ้อนเชิงอีกว่า คนที่ทำสิ่งที่เป็น Demand ของสังคมนี่ ความจริงนี่ คนที่ทำงาน หรือว่าคนที่มีประสิทธิภาพ อะไรในสังคมทุกวันนี้นี่ มันไม่ทำตรงกับ Demand แท้ของสังคมเท่าไหร่หรอก หลงแต่ค่านิยมของโลกๆ ไปอย่างนี้นะ ที่จริงมันไม่ใช่ความเป็นอะไรของสังคมเท่าไหร่หรออก ที่จริงปลูกข้าวนี่ จำเป็นกับสังคมไหม? ปัจจัย 4 นี่จำเป็นกับสังคม อย่างนี้เป็นต้น แต่สิ่งเฟ้อๆ อีกเยอะแยะเลย ที่ไปเรียนกันมาพิเศษๆนี่ มันไม่จำเป็นต้องมากต้องมาย มันไม่เป็น Demand ของสังคมอะไรเลย แต่เขาไปทำ เพราะฉะนั้นกรรมกร หรือว่าพวกที่ทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ต่างๆนานานี่ พวกนี้ทำตรงกับ Demand ของสังคม ราคาเขาแพงอยู่เสมอ แต่โลกต้องกดราคา เพราะเขาถูกกดขี่หลายๆอย่าง นี่ต้องมาศึกษาดีๆ แล้วจะรู้ว่าโดยสัจจะต่างๆ นานาพวกนี้ยังไม่ค่อยตรงนัก และไม่ค่อยรู้ เมื่อไม่รู้ก็ทำกันไปอย่างหลงๆ เยอะแยะ วุ่นวาย เมื่อไม่สอนสัจจะ คนก็ไม่มาทำสัจจะที่เป็นคุณค่า อย่างอาตมาพาคนลามานี่ พวกเรานี่ทิ้งงานทิ้งการมา มาทำนี่ ทั้งๆที่เขาเคยมีรายได้อยู่ทางโลกๆ เดือนหนึ่งเป็นหลายหมื่น อะไรต่างๆ ก็แล้วแต่ อย่างเมื่อกี้ คนประกาศเมื่อกี้นี้เป็น แอร์โฮสเตส รายได้เขาเดือนหนึ่งเป็นแสน ผู้หญิงคนที่ประกาศ อจ.2 : เขาละทิ้งมาเหรอฮะ? พ่อท่าน : ออกมาตั้งหลายปีแล้ว กี่ปีแล้ว แจ๋วออกมานี่ 5 เหรอ? กว่ามั้ง ลงจากบินมานี่ เขาก็ทำงานที่นี่ ทำงานฟรี ไม่ได้เงินทองอะไรสักบาท ทั้งๆที่รายได้เขาเป็นแสน เขาก็ไม่ทำ เพราะว่าอย่างนั้นอาตมาบอก มันเฟ้อ มันเป็นคนรับใช้บนเครื่องบิน มันไปได้อะไร และไปบริการเขา ไม่มีอะไร เอาแต่เหล้าไปให้เขาจิบ เอาอะไรไปให้เขากิน ให้ ไม่ได้เรื่องอะไรเลย บริการแบบโลกๆ มอมเมาเขา ให้เฟ้อ ให้หลงระเริงอะไรเปล่าๆด้วย ซึ่งช่วยให้เขาบาปหนักเข้าไปอีก ให้กิเลสหนาเข้าไปอีก มันไม่ได้บุญอะไรเลย เขาเข้าใจสัจจะ เขาไม่ทำแล้ว เลิก เงินทองไม่ใช่เรื่องสำคัย เขามาทำงานอย่างนี้นี่ เขาได้บุญมากกว่าไปทำงานอย่างนั้น นอกจากจะไม่ได้บุญแล้วแถมได้บาปอีกด้วย มันไม่ได้เรื่องอะไร แม้ได้เงินมาก็ตาม ได้เงินมามากจริงๆก็ตาม อย่างนี้เป็นต้น คนเข้าใจสัจจะแล้ว เยอะแยะ นี่คนออกมาเป็นหมอ เป็นวิศวะ เป็นอะไรก็แล้วแต่ ออกมาก็มาอยู่ที่นี่ ไม่มีปัญหาอะไร ที่นี่มีงาน หมอก็ทำได้ ที่นี่เราก็มี เราก็สร้างสิ่งที่บริการ แต่ฟรีนะที่นี่ รักษาคนอื่นก็ต้องฟรีละ อจ.1 : อ๋อ มีที่รักษาด้วย พ่อท่าน : ก็มี แต่เรายังเปิดเป็นทางการไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นตามกฎหมาย อจ.1 : ต้องมีใบประกอบโรค... พ่อท่าน : อย่างลำลอง อะไรที่มันจะต้องถึงโรงพยาบาลก็มี ทางที่ปฐมอโศก ก็พยายามที่จะสร้างเป็นโรงพยาบาล แต่ว่าเราเรียกโรงพยาบาลไม่ได้ ถ้าเรียกแล้ว ต้องเข้าระบบเลย แล้วก็โอ้โฮ ยุ่งมาก เข้าระบบนี่ยุ่งมากเพราะว่าพวกนายทุนนี่ทำไว้ยุ่งมากเลย เราต้องไปเดินบทตามนายทุน ซึ่งเราเองเราเป็นคนที่จะไม่ได้ค้าแบบนายทุน เราก็โดนกฎเดียวกัน หลักเดียวกัน เราทำไม่รอด ทำไปไม่ได้เลย เขาจะต้องคิดราคาอย่างนี้ๆ ๆ ตามทุนนิยม กฎหมายก็ต้องออกเก็บภาษีอย่างนี้ เก็บไอ้โน่นไอ้นี่อย่างนี้ๆ เราไม่เก็บอย่างนี้ เราไม่ทำอย่างนี้ เราก็ทำไม่ได้ เราเก็บถูกอย่างนี้ เราก็ทำ ...เอ้า ขอแค่นี้ ภาษีก็ไม่คุ้มแล้ว ไม่พอแล้ว เราทำไม่ได้เลย อจ.2 : แต่ภาษีมูลค่าเพิ่มทำได้นะฮะ? พ่อท่าน : ไม่ได้ ทำไม่ได้ ทุกวันนี้ ตอนแรกอาตมาก็เข้าใจว่าภาษีมูลค่าเพิ่มจะเป็นทางออกที่จะทำได้ เอาเข้าจริงแล้วไม่ได้อีก ซับซ้อน ไม่ได้หรอก เพราะทางโน้นเขาไม่ยอม เราจะบอกเอาซื่อตรง ยังไงๆ เขาไม่ยอม จะต้องไปคดโค้งแบบพวกโน้น ซึ่งเราก็ไม่ทำ จะต้องไปโกหก จะต้องไปซับซ้อนซ่อนพรางอะไรนี่ ซึ่งเราทำไม่ได้ ไม่ตรงหรอกคุณ ในโลกนี้อะไรก็ไม่ตรง สังคมทุกวันนี้เป็นสังคมขี้โกหก ลดเลี้ยว มดเท็จไม่ตรง ทำอะไรไม่ตรงสักอย่าง เพราะฉะนั้นเราเข้าระบบสังคมไม่ได้เลย ระบบสังคมทุกวันนี้มันไม่มีระบบไหนตรงเลย ตรงอยู่ไม่ได้ เพราะเขาวางอัตราต่างๆมา เขาทำเพื่อคนที่มันไม่ตรง เราไปอยู่กับคน เราไป ตรงอยู่ในกฎที่เขากัน ที่เขาเผื่ออันนี้ไว้อย่างนี้ เราก็อยู่ไม่ได้ เราทำไม่ได้ อจ.1 : ทำแก้ต้องทำในรูปของมูลนิธินี่หรือฮะ? พ่อท่าน : มูลนิธิเขายังไม่ยกเว้นเลย ไม่ยกเว้น เพราะอาตมาไม่ไปขอเข้ามูลนิธิอันโน้นอันนี้ ซึ่งเขาก็จะต้องมีอะไร อาตมาก็ขี้เกียจจะไปงอนง้อเขา ไม่มีอิทธิพลอะไร อจ.1 : เพราะมันมียกเว้นนะฮะ มูลนิธิ พ่อท่าน : พูดไปก็เท่านั้นน่ะคุณ โดยอะไรได้ แต่ว่าโดยอิทธิพลนั้นไม่ยอม อจ.2 : แล้วท่านอาจารย์ว่าจะทำยังไง ที่จะทำให้สังคมไทยดีขึ้น พ่อท่าน : สร้างคน เท่าที่เราสร้างได้ เพราะฉะนั้นคนจริงจะมีจำนวนมากพอ แล้วก็จะเป็นประชาธิปไตย ไปเป็นอำนาจ ไปเสนอฤทธิ์แรงอันนี้ได้ในอนาคต อจ.2 : แล้วท่านอาจารย์คิดว่า จะทำได้เหรอคะ? รู้สึกมัน... พ่อท่าน : ได้ ก็ทุกวันนี้ อาตมาไม่ได้ไปต้องการมันใหญ่มันมากอะไรหรอก ถ้า มันใหญ่ มันมาก มันก็ดี แต่ว่าได้เท่าไหร่ อาตมาเอาเท่านั้น แล้วมันก็จะเกิด PROGRESSION RATIO ของมันไปเอง อจ.2 : ยังมีความหวังเหรอคะ พ่อท่าน : อาตมาไม่หวัง แต่อาตมาเห็น PROGRESSION RATIO ทุกวันนี้ มันก็ยัง... อจ.2. : ยังไงคะ ยังไงคะ พ่อท่าน : มันก็เจริญงอกงามไปอยู่เรื่อยๆ มันมีอัตราการก้าวหน้าอยู่ อจ.2 : หมายความว่า มีคนมาถาม มีคนมาพูด มีปฏิบัติได้ พ่อท่าน : มีคนปฏิบัติได้ มีคนพัฒนาตนเองขึ้นมาอยู่ทุกวันๆ ไปอยู่เรื่อยๆ มี การก้าวหน้าอยู่เรื่อยๆ อจ.2 : อยากเรียนถามจริงว่าปีหนึ่งประมาณเท่าไหร่ พ่อท่าน : ไม่ อาตมาไม่จดจำนวน อจ.2 : น่าจะให้คนเขาเขียนไว้หน่อย จริงๆนะคะ อจ.1 : มีสำนักงานทะเบียนไหมคะ? พ่อท่าน : สำนักงานทะเบียนก็มี สมาชิกของสมาคมก็มีบ้าง แต่มันมากกว่านั้น ซึ่งเราเอง เรา...และคนที่มานี่ ทะเบียนจริงๆ เขาก็ไม่อยากมาจดก็มี เขาไม่ มาลงก็มี เราก็ไม่ได้ความจริง อจ.1. : ไม่ประสงค์จะออกนาม อจ.2 : แล้ววัน แบบวันพิเศษอย่างนี้ค่ะ วันทางศาสนา จะมีมาประมาณ เท่าไหร่คะ พ่อท่าน : อ๋อ! เขาก็มา เขาก็มามีจำนวนพัน สองพัน สามพัน ไม่ได้มีมาก มี มายอะไรหรอก เพราะว่าทั่วประเทศเขาก็มาได้มั่ง มาไม่ได้มั่ง อยู่ในกรุงเทพฯ เองก็มีจำนวนหนึ่ง ซึ่งเราก็ไม่สามารถที่จะไปเรียกไปทำสถิติจด ทำสถิติแน่นอนอะไรได้ ซึ่งเราก็ไม่ต้องการอะไรด้วย เราก็ไม่อยากได้ อจ.1 : ตอนที่เกิดเหตุการณ์เดือนพฤษภา เห็นบอก มีญาติธรรมไปเยอะ หลายหมื่น พ่อท่าน : คุณรู้ได้ยังไงว่า หลายหมื่น อาตมายังไม่รู้เลย อุ๊ย คุณยังเก่งกว่า อาตมาอีก อาตมาเอง อาตมาพอรู้หน้าตา ยังไม่ค่อยจะรู้เลย อจ.1-2 : หนังสือพิมพ์ลงไงคะ คิดเอาเองว่าญาติธรรมของสันติอโศกนี่... อจ.2 : กลัวเดี๋ยวจะนำภัยมา พ่อท่าน : เขาก็ว่าไปเรื่อยๆ อจ.2 : ญาติธรรมนี่ หลายหมื่น พ่อท่าน : มันบอกตายตัวไม่ได้ อาตมา... อจ.2 : กราบเรียนถาม คิดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้นนะ เพราะว่าที่อ่านดูตอนที่มีชุมนุมเขาบอกว่ามีเยอะ มีเยอะเลยฮ่ะ ยิ่งตอนที่พลตรีจำลองไปอดอาหารอยู่ พ่อท่าน : มันก็น่าจะเยอะก็ได้ ก็น่าจะเยอะ ก็คุณจำลองไปเป็นหัวเรือใหญ่ เหย็งๆ อยู่นั่น เขาก็ไปช่วยกันมั่ง ทำไงได้ล่ะ เรื่องที่จะไปช่วยกัน มันห้ามกันไม่ ได้นี่ คนเราก็รู้อยู่ว่า ถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน หรือว่าต้องการความช่วยเหลือ ก็ต้องไปกัน พวกเราไม่ตายสักคนหนึ่ง เท่าที่สืบทราบดูว่า เอ๊ะ พวกเรามีใครบ้าง ต่างจังหวัดก็ดี คนในกรุงเทพฯ นี่ก็ดี เมื่อเสร็จผ่านอันนี้ไปแล้ว ก็ลองสอบๆ ดูไม่มีใครหาย ไม่มีใครตาย อจ.2 : ไม่มีใครตาย พ่อท่าน : ไอ้ที่สูญหาย นี่ก็ถือว่า ตายชนิดหนึ่งเหมือนกัน ก็ไม่มีสูญหาย ตายก็ไม่มี แต่เจ็บตัวมี อจ.1-2 : สูญหายก็ไม่มี เอ๊ะ ตกลงสูญหาย สูญหายนี่ก็ไม่เข้าใจ คงสูญหายจริงๆนะคะ พ่อท่าน : สูญหายจริงๆนี่ มันก็เท่ากับตายอย่างหนึ่ง ต้องแทงตายเสียก่อน เมื่อยังไม่เจอตัวเมื่อไหร่ ก็อยู่ดีๆ แล้วมันจะสูญหายไปยังไงล่ะ? อยู่ดีๆมันก็ควร จะกลับมาบ้าน... อจ.1-2 : แปลกเหมือนกัน เขาบอกว่า 700 กว่า พ่อท่าน : ก็ระยะเวลาตั้งเดือน สองเดือน แล้วมันไปไหนล่ะ? ก็มันเหตุการณ์ นี้แล้วมันไปไหนล
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive