130306 ประกายธรรม 02 ใครแปลคำว่า _คน_ คือ _ผู้ประเสริฐ_ ฯ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.pdf

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2514
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์164 KB
วันที่แก้ไข30 พฤษภาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

หน้า 1 ประกายธรรม เรองที 2. ใครแปลคําว่า "คน" คือ "ผู้ประเสรฐ" เรยกได้ว่า ผู้นันยัง "โง่" อยู่อย่างแท้จรง 6 มีนาคม 2513 เมือมีคนพูดว่า "คน" คือผู้ประเสรฐ และนับวันจะเจรญก้าวหน้าขึนทุกเมือ เชือวัน นันจงทราบไว้เถิดว่า "คน" ผู้พูดดังนัน คือเขากําลังพูดประโยคเดียวกัน กับประโยคทีว่า "กิเลส" คือ ผู้ประเสรฐยิงกว่าสัตว์โลกใดๆ และนับวันจะหลอก คนผู้หลงตนว่าประเสรฐกว่าใคร ให้หลงต่อไปว่าตัวเองเจรญ ตัวเองก้าวหน้า ทีแท้คือ ทําตามที "กิเลส" สังให้ทํา หรอ "กิเลส" ใช้ "คน" ให้เปนทาสสร้าง และ ก่อความเจรญนันให้แก่กิเลสแท้ๆ นันเอง ทีข้าพเจ้ากล่าวดังนี หลายคนคงคิดขึนมาทันทีว่า เออ เจ้าหมอนีอุตรคิด ช่างตีคารมดีจรง ถ้าผู้ใดคิดดังนัน ก็จงขอให้ "รับรู้" ไว้เถิดว่า คุณคือผู้เปนทาส ของ "กิเลส" อยู่อย่างแท้ ยังไม่มี "ปญญา" เลย เพราะคุณคือ "คน" และคิดได้ แค่ความเปน "คน" ทีให้ "ปญญา" แก่คุณคิด แล้วคุณจะหนีไม่พ้นความเปน"คน" 130306 ประกายธรรม 02 ใครแปลคําว่า "คน" คือ "ผู้ประเสรฐ" ฯ โดย พ่อท่าน สมณะ โพธิรักษ์ หน้า 2 และหนีไม่พ้น "กามภูมิ" อันคือ โลกของ "คน" หรอ โลกของกามคุณ 5 หรอ "โลกียภูมิ" นีไปได้เลย จนกว่าโลกจะแตก ทีแท้ข้าพเจ้ากล่าวนัน ไม่ใช่แสร้งตีคารม หรออุตรคิดอันใด นันเปนความ จรง นันเปนความแท้จรง เปนสัจธรรม หรอปรมัตถธรรม "คน" คือ ผู้เปนทาสของ"กิเลส" โดยแท้จรง ผู้พ้นความเปนทาสของกิเลส ไปได้เรอยๆ เท่านัน จึงจะได้ชือว่า "พระอรยเจ้า" เลือนชันตามลําดับจนเปน ผู้ "พ้นทุกข์" ดังนัน พระพุทธองค์ จึงทรงยืนยันเหลือเกินว่า ผู้ยังได้ชือว่า "คน" อยู่ ตราบใด คือผู้ยังเต็มไปด้วย "ทุกข์" อยู่ตราบนัน แต่ถึงกระนัน "คน" ก็ยังหา- มองเห็น "ทุกข์" ไม่ และยังยอมเปนทาสของกิเลสอยู่อย่างยินดีปรดา ไม่คิด ก้าวหน้าสลัดความเปนทาสอ

อ่านต่อ

อกให้พ้นตนสักที และรู้หรอไม่ว่า ยิงนับวัน ก็ยิง ตกเปนทาสของกิเลสอย่างไม่ไถ่ ถอนไม่ขึน ยิงขึนทุกวันๆ ไม่รู้เพราะอะไร? "คน" จึงยินยอมถึงขนาดนัน ทังๆ ทีไม่มีใครรักความเปน "ทาส" หรอว่า จะ เหมือนมนุษย์ผู้รํารวย มนุษย์ผู้มีศักดิมียศทังหลาย ทียังมี "คน" ผู้ยังไม่มีสิง เหล่านันเข้าไปพินอบพิเทา ขอเปนผู้อยู่ใต้อาณัติอย่างยินดีปรดา คงจะเหมือน กันดังนีแน่ๆ แต่ถึงอย่างนัน "คน" ผู้ทีเข้าไปพินอบพิเทารับใช้ เปนทาส เปนผู้ออกเรยว ออกแรงตามคําสังของ "นาย" เหล่านัน ก็ยังมี "คน" ผู้คิดตีตนออกจากการเปน 130306 ประกายธรรม 02 ใครแปลคําว่า "คน" คือ "ผู้ประเสรฐ" ฯ โดย พ่อท่าน สมณะ โพธิรักษ์ หน้า 3 ทาส ตีตนออกจากการเปนผู้คอยออกเรยวออกแรง ทํานันนี อันเปนการ "ก่อ" ความเจรญให้ "นาย" โดยตรงตามทีนายสัง และเมือ "คน" ผู้นันตีตนออกไปได้ พ้นความเปน "ทาส" ออกไปได้ เขาก็จะกลายเปน "นาย" ขึนมาทันที แต่ทําไม คนไม่คิดให้ได้อย่างนี คงจะเหมือนกันยังไงยังงันแน่ๆ ลองคิดดูบ้างก็ได้ ดังนัน "คน" ทังหลาย จงรู้ไว้เถิดว่า ผู้เจรญ ผู้ก้าวหน้าอยู่ทุกเมือเชือวันนี นัน ไม่ใช่ "คน" แต่เปน "กิเลส"ต่างหาก ทีเจรญยิงกว่า ก้าวหน้ายิงกว่า และได้ ชือว่าเปน "นาย" ของ "คน" อย่างแท้จรง ตราบใดเรายังรู้สึกว่า เรายังมี "กิเลส" นันแหละ จงทราบไว้เถิดว่า เรายังมี "นาย" เหนือหัว เรายังยินดีเปนทาสของ "กิเลส" อยู่อย่างพินอบพิเทา ยังไม่ยอม คิดถือดี ยังไม่ยอมคิดแข็งข้อ ยังไม่ยอมคิดตีตน หรอพูดให้ถูก คือตีตัวให้พ้น จากความเปนทาสของกิเลส ผู้ทีมีปญญาชันเรยกได้ว่า "ปญญาชน" นันแหละ คือ ผู้น่าจะแข็งข้อ ตีตน ออกจากความเปนทาสของกิเลสเสียที อย่ายินดีอยู่กับ "อาหาร" ที "กิเลส" หยิบ ยืนให้ หรอ คอยจ่ายเปน "เบียจ้าง" อยู่นักเลย เราจะไม่มีวันพ้นจากตําแหน่ง "ทาส" ไปได้เลย ตราบฟาแตกดินละลาย พูดถึง "อาหาร" ที "กิเลส" หยิบยืนให้ หรอ "เบียจ้าง" ที "กิเลส" จ่ายให้แก่ "คน" อยู่ทุกเมือเชือวันนีนัน "คน" ผู้ไม่สามารถมองเห็น "รูป" หรอตัวตนของ "กิเลส" ก็ย่อมจะมองไม่เห็น "เบียจ้าง" หรอ "อาหาร" ทีว่านันแน่ๆ จึงถูก "กิเลส" 130306 ประกายธรรม 02 ใครแปลคําว่า "คน" คือ "ผู้ประเสรฐ" ฯ โดย พ่อท่าน สมณะ โพธิรักษ์ หน้า 4 ผู้มีชีวตอยู่อย่างสง่าผ่าเผยในโลก และยิงใหญ่ยิงกว่าสิงใดในโลก นอกจาก "พระ อรยเจ้า" เท่านันทีเก่งกว่า "กิเลส" และจะเปนผู้ทําลายหรอฆ่า "กิเลส" ในโลกนีให้ ลดจํานวนลง ไม่เช่นนัน โลกนีก็จะต้องถูก "กิเลส" นีแหละปกครอง และ "กิเลส" มันก็จะบงการทุกอย่างเอาตามอําเภอใจ โลกก็จะแตกพินาศเร็วขึนกว่าทีควรไป อีก แต่ถึงยังงัน โลกมันก็ยังค่อยๆ สลายลงไปเรอยๆ ล่ะ ก็ไม่เพราะอะไรหรอก ก็เพราะเจ้า "กิเลส" นีแหละ คือตัวทําลายอันแท้จรง แต่ถึงยังไง "ความสมดุล" ของโลก หรอของ "สรรพสิง" ในสากลจักรวาล จะมีสิงหนึงสิงใดอยู่แต่พวกเดียว หรอฝายเดียวไม่ได้ โลกจึงจะไม่ขาด "สมดุล" จึงจะหมุนอยู่ได้อย่างคล่องตัว แต่ก็ค่อยๆ ทรุดลงทุกวนาทีละ ถ้าโลกเหลือแต่สิงหนึงสิงใด เพียงสิงเดียวในโลก โลกก็จะหมุนต่อไปไม่ได้ โลกจะหยุดหมุน และจะแตกสลายลงทันที นีคือความ แท้จรงทีจรงทีสุด ทีนี "อาหาร" อันเปน "เบียจ้าง" ที "กิเลส" จ่ายแจกหลอกล่อตนอยู่นัน ก็ คือสิงทีไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตนเหมือนๆ กันกับตัว "นาย" (กิเลส) ผู้ให้นันเอง เพราะเมือผู้เปนเจ้าของค่าจ้าง ไม่มีรูปร่าง ตัวตน ตัว "เบียจ้าง" นันก็ย่อมไม่มีรูป ร่าง ไม่มีตัวตนด้วย แต่ผู้เปนลูกจ้าง หรอผู้เปนผู้รับใช้ หรอเรยกให้หนําใจว่า ผู้ เปน "ขีข้า" ก็ยังยินดีใฝไขว่คว้าต้องการ ปรารถนาสิงนันมาให้ตนอยู่ "เบียจ้าง" ที "กิเลส" จ่ายให้แก่ "คน" ก็คือสิงทีเปนลมๆ แล้งๆ ไม่มีตัวตน อันต้องเรยกคํานําหน้าสิงเหล่านันด้วยคําว่า "ความ" ทังหลายนันเอง เพราะมัน 130306 ประกายธรรม 02 ใครแปลคําว่า "คน" คือ "ผู้ประเสรฐ" ฯ โดย พ่อท่าน สมณะ โพธิรักษ์ หน้า 5 เปนลมจรงๆ มันเปนของเก๊ เปนของไม่มีตัวตน จึงได้เรยกสิงเหล่านันว่า "ความ ..." นําหน้าทุกอย่างไป นึกออกสักสิงบ้างไหมล่ะ? ถ้านึกไม่ออก ข้าพเจ้าจะบอก ให้ก็มีเช่น ความโก้ ความสวย ความหรูหรา ความอร่อย ความไพเราะ ความหอม หวาน ความซาบซ่านถูกใจ ความสนุกเพลิดเพลิน ความมีชือเสียง ความมี เกียรติ ความสะดวก ความสบาย ความสุข ความสมใจทังปวง แม้บางที ความ ทุกข์ ความเจ็บปวด ความเผ็ดร้อน ความดุเดือด ความทรมาน (นอกจากความ สงบอันแท้จรง) ก็ยังเปน "เบียจ้าง" ที "กิเลส" นํามาใช้จับจ่ายกับ "คน" บางคนที เขาชอบ เขารักสิงเหล่านันด้วยเลย นีแหละ "สิงทีเปนของจรง" นีแหละ "สิงทีเปนของแท้" นีแหละคือสิงทีผู้มี "ปญญา" อันเรยกว่า "ปญญาชน" ควรคิด ควรอ่าน ควรตรอง ควรมองให้เห็น ควรคลีคลายให้ออก ถ้าใครคิดเห็นได้ว่า เจ้าพวก "ความ..." อะไรต่างๆ นัน มันเปน "เบียจ้าง" จอม ปลอม ทีเปนแค่ลมๆ แล้งๆ ที "กิเลส" มัน "ปน" มันคิดสร้างขึนมาหลอกล่อ "คน" ให้หลง ให้เพ้อพก ยินดี ปรารถนา เมือ "คน" เห็นสิงเหล่านัน เปนสิงน่า ปรารถนา "คน" ก็ดินรน ใฝไขว่คว้า แม้เหนือย แม้หนัก แม้ยาก แม้ทุกข์ แม้ ทรมานอย่างไร ก็ยอมทังสิน เพือจะได้มาซึง "เบียจ้าง" ที "กิเลส" สร้างขึนมา หลอกนัน ไม่ได้ ถ้าใครผู้ใด ยังมองเห็นสิงทีเรยกว่า "ความ..." นําหน้าต่างๆ นัน เปนของมี "ค่า" เปนสิงสูงเหนือชีวต เปนสิงจะต้องให้ได้มาให้ตน เปนสิงทีต้องเสพ ผู้นัน 130306 ประกายธรรม 02 ใครแปลคําว่า "คน" คือ "ผู้ประเสรฐ" ฯ โดย พ่อท่าน สมณะ โพธิรักษ์ หน้า 6 ก็จะยังคือ "ทาส" หรอ "ขีข้า" ผู้ซือสัตย์ของ "กิเลส" อยู่อย่างภักดี พินอบพิเทา ไม่ยอมจาก ไม่ยอมแม้แต่จะคิดเปนไทแก่ตัวเอาอย่างจรงๆ จังๆ ผู้นัน ก็จะได้ชือ ว่า "คน" ตราบฟาดินละลาย ดังนัน คําว่า "คน" จึงไม่ใช่คําทีน่ายินดี ปรดาอะไรเลย มันแปลได้ตรงตัว เลย "คน" แปลว่า "ทาสของกิเลส" นันคือ ความถูกต้องทีแท้จรง ถ้าอยากหมด ความเปน "ทาส" ก็ต้องดินรน พยายามมองความแท้จรงให้เปน จึงจะถอนตัว ออกจากการเปน "ทาสของกิเลส" ได้ จะได้ยืนยืดอกสง่าผ่าเผยขึนมาด้วยความ เปนไท และจะได้ตําแหน่งให้ตนใหม่ว่าเปน "พระอรยเจ้า" คําว่า "พระอรยเจ้า" นี ไม่ได้หมายถึง "พระ" ที "บวช" นุ่งเหลือง โกนหัว อยู่ในวัดนันเท่านัน แต่หมายถึง "ผู้ใดก็ได้" ทีเปนผู้พยายาม "ฆ่า" กิเลส และเปน ผู้จะหนีออกจากจากการถูกกดขีข่มเหง บังคับใช้เปนทาสของ "กิเลส" ซึงจะเปน ใครก็ได้ ในร่างของ "คน" นีแหละ เปนหญิงก็ได้ ชายก็ได้ เด็กหรอผู้ใหญ่ได้ทัง นัน ขอให้เปนผู้แข็งข้อต่อสู้กับ "กิเลส" จรงๆ ก็แล้วกัน ส่วนผู้นุ่งเหลือง โกนหัว อยู่วัดนัน ก็คือ ผู้ทีแต่ดังเดิม ในสมัยพุทธกาล เปน ผู้รู้หน้าทีดีว่า ก็คือผู้ทีสมัครใจ จะเข้ามาเปนผู้เพียรฆ่ากิเลส จะออกหนีจากการ เปนทาสของกิเลสนันเอง และถ้าผู้ใด ทีนุ่งเหลืองโกนหัว อยู่วัดในสมัยนี เปนผู้ที รู้อยู่แก่ใจของตนดีว่า ตนคือผู้ทีได้ "บวช"เข้ามา และ "เปนอยู่" อย่างถูกต้องดัง นันจรง ผู้นันก็คือ "พระ" ทีถูกต้องแล้ว ก็ขออนุโมทนาสาธุ 130306 ประกายธรรม 02 ใครแปลคําว่า "คน" คือ "ผู้ประเสรฐ" ฯ โดย พ่อท่าน สมณะ โพธิรักษ์ หน้า 7 แต่ผู้นุ่งเหลือง โกนหัวอยู่วัด ในสมัยนีนัน แท้จรงส่วนมาก ไม่ใช่ผู้ พยายามจะฆ่ากิเลสแล้ว เพราะไปอยู่อย่างเปนทาสของกิเลสเสียเหมือนกับ "คน" ธรรมดาเสียแหละมาก แถม มิหนําซํา ยังกลายเปนเครองมือ เปนอาวุธของ "กิเลส" ไปเสียอีก โดย "กิเลส" มันใช้ผู้นุ่งเหลือง โกนหัวอยู่วัดนันแหละ เปนส่วน ประกอบในการสร้างอีกทีหนึง ตราบโลกแตก ผู้นุ่งเหลืองโกนหัว อยู่วัด ผู้ไม่รู้ความจรงแท้เหล่านัน ก็จะ คงอยู่อย่างเปนทาสของกิเลสอยู่อย่างนัน ไม่ได้ก้าวขึนไปเปน "นาย" หรอเปน "พระอรยเจ้า" สักที เช่นกับ "คน"ธรรมดา หัวดํานุ่งผ้าใส่เสืออยู่บ้าน นีเช่นกัน คิดให้ดี และถ้าผู้นุ่งเหลืองโกนหัว อยู่วัด ซึงได้หลอกชาวบ้านไว้ว่า ตนได้สมัคร และทําพิธีผ่านเข้ามาเปนผู้จะทําตนให้เปน "นาย" เปนผู้หาทางฆ่ากิเลส เรยนรู้ วธีฆ่ากิเลสให้ได้ แล้วจะนํามาสอนคนให้รู้ตามให้ได้ เปน "นายของกิเลส" ตามใน โอกาสต่อไป ดังนัน "คน" ทีอยู่นอกวัด ก็กรุณาหาข้าวหาปลามาเลียงผู้อยู่วัด หน่อยนะ และ "คน" ก็ตกลง หาข้าวหาปลาให้ผู้อยู่วัด เพือจะได้มีชีวต พากเพียรค้นหาวธี เพือเรยนรู้จักตัวกิเลสและการฆ่ากิเลส และผู้เรยนนัน อันคือ "พระ" นัน ก็จะต้องเรยนโดยทําให้ตัวเองเปน "นาย" ได้จรงๆ เสียก่อน จึงจะ เรยกว่า เรยนสําเร็จ รู้วธีการฆ่ากิเลสได้จรงๆ ถ้าสักแต่ว่ามาท่องจําเอาแต่ตัวหนังสือหรอภาษาไปจากตํารับตํารา โดยตัว เองไม่เคยเห็นหน้าตัว "กิเลส" เลย ไม่ได้รู้จัก หรอสัมผัสกับ "กิเลส" สักตัว และ 130306 ประกายธรรม 02 ใครแปลคําว่า "คน" คือ "ผู้ประเสรฐ" ฯ โดย พ่อท่าน สมณะ โพธิรักษ์ หน้า 8 ไม่รู้แม้ว่า "เบียจ้าง" ที "กิเลส" ใช้จับจ่ายหลอกล่อตนอยู่ด้วยนัน เปน "เบียจ้าง" ทีตนเอง ก็ยังยินดีรับเปน "ค่าจ้าง" อยู่เช่นเดียวกับ "คน" อยู่ตลอดเวลา มิได้นึก สะกิดใจแม้สักนิดว่า ตนกับ "คน" ก็ไม่ได้ผิดอะไรกันเลย เมือผู้บอกกับ "คน" ว่า "ตนคือพระ" นันก็ยังรับ "เบียจ้าง" จากกิเลสอยู่ อย่างไม่โงหัว อย่างไม่รู้เรอง อย่างไม่ประสาอยู่ตราบใด จะให้ "คน" หวังเอา อะไรจาก "พระ"(ปลอม) นอกจากต้องเสีย เสียเงิน เสียทอง เสียข้าว เสียปลา ทีให้ "พระ" ผู้ไม่ตังใจปฏิบัตตนเพือให้รู้จัก "กิเลส" และทําตนเปน "นาย" ของ "กิเลส" ให้ได้ (ก็ต้องเสีย)ไปเปล่าๆ ตราบโลกแตกเช่นกัน ดังนัน ผู้ทีเรยกตนเองว่า "พระ" จึงสมควรอย่างยิงทีจะควรรู้ตัวให้ดีว่า ตน นันมีสัญญากับ "คน" ไว้ว่า จะทําตนให้เปน "นาย" ของ "กิเลส" ให้ได้ ถ้ายังเปน "นาย" ของ "กิเลส" หรอได้ชือว่าเปน "พระอรยเจ้า" ไม่ได้ตราบใด ก็คือ ผู้นันยัง คงไม่มีประโยชน์แก่ "คน" อยู่ตราบนัน เพราะแม้ตนเองก็ไม่เปนประโยชน์ให้กับ ตนเองได้เลยสักนิดเดียว ยังคงมืดบอด ยังคงให้ "กิเลส" มันใช้เปนทาส เปน ขีข้าอยู่ ยังโง่เง่าอยู่เช่นเดียวกับ "คน" เช่นกันไม่มีผิด แต่ไม่ได้ทํามาหากินเอง จึงกลายเปนผู้เอารัดเอาเปรยบ "คน" ไปโดยควรรู้สึกละอายตัวเองให้มาก อย่าลืมว่า ตราบใด ตนยังเปน "นาย" กิเลสไม่ได้ คือยังไม่ได้ชือว่า "พระ อรยเจ้า" ตราบนัน ตนก็คือผู้ยังฆ่า "กิเลส" ตัวสัตว์โลกทีเก่งกาจนีไม่ได้เลย ไม่รู้จักแม้ตัว "กิเลส" นัน มีรูป-นามเปนอย่างไร? ไม่รู้จักเลยว่า จะฆ่ามันด้วยวธี ใดๆ เมือฆ่าให้ตัวเองไม่ได้ ก็ย่อมสอนใครไม่ได้ด้วย โดยแน่นอนจรงแท้ 130306 ประกายธรรม 02 ใครแปลคําว่า "คน" คือ "ผู้ประเสรฐ" ฯ โดย พ่อท่าน สมณะ โพธิรักษ์ หน้า 9 เพราะการฆ่าสัตว์โลกทีไม่มีตัวตนขัน "อรูปชีวต" นี จะต้องรู้จัก รูป-นาม ของมันแท้ๆ เสียก่อน ทีมันประกอบกันขึนมาเปน "ชีวต" เปน "ชาติ" อยู่ในโลก แล้วจึงจะแยกรูป แยกนามมันได้ มันจึงจะตายเพราะการฆ่า "อรูปชีวต" หรอฆ่า "ชีวต" ใดๆ ก็ตาม จะต้องฆ่าด้วยการแยกรูป แยกนามมันให้ขาดสะบันออกจาก กันเท่านัน และเปนวธีเดียวจรงๆ ทีจะทําได้อย่างแท้จรง สัมฤทธิผล และดับสูญ สินเชือจรงๆ ด้วย อันเรยกว่า "สมุจเฉท" ถ้าไม่รู้วธีแยกรูป แยกนามของสัตว์ โลก หรอของชีวตใดๆ แล้วละก็ ผู้นันยังไม่อาจฆ่าสิงใด หรอประหารสิงใดให้ ตายดับดินขันเด็ดขาด อย่างเรยกว่าเปน "สมุจเฉท" หรอเรยกว่า "แหงๆ" ได้เปน อันขาด ขอรับประกัน ดังนัน ถ้า "พระ" ผู้ใดรู้ตัว นึกละอายใจขึนมาบ้าง ก็ได้โปรดอย่าให้ "สัญญา" ทีตนให้ไว้กับ "คน" เปนแต่เพียงสัญญาๆ สัญญาๆ เปล่าๆ หลอกกิน ข้าวคนเขาฟรๆ เลย จงตังหน้าพากเพียรเรยนรู้ มุ่งทําตนให้เปน "นาย" ของ "กิเลส" ให้ได้ จึงจะได้พ้นคําครหานินทาได้ การเปนพระอรยบุคคลไม่ได้นีแหละ คือ การต้องได้รับคําครหานินทา และ ข้าพเจ้าไม่อยากเห็น "พระ" ได้รับคําครหา ไม่อยากฟง "คน" พูดใส่ร้ายปายสี "พระ" ไม่อยากเห็น "คน" ไม่เคารพ "พระ" แต่ก็ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร มากกว่า ทีกําลังทํา กําลังพูด กําลังเขียนอยู่นี 130306 ประกายธรรม 02 ใครแปลคําว่า "คน" คือ "ผู้ประเสรฐ" ฯ โดย พ่อท่าน สมณะ โพธิรักษ์ หน้า 10 เมือ "พระ" ไม่ช่วยตนเอง เอาแต่ถือดี ก็คือเปน "เวรกรรม" ของ "คน" และของ "พระพุทธศาสนา" เพราะเหตุนี มีคําพังเพยว่า "อย่าสอนสังฆราช" นัน เปนสิงทีทําให้ "คน" โดยเฉพาะ "คนไทย" เหมือนนําท่วมปาก สําหรับข้าพเจ้า ผู้ขอบอกกล่าวไว้เสียเลยว่า "ไม่มีชีวต" แล้ว จึงไม่กลัวตาย ไม่กลัว "คน" จะครหา หรอ"พระ" จะครหา หรอคนจะมาฆ่า มาแหกอก จึงได้ กล้าพูดออกมาดังนี ถ้าใครเห็นว่าข้าพเจ้าเปนภัย เขาผู้นันย่อมจะกําจัดข้าพเจ้า เองเปนแน่นอน แต่ถ้าใครเห็นข้าพเจ้ายังมีประโยชน์ เขาก็จะยังไว้ชีวตข้าพเจ้า เอง บางทีจะช่วยข้าพเจ้าเสียด้วยซําไป นันเอง เหตุและผลทีแท้จรง เพราะโลกนีมีอยู่ 2 เบืองเท่านัน ทีเรยกว่า "สมดุลยภาพ" มีถูกกับผิด มีดีกับชัว มีตายกับเปน มีจรงกับปลอม มีสู้กับถอย มีกล้ากับกลัว มีรักกับชัง มีนายกับทาส มีคุณกับภัย มียังเวยนว่ายมาเกิดอยู่กับ ปรนิพพานไป ดังนัน ถ้าใครมาฆ่าข้าพเจ้าเสียขณะนี ขณะทีข้าพเจ้ายังไม่ ปรนิพพานนี ข้าพเจ้าก็จะต้องเวยนว่ายมาเกิดอยู่ และก็จะต้องได้ให้ผู้ทีฆ่า ข้าพเจ้า ได้ชดใช้กรรมอยู่ ข้าพเจ้าจะกลัวทําไม ข้าพเจ้าไม่มีอะไรจะห่วง อยู่ก็ได้ ตายก็ได้ ดังนัน เมือยังรักจะอยู่ ก็อยู่อย่างให้ถูก อยู่อย่างให้กล้า อยู่อย่างตาย อยู่ อย่างจรง อยู่อย่างสู้ อยู่อย่างรัก อยู่อย่างมีคุณ อยู่อย่างเวยนว่ายมาเกิด และก็ เพืออยู่อย่างเปน "นาย" ดีกว่า โลกนีไม่แตก หรอทุกสรรพสิงไม่สลาย ข้าพเจ้าก็ จะขอเกิดขอตายเวยนว่ายอยู่กับปณิธานนี อยู่ในฝาย "ดุลยภาค" ข้างทีได้ออก 130306 ประกายธรรม 02 ใครแปลคําว่า "คน" คือ "ผู้ประเสรฐ" ฯ โดย พ่อท่าน สมณะ โพธิรักษ์ หน้า 11 นามมาแล้วนีให้ได้ทุกชาติ จนกว่าจะถึงวาระ คือ ถ้าโลกไม่สลาย ก็ข้าพเจ้าต้อง สลายไปเองด้วยปรนิพพาน นันแล ข้อเขียนนี จึงเขียนขึนโดยไม่เข้าข้างใคร จะพูดให้ถูกก็คือ อย่างไม่รักใคร และไม่ชังใคร เพือความแท้จรงเปนใหญ่ เพราะ "คน" มัวเมาอยู่แต่กับสิงทีหลอก ตัวเองว่า คือ "ผู้ประเสรฐเลิศสัตว์โลก" แต่หารู้ไม่ว่า ทีแท้ ผู้คิดอย่างนันนัน แหละ คือ คนโง่ เพราะผู้ฉลาดจรงๆ ต้องชนะ "กิเลส" ต้องเปน "นาย" ของ "กิเลส" ให้ได้ "กิเลส" มันไม่เคยอยู่นิง มันพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เพือให้คนหลง เพือ ให้คนรัก ให้คนบูชา ให้คนก้มหัวให้ และมันไม่เคยเหน็ดเหนือย มันได้แต่บงการ ใช้ให้คนคิด ใช้ให้คนทํา สังเกตได้จากทุกสรรพสิงในโลกทีเกิดขึนมานัน แม้หนัง แม้ละคร แม้ รถรา บ้านช่อง แม้แฟชัน แม้อาวุธยุทธภัณฑ์ในการสังหาร แม้เครองมือในการ เล่นเกม แม้อาหารของกิน ทุกอย่างแหละ มันหลอกล่อ มันพราง มันจ้าง "คน" โดยเอาความสนุก ความสะดวก ความสบาย ความสวย ความกลัว ความฉลาด ความยกย่อง ความเพลิดเพลิน ความอร่อย เปน "เบียจ้าง" ซึงไม่มีตัวมีตน มี แต่ลมๆ แล้งๆ เกิดขึนมาให้คนได้รับเดียวเดียว แล้วก็หายไป ไม่มีทราก อะไร เหลือไว้เลย แต่ "คน" ก็ไม่รู้ ไม่แจ้ง สู้อดตาหลับขับตานอน คิด ค้น สร้าง และ เสพอยู่อย่างไม่ลืมหูลืมตา เพือให้ได้ "อาหาร" อันเปน "เบียจ้าง" ทีเรยกกันว่า " 130306 ประกายธรรม 02 ใครแปลคําว่า "คน" คือ "ผู้ประเสรฐ" ฯ โดย พ่อท่าน สมณะ โพธิรักษ์ หน้า 12 ความ..." ทุกอันไป จรงหรอไม่คิดดู แล้วมองให้เห็นตัวสิงทีกล่าวถึงนีให้หมดให้ ได้ ยกตัวอย่าง การพัฒนาของกิเลสสักอย่าง สองอย่างก็ได้ เช่นเรองของ อาหารการกิน โดยแท้โดยจรงแล้ว การกิน คือ การเอาธาตุทีจําเปนแก่ร่างกาย บรรจุเข้าไปในกาย เพือมันจะได้สังเคราะห์เปนเนือหนังมังสา และกําลังวังชา นันคือ ความแท้จรง นันคือ ผลสุดยอดของการกิน แต่แล้วเจ้ากิเลสก็บังคับให้ คนเหน็ดเหนือย สร้างของกินให้เปนรูปร่าง ให้เปนอย่างนัน อย่างนี โดยเอา ความหอม ความมีรส ความสวยในรูปร่างสีสันมาเปน "เบียจ้าง" หลอกให้คน คิดค้น ทําอาหารออกมาเปนแบบต่างๆ ซึงทีจรง มันก็หาพ้น "วัสดุเดิม" อัน เปนอุปกรณ์ทีนํามาประกอบเปนอาหารนันไปได้ไม่ มิหนําซํา ยังต้องสูญเสีย บกพร่อง และขาดธาตุแท้ๆ ของอาหารนันไปเสียด้วย แต่ก่อนแต่ไร สมัยดึกดําบรรพ์ ก็ยังไม่มีอาหารกีอย่าง คนก็กินได้ อยู่ได้ แข็งแรงได้ ยิงกว่าคนเดียวนีเสียอีก เพราะพลังงานยังมีมาก ถูกหลอกเอาไปใช้ ในทางต่างๆ น้อย เช่นว่า ยังไม่มีเกมต่างๆ ให้เล่น ให้เสียพลังงาน ยังไม่มีหนังมี ละคร ให้ไปเสียพลังงานดู ยังไม่มีแฟชัน ให้ต้องไปซือไปหาไปเสียเวลา คนแต่ ก่อน มีเรองกินเปนเรองใหญ่ จึงมีเวลาเหลือแยะ พลังงานจึงมีมาก แข็งแรงกว่า 130306 ประกายธรรม 02 ใครแปลคําว่า "คน" คือ "ผู้ประเสรฐ" ฯ โดย พ่อท่าน สมณะ โพธิรักษ์ หน้า 13 คนสมัยนี พอ "กิเลส" ชักเห็นอาหารต่างๆ หรอของกินทีคนกินนันๆ ชักจะ ซําซาก "คน" ชักจะเบือ "กิเลส" ก็บงการให้คิดค้นแบบอย่างออกมา หัดปรุงหัด ทําให้แปลกขึน โดยเอาความอร่อย ความหอม ความน่ากินอีกนันแหละ หลอก ล่อให้คนคิดคนสร้าง เพือ "กิเลส" จะได้เห็นของใหม่ของแปลก โดยตนไม่ต้อง สร้างเลย "คน" ผู้ซึงแทนทีจะเห็นว่า การกินนัน เพียงเอาธาตุต่างๆ ทีร่างกาย ต้องการเข้าไปเท่านัน รูป หรอ รส หรอ กลิน ร่างกายไม่ได้เอาไปผสมปรุง หรอ ร่วมสังเคราะห์เปนส่วนหนึงส่วนใดของร่างกายเลย ไม่เลยจรงๆ เอาแต่ธาตุแท้ๆ ทีมีในเนืออาหารทีบรรจุลงไปในท้องจรงๆ หรอแม้ไม่ต้องได้รส ไม่ผ่านทางปาก ผ่านเข้าทางท่อสวม หรอฉีดเข้าไปทางเส้นสายส่วนอืน (เมือคราวจําเปน เช่น เปนไข้ หรอสลบ) ก็ได้เช่นกัน ไม่แปลกอะไร ร่างกายก็ไม่เคยอนาทร ดังนัน จงรู้เถิดว่า การพัฒนาอาหาร ให้มีรูปร่าง มีวธีการปรุง มีชือเรยก มี กลินหอม มีสีสวย มีรสแปลกเปลียน หรออะไรต่ออะไร ให้เปนทีวุ่นวายไปนัน เปนเพราะ "กิเลส" มันบงการสังให้คนทําทังสิน คนก็โง่ทําตาม แล้วลงท้ายคนก็ เหนือยเปล่า เพราะเมืออาหารถึงท้องแล้ว ก็เกิดผลเท่ากัน คือธาตุนันๆ ลงไป รวมกันอยู่ในกระเพาะ รูปสวย ก็ไม่เหลือ สีสวยก็ไม่เหลือ รสอร่อยก็ไม่เหลือ กลินดีก็ไม่เหลือ ผลคือร่างกายจัดการย่อยให้ละเอียด กรองเอาธาตุทีต้องการไป ใช้เท่านัน ดังนัน จึงเรยกได้ว่า เหนือยเปล่า โดยแท้จรง เพราะเห็นแก่ "ความ..." ทังหลาย อันเปน "เบียจ้าง" ที "กิเลส" มันหลอกจ่ายให้ 130306 ประกายธรรม 02 ใครแปลคําว่า "คน" คือ "ผู้ประเสรฐ" ฯ โดย พ่อท่าน สมณะ โพธิรักษ์ หน้า 14 แต่ก่อนร่อนชะไร "กิน" ก็ไม่โลดโผน ไม่ลวดลาย ไม่มีอะไรมาส่งเสรม มา ประกอบการกินให้มันครนเครงหรูหราอะไร แต่เดียวนี ลองค่อยๆ คิดย้อนมา จากยุคเก่า มาจนเดียวนีดูซิว่า มัน "พัฒนา" มาเท่าใด ถูก "กิเลส" มันหลอกให้ เหน็ดเหนือยมาเท่าใด มองเห็นได้ไหม ถ้าเห็นไม่ได้ ก็คงยังเปน "คน" เปน "ทาสของกิเลส" อยู่เท่าเดิม ถ้ามอง เห็นได้อย่างแท้ อย่างชัด อย่างจรงถึงใจ ผู้นันก็จะรู้สึกมีอาการโล่งใจและสว่างไสว และจะไม่ยอมรับ "เบียจ้าง" อันคือ ความอร่อย ความหอมหวาน ความสดสวย รวมทังความหรูหรา ความโก้ ความเพลิน ความไพเราะ อันเกิดขึนมีขึนเปนเบีย จ้างหลอก "คน" แค่แต่เรอง "กิน" เท่านัน ก็ลองคิดดูว่า "กิเลส" มันลงทุน "จ้าง" คนมาก ขึนอยู่มิได้หยุดจ้างด้วย "ลมๆ แล้งๆ" คือตัวชือ "ความ..." พวกนัน คนก็หลงได้ หลงดี ถ้าใครเห็นชัดสลัดตนออกได้จาก "เบียจ้าง" เหล่านัน ผู้นันก็ไม่เปน "ลูกจ้าง" ของ "กิเลส" จะกินก็ "รู้" ว่า กินธาตุทีจําเปนแก่ร่างกายเข้าไปเท่านัน กินอย่างไรจะ "ง่ายทีสุด" ทีมี "ภาระน้อยทีสุด" ที "เหนือยน้อยทีสุด" ก็ทําเอาให้ ได้อย่างนัน ก็สบาย ก็เบา ก็ไม่วุ่น ไม่ต้องเสียเวลา เสียอะไรต่ออะไรที "คน" หลง ยอมเสียกันอยู่ทุกวทุกวัน 130306 ประกายธรรม 02 ใครแปลคําว่า "คน" คือ "ผู้ประเสรฐ" ฯ โดย พ่อท่าน สมณะ โพธิรักษ์ หน้า 15 และลองคอยสังเกตไปเถิด "อาหาร หรอ ของกิน" ทีคนจะกินกันนี มันยัง จะมี "ววัฒนาการ" ยิงขึนไปกว่านันอีก มันจะมากเรองพิลึกพิลันขึนอีกจน "คน" เองก็จะไม่เชือเลย เพราะ "กิเลส" มันจะต้อง "เพิมเบียจ้าง" ให้เรอยๆ มากขึน มากขึน และมันจะให้เท่าใดก็ได้ เพราะมันไม่มีอะไร มันปนลมๆ แล้งๆ ขึนมา หลอก "คน" ผู้โง่ ก็หลงเห็นว่า "เบียจ้าง" เหล่านันมี ต้องเอา ต้องลนลานเอามา เสพ เอามาให้ตน แม้จะเหน็ดเหนือย เสียเวลายังไงก็ยอม ก็สู้ทน ยิงเรองแฟชัน หนัง ละคร อะไรนัน ยิงห่างความจําเปนแท้ๆ ของคนไปใหญ่ มันยิงเปนสิงที "กิเลส" หลอกอย่างหัวปกหัวปาเลย แฟชันอะไรนัน ไม่ต้องมีเลย คนอยู่ได้อย่างแท้ ไม่ตาย หนัง ละคร อะไรก็เถอะ เหมือนกัน แต่คนผู้โง่เง่า ก็ ต้องทุกข์ทน หลงหาเงินไปจ่าย ไปเสีย เสพแฟชัน เสพหนัง เสพละคร เพียงเพือ "เบียจ้าง" ทีเรยกว่า ความสวย ความโก้ ความสนุก ความ "มัน" ความอร่อย อะไรอย่างนันเท่านัน พอจบก็หมดลง มาตังหน้าตังตาหาเงินใหม่ เอาไปจ่ายไป เสพใหม่ ถ้าคนพวกนี ไม่เสพลองดูซิ แล้ว "รู้" แท้ๆ ให้ได้ว่า มันเปนของส่วนเกินที "คนโง่" เท่านันหลง เหน็ดเหนือย แล้วเอาเงินไปซือไปจ่ายเพือเสพมัน คนผู้นันก็ จะอยู่อย่างไม่เหน็ดเหนือย ไม่โง่ให้ "กิเลส" หลอก ชือว่าไม่เปน "ทาสของกิเลส" ได้แล้ว ยิงเห็นในสิงต่างๆ เรองต่างๆ มากอย่างชัดแจ้งขึน ก็ยิงจะยืนสง่าผ่าเผย เปนไทแก่ตัวได้มากขึน ก็ยิงจะเปน ผู้ "พ้นทุกข์" พ้นความเหน็ดเหนือยมากขึน 130306 ประกายธรรม 02 ใครแปลคําว่า "คน" คือ "ผู้ประเสรฐ" ฯ โดย พ่อท่าน สมณะ โพธิรักษ์ หน้า 16 ทุกวันๆ ลองคิดให้ดี ลองตรองให้แจ้งให้ได้ ใครเห็นใครแจ้ง ใครทําได้ ผู้นัน ก็ พ้นเหนือย ผู้นันก็พ้นทุกข์ด้วยตน คนอืนไม่เกียว ทําแทนกันไม่ได้เปนอันขาด ของจําเปน ทีแท้ๆ จรงๆ สําหรับ "ผู้ฉลาด" นัน มีเพียง 3 สิง คือ "ของกิน" อันได้แก่ธาตุต่างๆ ทีจะนํามันใส่ลงไปในท้องให้สังเคราะห์ เปนเนือหนังมังสาและ กําลังวังชา นันหนึง "ทีอยู่" เพราะคนเปนแท่งวัตถุกินเนือที ต้องมีทีให้มันอยู่ มีทีว่างให้มันแทรก เข้าไปอาศัย ถึงเวลานอนก็มีทีพอจะวางร่างลงไป ถึงเวลาเดิน ก็มีทีพอจะให้ร่าง มันแทรกไปในเนือทีเหล่านัน ถึงเวลาร้อนก็มีทีหลบ ถึงเวลาหนาวก็มีทีซุก เพราะเราจะไปห้ามอากาศไม่ให้มันร้อนหนาวนันไม่ได้ ก็เท่านัน นอกนันไม่ใช่ ความแท้ จะเปนบ้าน เปนเวยง เปนวัง เปนแท่ง เปนบัลลังก์ เปนอาณาจักรอะไรก็ ไม่ใช่ความจําเปนทังสิน "ทีอยู่" คือสถานทีทีพอดี ทีจะบรรจุ "ตัวเรา" ไว้ให้ เหมาะแก่กาลเวลาและเหตุการณ์ นีอีกหนึง อีกส่วนหนึงก็คือ "เสือผ้า" ซึงก็คือ เครองปกคลุมกายให้พ้นจากอากาศหนาวและปองกัน สัตว์กัน แมลงไต่ตอมกัดต่อย ก็เท่านัน และเท่านันจรงๆ ถ้าใครไม่ถูก "กิเลส" บงการ คือไม่หลง "ความโก้ ความสวย" อะไร "คน" หรอทีจรง ผู้พ้นจาก "คน" เปน "ผู้ฉลาด" ผู้นันก็จะอยู่อย่างสบาย ลอยลําอยู่อย่างดี ไม่อนาทร ไม่มีทุกข์ ร้อนทุรนทุรายอันใด 130306 ประกายธรรม 02 ใครแปลคําว่า "คน" คือ "ผู้ประเสรฐ" ฯ โดย พ่อท่าน สมณะ โพธิรักษ์ หน้า 17 "ยารักษาโรค" อีกสิงหนึง จะเรยกว่าจําเปนก็ได้ ไม่จําเปนก็ได้ ซึงถ้า "ผู้ ฉลาด" ผู้นี ถึงซึงความแจ้งอย่างจรงแล้ว "ยา" ก็อาจจะไม่จําเปนเลย บางทีเขา จะรักษาโรคได้เอง โ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน