130404 ประกายธรรม 05 ชาติหน้ามีจริงหรือ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.pdf
เนื้อหาในไฟล์
ห น้า 1 ประกายธรรม เรองที 5. ชาติหน้ามีจรงหรอ? 4 เม.ย. 2513 ความไม่แน่ใจ สงสัยข้อใหญ่ของปุถุชนทังหลายนัน เห็นจะได้แก่ปญหาที ว่า "ชาติหน้ามีจรงหรอ?" ทังๆ ที แม้จะเปนพุทธศาสนิกชนเองโดยแท้มาชัวอายุ ไม่รู้กีชันต่อกีระดับมาแล้วก็ตาม เขาเหล่านัน ก็ยังได้ชือว่า "งมงาย" อยู่นันเอง เพราะเขาเชือว่า พระพุทธเจ้านัน เปนผู้ประเสรฐสุด ทีควรเชือถือ เคารพ อย่างสูงสุด เพราะพระองค์เปนสัพพัญู รู้แจ้งในสิงต่างๆ อย่างถูกต้อง แท้จรง แต่กระนันก็ดี เขาก็ยังไม่เชือว่า ทุกสิงทุกอย่างเวยนว่ายตายเกิด (สังสาร) ตาม ทีพระพุทธองค์ตรัสสังสอนไว้ เมือเขาเชือและนับถือพระพุทธองค์ แต่เขายังไม่ เห็นจรงตามพระพุทธองค์ คนผู้นันจึงได้ชือว่าเปนคน "งมงาย" เพราะคําว่า "งมงาย" ก็คือ การเชือ โดยทีตนเองก็ไม่เห็นจรงแท้ตามนัน เรยกว่า เชืออย่าง "งมงาย" ยิงทุกวันนี ยิงดูเหมือนคนเหล่านัน จะคิดว่าตัวเองศิวไลซ์ หรอเจรญก้าว หน้า หรอฉลาดปราดเปรอง ยิงกว่าสมัยปู ย่า ตา ทวด และก็ยิงจะลังเลสงสัยยิง 130404 ประกายธรรม 05 ชาติหน้ามีจรงหรอ? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 2 ขึน จนไม่เชือเอาเลยว่า "ชาติหน้ามีจรง" และก็เพราะเหตุว่าไม่มีความเชือเสียเลย ว่า "ชาติหน้ามี" นีเอง จึงทําให้คนผู้คิดว่าตัวเองศิวไลซ์แล้ว เจรญแล้ว ก้าว หน้า แล้ว ทําอะไรก็ทําได้ตามอําเภอนําใจตนเอง มิได้ห่วงหน้าพะวงหลัง หรอคิด คํานึงระมัดระวังตัว ระวังใจอันใดเลย จิตปรารถนาอย่างไร ก็ทําเอาจนสม ปรารถนา จิตอยากอันใด ก็ตังหน้าตังตาให้ได้มาซึงความอยากอันนันให้ได้ แม้ด้วยการ "บังเบียด" ผู้อืนอย่างเบา ไปจนอย่างแรง ขนาดขันทีท่านสอน สังไว้ว่า มันเปนการกระทําทีตกนรกอเวจีอะไรก็มิได้พรัน มิได้กลัวเกรง ด้วย เหตุคิดได้ หรอฉลาดได้เพียงว่า เกิดมาก็ชาติเดียว ตายแล้วก็จบกัน "ชาติหน้า ไม่ม
อ่านต่อ
ีหรอก" "คน" ถ้ายิงมีกิเลสหนาเท่าใด ก็ยิงจะมองเห็นความแท้จรงไม่ได้เท่านัน หรอคือผู้ไม่มีธรรมะ ไม่เชือธรรมะเท่านัน นันเปนข้อพิสูจน์หรอเปนข้อวัด เปน มาตรการอันจะนําไปสอนกับใครๆ ก็ได้ ดังนัน คนทีทําชัว ทําเลวลงไปได้มากๆ ขนาดรู้ตัวว่าสิงทีตนทําอยู่ในขณะ นีคือ "ความเลว-ความชัว" แต่ก็ยังก้มหน้าก้มตากระทํา "ความเลว-ความชัว" นันอยู่อย่างตังอกตังใจนัน ผู้นันแหละ คือผู้อยู่ใต้อํานาจของ "กิเลส" อย่างสิน พละกําลัง ทังๆ ทีรู้ว่าตนกําลังเปนผู้กระทําในสิงที "คน" หรอ "มนุษย์" ไม่ควรทําเลย เพราะไม่ใช่ "สิงประเสรฐ" สมชือมนุษย์เสียเลย แต่ก็ยังอุตส่าห์ทํา ทังรู้ๆ นัน 130404 ประกายธรรม 05 ชาติหน้ามีจรงหรอ? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 3 แหละ ก็คิดดูเถิดว่า คนผู้นี เขามีอะไรบังคับข่มขู่เอาไว้ใช่ไหม จึงได้ยอมทําเลว ทําชัวได้ทังรู้ๆ เช่นนัน ถ้าคิดเผินๆ ก็จะตอบว่า "ใช่แล้ว" คนผู้นัน ถูกบังคับข่มขู่ให้ทําอะไรล่ะ หรอใครล่ะ บังคับ? บางคนก็จะต้องตอบว่า "กิเลส" ทังปวง บางคนก็จะต้อง ตอบว่า "ตัณหา" หรอ "อุปาทาน" ทังปวงนันเอง บังคับ แต่โดยแท้แล้ว "ไม่ใช่ หรอก" กิเลสก็ดี ตัณหาหรออุปาทานก็ดี มันไม่สามารถจะบังคับใครได้ นอกจากมันจะหลอกล่อ หรอเล่นกลลวงเอากับมนุษย์ จนมนุษย์ยอมทําตาม เพราะ "ไม่รู้" เท่าทันเท่านัน ถ้าผู้ใด "รู้" เท่าทันหรอ "รู้" จรงๆ แท้ๆ แล้ว ผู้นันจะไม่ยอมทําตาม "กิเลส" หรอทีเรยกอยู่เมือกีว่า ทําตาม "กิเลส" บังคับข่มขู่อยู่เปนอันขาด เพราะ "กิเลส" บังคับข่มขู่ใครไม่ได้ มันไม่มีพลังอํานาจถึงขนาดอย่างนัน "คน" ต่างหาก ทีไป "หลง" กิเลส ไปเชือกิเลสมันหลอก มันดึงเข้าพรรคเข้าพวกเอา และข้อใหญ่ข้อหนึงทีกิเลสมันหลอก มันลวง มันครอบงํา เปาหู อยู่ทุกวันนี มันพยายามบอกกรอกหูไว้เสมอว่า "ชาติหน้าไม่มีหรอก" มันไม่บอกเปล่า แถม ยังหาข้อแย้ง ข้ออ้าง ข้อพิสูจน์อะไรต่างๆ มาอธิบาย มาเปนตัวอย่าง มาชีแจงให้ "คน" หลงเชือตามมันให้ได้เสียด้วย ผู้ทีคิดว่า ตนศิวไลซ์ ตนฉลาด ตนเจรญก้าวหน้า นันแล คือผู้ "หลง" เชือ "กิเลส" พวกนี และแล้วก็ได้กระทําการประพฤติตนอยู่อย่างคนไม่เชือว่า "ชาติ หน้ามีจรง" ตามที "กิเลส" มันหลอก 130404 ประกายธรรม 05 ชาติหน้ามีจรงหรอ? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 4 ถ้าใครยังเชือว่า "ชาติหน้ามีจรง" ไม่หลงเชือตาม "กิเลส" มัน ผู้นันก็จะไม่ กระทําชัว เพราะต้องกลัวบาป จะตามไป "ชาติหน้า" คนผู้มีการประพฤติตนอยู่อย่างคนไม่เชือว่า "ชาติหน้ามีจรง" จึงเปนภัยกับ คนอืนๆ ใดๆ เปนภัยกับสังคม เปนภัยกับโลก เพราะเขาไม่ห่วงความดีความชัว เขาไม่ห่วงหน้าพะวงหลังแต่อย่างใด เขาจะไม่เชือบาป ไม่เชือบุญ เขาจะอยู่อย่าง อิสรเสรเต็มที ใครทํา-ทํา ใครแย่ง-แย่ง ใครโกง-โกง ใคร่เห็นแก่ตัวใดๆ ทําได้ ทุกกรณี ไม่มียางอาย ไม่มีหวันเกรง ไม่มีกระดาก จงสังเกตดูเถิด แม้ใน คนผู้มีฐานะดี คนผู้มีความรู้สูง คนผู้มียศถา บรรดาศักดิ คนเหล่านีย่อมอยู่ในข่ายของผู้ไม่เชือว่า "ชาติหน้ามีจรง" ทังสิน ถ้าผู้นัน ทําชัว ทําเลวอย่างไม่อายให้เราเห็นเราทราบ ทําไมข้าพเจ้าจึงยืนยัน นักหนาว่า คนพวกนีเปนคนไม่เชือว่า "ชาติหน้ามีจรง" ก็เพราะเหตุว่า เขา กระทําชัวได้ กระทําเลวได้นันเอง คนผู้เชือว่า "ชาติหน้ามีจรง" อย่างถ่องแท้ใจ จะไม่กล้าทําชัว ทําเลวเปนอัน ขาด แม้นิดแม้น้อย เพราะย่อมไม่มีใครอยากให้มีดบาดมือ แม้จะแผลเล็กแผล น้อย ย่อมไม่มีใครอยากให้ไฟไหม้ หรอไฟลวก หรอแม้ไฟสัมผัสส่วนใดของ ร่างกาย แม้แต่นิดแต่น้อย นันเปนข้อพิสูจน์ ทุกคนรู้ดีว่า มีดบาดมือมันเปนบาป เปนภัย ทุกคนรู้ดีว่า ไฟไหม้ ไฟลน มันเปนบาป เปนภัย มันเปนผล เปนทุกข์ เปน โทษ เจ็บปวด ทุกคนเชือ ทุกคนเข้าใจดี รู้ซึง รู้แท้ ถึงผลของบาปในการถูกมีด บาด ผลของบาปในการถูกไฟไหม้ 130404 ประกายธรรม 05 ชาติหน้ามีจรงหรอ? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 5 ดังนัน คนจึงไม่ยอมให้บาปอันเกิดจากมีดบาด หรอถูกไฟไหม้เกิดขึนกับ ตนเปนอันขาด แม้จะเล็กจะน้อยปานใด นีจึงเรยกว่า ผู้นีมีความเชืออย่างจรงว่า การถูกมีดบาด การถูกไฟไหม้ นันเปนบาป เชืออย่างสนิทใจ เชืออย่างซาบซึง จึงไม่ยอมแตะต้อง "บาป" อันจะเกิดจากถูกมีดบาด เกิดจากถูกไฟไหม้ เปนอัน ขาด ดังนี จึงจะเรยกว่า "เชือ" เพราะฉะนัน การทียังมีการทําชัว ทําเลวอยู่ ทังๆ ทีรู้ตัวดีว่า ตนยังแตะ ต้อง "ความชัว-ความเลว" อยู่นัน ผู้นัน จึงได้ชือว่า "ไม่เชือ" ว่า "ชาติหน้ามีจรง" ถ้าเชือว่า "ชาติหน้ามีจรง" จรงๆ แล้ว ก็จะไม่กล้าให้ "ความชัว-ความเลว" อันต้องเปน "บาป" แตะต้องแปดเปอนชีวตไว้เปนอันขาด เพราะ "บาป" มันให้ผล เปนทุกข์ เปนภัย และเจ็บปวด ทรมานแน่ๆแท้ๆ แต่มันอาจจะให้ผลในโอกาสต่อ ไป ซึงก็จะเปน "ชาติหน้า" เสียแหละมาก มันเนินนาน ยืดเวลาออกไปอีกเท่านัน แต่เปนจรง เปนแท้ เหมือนมีดบาด เหมือนไฟไหม้ ยังไงก็ยังงัน ถ้าผู้ใด เชือจรงๆ เชือแท้ๆ ได้ว่า "ชาติหน้ามีจรง" จะไม่กล้าแตะต้อง หรอ กระทําสิงใดอันตัวเองรู้ว่า จะก่อ "บาป" เลยจรงๆ ด้วยดังนีแหละ ข้าพเจ้าจึงขอ ยืนยันว่า คนผู้ใดยังกระทําชัว ยังประพฤติตนในทางทีไม่ดี ทังทีรู้โทษ รู้คุณมัน อยู่ คนผู้นันคือ ผู้ไม่เชือว่า ชาติหน้ามีจรงโดยแท้ ถ้าผู้ใดเชือว่า ชาติหน้ามีจรงๆ โดยแท้แล้ว จะไม่กล้าแตะต้องความชัว หรอแตะต้องสิงทีจะเกิดบาป ทีตนรู้ตนเห็นได้ชัดๆ แจ้งๆ เปนอันขาดจรงๆ 130404 ประกายธรรม 05 ชาติหน้ามีจรงหรอ? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 6 ถ้าอยากพิสูจน์อีกด้านหนึง ก็จงให้ไปเสาะหาถามไถ่ หรอสังเกตเอาจากคน ผู้ระลึกชาติได้ หรอคนผู้ตายไปพบเห็นนรก เห็นสวรรค์ แล้วฟนขึนมานันเถิด คนผู้ประสบดังนันกับตนเอง จะเชืออย่างสนิทใจเลยว่า "ชาติหน้ามีจรง" แล้วจะ ไม่กล้าแตะต้องสิงทีเปนบาป หรอ ความชัวทีจะก่อบาปเปนอันขาด เหมือนคน เชือว่า มีดบาดเปนบาป เปนภัย ก่อทุกข์ ไฟไหม้เปนบาป เปนภัย ก่อทุกข์ "ความสนิทใจ" หรอ "ความซาบซึงใจอย่างแท้จรง" นี เปนเรองทีเกิดใน "คน" ได้ยากยิง มีคนส่วนมากเข้าใจว่าตน "รู้" ตน "เข้าใจเพียงพอ" ก็พลอยคิด ว่า ตนอยู่ในสภาวะ "สนิทใจ" หรอ "ซาบซึงใจ" อย่างแท้จรงแล้วในสิงทีตน "รู้" และตน "เข้าใจ" นันๆ แต่แท้จรง ยังหรอก เหมือนกับหลายๆ คนทีกําลังอ่าน เรอง "ชาติหน้ามีจรงหรอ?" อยู่นี ก็คงจะคิดว่า ตนเอง "เชือ" ว่าชาติหน้ามีจรง แต่แท้จรงนัน "เชือ" อย่างนันเอง เชือเพียงเผินๆ ไม่ได้เชืออย่างสนิทใจ หรอ ถ่องแท้ ซาบซึงใจอะไร เท่ากับเชือว่า มีดบาด ไฟไหม้ จะเปนบาป เกิดทุกข์ หรอก ลองคิด ลองชังใจตนเองดูดีๆ เปนอย่างนันแทบทังนัน จึงยังคงเปนผู้กล้า ทําชัวอยู่ ยังไม่มีหิรโอตตัปปะ (การละอายบาป การกลัวบาป) แท้ๆ ได้สักที หรอใครคิดว่า ตัวเองพ้นแล้วในการทําชัว ทําเลวในชาตินี ได้หยุดทําแล้ว จรงๆ ละเว้นแล้วจรงๆ มีไหมเอ่ย? แต่ก็ต้องมีอยู่อย่างแน่ๆ ในจํานวนของ พุทธศาสนิกชน เพราะพุทธศาสนิกชนแท้ๆ ปฏิบัติแท้ นันมีอยู่ และผู้ทีได้หยุด ทําชัว ทําเลวได้ด้วยสติตัวผู้นัน ย่อมได้ชือว่า ผู้ถึงกระแสแห่งพระนิพพานนันแล ดังนัน เรามาทําความเข้าใจในเรอง "ชาติหน้า" กัน ให้ดีกันดีกว่า 130404 ประกายธรรม 05 ชาติหน้ามีจรงหรอ? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 7 คําว่า "ชาติหน้า" ก็หมายความว่า "มีสิงเกิดใหม่" และสิงทีเกิดใหม่นัน ก็ ต้องเนืองมาแต่สิงเก่าไปผุดโผล่ขึนมาใหม่ เปนชีวตใหม่อีกที เรยกกันว่า "ชาติ หน้า" นันคือ ความหมายคําว่า "ชาติหน้า" และก็ถูกต้องทีสุดแล้ว เพราะ "ชาติ" ก็แปลว่า "การเกิด" ชาติหน้า จึงหมายความว่า การเกิดอีกใหม่ในคราวต่อไป เรองการเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดใหม่วนเวยน เวยนวนอะไรกันไม่รู้จบ สินนี เปนเรองทีคนสงสัยกันจรง ว่ามันจะเปนไปดังนันจรงๆ หรอ? ทําไมจะต้อง เกิดใหม่ ทําไมจะต้องต่อเนืองกันอยู่อย่างนัน ถ้าผู้ใดเข้าใจคําว่า "วัฏฏะ" อันคือคําว่าหมุน ว่ากลม ว่าวน "ไม่มีหัว ไม่มี หาง" ได้ และเข้าใจคําว่า โลกนี หรอ โลกไหนก็ตาม มันมีอยู่ 2 สภาวะเท่านัน คือ ตายกับเปน หรอนิงกับเคลือน หรอมีกับไม่มี หรอหายไปกับคงอยู่ หรอรูป กับนาม หรออะไรก็ได้ทีเปนสภาวะคู่ ลองนึกคิดเอาเองก็ได้ ถ้าใครเข้าใจดังนี ก็ จะเข้าใจการวนเวยนของการเกิดกับตายได้ง่าย และซาบซึงใจได้ดี เพราะมันไม่มีอะไรเกิดใหม่ และไม่มีอะไรสูญหายไปเลยในโลกนี นอกจาก มันวนเวยนเปลียนแปรสภาวะอยู่เท่านัน จากเกิดแล้วก็ตาย จากตายแล้วก็เกิด จากรูปแล้วก็นาม จากนามแล้วก็รูป หรอจากใหญ่แล้วก็เล็ก จากเล็กแล้วก็ใหญ่ จากช้าแล้วก็เร็ว จากเร็วแล้วก็ช้า เปนอยู่ดังนีเรอยไป 130404 ประกายธรรม 05 ชาติหน้ามีจรงหรอ? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 8 อะไรทีมันมีอยู่ มันก็แสดงความมีอยู่ออกมาให้เห็น และเมือมันยังไม่ตาย มันก็จะแสดงตัวค่อยๆ ใหญ่ขึนๆ ๆ ๆ แต่ถ้าสิงทีมีอยู่นีตายลง มันก็จะแสดงตัว ค่อยๆ ละลายไป หรอค่อยๆ เล็กลงๆ ๆ ๆ มันก็มีอยู่เท่านันเอง ในโลกนี ไม่เห็นจะมีอะไร ไม่ตายก็เปน ไม่ใหญ่ก็เล็ก ไม่คงอยู่ก็สูญหายไป ก็เท่านัน ดังนันเมือเราเกิดมาแล้ว มันก็คือ "เปน" แล้วก็ต้อง "ตาย" เมือ "ตาย" แล้วจะไปไหนล่ะ ก็ต้องกลับมา "เปน" อีกจนได้นันแหละ เพราะไม่เช่นนันอะไรล่ะ จะกลับมา "เปน" ถ้าไม่ใช่เรา เพราะในโลกนี ไม่มีอะไรเกิดใหม่ และไม่มีอะไร สูญหายไป แม้ปราชญ์ชันไอสไตน์ ยังไม่ถึงขันพระพุทธเจ้าเลย ยังยืนยันว่า โลกนีมี แค่สสารกับพลังงาน และไม่มีอะไรสูญหายไปไหน มีแต่การแปรสภาพ และ เคลือนทีเท่านัน แต่พระพุทธองค์รู้มากกว่าไอสไตน์อีกว่า นอกจากแปรสภาพและเคลือนที แล้ว ก็หมุนวนเวยนเปนวัฏฏะอยู่ แล้วก็ต่อเนืองเปนไปด้วย "กรรม" และแม้การ ตัดวัฏฏะของสิงใดๆ ให้ขาด ทําอย่างไร พระพุทธองค์ก็ทราบวธี หรอจะนํา "พลังงาน" มาใช้ในรูปใด พระพุทธองค์ก็ทรงสามารถทําได้ทังสิน เมือมันไม่มีอะไรอืนอีก มันก็มีสิงทีมันมีอยู่เท่านัน ก็จรงไหมล่ะ ทุกคนลอง คิดดู ดังนันสิงทีเปนไปอยู่ในโลกเรานี มันก็คือ ความหมุนเวยน การเปลียน สภาวะของสมบัติต่างๆ ทีมีอยู่ในโลกนีเท่านัน ไม่มีอืนใดอีกเปนอันขาด 130404 ประกายธรรม 05 ชาติหน้ามีจรงหรอ? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 9 ด้วยเหตุนี สภาวะต่างๆ ทีมันเกิดมา มันก็จะต้องเกิดมาจากสมบัติทีมีอยู่ และก็ต้องแน่นอนทีสุด สภาวะใดทีอุบัติใหม่ขึนมา มันก็จะต้องอุบัติมาจาก สภาวะเก่า และจะต้องต่อเนืองกันไปเปนลําดับๆ จะไม่ขาดสายจากกันได้เปนอัน ขาด เรยกว่า "สัมพันธภาพ" ทีไอน์สไตน์ เรยกว่า "Relative" นันเอง สิงทีจะร่วมการเกิด การผสมผเส หรอรวมตัวขึนมา ก็จะต้องเปนสิงทีอยู่ ใกล้ๆ กันนีเองแหละ มันจึงจะเกิดการ "ร่วม" หรอการ "รวมตัว" กันได้ ถ้ามัน อยู่กันคนละฝงละแดน มันก็ย่อมจะนํามา "ร่วม" หรอ "รวมตัว" กันไม่ได้แน่ๆ สิงทีจะเปนไปต่อเนืองกัน มันก็ต้องอยู่ในสถานที อยู่ในเวลา และอยู่ในสภาพทีจะ นํามาร่วม มาหมุน มาผสมผสานกันไปได้พอดี และมีโครงสร้างทีพอเหมาะ พอ เจาะกันในวาระนันๆ ด้วย มันจึงจะเปนกฎธรรมดาๆ ถ้าไม่เช่นนัน ก็เปน ปาฏิหารย์ เปนเรองเกินกว่าเหตุ เปนเรอง "ผีจับยัด" หรอเปนเรองทีเรยกใน สํานวนว่า "พระเจ้าสร้าง" แต่แท้จรง เรองของ "พระเจ้าสร้าง" นัน ก็จะต้องสร้างตามเหตุตามปจจัย จะจับ "ยัด" เอา "หัวแดง ตาสีฟา" ของฝรัง มาต่อให้ "ร่างเล็ก ผิวขาวเหลือง" ใน เมืองไทย โดยไม่มีการเกียวข้องกันเลย ไม่ว่าจุดใดนัน ไม่มี "พระเจ้า" องค์ไหน บันดาลได้ หรอ "ผี" ตนใดจับยัดใส่ได้ ถ้าขืนอยู่กันคนละฟากโลกดังนีละก็ จะ เกิดได้ เปนได้ จะต้องมีทีมาเกียวโยงติดต่อซึงกันและกันมาเสมอ ไม่เมือใดก็เมือ หนึงเปนแน่แท้ จะเกิดโดยไม่มีเหตุนัน เปนไปไม่ได้เด็ดขาด 130404 ประกายธรรม 05 ชาติหน้ามีจรงหรอ? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 10 ส่วนสภาวะใด จะดี จะเลว จะเปนไปในรูปใด อย่างไร มันก็ต้องขึนอยู่กับการ ผสมปรนปรุง หรอสร้างขึนมา แล้วใครล่ะ เปนผู้สร้าง ถ้าไม่ใช่ตัวเราเองอีก ด้วยประการดังนี "คน" ผู้ตายโดยไม่ "สินกรรม" และไม่ใช่ "สินอายุ" คือ ตายโดย "อุปทวเหตุ" ซึงเกิดการบังเอิญ เพราะกรรมใหม่ของตนเองกระทําขึน เรยกว่ายังไม่ถึงคราวตายแต่ตาย คนผู้นีจะมีโอกาสมาเกิดใหม่ได้อีก และส่วน มากมาเกิดเร็วด้วย ยังไม่ต้องไปตกนรกหรอขึนสวรรค์ตามแรงกรรม ยังจะได้ รับอนุญาต (ทีจรง ไม่มีใครอนุญาตหรอก นอกจากแรง "ตัณหา" ของตนเอง) ให้มาเกิดเปน "คน" อีก จึงมักจะเกิดวนเวยนอยู่ใกล้ๆ เช่น เกิดใหม่มาเปนลูกของ ลูก (คือ เช่นพ่อ หรอแม่ ตายแล้ว กลับมาเกิดเปนลูกของลูก) หรอเปนน้องของ ตัวเองอีกที (ชาติก่อน เปนพี ชาติใหม่เปนน้อง) หรอเกิดอยู่ในเครอของคนบ้าน ใกล้เรอนเคียง หรอห่างไปหน่อย ก็ไม่ไกลข้ามฟาก ข้ามแดน ข้ามจังหวัด ข้าม ภาคอะไรไปนัก ยังเกียวเนือง วนเวยนกันอยู่ในส่วนใกล้เคียง เปนต้น แต่ถ้าคนตายอย่างธรรมดา คือ ตายโดย "สินอายุ" ก็จะต้องไปจมอยู่บน สวรรค์ หรอตกอยู่ในนรก อีกนานแสนนาน กว่าจะได้กลับมาเกิดอีกใหม่ เพราะ "คน" นัน "ตัณหา" เปนแรงนําเกิดเสมอ เมือมี "ตัณหา" หนัก เห็นแก่ตัวมากใน ขณะเปน "คน" ก็ก่อ "บาป" ไว้มาก และ "คน" ส่วนมากมักจะอยู่ในจํานวนนี คือ เห็นแก่ตัวและยอม "ก่อบาป" ไว้ด้วยแรงตัณหาทีเห็นแก่ตัวนีเอง บาปจึงสะสม มาก และจะต้องไปตก "นรก" เสียก่อน 130404 ประกายธรรม 05 ชาติหน้ามีจรงหรอ? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 11 ดังพระพุทธองค์ตรัสไว้ในอังคุตตรนิกาย เอกนิบาตว่า "... คนทีตายไปแล้ว กลับมาเกิดเปนคนได้อีกนัน มีจํานวนน้อยนัก ส่วนทีตายไปแล้ว ไปเกิดในนรก ไปเกิดเปนสัตว์เดรัจฉาน ไปเกิดเปนเปรตนัน มีจํานวนมากกว่ามากนักโดย แท้จรง..." ดังนี เปนต้น และแม้จะไม่ตก "นรก" ก็จะไปเกิดบนสวรรค์เสีย ก็มีจํานวนไม่น้อย (แต่ก็ มีจํานวนน้อยกว่าไปตกนรกแน่ๆ) ทีไปเกิดบนสวรรค์นัน ก็เพราะแรง "ตัณหา" อีกนันเอง คือ ผู้ทีระลึกเห็น "สวรรค์" เปนแดนสุข ปรารถนาสวรรค์เปนถินทีน่า อยู่น่าไป นันคือ ผู้แสวง "บุญ" แสวง "กุศล" จึงพยายามทําบุญทําทาน ทํากุศล ต่างๆ อันจะพึงมีโอกาสทําได้ก็เพียรทํา จิต (อันเต็มไปด้วยตัณหา) ก็มุ่ง "สวรรค์" มุ่ง "สุข" บนแดนสวรรค์ทุกครังไปทีทําบุญทําทาน ทํากุศล เมือสะสมบุญ สะสม กุศลไว้มากเพียงพอ ก็ย่อมต้องไปเกิดเสพสุขตาม "กรรมทีตนได้ก่อ" ได้สะสมไว้ นันอย่างแน่นอน ถ้า "เหตุ" คือ บุญ-กุศล มากกว่า บาป-อกุศล ผู้นันจะต้องขึนสวรรค์ ไม่มี ปญหา และก็จะไปจมอยู่บนสวรรค์อีกเนินนาน จนลืมชีวตเก่าๆ อันเคยเปน มนุษย์ทุกอย่างทุกประการ และก็อีกเช่นกัน ผู้ไปเปนเทพบุตร เทพธิดา อยู่บนสวรรค์นัน ก็คือ ผู้จมอยู่ กับ "กามตัณหา" อยู่อีกนันเอง เมือมีแต่ "สุข" ก็จะหลงระเรงอยู่แต่กับ "สุข" นัน บังเบียดผู้อืน และบังเบียดตัวเอง เสพสุขอันเปนกามนันเอง อยู่บนสวรรค์ ไม่ 130404 ประกายธรรม 05 ชาติหน้ามีจรงหรอ? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 12 ก่อความบรสุทธิผ่องใสให้แก่ "จิต" ตนเองแต่อย่างใด เมือ "กินบุญ" ทีสะสมไว้ นันจนหมดจนสินแล้ว ก็จะเกิดเปนสัตว์อืนอีกต่อไป เมือตายจากชาตินัน และส่วนมาก แม้เทพบุตร เทพธิดาก็ดี พระพุทธองค์ก็ตรัสไว้อีกนันแหละ ว่า "...เทวดา ทีตายจากสวรรค์แล้ว จะได้มาเกิดเปนคนในเมืองมนุษย์อีกนัน ก็ ยากกว่ายาก ส่วนมากไปเกิดในแดนนรก เปนเปรต เปนเดรัจฉาน เสียแหละ มาก" เพราะกินบุญเก่าเสียจนเกินทุนเสียเปนส่วนใหญ่ ดังนัน การจะเกิดเปน "คน" จึงไม่ใช่ของง่ายเลย แม้ผู้ทีเชือว่า "ชาติ" นัน ติดต่อๆ กันไปตามลําดับ เปนชาติแล้วชาติเล่า หรอ "การเกิด" ต้องติดต่อกัน ตามลําดับๆ เหมือนลูกโซ่ จะเปนความจรงก็ดี จึงควรจะเรยนรู้ให้ได้ว่า การเกิดทีดี ทีประเสรฐสุดนัน ไม่มีแดนไหนประเสรฐเท่าแดนมนุษย์หรอ เกิดเปนคนนีได้เปนอันขาด ความเปนมนุษย์ คือความเปนกลาง เปนความ บรสุทธิถ้วนทัว เพราะจะสร้าง "กรรม" ใดๆ ก็ได้ เร็วกว่าเกิดใน "ภพ" ใน "ภูมิ" อืนๆ และได้รวดเร็ว เปนผลได้สูงกว่าสัตว์โลก ใน "ภพ" ใด "ภูมิ" ใด ทีนี ก็คงมีผู้อยากจะทราบบ้างกระมังว่า แล้วทําอย่างไรล่ะ จึงจะได้เกิดมา เปน "คน" อีก ก็อยู่ทีแรง "ตัณหา" และแรง "กรรม" นีอีกนันแหละ ผู้อยากเกิดเปน "คน" อีก จะต้องมี "ตัณหา" คือจิตมุ่งจะเกิดเปนคน อย่ามุ่งไปเปนเทพบุตร เทพธิดา อยู่บนสวรรค์นันหนึง หรอทําบุญทําทาน อย่าไปตังจิตหวังบุญหวังกุศล และจง ประกอบ "กรรม" ให้ดี ให้พอเพียงทีจะยังพออยู่ในภพมนุษย์นีได้ด้วย 130404 ประกายธรรม 05 ชาติหน้ามีจรงหรอ? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 13 ก่อ "กรรม" อย่างไร ถึงจะเรยกว่า ให้ดี ให้พอทีจะอยู่ในภพมนุษย์ "กรรม" ทีว่านันก็คือ จะต้องไม่ทําชัวทําเลวมากเกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของชีวต การจะรู้ ว่าตนเองทําชัวทําเลวได้แค่ใดนัน ก็จะต้องให้พระอรยบุคคลขึนไป จึงจะตัดสิน ชีขาด หรอเปนตุลาการให้ใครได้ ตัวมนุษย์ผู้ใด หรอปุถุชนคนใดก็จะชีขาด หรอ มองความชัว ความเลวของตัวเองออกนัน หาได้ยากยิง จึงไม่รู้ว่า ตนก่อความ ชัวหรอความเลวไว้เท่าใด แต่ถ้าจะให้ดีก็คือ ต้องมี "สติ" ให้ได้เสมอ แล้วก็พยายามรู้ให้ได้ทุกลม หายใจเข้าออกว่า เราทํา-พูด-คิดอยู่ทุกขณะนี อันใดรู้สึกว่าไม่ควร ไม่ถูก ไม่ ตรง ไม่ชอบ ก็ให้งดเว้นเสีย ทําแต่ทีควร ทีถูก ทีตรง ทีชอบ ทําดังนีเสมอ ทําทุกเวลา ทุกวนาที ทุกลมหายใจเข้าออกให้ได้ ผู้ทีทําได้อย่างนีเกินกว่า 50 เปอร์เซนต์ของชีวต ทังการไม่ลืมตัว คือ "มี สติ" และทังการได้ประพฤติในการทํา-พูด-คิด ในทางทีดี ทีควร ทีถูก ทีตรง ที ชอบละก็ ผู้นีก็จะมีโอกาสเกิดเปนมนุษย์ได้แน่ๆ ถ้าทําได้น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ คือทําไม่ดี ทําไม่ถูก ไม่ตรง ไม่ชอบ เกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ผู้นันก็คือ ผู้มี "บาป" ต้องตกนรกนันเอง ก็ย่อมไม่ได้เกิดมาเปนมนุษย์ ดังนัน ต้องพยายามสะสม "กรรม" ดังกล่าวแล้ว ให้เกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ขึนไปให้ได้ มากเท่าใด ยิงได้เกิดเปนมนุษย์แน่นอนมากเท่านัน และเปนมนุษย์ที กําเนิดดี มีเผ่าพันธุ์ดี ตามแรง "กรรม" ของตน 130404 ประกายธรรม 05 ชาติหน้ามีจรงหรอ? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 14 และอีกอย่างทีต้องขอเน้นก็คือ ใน "กรรม" ทีตนปฏิบัตินันๆ จะเปนทาน เปนกุศลใดก็ตาม อย่าไปตังจิตอธิษฐานเปนสุข เปนสวรรค์เปนอันขาด ให้ทําไป โดยบรสุทธิ ทําไปโดยไม่หวังอะไร ทําไปโดยให้แจ้งใจตนเองให้ได้ว่า เราทําเพือ สํารอกใจเราเท่านัน ทําเพือการไม่ตระหนีถีเหนียวเห็นแก่ตัว ทําเพือประโยชน์ โลก ประโยชน์ของสิงทีเกิดอยู่นันโดยตรงโดยแท้ เช่น การทําทานแก่คนจน เราก็จงให้คนจนนันไป โดยเพือให้เขาได้ใช้ สมบัติทีเราให้นีเปนการจุนเจือ เอือเฟอคนจนคนนันจรง ด้วยเมตตา ด้วยกรุณา มุทิตา และต้องไม่หวังผลตอบแทนใดๆ จากการทําทานนีด้วย ทําใจให้บรสุทธิ วางเฉย และเช่น ทําบุญโดยช่วยสร้างโรงพยาบาล ดังนี ขณะทีทําก็จงทําโดยตรงๆ ทําโดยอย่าไปคิดเพือลาภ เพือยศ เพือสรรเสรญใดๆ เปนอันขาด ถ้าเราทําก็ เพราะเรามีเงิน หรอมีสมบัติจะทํา แล้วก็ให้มันเปนสถานทีดํารงประโยชน์แก่ สัตวโลก หรอมนุษย์อืนๆ ได้คลายทุกข์ อันเกิดจากเจ็บไข้ และก็อย่าไปหวังแม้ สวรรค์สมบัติอีกด้วยเช่นกัน การทําบุญ ทําทาน ทํากุศลใดทุกครังทุกครา ต้องพยายามทําให้ได้ดังนี เมือทาน-บุญ-กุศลมันเกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ขึนไป และเราไม่ได้หวังสวรรค์ สมบัติอันใดเปนแน่แท้ เราก็เปนอันหวังได้ว่า เราจะเกิดมาเปนมนุษย์ มาเปนคน อีกในชาติหน้า และจะสู่ดีด้วยตาม "กรรม" ทีเราได้สังสมเปน "บารมี" ของเรา และจะเวยนมาเกิดเร็วด้วย 130404 ประกายธรรม 05 ชาติหน้ามีจรงหรอ? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 15 ดังนัน จงแน่ใจเสียเถิดว่า ผู้เปน "คน" ในชาตินี จะได้เกิดมาเปน "คน" อีก ในชาติหน้านัน จะต้องก่อ "กรรม" ทําดีให้มากเกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ในชีวต และจะต้องก่อด้วยใจบรสุทธิด้วย ถ้าแม้นไม่บรสุทธิ คือ ไปเปนตัณหา หวังลาภ ยศ สรรเสรญ หวังสวรรค์ด้วย ก็จะยังไม่มี "บารมี" อันเพียงพอทีจะเกิดมาเปน "มนุษย์" ได้อยู่นันเอง เพราะฉะนัน ให้แน่ๆ ผู้ก่อ "กรรม" ดีทีจะหวังได้ว่าจะได้เกิดมาเปน "มนุษย์" จึงจะต้องก่อ "กรรมดี" เกินกว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์ขึนไป จึงจะหวังได้ เพราะใน 70-80 เปอร์เซ็นต์นัน ย่อมเปนของแน่ว่า ปุถุชนผู้ก่อ "กรรม" นัน ย่อม ต้องอดไม่ได้ทีจะหวังลาภ-ยศ-สรรเสรญ แม้ไม่หวังสวรรค์แล้วก็ตาม ดังนัน เมือ หวังลาภ-ยศ-สรรเสรญ มาเปนผลตอบแทนในชาตินี ชาติทีเราทํานีแล้ว ก็เปน อัน "กรรมดี" อันนันหมดไป ไม่เหลือ "กรรมดี" นันไว้เปนสิงสะสมเปน "บารมี" "กรรมดี" นันจึงพร่องไปด้วยดังนี หากจะให้ "กรรมดี" นันบรสุทธิ เหลือสังสมเปน "บารมี" เพียงพอหรอ มากๆ เราก็จะต้องไม่รับผลตอบแทนใดๆ เลยในชาตินี แม้เขาจะตอบ แม้เขาจะ นํามาให้ เราก็ปฏิเสธ ไม่รับทังนัน หรอแม้ได้มาเปนลาภ เปนยศ เปนสรรเสรญ ใด ก็ต้องไม่ยินดี ต้องนําออก บรจาคต่อ นําไปสร้างไปเสรมเปนการสังสม "กรรมดี" หรอ "บารมี" ต่อไว้อีกให้ได้นันแหละ เราจึงจะมี "กรรมดี" มี "บารมี" มากเพียงพอ ไม่เช่นนัน การจะสะสม "กรรมดี" ไว้เปน "บารมี" ให้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์นัน จะไม่ได้เปนอันขาด 130404 ประกายธรรม 05 ชาติหน้ามีจรงหรอ? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 16 และถ้าทําได้อย่างบรบูรณ์ยิงเปนกรรมดี 100 เปอร์เซ็นต์ แถมในจิตผู้นัน ไม่ทําเพือหวังแม้ยศ แม้สรรเสรญโดยแท้จรง ผู้นันก็ถึงบรบูรณ์ยิง เปนผู้บรรลุ "นิพพาน" นันเอง มันจึงยากยิง ที "คน" จะได้เกิดมาเปน "คน" อีก ลองอ่านทบทวน ทําความเข้าใจให้ดี และลองเปรยบเทียบจิตใจเราไปตามเรองเหล่านีดู เราจะต้อง แก้ไขหรอปรับปรุงตัวหรอไม่ และเราจะตกนรกหรอขึนสวรรค์ หรอจะได้เกิดมา เปนมนุษย์อีก ลองคิดเอาเองดูซิ แต่ก็คงจะถูกต้องได้ยาก ทว่าก็ยังดี เราควร นึกถึงตัวเราเองให้มากๆ แม้จะไม่ตรงนัก มันก็จะยังเปนส่วนดี ส่วนได้ของเรา ก็จงพยายามทําเอาเถิด ถ้ายิงใครคิดปล่อยชีวตตามยถากรรม หรอยิงไม่กลัว บาปกลัวกรรม ชาติชีวตสืบต่อไป มันก็ยิงจะตํา จะทุกข์ทรมานยิงขึนเท่านัน ผู้จะได้บรรลุเปนพระอรยบุคคลนัน จะต้องได้ในชาติทีเปนมนุษย์นีเอง เปนสัตว์โลกอย่างอืนใด แม้เปนเทพบุตร เปนพรหม ก็จะบรรลุไม่ได้ และแม้จะ บรรลุเปนยอดแห่งอรยบุคคลขนาดขัน "อนุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า" ก็ยังต้องมา เกิดในแดนมนุษย์ เปน "คน" นีเอง ก็คิดดูเอาก็แล้วกัน เหตุผลต่างๆ ทีได้อธิบายมานัน มันไม่ใช่มีเท่านีดอกทีจะชี จะแจ้งให้ทราบ ประกอบให้เชือว่า "ชาติหน้ามีจรง" มันมากมายกว่านีอีกร้อยเท่าพันเท่า ดังนัน สําหรับคราวนี ก็ขอเล่ากันแต่ในเสียวธุลีของเหตุผลหนึงไว้เสียก่อนว่า "ชาติหน้า นันมีจรง" อย่าได้กังขา 130404 ประกายธรรม 05 ชาติหน้ามีจรงหรอ? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 17 ทว่าอย่าหวังอะไรในชาติหน้าเปนอันขาด จงก่อกรรมด้วยใจบรสุทธิ ใจ ว่างๆ ใจเฉยๆ นันเถิด แล้วผู้นันจะไม่มีแม้ชาติหน้า แต่นันแหละ ผู้มี "ปญญา" น้อยรู้ไม่ได้ เชือไม่ลง ก็ย่อมจะเชือไม่ลง หรอ ไม่ยอมเชือ หรอแม้จะเชือ ก็เปนการเชืออย่าง "งมงาย" ยังไม่ใช่เชืออย่าง "ศรัทธา" จึงยังไม่ดี ไม่ตรง ไม่ถูก ไม่ต้อง ไม่ชอบอยู่นันเอง แต่เราจะมี "ศรัทธา" จะมีความเชือที
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive