130310 ประกายธรรม 03 เมื่อใด _คน_ จึงจะมี _ค่า_ แก่ผู้อื่น หรือโลก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx - Google Docs.pdf
เนื้อหาในไฟล์
ห น้า 1 ประกายธรรม เรองที 3. เมือใด "คน" จึงจะมี "ค่า" แก่ผู้อืน หรอโลก 10 มีนาคม 2513 ถ้าอ่านหัวข้อเรองนีแต่เพียงผิวเผิน ไม่คิดให้ดี ก็จะงง แล้วก็คิดคําตอบ ออกมาผิดเปา หรอผิดความจรงไปได้อย่างแน่ๆ แต่แม้กระนันก็ตาม ข้าพเจ้าก็ เชือว่า ก็คงจะมีอีกมากคน ทีอ่านแล้วก็ยังนึกคําตอบออกมาไม่ได้ หรอแม้ได้ ก็ ผิดเอาอย่างจรงๆ จังๆ เสียด้วย ไม่เชือ ลองติดตามอ่านดู ทีนึกคําตอบออกมาไม่ได้นัน ก็เพราะไม่รู้ว่า "คน" คืออะไร? นันเปนความ สําคัญข้อใหญ่ "คน" อยู่เพืออะไร? อีก เปนความสําคัญข้อรองลงมา เอาล่ะ ข้าพเจ้าจะไม่จาระไนออกมาให้ยืดยาวล่ะว่า "คน" คืออะไร? เพราะโดยจรง ทุก คนก็คงพอจะรู้ ๆ ว่า "คน" ก็คือ "ชีวต" ทีต้องดินรนอยู่ในโลก แต่ในทีนีข้าพเจ้า อยากจะคุยกันในประเด็นทีสองมากกว่า คือ "คน" อยู่เพืออะไร? นันเปนประเด็น ทีตรงกับหัวข้อ หรอชือเรอง "คน" เกิดมาแล้ว มี "ชีวต" อยู่เพืออะไร? เดียวก็ จะได้ทราบ 130310 ประกายธรรม 03 เมือใด "คน" จึงจะมี "ค่า" แก่ผู้อืน หรอโลก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 2 แต่ก่อนจะไป กระจ่างใจว่า คนอยู่เพืออะไรนัน ข้าพเจ้าอยากจะชีให้เห็นว่า "คน" นันยิงเวยนเกิดเวยนตาย มากรอบ มากวัฏฏะเข้าไปเท่าใด ก็ยิงมี "จิตใจ" คิดเฉลียแล้ว ยิงเลวลงและตําลงไปทุกวันๆ นีเปนความจรงแท้ โลกยิงมีอายุ มากขึนเท่าใด "คน" อันคือ "จิตใจ" หรอ "วญญาณ" ของโลก ก็ยิงนับวันจะถูก "กิเลส" เกาะและพอกเข้าไป ๆ หนาขึนมากขึนเท่านัน ดังนัน ถ้า "คน" ผู้ใดรักจะมีชีวตอยู่โดยไม่มองให้เห็นความจรงแท้ในแง่นี มุมนีบ้าง ก็เปนของแน่นอน "คน" ผู้นันก็ย่อมจะต้องเปนอยู่ให้เหมือนกับ "คน" ทัวๆ ไปทังหลายเขา นันคือ จะต้องมีจิตใจตําลง เลวลง ไปตามลําดับ ด้วยหลัก แห่งความแท้จรง นันเพราะเหตุอะไรหรอ ก็เพราะว่า ในโลกนีหรอโลกไหน ก็ตาม
อ่านต่อ
สิงอันใดทีจะทรงอยู่ได้ก็คือ "ความสมดุล" ถ้ามีซ้ายก็มีขวา มีชัวก็มีดี ทําความสมดุลเอาไว้ ถ้าส่วนใดสิงใดมากก็จะฉุดหรอมีนําหนักมาก ถ่วงตัวเอง ลงไปสู่ทางนัน เทียบง่ายๆ คนคือ "ชีวต" คนจะต้องมีหิว (หรอไม่ได้กิน) กับอิม (คือได้กิน) ถ้าผู้ใดเอาแต่หิว ผู้นันก็จะต้องดับ "ชีวต" ลงเร็ว ผู้ใดเอาแต่อิม ผู้ นันก็ย่อมจะดับ "ชีวต" ลงเร็วเช่นกัน ถ้าผู้นันกินแต่พอดี ไม่หิวและไม่อิมไป ไม่ เกินไป ไม่น้อยไป พอดีจรงๆ คนผู้นันก็จะมี "ชีวต" ยืนนานเปนพิเศษทีเดียว ดังนัน มีใครคิดบ้างไหมว่า "โลก" ทีเราอยู่ทุกวันนี แย่ลงทุกวัน "ชีวต" ของโลกบาดเจ็บลงไปทุกวัน ถูก "จิตใจ" หรอ "วญญาณ" อันคือ "คน" นีแหละ บ่อนทําลายลงไปทุกวันๆ ("ชีวต" ประกอบด้วย "ลูกโลกทังหมด" เปน "กาย" และ "ชีวตคน" นันแหละ เปรยบได้กับ "จิต" หรอ "วญญาณ" ของโลก) และโลก 130310 ประกายธรรม 03 เมือใด "คน" จึงจะมี "ค่า" แก่ผู้อืน หรอโลก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 3 ก็จะต้องตาย หรอหมดชีวตลงในอนาคตแน่ๆ คือจะแตกสลายในทีสุด ถ้า "คน" ดีขึนมากกว่าเลวลงกว่าทีเปนอยู่ในทุกวันนี ชีวตของโลก ก็จะแตกทําลายช้าลง กว่านี ถ้าโลกมีคนดีหรอความดี เท่ากับคนเลวหรอความเลว โลกนีจะอยู่ได้ นิรันดรกาล แต่เพราะเหตุว่า โลกขาดสมดุลลงไปทุกวันๆ "คน" เลวลงมากกว่า ดีขึน โลกจึงจะต้องแตกทําลายเร็วขึน นันเปนหลักแห่งความจรง และนันคือ "โลก" ขณะนีกําลังใกล้วันจะแตกลงไปทุกทีๆ เอาละ เรามาแยกแยะอธิบายให้เห็นซิว่า สิงทีวัดให้เห็นว่า "คน" นันจิตใจ ตําลง เลวลงโดยไม่รู้ตัวกันอย่างไร? ขึนชือว่า "คน" ก็คือ ผู้ทีเกิดมาก็ดินรน เพือทีจะให้ตนอยู่อย่างดีทีสุด ซึง "ความรับรู้" ทีเคยมีในจิตใจ โดยธรรมชาติก็คือ ได้ "รับรู้" มาว่า "ผู้ทีอยู่ดีทีสุด" ก็คือ ผู้ทีมีสิงใดๆ มาให้ทวารทัง 5 "เสพ" ได้สมใจ หรอบรบูรณ์ตามใจได้มาก ทีสุด ไม่มีอืนเปนเด็ดขาด จึงเรยกว่า "คน" ตา จะต้องให้เห็นสิงทีอยากเห็นให้ถูกใจถึงใจ หู ก็จะต้องได้ยินได้ฟงเสียงที อยากฟงให้ถูกใจถึงใจ ลิน จะต้องได้แตะได้รับรสทีอยากแตะให้ถูกใจถึงใจ จมูก จะต้องได้กลินได้ดมสิงทีอยากให้ถูกใจถึงใจ และส่วนเนือหนังมังสา ร่างกายทุก ส่วนแหละ ก็จะต้องได้แนบ ได้เสียดสี ได้แตะต้องกับสิงทีชอบทีอยากให้ถูกใจ ถึงใจ มีเท่านีจรงๆ คือ "คน" รับรองว่า ไม่มีอืนอีกเลย ที "คน" ดินรนปรนเปรอ ให้ตนอยู่ในทุกเมือเชือวัน 130310 ประกายธรรม 03 เมือใด "คน" จึงจะมี "ค่า" แก่ผู้อืน หรอโลก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 4 เมือได้สิงเหล่านีมาให้ตนได้มากทีสุด ก็ดีอกดีใจว่า สุขทีสุด ผู้ทีอยากอยู่ แต่ยังไม่สมใจอยาก ก็พยายามเหน็ดเหนือยดินรนให้ได้มา ถ้าได้มาบ้างแล้วนิด หน่อย ก็อยากได้มากขึน ความพอหรอความจบไม่มี เพราะตัวอย่างผู้ทีเขามี มากกว่าหรอสุขมากกว่า มีอยู่รอบตัว ความสุดใจ หรอ "ถึงใจ" อย่างแท้จรง จน เรยกว่า "จบ" จึงไม่มี นันคือ "คน" คือผู้อยู่เพือ "เสพสิงทัง 5" นี คือ "เสพกามคุณ 5" นันเอง มีหน้าทีอยู่เท่านี ยังไม่ตายตราบใด ถ้าขึนชือว่าเปน "คน" ละก็ ต้องทําหน้าที "ดินรน" เหน็ดเหนือย เมือยล้า เพือสะสมเงินทอง หรอชือเสียง อันแยกออกไป เรยกเปนหลักใหญ่ ๆ ได้ว่า ลาภ ยศ สรรเสรญ เพือนํามาให้ตน แล้วก็ใช้ ลาภ ยศ สรรเสรญ นันๆ แปรเปลียนเปนสิงต่างๆ อันจะเปน "อาหาร" นํามาให้ทวาร ตา-หู-จมูก-ลิน-กาย นีแหละเสพ และผู้ "รับรู้รส" นันคือ "ใจ" และต้อง "ถูกใจ ถึงใจ" ก็จะเกิดอาการ "สุข" เมือผู้ใดเหน็ดเหนือยหามาได้แล้ว ไม่ว่าจะเปน ลาภก็ดี ยศก็ดี เปน สรรเสรญก็ดี คือสิงทีถือว่า เปนของมี "ค่า" ทังนัน เพราะลาภ-ยศ-สรรเสรญ- นีแหละ มันจะแปรเปลียน หรอให้คุณให้ผลออกมาเปน "อาหาร" เพือให้ทวาร ทัง 5 เสพได้ ยิงมีลาภมากๆ ก็ยิงจะเห็นชัด เพราะลาภส่วนมากเปน "วัตถุ" เปนส่วน ใหญ่ ยิงถ้ากล่าวว่า ได้เงินทองมามากๆ ก็จะเรยกได้ลาภมาก เปนลาภแท้โดย ตรงทีเดียว 130310 ประกายธรรม 03 เมือใด "คน" จึงจะมี "ค่า" แก่ผู้อืน หรอโลก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 5 ถ้าได้ยศ ได้สรรเสรญ ก็ยังเปน "ลาภ" ทางอ้อม ยังเปนเพียงลาภทีต้อง รอคอยผล ซึงจะตามมาทีหลัง นันคือ ถ้าจะเรยกให้สันและให้ตรงๆ เลยทีเดียว คนทุกวันนีก็ต้องการ เงินทองกับเกียรติยศชือเสียง นันแหละคือ ลาภ กับ ยศ- สรรเสรญ และผลทีเปนตัวเปนตนชัดทีสุด ก็คือต้องแปรทังเงิน ทังเกียรติยศ ชือเสียงนัน ออกมาเปน "อาหาร" (ในทีนี อาหารมิได้หมายความแค่ข้าวปลา แต่ หมายถึงทุกอย่าง) ให้หู-ตา-ลิน-จมูก-กายเสพเปนขันสุดท้าย อันเรยกรูปทีได้ เสพถูกใจถึงใจ รสทีได้เสพถูกใจถึงใจ เสียงทีได้เสพถูกใจถึงใจ กลินทีได้เสพ ถูกใจถึงใจ สัมผัสเสียดสีทีได้เสพถูกใจถึงใจ และเมือ "ถูกใจถึงใจ" ก็เรยกอาการ นันว่า "รสอร่อย" แล้วการ "เสพรสอร่อย" ก็จะเปนไปอย่างไม่รู้จบ ตราบวัน "ชีวต" ตายลง และก็ยังไม่จบลงได้ ก็ยังจะเกิดวนเวยนมา "เสพ" มันใหม่ ลองคิดดูเถิดว่าเห็น "ค่า" ของชีวตหรอยัง? ลาภ-ยศ-สรรเสรญ เปน "ค่า" ของชีวต ได้ไหม? ถูกต้องแล้วหรอยัง? ตราบใด "คน" ยังไม่ได้คิด ยังไม่ได้วนิจฉัยให้ถ่องแท้ และยังไม่รู้ว่า ตน เกิดมาเพืออะไร? ก็จะไม่มีวันรู้ได้เลยว่า คนนันอยู่เพืออะไร? แม้เพียงเพือเสพ สิงทัง 5 ตามทวารทีมีนีเท่านัน ก็ยังไม่มีโอกาสรู้ตัว คงได้แต่หน้ามืด ตาบอด ดินรน เหน็ดเหนือย ไขว่คว้า "อาหาร" ทีดีขึน-ดีขึนไปเรอยๆ ก็แล้วกัน อยู่อย่างมีข้าวกับนําพรกกินทุกมือทุกวัน ก็ให้น้อยเนือตําใจ อยากกินผัด กินแกงชันดี อยากกินหมูหันเปดย่าง อยู่อย่างมีขาสองขาเดินโหน "รถเมล์" ก็ให้ น้อยเนือตําใจ พยายามหาเงินมาให้ได้มากๆ เอาไปซือ "รถ" มาทํา "เมล์" จนตัว 130310 ประกายธรรม 03 เมือใด "คน" จึงจะมี "ค่า" แก่ผู้อืน หรอโลก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 6 เองไปไหนๆ เพราะขับเองไม่เปน ก็จ้างคนมาขับ แล้วตัวเองนัง หรอแม้ขับเอง เปน แต่ไม่ขับ เพราะ "หลง" ในยศในศักดิ ก็นัยเดียวกัน คือให้ผู้อืนขนพาตัว เองไปนันเอง จึงเรยกว่า "รถเมล์" เหมือนกัน แต่จ้าง "คนขับ" เฉพาะตัว และ จองการนังเฉพาะตัวเสียด้วย การใช้จ่ายก็แพงขึน เงินทีจะต้องหามา ก็ต้องให้มากขึน ผลแท้ๆ ของมัน ก็คือ เพือ "การไป" นันเอง แต่ "ไป" โดยให้คนได้เสพความสบาย ความโก้ ความ หรูหรา แม้จะเปนการ "เสพ" เรองอืน อย่างอืน ก็นัยเดียวกัน ทีนี ลองมาพิจารณาความเปน "ค่า" ของชีวตจรงๆ ดูซิว่า อย่างไรมันคือ "ค่า" หรออย่างไรมันจึงจะเหมาะควรเรยก "ค่า" กันได้อย่างแท้ จะขอไล่มาจากตัวของเรา หรอตัวของคนเลยทีเดียว ถ้า "คน" คือแท่งท่อน ทีไม่มีชีวตจิตใจ มันก็ไม่เสพอะไร เมือมันมีชีวตจิตใจทียังหลงอยู่ ยังไม่บรรลุรู้แจ้ง มันก็จะเสพ "กามคุณ 5" ดังได้กล่าวแล้ว เปนธรรมดาของคน สิงทีจะเสพโดย ตรง คือ "รูป" ทีตาเห็นทันทีแท้ๆ เดียวนีทันที เช่น มีดอกกุหลาบงาม กับมีตา ที จะเกิดการ "เห็นรูป" และพยายามให้ถูกใจถึงใจ "รส" ทีลินได้สัมผัสจรงๆ เดียวนี มีของกิน มีลินแตะและพยายามให้ถูกใจถึงใจ หรออืนๆ อีกทัง 5 ทวารนันแหละ เรยกว่า สิงที "คน" พึง "เสพ" เปน "อาหาร" ขันแรก เปนของจรง ถูกตัวถึงตัว จรงๆ ดังนัน ถ้าผู้ใดมีอาหารทีว่านันบรบูรณ์ อยากเสพเดียวนี ก็มีเสพได้ทันที ถ้ายิงดีเยียมด้วย รูป-รส กลิน-เสียง-สัมผัสกายครบ ก็นับว่าเปน "ค่า" ยิงแล้ว 130310 ประกายธรรม 03 เมือใด "คน" จึงจะมี "ค่า" แก่ผู้อืน หรอโลก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 7 สําหรับผู้ได้เสพนัน นีคือ "ค่า" ชันทีหนึงและเปน "ค่า" สําหรับผู้เสพคนเดียว เท่านัน คนอืนผู้ไม่ได้เสพด้วย จะไม่เห็นว่ามันเกิด "ค่า" หรอมี "ประโยชน์" กับ เขากันตรงไหนเลย เพราะเขาไม่ได้เสพด้วย เขาไม่มีส่วนกับ "อาหาร" ดังกล่าว แล้วนัน (โปรดเข้าใจให้ดีว่า "อาหาร" ทีว่านี ไม่ได้หมายความเฉพาะของรับ ประทาน หรอของเสพทางปากสัมผัสรสทางลินเท่านัน ทีเสพทางหู ตา จมูก กาย เรยกว่า "อาหาร" ด้วย) เพราะฉะนัน จะเรยก "อาหาร" ทีว่านีเปน "ค่า" ก็เรยกได้เพียงว่า "ค่า" ของชีวตแต่ละคนเท่านัน ซึงเล็กน้อยจรงๆ แคบจรงๆ หน่วยเดียวเท่านัน ผู้อืน ผู้ใดไม่ได้เสพด้วย ไม่มีสิทธิเอ่ยว่าเปน "ค่า" เปน "ประโยชน์" ได้เลย นีคือ "ค่า" ชันตําสุดเท่าทีจะตําได้ โดยยังไม่ออกไปจากตัวเองถึงผู้อืนเลย ดังนัน จงสํานึกเถิดว่า อาหารหู อาหารตา อาหารลิน อาหารจมูก อาหาร กาย ทังหลายนันมันมีค่าแคบทีสุด ดังได้ลองวจัยกันออกมานี จึงไม่ควรจะหลง ใหล เหน็ดเหนือยเปนทาสมันได้มากมายนัก และโดยแท้แล้วจะเรยกว่ามันมี "ค่า" สําหรับ "ผู้อืน" หรอสําหรับ "โลก" ไม่ได้เลยเปนอันขาด ผู้ใดตังหน้าตังตาใฝให้ แก่ตัว หรอมุ่งมันหามาเสพแต่ถ่ายเดียวอย่างไม่ลืมหูลืมตา ก็คือผู้ไม่มี "ค่า" หรอ "ประโยชน์" ใดๆ แก่ "ผู้อืน" หรอแก่ "โลก" เลยแม้เท่าขีเล็บ เรยกได้ว่า ผู้เห็น แก่ตัวและเห็นแก่เสพอย่างเต็มประตู 130310 ประกายธรรม 03 เมือใด "คน" จึงจะมี "ค่า" แก่ผู้อืน หรอโลก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 8 ทีนี "คน" ทุกคนเหน็ดเหนือยในขันต่อไป นอกจากเพือ "อาหาร" อันเปน "ค่า" ส่วนตัวโดยตรงนันแล้ว เขาเหน็ดเหนือยเพืออะไรอีก เมือตรวจตราไตร่ ตรองกันแล้ว ก็จะเห็นว่า เหน็ดเหนือยเพือ "ลาภ" “ลาภ” ในทีนี ห่างขึนมาจาก "สิงทีเสพ" แท้ๆ ตรงๆ นิดหนึง ทุกวันนีเรา ใช้เงินทองเปนแก้วสารพัดนึกกันทังโลก ดังนัน "ลาภ" ตัวแท้ก็ต้องคือ "เงินทอง" นันเอง นอกกว่านัน จะเปนเพชรนิลจินดา เปนสมบัติวัสดุอืนใดก็ตาม อันจะแปร เปลียนซือขายออกมาเปนเงินทองได้ ก็ถือว่าเปน "ลาภ" ทังสิน และ "ลาภ" เหล่า นี ก็ยังคงเปน "ค่า" ส่วนตัวอยู่นันเอง เปนแต่เพียงว่า มันยังเสพเจ้าลาภนันเข้า ไปไม่ได้ทันทีตรงๆ เท่านัน แต่มันก็จะคืออุปกรณ์ในการจะไปแลกเปลียน ไปแปร มาเปน "อาหาร" (สิงทีเสพ) เพือให้ทวาร 5 แห่งตนเสพนันเอง ดังนัน ถ้าใครรัก "ลาภ" เหล่านัน หวงแหนไว้เปนของตัว ไม่ให้กระเด็นเลย แม้แต่เศษแต่เสียวนิดน้อย "ลาภ" นันก็เท่ากับ "อาหาร" ของผู้เปนเจ้าของ "ลาภ" นันเท่านัน และจึงมี "ค่า" เท่ากับ "อาหาร" เช่นเดียวกัน หา "ค่า" อืนนันไม่ได้เลย "ลาภ" ในลักษณะหวงแหนดังกล่าวเช่นนี จึงย่อมเท่ากับ "ไร้ค่า" สําหรับ "ผู้อืน" หรอ "ไร้ค่า" สําหรับ "โลก" อีกเช่นเดียวกัน "คน" ผู้อยู่เพือเสพ โดย ลักษณะนี ก็คือ คนเห็นแก่ตัว ไร้ค่า ไร้ประโยชน์อยู่เช่นเคย ทีนี ก็พิจารณาๆ กันถึงขันต่อไปว่า "คน" เหน็ดเหนือยเพืออะไรกันอีก ก็ คงพอจะนึกออกกันได้ว่า ต่อจากลาภ ก็คือ "ยศ" คนผู้เหน็ดเหนือยเพือ "ยศ" นัน ก็อีกนันแหละ คิดดูให้ดี ก็ไม่พ้นไปจากตัวเองได้อยู่อีกนันเอง ยิงผู้เปน 130310 ประกายธรรม 03 เมือใด "คน" จึงจะมี "ค่า" แก่ผู้อืน หรอโลก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 9 ข้าราชการแล้ว แน่ๆ เลย ต้องปรารถนา "ยศ" อันหมายถึงเงินเดือนเพิมมากขึน และเงินเดือนหรอรายได้นัน คืออะไรล่ะ ก็คือ "ลาภ" และ "ลาภ" อันถ้าผู้เปนเจ้าของลาภหวงแหนไม่ให้กระเด็นเลย ก็คือ "อาหาร" ของผู้นันอีกเช่นเคย ดังนัน "ยศ" ก็ไม่ได้มี "ค่า" อันใดสําหรับ "ผู้อืน" หรอ สําหรับ "โลก" อีก โดยนัยเดิม "คน" ผู้นีก็คือ สิงรกโลกชินหนึง อันไร้ค่า ไร้ประโยชน์ต่อผู้อืน ต่อโลกเช่นเคย ต่อจาก "ยศ" สิงทีผู้คนยอมเหน็ดเหนือยเมือยล้า เพือมันก็คือ "สรรเสรญ" อัน "สรรเสรญ" นัน ถ้าแปลตรงตัวก็คือ "ยกย่องเชิดชู" หรอ "ผู้อืนต่างนิยม ชมชืน" นันเอง แล้วลองคิดดูสิว่า ผู้ทีต้องการ "การยกย่องเชิดชู" หรอต้องการ "ความนิยมชมชืน" จากผู้อืนนัน เขาจะต้องการไปทําไม ถ้าไม่ต้องการไปเพือ ประโยชน์ในทางอ้อม อันผลสุดก็จะได้มาซึง "ลาภ" นันเอง ยกตัวอย่างเช่น นักร้องคนหนึง ทํามาหากินด้วยอาชีพร้องเพลง ก็ย่อม ต้องการ "ความนิยมชมชืน" จากประชาชน หรอย่อมต้องการ "ความยกย่อง เชิดชู" ของมหาชน เพือการหากินจะได้กว้างไกล จะได้สะดวก จะได้มากยิงขึน นันคือผล หรอแม้ข้าราชการก็ดี พ่อค้าก็ดี ก็นัยเดียวกันทังสิน เปนแต่ว่า "สรรเสรญ" มันเปน "อาหาร" ทีเดินทางช้า กว่าจะแลกเปลียน จะแปรรูปมาเปน "อาหาร" ให้เจ้าตัวผู้ได้รับเสพ แต่ก็ไม่พ้น "อาหาร" นันไปได้เช่นกัน หากผู้ใดยังต้องการ "สรรเสรญ" อยู่ ก็จงทราบเถิดว่า ไม่ได้ต้องการไปเพือเหตุอันใดเลย นอกจาก 130310 ประกายธรรม 03 เมือใด "คน" จึงจะมี "ค่า" แก่ผู้อืน หรอโลก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 10 เพือผลแท้ คือแปรไปเปน "อาหาร" มาเพือเสพนันเอง ดังนัน "คน" ผู้ยังใฝ ปรารถนา "สรรเสรญ" ก็ดี ก็คือสิงทีไม่มี "ค่า" สําหรับ "ผู้อืน" และยังไม่มี "ค่า" สําหรับ "โลก" อีกเช่นเคย นันคือ "คน" ผู้อยู่อย่างรกโลก "คน" ผู้มี "โลกธรรม 4" คือ เสพสุข ลาภ ยศ สรรเสรญ จึงได้ชือว่า หาค่าใดจาก "คน" ผู้นีไม่ได้เลย เมือรู้และพิจารณากันละเอียดมาถึงขนาดนีแล้ว ลองตรองดีๆ กันสักนิด เถอะว่า จะหา "คน" ทีมีค่า มีประโยชน์กันได้จากใครบ้าง ผู้ทีเราควรจะรู้จักง่าย ทีสุด ก็ต้องพิจารณากันไปเปนขันๆ อีกดังนี ขันแรก เรามาดูการ "เสพ" ของ "คน" กันเสียก่อน "คน" คือผู้ยังเสพ กามคุณ 5 อันคือยึด รูป-รส-กลิน-เสียง-สัมผัสเสียดสีทางกายเปน "อาหาร" อยู่ อย่างตังอกตังใจ นันคือ "คน" และการเสพของเขาก็คือ การบังเบียดผู้อืนมาและ โดยการบังเบียดตน อันเปนพฤติกรรมแท้ๆ บังเบียดผู้อืนมานัน ไม่ต้องพูดกันมากก็รู้ว่า ไปเอาเปรยบผู้อืนมา เพือให้ ตนได้เสพดีกว่าเขา ได้เสพมากกว่าเขา จะด้วยวธีเอารัดเอาเปรยบโดยนัยตรง คือ "โกง" หรอ ฉ้อ หรอ ฉกเขา ซึงๆ หน้าก็ตาม หรอจะด้วยวธีทางอ้อม คือ อาศัยฤทธิของอํานาจ ฤทธิของศักดา ฤทธิของเงินทอง ฤทธิของสมองปญญา หรอฤทธิของการทําให้ผู้อืนยินยอมเสียเปรยบ โดยกรรมวธี รักใคร่ เอ็นดู โอน อ่อนอย่างไรก็ตาม ล้วนเรยกว่า ผู้เสพนันเอาเปรยบผู้อืน คือ บังเบียดผู้อืนทัง สิน ซึงเปนสิงทีพระพุทธเจ้าไม่สนับสนุนเลย 130310 ประกายธรรม 03 เมือใด "คน" จึงจะมี "ค่า" แก่ผู้อืน หรอโลก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 11 ทีนี บังเบียดตนเอง นีสิเปนเรองควรรู้ ควรเข้าใจให้มาก "คน" แทบทุกคน นึกไม่ออก คิดไม่ได้ว่า ตนเองบังเบียดตนเองอยู่ทุกเมือเชือวัน แทบจะเรยกได้ ว่า ทุกนาที ทุกวนาทีทีเดียว ยิงผู้ใด "เสพ" หนัก "เสพ" ไม่วรรค ไม่เว้น "เสพ" ทังทางกาย "เสพ" ทังทางใจ ตลอดขณะจิตเต้นละก็ ยิงเปนผู้บังเบียดตัวเอง เหลือขนาดทีสุด การ "เสพ" นันแหละ คือการ "บังเบียดตัวเอง" ล่ะ คิดให้ดีนะ การ "เสพ" ซึงได้อธิบายมาแล้วแต่ต้นทังหมดทัง 5 ทวารนันแหละคือ การ "บังเบียดตัวเอง" ผู้ใดยังเสพ รูป-รส-กลิน-เสียง-สัมผัสอยู่ ยังละเว้นไม่ได้ นันแหละคือผู้ยัง "บัง เบียดตัวเอง" อยู่ พยายามทําความเข้าใจให้ดี ถ้าไปแย่งคนอืนมาดังได้กล่าวแล้ว เรยกว่า "บังเบียดผู้อืน" แต่ถ้าได้มาแล้ว แล้วก็นํามาเสพเข้าไป นันแหละ คือ "บังเบียดตัวเอง" ทําไมถึงเรยกว่า "บังเบียดตนเอง" ก็คือ "คน" ชันกว่าจะได้สิงต่างๆ ทัง 5 นันมา "เสพ" ก็ต้องเหน็ดเหนือย ต้องใฝหา ควานคว้า จึงจะได้ อยู่ดีๆ จะมีเอง มาให้เสพนันมันยาก ดังนันทีทุกคนดินรนประกอบกิจ ประกอบการทํางานใดๆ อันแบ่งกันเปนชัน เปนขันตํา ขันสูงอย่างไรก็ตามในโลกนี ล้วนแล้วแต่ เขาทํา กัน เขาเหน็ดเหนือยกัน เพือให้ได้มาซึงรูป-รส-กลิน-เสียง-สัมผัส เปนประการ สุดท้ายให้ตนทังสิน นอกจากรูป-รส-กลิน-เสียง-สัมผัสนี ก็จะมีของจําเปนจรงๆ สําหรับ ร่างกายคนอยู่นิดหน่อยเท่านัน นันคือ 130310 ประกายธรรม 03 เมือใด "คน" จึงจะมี "ค่า" แก่ผู้อืน หรอโลก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 12 1. "อาหารแท้" ทีจะเข้าไปสังเคราะห์ในร่างกาย ให้ร่างกายทรงอยู่ได้ อัน มี แปง โปรตีน คาร์โบไฮเดรท นําตาล และอืนๆ อีกเล็กน้อย 2. เครองนุ่งห่ม อันกันหนาว กันร้อน กันแมลงสัตว์กัดต่อย 3. สถานที ทีจะให้ร่างกายมันอยู่ นัง ยืน เดิน นอน หลบร้อน หลบหนาว เพราะกายเปนแท่ง มีรูปร่าง มีเนือที 4. ยารักษาโรค อันนีไม่ใช่จําเปนตลอดเวลา เมือมีโรคเท่านัน จึงจะจําเปน มีเท่านันเอง คือ ของแท้ของจรง ที "คน" ต้องกินและใช้อย่างแท้จรง อันไม่ เรยกว่า "เสพ" ต้องมีพอดี พอควร นอกกว่า 4 อย่างนัน ไม่ใช่เรองใช่ราวอะไร เลย ทีจะต้องวุ่นวาย ดังนัน ผู้ใดเสพอาหาร (ของกิน) ก็จะต้องเสพให้ได้อาการสุขไปด้วย "รส" และ "รส" ต้องดี ถ้าไม่ดีก็ไม่ถือว่าได้ "เสพ" ทีนีจะได้ "รส" ดีเท่าใด ก็ต้องเลือก หา การเลือกหาเปนการเหน็ดเหนือยชันทีหนึง คือต้องเสียเวลา เสียแรงไป บางทีกว่าจะคิดกว่าจะเลือกได้ ใช้เวลาเปนชัวโมงๆ และเลือกได้แล้ว กว่าจะได้ กิน กว่าจะเดินทาง หรอไปหามา ก็อีกตังนาน หรอต้องไปตังไกล ต้องเสียค่าใช้ จ่าย ค่ารถ ค่าเดินทาง อันต้อง "จับจ่าย" เงิน หรอ "ลาภ" ทีตัวเองเหน็ดเหนือย หามานันทังสิน เพียงเพือจะเอาของจําเปนแท้ๆ คือ แปง โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ฯลฯ ทีได้กล่าวมาแล้วนัน เข้าไปไว้ในร่างกายเท่านัน 130310 ประกายธรรม 03 เมือใด "คน" จึงจะมี "ค่า" แก่ผู้อืน หรอโลก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 13 แต่ช่างกระไร "บังเบียดตนเอง" เสีย กว่าจะได้จัดการเอาใส่ท้องเข้าไปได้ ก็ต้องจ่ายโน่น จ่ายนี ไม่รู้กีชัน เพียงเพือจะได้เสพ รูป-รส-กลิน-เสียง-สัมผัส กาย ประกอบด้วย "อาหารแท้ๆ" นันลงไปไว้ในกระเพาะเท่านัน ดูทีรว่า "บัง เบียดตนเอง" แค่ใด? ถ้าเราไม่ต้องเห็นแก่ "รูป-รส-กลิน-เสียง-สัมผัส" เหล่านัน เราก็ย่อมกิน "อาหารจรงๆ" อันใดก็ได้ ทีมันมี แปง โปรตีน ฯลฯ ทีจําเปนดังกล่าวแล้ว เข้าไป ไว้เท่านัน ก็จะไม่ต้องเหน็ดเหนือย ไม่ต้องดินรนทุรนทุกราย ให้เปนวรรคเปน เวร อย่างทีเปนอยู่กันอยู่นีเลย คิดให้ดีเถิด นีแหละคือ สภาพของ "คน" สภาพของผู้ "บังเบียดตนเอง" อย่างไม่รู้เนือรู้ตัวเลย และก็เปนกันอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ไม่ยักมีใครยอมคิดเห็น ได้ หลงกันอยู่ มัวเมากันอยู่อย่างนัน "เสพอาหารแท้ๆ" เข้าไปในกระเพาะ ก็ ต้องจ่ายค่า "เสพ" สะบันหันแหลก แพงเหลือคณา กว่าจะได้เสพเอาอาหารจรง อาหารแท้ เพียงไม่เท่าไหร่เข้าไปไว้ในกระเพาะ ก็กินเวลา กินทังสถานที กินทัง เหตุการณ์ และกินทังเรยวแรงเข้าไป เปลืองไป เหลือจะคํานวณ ยิงผู้ใดกินข้าว ในไนท์คลับ ในบาร์ มีพร้อมแม้ดนตรเสียงเพลงนันแหละ จะเห็นเปนตัวอย่างได้ ชัดเจนยิง แล้วอะไรกันละ ทีว่า "ทุกข์?" อะไรกันละ ทีว่า "สุข?" ไปกินอย่างนันได้ "สุข" หรอ? ทีต้องเสพสิงทีไม่มี "ค่า" จรง ไม่มี "ประโยชน์" แท้ ดังทีได้อธิบาย มาแต่ต้น คือ "รูป-รส-กลิน-เสียง-สัมผัส" แต่ต้อง "จับจ่าย" ไปเพือ รูป-รส- 130310 ประกายธรรม 03 เมือใด "คน" จึงจะมี "ค่า" แก่ผู้อืน หรอโลก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 14 กลิน ฯลฯ พวกนีไปมากมาย อันกว่าจะหา "ลาภ" มาไว้ เพือ "จับจ่าย" นัน ต้อง เหน็ดเหนือยเท่าใด? ลองคิดดูให้ดีว่า เปน "ทุกข์" หรอเปน "สุข" การไม่เหน็ดเหนือยลนลาน น่าจะเรยกว่า "สุข" เราไม่เหนือยได้เท่าใด ควรจะเรยกว่า "สุข" เท่านัน ไม่ใช่ว่า เราเหน็ดเหนือยมากๆ เพือให้ได้ "ลาภ" มามาก แล้วก็เอาไปเลือกจ่ายในทีแพงๆ ทีๆ มีรูป-รส-กลิน-เสียง-สัมผัส ครบๆ แต่แพงๆ แล้วแท้จรงก็ได้ "อาหารแท้ๆ" (คือ แปง โปรตีน ฯลฯ) เข้าไปใน กระเพาะ เท่ากับทีๆ ไม่มีรูป-รส-กลิน-เสียง-สัมผัส ครบเหมือนกัน แต่ได้จ่ายไป แล้ว ทีอุตส่าห์หามาแทบตายหมดไปแล้ว แทนทีจะเอาไว้ซือ "อาหารแท้ๆ" ได้ มากกว่านัน ก็เอาไปถลุง เพราะเพียงเพือเพิม รูป-รส-กลิน ฯลฯ เท่านัน คิด ดูเถิดว่า "บังเบียดตนเอง" มากเท่าใด "ทุกข์" มากเท่าใด? "คน" ผู้ไม่ยอมเลิก ก็ยังจะมองไม่เห็น ก็คงยอมเชือเขาหลอก ยอมตาย อย่างเขา โดยเขาโพนทะนาว่า "อร่อย" โพนทะนาว่า "โก้" โพนทะนาว่า "หรูหรา" โพนทะนาว่า "เปนคนชันสูง" โพนทนาว่า "มีรสนิยมสูง" ผู้โพนทนาก็พยายาม สารพัดจะหาเรอง หาข้อมาหลอก เพือจะได้ "บังเบียด (เอาเปรยบ) ผู้โง่เง่า” ที หลงลมตามคําหลอก เอา "ลาภ" มาให้ตน ผู้ถูกหลอกก็ยอม "โง่" ไป "ติดกับ" เขา โดยยอมให้เขา "บังเบียด" เอา "ลาภ" ตนไป แถมยัง "บังเบียดตนเอง" ดัง กล่าวแล้วอย่างไม่มีใครช่วยได้เลย ถ้าไม่คิดจะช่วยตัวเอง นันคือ "ความจรง" นันคือ "ความแท้" ถ้าใครคิดเห็นจรงได้ และปฏิบัติได้ คือหักห้ามใจ หรอมองให้เห็นจรงว่า รูป-รส-กลิน-เสียง-สัมผัสกาย อะไรนัน 130310 ประกายธรรม 03 เมือใด "คน" จึงจะมี "ค่า" แก่ผู้อืน หรอโลก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 15 มันไม่ใช่ของจําเปน ถ้าตัดได้ ไม่เสพได้ ก็จะสบาย ไม่เหน็ดเหนือย ภาระก็น้อย ลง จะปนผู้ประหยัด เปนผู้ง่าย ผู้สะดวกสบายอย่างแท้จรง ถ้าคนผู้นี ผู้ตกอยู่ ในภาวะสะดวก สบาย หมดภาระ ไม่เหน็ดเหนือย เปนคนประหยัดโดยตนเอง เปนคนง่ายต่อตนเอง และต่อคนอืนด้วยดังนี ไม่เรยกผู้นีว่า มี "ความสุข" จะ เรยกผู้ตกอยู่ในภาวะดังนีว่าอย่างไร? ใครๆ ช่วยคิดกันด้วย! การเสพด้านอืนๆ จะเปนการนุ่งห่ม แต่งตัวก็ดี การมีสถานทีอยู่อาศัยก็ดี ก็เหมือนๆ กัน นัยเดียวกันทังนัน ถ้าเราไม่หลงโง่จะเสพ จะเอารูป เอารส เอา กลิน เอาเสียง เอาสัมผัสกายเข้ามาประกอบละก็ เครองนุ่งห่มก็เพียงกันหนาว กันร้อน กันแมลงสัตว์กัดต่อย สถานทีอยู่ก็เพียงเพือให้ร่าง ให้กายมันหลบร้อน หลบหนาว เข้านังเข้านอนอะไรอยู่ได้ เท่านันก็เพียงพอแล้ว นันคือ "ผู้รู้" อันเปนผู้รู้อย่างแท้จรง ทีเราเรยกเปนภาษาบาลีว่า "พุทธะ" หรอ ผู้พ้นอวชชานันเอง "พุทธศาสนา" คือเรองอย่างนี ไม่มีเรองทีจะ "รู้" อย่างอืนใด "พระพุทธเจ้า" รู้อย่างนี และสอนอย่างนี พระองค์ "รู้" ความแท้ ความจรงอย่างนี ไม่ได้ "รู้" อย่าง "โง่" อย่างที "คน" ทังหลายหลงตน คิดว่า ตัว เองฉลาด ตัวเองมีปญญาอยู่อย่างทุกวันนี ไม่ใช่เลย ถ้าใครคิดว่า ผู้ฉลาดจะต้องเปนผู้ได้เปนเจ้าเปนนาย เปนใหญ่เปนโต เปน ผู้สร้างผู้ก่อแล้วละก็ ก็จงพยายามคิดถึงพระพุทธองค์นันเถิด เปนตัวอย่าง ทังๆ ทีพระองค์มีความใหญ่โต มีความเปนเจ้าเปนนาย มีอุปกรณ์ในการสร้างก่อ มหาศาล เพราะพระองค์เปนถึงพระหน่อเนือองค์กษัตรยราช แต่ทําไมพระองค์ 130310 ประกายธรรม 03 เมือใด "คน" จึงจะมี "ค่า" แก่ผู้อืน หรอโลก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 16 จึงหลีกเร้นหนีไปเสียอย่างไม่ไยดี ถ้าลักษณะนี การกระทําแบบอย่างดังที พระพุทธองค์ประพฤติปฏิบัตินี ไม่เรยกว่า เปนการกระทําของ "ผู้ประเสรฐ ผู้ ฉลาดทีสุด" แล้ว จะให้เรยกพระพุทธองค์ว่าอย่างไร? ก็ลองคิดดูให้ดี ไม่ใช่เรอง ลึกลับซับซ้อนอะไร ดังนัน เมือคนไม่รู้ คนยังหลงงมอยู่ในด้านโง่ โลกจึงเต็มไปด้วยการ "หลอก" กันนานาประการ หลอกเพืออะไร? หลอกเพือจะได้ "ลาภ" เปนวธีการ "บังเบียด" อันอําพรางทังสิน "คนโง่" มาก ก็ย่อมรู้ไม่ทัน ก็ยิงยอมให้ "คน" (ผู้ก็ ยังโง่ดักดานอยู่เช่นกัน) "หลอก" เอา แล้วก็ยอมนําตนไปให้เขา "บังเบียด" การแต่งตัวให้สวย ให้โก้ การมีบ้านให้หรูให้งาม การพักผ่อนหย่อนใจทัง หลาย แม้ดูหนัง ดูละคร ดูการละเล่น ดูการกีฬา ดูอะไรก็ตาม หรอเราเล่นเอง เล่นเกมกีฬา เกมไม่กีฬา ไปจนกระทังเกมการพนันอะไรกันก็ตาม มันเรอง "หลอก" ทังนัน "หลอก" เพือการ "บังเบียด" ใครถูก "บังเบียด" มากเท่าใด ก็ได้ ชือว่า "โง่เง่า" มากเท่านัน ยิงดูหนังมาก เอามาคุยโวว่าตนได้ด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive