580626_เทศน์ก่อนฉัน เลไลย์อโศก จ.เลย.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์26 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580626_เทศน์ก่อนฉัน เลไลย์อโศก จ.เลย

พ่อครูว่า...วันนี้วันที่ ๒๖ มิ.ย. ๒๕๕๘ แล้ว อาตมาก็ทัวร์ยาวมา แล้วมาสิ้นสุดที่เลไลย์อโศก เป็นปลายทาง ไปที่ขอนแก่น อุดรฯ แล้วมาเลยนี่ สามแห่งใหญ่ๆ การทำงานของอาตมามาถึงวันนี้เป็นขั้นเชื่อมต่อระหว่างรูปกับนาม หรือจิตวิญญาณกับมวล โดยเฉพาะมวลมนุษย์ บุคคลต่างๆที่เกิดเป็นหลักแล้ว จะเป็นธาตุหนัก ส่วนพลังงานนั้นเป็นธาตุเบา

ตัวคนเป็นธาตุหนัก แล้วตัวพลังงานก็เกิดจากคน กระจายไปเป็นธาตุเบา พลังงานของคน มีทั้งเจโตและปัญญา พลังงานเจโตคือพลังงานแก่น พลังงานปัญญาคือราศีรังสี เป็นประสิทธิภาพของพลังงานเอง สรุปคือเจโตคือแรง ปัญญาที่เป็นอีกหน่วยคือพลังงานที่แสดงตัวออกไปจากตัวตน เจโตคือตัวตน พลังงานปัญญาคือพลังแสดงออกจากตัวตน

หากตัวตนอวิชชา แก่นแกน ซึ่งทางวิทยาศาสตร์คือนิวตรอนที่มีพลังงานล้อมรอบเรียกว่าโปรตอน เป็นสองส่ิงรวมตัวกันอยู่ตรงกลางเรียกว่านิวเคลียส แล้วมีอิเล็กตรอนล้อมอยู่ แสดงราศีรังสีออกไป นิวตรอนกับโปรตอนคือก้อนแก่นแกน เจโตก็คือก้อนนิวตรอนกับโปรตอน ทีนี้คนที่ไม่มีปัญญาแยกออกคือ XX คือฝ่ายหญิง ไม่รู้ความแตกต่างของนิวตรอนที่ต่างกับโปรตอน หรือนิวเคลียสกับอิเล็กตรอนก็คือสอง

ทุกอย่างที่มีแล้วจะมีสองเสมอ เช่นนิวตรอนก็มีแตกตัวได้เป็นสองอย่างฟิวชั่นกับฟิชชั่น ทางโลกเขารู้แต่เขาคุมพลังงานไม่ได้ คุมนิวเคลียร์ที่แตกตัวไม่ได้ เขาให้มันเบาลงลหุตาไม่ได้ แต่ของพระพุทธเจ้ามีลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา ทำให้เป็นวิการรูป ๕ ได้สำเร็จ จิตวิญญาณมีลักษณะเหมือนทางฟิสิกส์ ไอสไตน์รวมพลังงานให้ใช้คือ E = mc2 แต่คนเขาเอามาใช้ได้บ้าง ทางสันติ แต่ทุกวันนี้เขาเอาไปใช้ทางทำลายเสียเยอะ ระเบิดปรมาณู แล้วเอาไปข่มคนอื่น แต่ละประเทศที่มีก็ไม่ไว้ใจกัน

พระพุทธเจ้าคุมพลัง

อ่านต่อ

งานได้ ตั้งแต่อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา ที่ทางโลกเขาก็คุมไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าสำเร็จทำพลังงานจิตให้ นิจจัง ทุวังสัสตังฯได้สำเร็จ แต่ว่าทางโลกเขาปล่อยให้ไปตามยถากรรม ทางโลกไม่สามารถเรียนรู้จิตนิยามที่จะให้สำเร็จเช่นนี้ได้ ต้องสายพระพุทธเจ้าเท่านั้น อาตมาเป็นสายของพระพุทธเจ้า มาถึงวันนี้ถึงรอบต้องรวมตัวกันแล้ว เชื่อว่าพวกเราจะมีปัญญารู้ส่ิงควรส่ิงไม่ควร รู้คุณรู้โทษ อย่างหินชนวนนี่ชาวเลยแท้ๆ เคยทำมา เสร็จแล้วก็กระจายกระเด็นออกข้างนอก

พื้นที่เลไลย์อโศก ๓๗ ไร่ มีทั้งที่เป็นหมู่บ้านแล้ว แล้วมีที่ๆจะทำกิจการได้อีก ๒๐๐ ไร่ ทำได้อย่างดีเลย เราเคยทำแล้ว เคยเป็นที่อบรม มีหนังสือประวัติทำไว้โก้เลย อ่านดูก็ไม่ใช่เล่นเลย แต่เดี๋ยวนี้มันเก๊แล้ว ไปพักหนึ่ง ต้องกู้ กลับมาโก้ใหม่ เลิกเก๊ที กู้ได้ทีนี้ก็เก๋เลย ถ้าอยากให้เลไลย์อโศกอยู่ในสภาพเก๋บ้างไหม?

ก็คือพวกเราแต่ละคนรวมตัวกัน ต้องพยายามเห็นให้ได้ อาตมาผ่านมาตั้งแต่ขอนแก่นก็ปลุกเร้าให้ตื่นจากหลับใหลเลอะเทอะ สำนึกสำเหนียกกันใหม่เอาดีๆ ชีวิตคนเราต้องการอะไร อาตมาสมมุติให้ฟังแล้ว ถ้าเอาแท่งทองคำแท่งเท่านี้กับธรรมะโลกุตระแท่งเท่านี้ ใครจะเอาซ้ายหรือขวา ...ยกมือ ส่วนใหญ่ยกเอาโลกุตรธรรมทั้งนั้น

คำสอนพระพุทธเจ้าบัญญัติภาษาว่า สุขขัลลิกะคือสุขเท็จ ทุกขอาริยสัจ คือผู้มีอาริยธรรมจะเห็นเป็นทุกข์ ทั้งทุกข์และสุข เกิดจากเหตุปัจจัย เป็นธรรมะสอง แต่คนเราโง่ ก็เลยยึดส่ิงที่อยากได้อยากมีอยากเป็นเอาไว้ในอนุสัย อยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ยึดไว้ในอนุสัย ก็เลยเป็นของที่เป็นธาตุหนักเอาไว้ ส่วนสุขเป็นของหลอกชั่วแวบ ชาวอีสานเผ็ดเป็นสุขแต่ฝรั่งมาเผ็ดเป็นทุกข์ พริกเม็ดเดียวกัน อีสานบอกแซบอีหลี แต่ฝรั่งบอก ซวยอีหลี ทุกข์สุขเกิดจากสมมุติทั้งนั้น มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ คุณก็ไปหาสุขใหม่เรื่อยๆ ไปนั่งไปนอนสุข เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าต้องได้บำเรออาการเช่นนี้จึงสุข ถ้าไม่ได้ก็ทุกข์เป็นอนิฏฐารมย์ ตั้งแต่นิดน้อย จนกลางๆ จนจัดจ้าน

คนไหนมีจริตต้องแรงๆ ปฏิฆสัมผัสโสแรงๆ เผ็ดก็ต้องเผ็ดจัด ร้อนก็ต้องร้อนจัด เย็นก็ต้องเย็นจัด ก็เป็นพวกรุนแรง ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เกิดต้องเรียนรู้ว่าอย่าเป็นความรุนแรงเลย อะไรสัมผัสแรงก็รู้แรง อะไรสัมผัสเบาก็รู้เบา จ่ายพลังงานแค่นี้ก็พอแล้ว หน่วยเล็กที่สุด ก็สูญเสียเปล่าบำเรออารมณ์ไว้ เอาที่หลงผิด แทนที่จะเสพบำเรออารมณ์ก็เอามาทำสิ่งดีเลี้ยงดูเพื่อนมนุษย์ดีกว่า นี่คืออนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้า

พลังงานเหล่านี้เกิดเข้าใจผิด รวมตัวเป็นอวิชชา ชื่อว่าฤทธิ์แรง ภาษาบาลีว่าอิทธิ ภาษาสันสกฤษเรียกว่าฤทธิ์ มีพลังงานมาก มีอิทธิฤทธิ์ ภาษาไทยเอามารวมกันเลย ทีนี้ฤทธิ์ต่างๆมันแรงก็เกิดผลอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือเกินคาดคิด เป็นคนก็เหาะได้ ดำดิน เดินบนน้ำ เสกให้อย่างหนึ่งเป็นหลายอย่างได้ หลายอย่างเป็นอันเดียวได้ มันก็จริงเป็นพลังงานพิเศษ มันทำได้ยาก แต่พระพุทธเจ้าว่าพลังแรงที่ไม่รู้จักทิศทาง หากเอาไปทำสิ่งไม่ดีก็แย่ ต้องเอาไปทำสิ่งดี แล้วรู้จักคุณหรือโทษหรือไม่ ต้องเรียนรู้ ถ้าไม่คุมไม่ได้ก็เป็นโทษภัยเลวร้าย ถ้าคุมได้ก็เป็นประโยชน์

อย่างนี้เรียกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ อย่างนี้เรียกว่าอาเทสนาปาฏิหาริย์ อย่างนี้เรียกว่าอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์

ดูในเกวัฏฏสูตร เล่ม ๙ ๑. อิทธิปาฏิหาริย์

[๔๘๔] เกวัฏฏะ ก็อิทธิปาฏิหาริย์เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ แสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวแสดงเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนแสดงเป็นคน เดียวก็ได้ แสดงให้ปรากฏหรือให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา กำแพง(และ)ภูเขาไปได้ไม่ติด ขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นหรือดำลงในแผ่นดินเหมือนไปในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำ โดยที่น้ำไม่แยกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ นั่งขัดสมาธิเหาะไปในอากาศเหมือนนก บินไปก็ได้ ใช้ฝ่ามือลูบคลำดวงจันทร์ดวงอาทิตย์อันมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้

เพราะเหตุนั้น ผู้ใดผู้หนึ่งที่มีศรัทธาเลื่อมใสเห็นภิกษุนั้นแสดงฤทธิ์ได้หลาย อย่าง คือ คนเดียวแสดงเป็นหลายคนก็ได้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึง พรหมโลกก็ได้ ผู้นั้นจะบอกแก่บุคคลผู้ที่ยังไม่มีศรัทธายังไม่เลื่อมใสว่า ‘น่าอัศจรรย์ จริง ไม่เคยปรากฏ สมณะมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากเหลือเกิน ข้าพเจ้าเพิ่งเคยเห็น ท่านนี้ที่แสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวแสดงเป็นหลายคนก็ได้ ฯลฯ ใช้ อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้’

เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้ที่ยังไม่มีศรัทธายังไม่เลื่อมใสจะพูดกับผู้ที่มีศรัทธาเลื่อมใส ว่า ‘ท่าน มีวิชาประเภทหนึ่งเรียกว่าคันธาริ๑ ภิกษุรูปนั้นแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวแสดงเป็นหลายคนก็ได้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้ เพราะมีวิชานั้น’

เกวัฏฏะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร ผู้ที่ยังไม่มีศรัทธายังไม่เลื่อมใสจะพูด กับผู้ที่มีศรัทธาเลื่อมใสอย่างนั้นหรือไม่” เขากราบทูลว่า “ต้องพูดแน่ พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เกวัฏฏะ เราเล็งเห็นโทษในอิทธิปาฏิหาริย์อย่างนี้ จึงเหนื่อยหน่าย ระอา รังเกียจเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์

๒. อาเทสนาปาฏิหาริย์ {๓๔๐}[๔๘๕] เกวัฏฏะ ก็อาเทสนาปาฏิหาริย์เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ทายจิต ทายเจตสิก ทายความวิตกวิจารของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นได้ว่า จิตของท่าน เป็นอย่างนี้ เป็นไปโดยอาการอย่างนี้ เป็นดังนี้

เพราะเหตุนั้น ผู้ใดผู้หนึ่งที่มีศรัทธาเลื่อมใสเห็นภิกษุนั้นทายจิต ทายเจตสิก ทายความวิตกวิจารของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นได้ว่า จิตของท่านเป็นอย่างนี้ เป็นไป โดยอาการอย่างนี้ เป็นดังนี้ ผู้นั้นจะบอกแก่บุคคลผู้ที่ยังไม่มีศรัทธายังไม่เลื่อมใสว่า ‘น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ สมณะมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากเหลือเกิน ข้าพเจ้า เพิ่งเคยเห็นท่านนี้ที่ทายจิต ทายเจตสิก ทายความวิตกวิจารของสัตว์อื่นของบุคคล อื่นได้ว่า จิตของท่านเป็นอย่างนี้ เป็นไปโดยอาการอย่างนี้ เป็นดังนี้’ เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้ที่ยังไม่มีศรัทธายังไม่เลื่อมใสจะพูดกับผู้มีศรัทธาเลื่อมใสว่า ‘ท่าน มีวิชาประเภทหนึ่งเรียกว่ามณิกา๑ ภิกษุรูปนั้นทายจิต ทายเจตสิก ทายความ วิตกวิจารของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นได้ว่า จิตของท่านเป็นอย่างนี้ เป็นไปโดยอาการ อย่างนี้ เป็นดังนี้ เพราะมีวิชานั้น’ เกวัฏฏะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร ผู้ที่ยังไม่ศรัทธายังไม่เลื่อมใสจะพูดกับ ผู้ที่มีศรัทธาเลื่อมใสอย่างนั้นหรือไม่” เขากราบทูลว่า “ต้องพูดแน่ พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เราเล็งเห็นโทษในอาเทสนาปาฏิหาริย์อย่างนี้ จึงเหนื่อยหน่าย ระอา รังเกียจเรื่องอาเทสนาปาฏิหาริย์

พ่อครูว่าสมัยก่อน ตอนพระโมคคัลลานะ ที่มีคนท้าทายให้เหาะไปเอาบาตรไม้จันทน์ ท่านโมคคัลลานะกับพระปิณโทณฯก็เหาะไปเอาบาตรไว้ ด้วยจะให้รู้ว่าอรหันต์มีจริง พระพุทธเจ้าก็ได้รู้ก็เรียกไปบริภาษ ว่าอย่าไปแสดงความเก่งแบบนั้นไม่เอามันน่าอาย แล้วท่านก็บัญญัติวินัย ถ้าใครมีฤทธิ์ก็ตามหากแสดงต้องอาบัติทุกฎ จะมีอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์อย่างไรก็ไม่ให้แสดง แสดงอย่างไรก็เป็นปาจิตตีย์ ถ้าละเมิดก็ทุกฎ หรือถ้าไม่มีในตัวจริงก็ปาราชิกได้เลย

ส่วนของพระพุทธเจ้าคืออนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ คือภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมพร่ำสอน อย่างนี้ๆว่า จงตรึกตรองอย่างนี้ ๓. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ {๓๔๑}[๔๘๖] เกวัฏฏะ ก็อนุสาสนีปาฏิหาริย์เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพร่ำสอนอย่างนี้ว่า ‘ท่านจงตรึกตรองอย่างนี้ อย่าตรึกตรองอย่างนั้น จงใส่ใจ อย่างนี้ อย่าใส่ใจอย่างนั้น จงละสิ่งนี้จงเข้าถึงสิ่งนี้อยู่เถิด’ นี้จัดเป็นอนุสาสนี- ปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง {๓๔๒} ยังมีอีก เกวัฏฏะ ตถาคตอุบัติขึ้นมาในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยตนเอง โดยชอบ ฯลฯ๑ (พึงนำข้อความเต็มในสามัญญผลสูตรมาใส่ไว้ในที่นี้) ภิกษุชื่อว่า สมบูรณ์ด้วยศีลเป็นอย่างนี้แล ฯลฯ บรรลุปฐมฌานอยู่ นี้จัดเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ อย่างหนึ่ง ฯลฯ บรรลุทุติยฌานอยู่ บรรลุตติยฌานอยู่ บรรลุจตุตถฌานอยู่ ฯลฯ น้อม จิตไปเพื่อญาณทัสสนะ ฯลฯ นี้จัดเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง ฯลฯ รู้ชัดว่า ... ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป นี้จัดเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง เกวัฏฏะ เราทำให้แจ้งปาฏิหาริย์ ๓ อย่างนี้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วจึง ประกาศให้รู้กัน

อาตมาก็ใช้อสุสาสนีย์อย่างพระพุทธเจ้าสอนแต่ว่าพุทธไทยเดี๋ยวนี้ทำแบบเดรัจฉานวิชชา ประโคมกันว่าตะกรุดคนนี้ขลัง น้ำมนต์คนนี้ดี ไม่ได้สอนกันว่าอย่างนีคือวิมุติญาณทัสนะ อย่างนี้คือวิมุติ แต่ไปนับถือกันในพระกัมมฐานที่ถือว่าเคร่ง ในป่าเขาถ้ำ หรือไปนับถือคนปริยัติมาก แต่คุมนิวเคลียสของตนไม่ได้ ก็เลยออกไปอาละวาดมากมาย ไม่ได้สอนให้มีการไม่สะสม อปจยะ ให้มีวรรณะ ๙ เลย แต่สอนตรงกันข้ามเลย ไปชื่มชมยินดีกับการเดินเหยียบดอกไม้ มันทำลายศาสนาของพระพุทธเจ้าเลย

ต้องมาสอนให้ลดละ พฤติกรรมเหล่านี้เลย สายปัญญารู้พฤติกรรมที่รู้ว่าจะบำเรอกาม บำเรอโลกธรรม ส่วนสายสว่างก็พาไปใส่สว่าง อาภัสรา แต่กายต่างกัน แต่สัญญาว่าสว่างเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าสว่างๆนี่มันต่างกันนะ ที่จริงมันแค่สว่างกับมืด อาภัสรากับกิณหะ เป็นพลังงานโลกๆธรรมดา ไม่ใช่เรื่องนามธรรม นามธรรมนั้นสว่าง แต่ว่าแสงสว่างอย่างปัญญาก็มี นัตถิปัญญา สมาอาภา ไม่ใช่สว่างอย่างวัตถุว่าสว่างอย่างนี้โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ ก็ได้กายที่สว่างตามมโนมยอัตตา เป็นของเท็จ เป็นรูปที่สำเร็จด้วยจิต ไม่ใช่นาม พระพุทธเจ้าสอนให้รู้นามเป็นความรู้สึก รู้สึกทุกข์สุข ดับเหตุแห่งทุกข์สำเร็จก็สงบ

ฝ่ายดำฝ่ายมืดไม่รู้ โลก ไม่เอาโลก ไปดับดิ่งดับปี๋ด้วยอวิชชาก็เป็นทุภกิณหะ ไม่ใช่สุภกิณหะ ทีนี้พระพุทธเจ้าก็รู้ว่าดำมืดคืออะไร หลงสวรรค์วิมานไปอย่างมืดๆ แต่ปั้นไม่เก่งเท่าแบบสว่างนะ พวกมืดไม่ค่อยมีปัญญาซับซ้อน เหมือนคนโลกๆที่ไม่ค่อยเฉกาฉลาดแตกฉานลวงคน ฝ่ายมืดหลงดับมืด แล้วนึกว่าที่ได้มืดดับนี่ดีคือนิพพาน อีกพวกก็ไปใสสว่างเป็นนิพพาน หรือไปปั้นรูปในจิตเป็นพุทธเกษตรเป็นแดนนิพพานไป นี่ก็งมงายกันคนละอย่าง สายสว่างก็ศรัทธา ฝ่ายดับก็ศรัทธา แต่ว่ามีไปคนละอย่าง หากไม่เข้าใจก็เทเอียงโต่งทั้งสองทิศ จริงๆสว่างก็มี มืดก็มี ยกตัวอย่างง่ายๆ

คุณหลับตานี่ให้สนิทจะไม่มีแสง แต่ถ้ามีแสงทะลุเปลือกตาได้ก็พอรู้ แต่ถ้าไม่มีแสงเลย ในถ้ำมืด หลับตาก็มีแต่มืดอย่างเดียว นี่คือสัจจความจริง แต่ถ้าใครหลับตาแล้วมีแสงสว่างวูบวาบมากก็คือคนมีมโนมยอัตตา มีแต่ความหลอก หลับตามันก็จะมีเรื่องรูปภาพ ย่ิงกว่าAnimation เลย แต่ว่ามันไม่เที่ยงเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในฝันหลงว่าเป็นของจริง นั่นก็คือเป็นภาพหลอก หรืออยากจะตกแต่งอย่างไรจับบิดเบี้ยวบิดพิกลพิการไปตามเรื่อง คืออวิชชา

เมื่อสามารถดับรูปเรื่องเหล่านี้ได้ ถ้าเหลือในอนุสัยก็ให้มีปัญญารู้้ว่าของหลอก จนมันจางลง ไม่เป็นรูปเรื่อง แต่ก็มีแสงมีวูบวาบบ้าง จนมืดคือมืด แสงคือแสง ถ้าหลับตาก็ไม่มีแสง แต่ถ้าจะให้ปั้นก็ได้เป็นมโนมยอัตตา เราอนุโลมให้เกิดได้ ก็เป็นคนคุมพลังงานได้ ใช้ตามที่ต้องการ คือความสามารถความรู้ของพระพุทธเจ้าหากปฏิบัติตามพระอนุสาสนีย์นี้ ได้พลังงานทางจิตที่ลดกิเลสก่อน ก็จะเกิดความเก่งความสามารถตามมา

คุณต้องทำตนให้ลดกิเลสก่อนแล้วมาสร้างปาฏิหาริย์อื่นตามหลัง แม้ไม่สร้างก็จะได้เองไปตามลำดับ โพธิสัตว์รู้เอง เหมือนฝั่งทะเล ได้ตามสัดส่วนไม่ลักลั่น นี่คือรายละเอียดของพลังงานจริง เอามาสรุปแล้วสอนให้ฟัง เราเริ่มต้นเรียนอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์มาลดละเลิกอย่างนี้ ไม่ต้องกลัวจะไม่มีปาฏิหาริย์อื่นมันได้แล้วจะรู้แล้วทำงาน แต่ถ้าไปทำอิทธิปาฏิหาริย์หรืออาเทสนาปาฏิหาริย์ก่อนก็อาจถูกกิเลสหลอกเราได้ มันจะทำได้ยากกว่าและมันไม่เป็นลำดับโขลกเขลกไปนานช้ามาก

ใครอยากได้คุณสมบัติที่ดีเร็วไว หรือใครอยากได้ช้าๆ ไม่มีใครอยากได้ช้าหรอก

ถ้าคุณปฏิบัติจริงจะทำได้ เอโกปิ หุตวา พหิทา โหติ หรือ พหุทาปิ หุตาวา เอโก โหติ ทำคนเดียวให้เป็นหลายคนได้ ไม่ใช่ว่าอย่างอิทธิปาฏิหาริย์ แต่เป็นอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ คือพระพุทธเจ้าสามารถสร้างคนให้มีคุณธรรมแบบท่านนี้ได้อีกหลายคน นี่คือทำคนเดียวให้เป็นหลายคนได้อย่างสัมมาทิฏฐิ

ทำให้ปรากฎก็ได้ทำให้หายไปก็ได้ ไม่ใช่ว่าเสกของได้เหมือนไสยบาบาแต่ของพระพุทธเจ้าคือทำกิเลสที่มีให้หายไปได้ตลอดกาลเลย อนุโลมขึ้นมาจะให้มีก็ได้ แสดงให้ปรากฏให้หายไปก็ได้ ให้อาศัยอย่างเหมาะควร แล้วรู้ว่านี่คือเครื่องอาศัยไม่ใช่สิ่งจริงที่จะอยู่เที่ยงแท้ถาวรไม่ ไม่ได้งมงายว่าอยู่นิรันดร

ทะลุภูเขากำแพงก็ได้ ไม่ใช่ว่าเดินทะลุกำแพงภูเขาได้ จะได้จริงเราไม่รับรอง แต่ของพระพุทธเจ้าคือกำแพงภูเขากิเลสมอมเมาคนเหลือเกิน ตอนนี้ประเทศไทยมีมากมายทั้งแบบโลกีย์และเดรัจฉานวิชชา แต่ผู้บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าเดินผ่านสบาย ส่ิงเหล่านี้ทำอะไรเราไม่ได้ เอาเราไปเป็นพวกไม่ได้ เราเป็นตัวนิวตรอนเป็นตัวภาวะที่หมดดูดหมดผลัก สะอาดบริสุทธิ์ นี่คือคุณสมบัติที่อยู่ในที่ว่าง ภาษาท่านพุทธทาสว่าเป็นก้อนน้ำแข็งกลางเตาหลอมเหล็ก คือผู้มีพลังสามารถชำแรกอยู่ในความร้อน แข็ง ในความจัดจ้านของโลกีย์ได้ ของพระพุทธเจ้าพิสูจน์ได้แต่ว่าอย่างที่เดินทะลุภูเขาได้นี่พิสูจน์ไม่ได้ แต่ว่าเดินผ่านทะลุภูเขาลาภ ยศ สรรเสริญโลกีย์มีให้ดูได้เลย แล้วเป็นประโยชน์ด้วยแต่ของอิทธิปาฏิหาริย์นี้เอาไปทำเป็นโทษภัยได้

เดินบนน้ำได้ ดำดินได้คือไม่หลงใน โลกีย์ทั้งหลาย ที่ท่วมทับเราเราก็ไม่จมน้ำ เราเหนือน้ำได้

นั่งสมาธิแล้วลอยได้ก็มีคนส่งภาพมาดูให้อยู่นะ อาตมาไม่เคยเห็นกับตานะ แต่เห็นในภาพ เห็นว่าหลวงพ่อจรัญก็ทำได้นะ แต่ถ้าทำได้ก็เป็นมนุษย์จรวด ถ้าเก่งก็ลอยเหมือนฤาษีสมัยโบราณ เหาะลอย พอผ่านสระในวังมีสนมแก้ผ้า ฤาษีเห็นเข้าก็กิเลสขึ้นตกมาเลยเหาะไม่ได้ต้องเดินหงอยไปเลย เป็นจริงได้ แต่มันไม่ใช่เรื่องได้ถาวร

อาตมาก็เคยนั่งสมาธิ เล่นพลังพวกนี้ อาตมาไม่รู้ว่าตนเหาะได้ไหมนะ คืนหนึ่งก็ตั้งสมาธินั่ง แต่พอออกมาแล้วก็ไม่ได้นั่งอยู่ที่เก่า เป็นหลายทีนะ จนเดี๋ยวนี้อาตมาก็ไม่รู้นะว่าเป็นอย่างไร ตอนนั้นก็ตั้งจิตเหาะอยู่นะ แต่ทำแล้วมันเป็นอย่างนี้ก็มันเคลื่อนที่อยู่นะ แต่เรื่องเหล่านี้พระพุทธเจ้าไม่ส่งเสริม

อย่างอาเทสนาปาฏิหาริย์อาตมาก็ใช้บ้างไม่ปิดเลยแต่ว่าอิทธิปาฏิหาริย์อาตมาปิดเลยแต่เรื่องไอนี่ หมอเขาก็รักษาไม่สำเร็จ อาตมาก็เลยว่าต้องใช้พลังเจโตช่วยแล้ว เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ช่วย หรือพยาธิอันนี้จะปะทุจนเอาเราตายก่อนก็ไม่รู้อาตมาก็ระวังไว้

แม้ว่าใช้ฝ่ามือลูบคลำพระอาทิตย์ได้ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้ คำว่าใช้ฝ่ามือลูบคลำพระอาทิตย์พระจันทร์ คือฤทธิ์โลกีย์มันจัดจ้านร้อนมาก หรือเป็นดวงจันทร์เขาหลงใหลทนได้ เหมือนคนจีนหัดกินน้ำร้อนแต่พวกคุณไปซัดดูปากพองเลย เขาทนได้ฉันเดียวกัน เขาทนอำนาจโลกีย์จัดจ้านมาก ในโลกธรรม เขารู้สึกว่าเย็น ได้ลาภ ก็รู้สึกเย็นใจ ไม่ได้ลาภมาก็รู้สึกร้อนต้องแย่งมาให้ได้ ขนาดนั้นอำมหิต แต่ผู้มีอำนาจเหนือ สามารถเอามือลูบคลำพระอาทิตย์พระจันทร์ด้วยฝ่ามือ มีพลังงานอยู่เหนือโลกีย์ จะร้อนอย่างไรกิเลสก็ไม่ขึ้น เงินจะแสนล้านใจเราไม่กระดิกเลย เรามีสิทธิ์เอาได้ด้วยนะ แต่ก็ไม่ทำได้ ใจเราสบายได้ไม่ต้องเอาเลย นี่คือภาษาธรรมไม่ใช่ภาษาคนไม่มีปัญญา อันนี้พิสูจน์ได้ แต่ใครจะไปเอามือไปลูบพระอาทิตย์นั่นเป็นไปไม่ได้ พูดกันเพ้อเจ้อ ยิ่งใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลก เป็นพรหมกายเป็นธรรมกายยิ่งสุดยอด

รู้จักคำว่าพรหมหรือกาย แล้วทำให้ความเป็นไปมีวัฏฏะ หมุนเวียนเป็นธรรมาธิปไตย เป็นพรหมาธิปไตยเป็นอัปมัญญา เป็นคุณสมบัติวิเศษอันไม่มีประมาณ นี่คือพระพุทธเจ้าสอนให้ทำอันนี้บรรลุอันนี้

คุณควบคุมลักขณรูป ๔ ได้ ให้เป็นการเกิดอุปจยะ หรือให้ต่อเป็นสันตติ ให้เสื่อมลงเป็นชรตา ทุกอย่างก็อนิจจตาทั้งนั้น แต่อาตมานี่จะเนรมิตเลไลย์อโศกไม่รู้จะได้ไหม ว่าไงหินชนวน

เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ เป็นธรรมสองที่รวมลงให้เป็นอย่างเดียวกันได้ อยากจะได้แบบไหน ถ้าได้แบบธรรมะจะทำให้สังคมเป็นสุข เราไม่ก่อบาปกรรม เป็นอรหันต์แล้วจะอยู่ช่วยโลกไปเท่าไหร่ก็ได้ ถึงวันนี้อาตมาเปิดหมดแล้วนะ อาตมาประกาศอย่างมีสิ่งรองรับ บุคคลรองรับ มีคนที่อยู่อย่างไม่ต้องการ โลกธรรม ทั้งนักบวชและฆราวาส อยู่ยืนยันมีองค์รวมอยู่อย่างไม่โลภ แล้วอยู่รอดไหม? รอด ก็มาทำให้ปรากฎเพ่ิมขึ้นให้เป็นรูปธรรม นามธรรมให้โลกเห็นว่าอันนี้จริง ทฤษฎีของในหลวงแบบคนจนจะได้ปรากฎ ผ่านมาที่ดินหนอง มีคนชื่อเศรษฐี เอานามสกุล จนอีหลีไป เขาก็รับใส่หัวเลย บอกว่าผมเอา คำว่าเศรษฐีคือผู้เจริญ แต่ว่าพวกที่รวยแบบไม่ดีคือกฎุมพี

อาตมาพยากรณ์บอกเลยว่าทฤษฎีนี้ ของในหลวง จะเป็นสิ่งที่โลกยอมรับ ตอนนี้สหประชาชาติรับรองเศรษฐกิจพอเพียง ยังเหลือแต่แบบคนจน และแบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ถ้าคนไทยไม่เป็นหนี้ พึ่งตนรอด ทำให้เหลือแล้วไปแจกจ่ายช่วยเหลือประเทศอื่น ไทยจะเป็นมหาอำนาจทางคุณธรรม ไม่ใช่มหาอำนาจที่เอาเปรียบคนอื่น อย่างที่เขาเป็นกัน ขอยืนยันว่าจะเป็นทฤษฎีที่บริสุทธิ์ที่สุดที่จะเอาชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด

พวกเรามีอยู่แล้ว คนที่เลิกร้างไปก็ไปคิดให้ดี คนเก่าก็มีคนใหม่ก็มี คนเลยนี่ เมื่อวานเด็กๆจบจากปฐมฯสันติฯก็มาอยู่ที่นี่ตามภูมิลำเนาเดิม ก็ฝากเสียงไปถึงหน่อย ก็อย่าคะนองว่าตนยังหนุ่ม ผมยังดำก็ไปสร้างเวรกรรมอย่าหาว่าไม่เตือนนะ มีเสนาสนสัปปายะแล้ว ก็มารวมให้เกิดบุคคลสัปปายะแล้วจะเกิดอาหารสัปปายะให้อาศัย

มีคนเขียนว่า พ่อครูอยากเนรมิตเลไลย์อโศกให้ได้ ญาติธรรมบอกว่ามีเงินถึงทำได้ หรือว่าแบบมีคนถึงทำได้ อย่างไหนถูกกว่า

พ่อครูว่า...คนบอกว่ามีเงินก่อนถึงทำได้คนนี้ไปเลยอย่ามา แต่คนที่บอกว่าคนมาก่อนก็มาเลย ขอให้มีตัวกับหัวใจก็มาเลย แล้วมีเงินก็จะใช้ได้ เราจะสิ้นไร้สมรรถภาพขนาดนั้นเชียวหรือ อาตมาว่าได้ไม่สิ้นไร้ไม้ตอกหรอก ระบบความคิดเอาเงินนำหน้าคือแบบทุนนิยม ที่เขาให้กู้ก่อน แล้วก็ให้ไปลงทุน

เงินมันเกิดจากคน มีทั้งแบบทุจริตแล้วแบบสุจริต เราต้องทำแบบขายสด งดเชื่อ เบื่อทวง ปวดท้อง ที่ผ่านมาเพราะเงินเชื่อนี่แหละทำให้บรรลัยไปเยอะแล้ว โลกเขาทำกันทำให้ฉิบหายไปเยอะ คนไหนว่าถ้าจะมีเงินก้อนใหญ่ที่เขาให้ทำโดยไม่มีเงื่อนไข ทำแล้วมันจะหมดสูญ ก็อย่ามาคิดว่าจะต้องได้เป็นของตน อย่ามาคิดดอกด้วย แม้เราไม่ได้ผลดี เงินสูญก็ไม่ต้องคิด แม้จะเจริญก็ไม่คิดว่าเป็นของตน ไปปรึกษาหารือกันใครตั้งใจอย่างไรก็เชิญเลย

มันมีโอกาสวาระแล้ว ที่จะให้เจริญ ตอนนี้อาตมาเชื่อมต่อมีจิ๊กซอว์ที่มาต่อคือ A bomb of love ของไอสไตน์ คนเขาให้ข้อมูลมา แต่อาตมาไม่เคยเห็นหรอก ไอสไตน์เขาฝากอันนี้มาถึงคุณรัก ก็เพ่ิงมาถึงมือ อาตมาได้รับแล้วจะทำ bomb of love บ้างยกมือ ...

มันถึงเวลา เราจะช่วยสังคมโลก ด้วยทฤษฎีอื่นไม่สำเร็จขอยืนยันต้องทฤษฎีในหลวง แบบพระพุทธเจ้า แบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา แบบคนจน มาลดละตัวตนจนหมดอัตตาได้ เป็นสาธารณโภคีแบบอโศกเราทำได้จริง อาตมาประกาศอย่างมั่นใจว่าเมืองไทยจะเป็นชมพูทวีป เกิดมนุษย์อุตรกุรุปทวีปจริง นี่คือทวีปดินแดนแห่งมนุษย์อุตระ กุรุ ในแดนชมพูทวีปนี้ ที่มีสุรภาโว สติมันโต อิทธพรหมจริยวาโส ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นกายของพระพุทธเจ้าคือนามธรรม ไม่ใช่ว่านั่งหลับตาเห็นพระพุทธเจ้าอยู่พุทธเกษตรไม่ใช่ แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้าพิสูจน์ได้ว่านี่คืออกุศลกรรมของมนุษย์แล้วเลิกพฤติกรรมอกุศลกรรมได้ถึงจิต แล้วสร้างกุศลกรรม นี่คือพรหม นี่ต่างหากคือพระพุทธเจ้า ไม่ใช่มโนมยอัตตาที่ใครรู้ด้วยไม่ได้ แต่เป็นผู้มี สาราณียธรรม ๖ เห็นเต็มๆโทนโท่เพราะมีจิตที่เป็นพุทธพจน์ ๗ ได้จริง

เป็นการยืนยันพิสูจน์ความจริงนี่แหละธรรมกาย แต่อย่างเขาทำมันธรรมกลาย ธรรมโกง ธรรมเก๊ พูดอย่างนิคคัณหะนะ อยากให้เลิก เหมืิอนแม่ด่าลูก ด่าหยาบเลยแต่ก็ให้เลิกสิ่งไม่ดี หวังดีนะ เขาทำต่อก็บาปของเขา อาตมาไม่ได้ด้วยนะ

คนนี่แหละจะมีธรรมะได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พาลบัณฑิตสูตร ที่บอกว่าพาลก็ดี บัณฑิตก็ดี ตายไปแล้ว ถ้ามิจฉาทิฏฐิก็ยังมีกาย แต่อีกสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่ากายคือมโน คือวิญญาณ คือจิต บ้าง แต่คนไปยึดว่ากายคือร่าง แล้วพระพุทธเจ้าว่าตายไปแล้วเอาไปด้วยอีก ก็คือเอาร่างไม่ได้ เอาไปได้แต่จิต มโน วิญญาณเท่านั้น

อาตมากำลังสร้างปิยกรณะที่เป็น A bomb of love ที่สามารถคุมได้จัดการพิษได้ จะปล่อยออกไปก็เป็นพลังงานกำจัดพิษแล้วมีแต่พลังงานกุศล เท่าที่ความสามารถจะมี ใครที่สามารถทำได้ก็เป็นบุญ(ชำระกิเลส กำจัดพิษได้) ได้แล้วก็เป็นกุศล เป็นคุณงามความดีก็อาศัยกุศลที่ทำให้เจริญไปเรื่อยๆ ส่วนบาปไม่ทำเลยอย่างจริงใจ เป็นพรหมผู้มีอัปมัญญาบริสุทธิ์บริบูรณ์ช่วยโลก

ไอสไตน์ก็เป็นโพธิสัตว์ ยิ่งมีหลักฐานอันนี้ก็ย่ิงชัด ไอสไตน์ถึงบอกเอาไว้ว่า

มีพลังที่มีอานุภาพมหาศาลอย่างหนึ่งซึ่งจวบจนขณะนี้วิทยาศาสตร์ยัง ไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ เป็นพลังที่รวมและควบคุมพลังอื่น ๆ ทั้งปวงเอาไว้ กระทั่งอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ใด ๆ ที่ปฏิบัติการอยู่ในเอกภพและเรายังไม่ได้ทำการระบุเสียด้วย พลังจักรวาลนี้คือความรัก

เมื่อนักวิทยาศาสตร์มองหาทฤษฎีรวมของจักรวาล เขาลืมพลังที่มองไม่เห็นซึ่งมีอานุภาพสูงสุดนี้ไปเสีย ความรักคือแสงซึ่งให้ความสว่างแก่ผู้ให้และผู้รับ ความรักคือแรงโน้มถ่วง เพราะมันดึงดูดคนบางคนเข้าหาคนอื่น ความรักคืออำนาจ เพราะมันทวีคูณสิ่งที่ดีที่สุดที่เรามี และช่วยให้มนุษยชาติไม่ดับสูญไปในความเห็นแก่ตัวอย่างมืดบอดของตนเอง ความรักคลี่คลายเผยตัวออกมา เรามีชีวิตอยู่และตายเพื่อความรัก ความรักคือพระเจ้าและพระเจ้าคือความรัก

พลังนี้อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างและให้ความหมายแก่ชีวิต นี่คือตัวแปรที่เรามองข้ามมาเนิ่นนานจนเกินไป ที่เรากลัวความรักอาจเป็นเพราะมันเป็นพลังงานเพียงอย่างเดียวในจักรวาลที่ มนุษย์ยังไม่รู้จักขับเคลื่อนได้ตามใจปรารถนา

เพื่อให้มองเห็นภาพความรักได้ พ่อจึงขอแทนค่าสมการที่ขึ้นชื่อที่สุดของพ่ออย่างง่าย ๆ แทนที่จะเป็น E (พลังงาน) = mc 2 (มวล x ความเร็วแสง) 2 ถ้าเรายอมรับว่าพลังงานที่จะเยียวยาโลกได้สามารถได้มาโดยผ่านความรักคูณด้วย ความเร็วแสงยกกำลัง 2 เราก็จะได้ข้อสรุปว่า ความรักเป็นพลังที่ทรงอานุภาพที่สุดที่มีอยู่ เพราะมันไม่มีขีดจำกัด

พ่อครูพูดต่อ....อาตมาคิดอย่างนี้ ที่เลไลย์นี่จะเอาแน่ เพราะเป็นของส่วนกลาง อาตมาก็จะส่งคนมายึด ถ้าพวกเราไม่มาเอา คนที่อยู่ย่านนี้ไม่เอา ก็เอาคนที่อื่น

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน