580625_พ่อครูเอื้อไออุ่นชาวเลไลย์อโศก จ.เลย.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์17 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580625_พ่อครูเอื้อไออุ่นเลไลย์อโศก จ.เลย

พ่อครูเดินทางออกจากดินหนองแดนเหนือในช่วงบ่ายภายหลังจากฉัน ในเวลาประมาณ ๑๓.๓๐ น. วันที่ ๒๕ มิ.ย. ๒๕๕๘ เพื่อเดินทางไปที่ ชุมชนเลไลย์อโศก จ.เลย โดยก่อนจะถึงเลไลย์อโศกได้แวะเยี่ยมบ้านของญาติธรรมชื่อคุณโดดเด็ด ที่ได้สร้างบ้านใหม่ เป็นบ้านเรือนไทย เพื่อให้พ่อครูแวะเข้าห้องน้ำ บ้านหลังนี้เป็นบ้านทรงไทยที่สวยงามมีวิวทิวทัศน์หลังบ้านที่งดงาม มีทุ่งนามีคนทำนา และมีภูเขาหินที่มีถ้ำเอราวัณ ให้มองเห็นพระพุทธรูปในถ้ำอยู่ไกลๆ

พ่อครูมาถึงเลไลย์อโศกในเวลาประมาณ ๑๕.๑๕ น. มีญาติธรรมมารอรับพ่อครูประมาณ ๕๐ คน พ่อครูนำลูกๆกราบพระพุทธาภิธรรมนิมิตที่ศาลาส่วนกลาง แล้วโอภาปราศรัยแก่ชาวจ.เลย

คุณพันราศี เมื่อก่อนชื่อประภาพันธ์ พ่อครูเปลี่ยนชื่อให้เป็นพันราศี รายงานว่าที่เลไลย์อโศก มีผู้อยู่ประจำจำนวน ๒ คน มีพ่อทูลอยู่เป็นหลัก

พ่อทูลเล่าว่า...พี่น้องทั้งตายทั้งหนี ทั้งไม่เอาภาระ ก็เลยปล่อยให้รกไป จากเดิม ๘๐ กว่าชีวิต ตอนนี้เหลือ ๒ ชีวิต

พ่อครูว่า...ขาดทุนแทบไม่เหลือเลย มีเชื้อเหลืออยู่เล็กน้อย แล้วที่เลยลัดล่ะ มีใครเหลืออยู่ ....

แม่ของศิษย์เก่า กบแดนไทว่า....ก็เมื่อก่อนเราก็อยู่รวมกัน แล้วก็พอดีมาแยกไปทำสวน ตอนแรกอยู่ร่วมกันที่นี่ อยู่ดี แต่ว่าต่อมามีคนคิดว่าต้องมีแหล่งทำอาหารก็เลยแยกไปหาที่กัน ได้ที่เลยลัด หลวงปู่อมโรฯก็อยากให้เกิดที่นั่น ก็เลยกู้กองบุญมาคิดว่า ๕ ปีจะได้ผล แต่ปลูกอะไรหญ้าก็ขึ้นท่วม ตอนแรกมีกัน ๓ คน มีลุงวิเชียร จ่าประสิทธิ์ เป็นต้น แต่ปลูกเท่าไหร่ หญ้าก็ขึ้นท่วมเพราะคนไม่พอ จัดอบรมก็ที่นั่น สุดท้ายก็คืนเงินไม่ได้ ต่อมาดำริว่าจะขายที่ไปเสีย แต่ก็ฮึดสู้กันไป ก็มาเกาะกลุ่มกันอีก ๗หรือ ๘ คน ไปสร้างสวนปาล์มกัน ไปลุยสร้างได้ ๔

อ่านต่อ

ปีก็ลุยทำมาได้ใช้หนี้ไปบ้างเป็นบางปี แต่ช่วงนี่ลุยมา ๔ ปี โยมก็เลยออกมาอยู่บ้านได้ ๑ ปี แต่ก็มีคนไปเฝ้า ปาล์มเร่ิมออกลูกเยอะ เข้าไปที่ ๖ แล้ว เลยลัดห่างจากที่นี่ ๓๖ กม.

มีญาติธรรมที่มีใจสละทานให้กับพ่อครู ดังนั้นพ่อครูจึงเทศนาให้สัมมาทิฏฐิต่อ.....การเกิดจิตใจเสียสละเป็นทานให้แก่ผู้ที่ควรสละให้ ก็มีปฏิคาหกกับทายก เป็นพฤติกรรมมนุษย์ที่ดี สมณะนี่เป็นปฏิคาหก เป็นผู้รับจากผู้ให้ โดยผู้ให้เกิดจิต เป็นจาคะจิตบริจาค ให้เรียกว่าทาน จิตที่เกิดจาคะ คือจิตที่จะสละออก การสละออกนี่ เป็นจุดสำคัญอย่างย่ิงของจิตมนุษย์ มนุษย์มันโลภ มันยึดจะเอาเป็นของตน มันจะไม่เอาออก ไม่ได้ดังใจก็โกรธ ถึงฆ่ากันเลยแย่งกันให้มีอำนาจเบ่งใหญ่ จิตที่มีจาคะ เป็นจิตที่จริง เท่านี้ไม่ใช่ว่าเราให้อะไรเพื่อได้อะไรตอบแทน นี้คือไม่ได้ให้ นั่นเป็นการต่อรอง เสี่ยงทายซื้อขาย จิตเช่นนั้นไม่ใช่กุศล กิเลสมากกว่าเก่าอีก เช่นสอนว่าทำทานเท่านี้จะรวยกว่าเก่า สอนแบบนั้นมิจฉาทิฏฐิ สอนให้คนมีจิตโลภ พาลงนรกหมด เต็มบ้านเต็มเมือง นี่คือการสอนผิดของคนมิจฉาทิฏฐิ

ถ้าสอนกันแค่นี้เท่ากับไม่ใช่ศาสนา แต่เป็นลัทธิที่พากันลงนรก อาตมาเทศน์แรงนะ อาตมามานี่พวกเราเกิดจิตจะบริจาคก็อนุโมทนาสาธุ

ปฏิคาหกเป็นนาบุญ เป็นคนที่ใครมาบริจาคแล้วท่านก็ไม่มีจิตอยากได้หวงแหนยึดถือเป็นเราเป็นของเรา ก็นำสิ่งนี้มาทำประโยชน์ ต่อไป แม้จะมายึดถือเป็นเอาบำเรอประโยชน์่ส่วนตนไม่เอา ถ้าผู้รับยังบำเรอมาเป็นของตนก็คือเป็นอัตตา ยิ่งโลภหวงแหนให้ก็เป็นอกุศลจิตเยอะแยะ จิตตัวสำคัญคือจิตบริจาคแก่ผู้ควรบริจาค เป็นจิตทาน จิตมีความรู้ที่เป็นผู้ประเสริฐถ้าทานให้ท่านแล้วท่านไม่อัตตา แม้จะให้ท่านได้ยังชีพ ยิ่งทานมีพอส่ิงยังชีพเหลือท่านก็ไม่กักตุน เอาไปงอกให้แก่คนอื่นกระจายต่อ เหมือนนา ปลูกข้าวดำไปกอเดียวจะแตกออกไปหลายต้น มีเมล็ดอีกที่จะงอกต่อไปอีก เป็นนากุศลที่จะไปอีก แต่ทุกวันนี้ไม่ได้เข้าใจอย่างที่อาตมาพูด เขาทำทานเป็นบาป

ในสัมมาทิฏฐิ ทานแล้วมีผลอย่างไร? พระพุทธเจ้าให้เกิดผลละหน่ายคลายกิเลส แต่ว่าถ้าได้กิเลสเพิ่มก็เป็นความผิดเพี้ยนไป และที่ทำทานวันนี้ ได้เห็นว่าอาตมาเป็นทักขิเนยบุคคล อาหุเนยบุคคล เป็นคนควรให้ของทาน ควรลุกรับ เป็นคนไม่เห็นแก่ตัว และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น จะให้ของให้สมบัติพัสถาน ท่านก็ไม่เอาเป็นของตนให้เป็นประโยชน์ อย่างน้อยก็ให้ยังชีวิตไป ให้มีเรี่ยวแรงทำงานรับใช้ปชช.เรื่อยๆ มันเป็นประโยชน์คุณค่าสัจจะที่ถูกต้อง แต่เดี๋ยวนี้กิเลสเป็นตัวร้ายแม้แต่นักบวชก็ไม่ได้มีจิตใจเช่นนี้แต่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ สะสม แสดงตามอำนาจกิเลส ไม่เกิดคุณค่าที่ถูกต้องมีแค่ออกนอกรีตนอกทาง

ก็พยายามทำใจในใจ (โยนิโสมนสิการ) ให้ถูกต้องถ่องแท้ เราเรียนปรมัตถ์ทำใจในใจเป็น ให้ถูกต้องเป็นผลสำเร็จจริง เป็นประโยชน์ ถ้าจิตใจไม่ถูกต้องก็ไม่เกิดประโยชน์ จุดมุ่งหมายคำสอนพระพุทธเจ้าให้ลดกิเลส ไม่สะสมสมบัติ มีชีวิตให้ผู้อื่นเลี้ยงดูไว้ ปรปฏิพัทธาเมชีวิกา เราทำดีเขาก็ให้ข้าวกินดูแลอุดหนุนจุนเจือ ให้เราทำประโยชน์ให้ยิ่งขึ้น ด้วยเชื่อมั่นว่าเป็นปฏิคาหกที่ทำประโยชน์ต่อได้

อาตมาพาทำตามพระพุทธเจ้าให้เกิดจิตเช่นนี้เป็นจุดหมาย เราก็ทำได้จริงมาเรื่อยๆ แต่พวกเรานี่ อาตมายังไม่เก่ง โทษพวกเราไม่ได้ ฟังไม่ค่อยเข้าใจ ให้เห็นเนื้อแท้อาริยะของพระพุทธเจ้า

จากทายก ต่อไปก็มากลายเป็นผู้รับเป็นปฏิคาหก ที่จะงอกเงยเป็นนาบุญหมุนเวียนต่อไป ตอนนี้อโศกเราเกิดสัจจะนี้จริง ตอนแรกก็รวมตัวกันยากเย็น จนเกิดเรื่องราว อาตมาก็จะไม่สืบสาวหาอดีต ตอนนี้เหลือเท่าไหร่ ทางส่วนกลางที่เชื่อมโยงอยู่ ญาติโยมก็ตาม เขาก็ยังนึกว่า เลไลย์อโศกและเลยลัดที่เป็นส่วนหนึ่งก็เป็นอันเดียวกันเป็นสถานที่ของชาวอโศก ที่เลไลย์อโศกอยู่กันสองคน ที่เลยลัดอยู่กันสี่คน ที่ก็หลายร้อยไร่ มันน่าเสียดายเสียของ ที่ไม่อยู่เพราะเราไม่มีปัญญาไม่เข้าใจว่าที่นี่เป็นเสนาสนสัปปายะ ควรรวมตัวให้มีบุคคลสัปปายะ แม้อาตมาไม่มา สมณะไม่มาก็มีสื่อสารส่งมาตลอด โทรทัศน์มองเห็นไม่ชัดก็ซื้อจอใหญ่ๆมาเลย รับสื่อสารที่เป็นสัจธรรมให้ได้ เราเช่าดาวเทียมถ่ายทอดตลอด ๒๔ ชม.เลยนะ

อาตมามั่นใจว่าเป็นความประเสริฐ ไม่มอมเมานะ โทรทัศน์เราตั้งมาเพื่อให้ธรรมะ เป็นโรงเรียนธรรมะแท้ๆเลย แต่คนไม่ให้ค่า คนไปดูโรงนรก ดาวเทียมมีเป็นร้อยๆช่องมอมเมาให้คนกิเลสหนาเยอะ ทุกช่อง ขอยืนยัน และไม่สัมมาทิฏฐิ แม้แต่ช่องศาสนาก็ไม่สัมมาทิฏฐิ เรี่ยไร เป็นพระบวชมาทำมาหากินสร้างฐานะ โลกธรรมเลี้ยงตน ศึกษาไม่ได้ปรมัตถ์ มีคนพากเพียรพยายามแต่ไม่สัมมาทิฏฐิ ไปเชื่อคนนอกทางพุทธ ก็วนเวียนเช่นนี้

อาตมาทำงานมา ๔๕ ปีแล้ว เท่าพระพุทธเจ้า แต่อาตมาจะดันทุรังทำงานไปอีก ๗๐ ปี แล้วพวกเราจะมาอยู่รวมตัวกันไหม? แล้วที่หินผาฯนี่ก็จะต่อกันไหม สถานที่สัปปายะมีแล้ว เป็นป่าธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ยิ่งเลยลัด เลไลย์มีที่ให้ทำอาชีพ ถ้าไม่ฟุ่มเฟือยเกินไปก็พออยู่พอกิน ไม่ไปมอมเมาตนเองมากนัก ชีวิตก็เช่นนี้ แต่จิตวิญญาณได้แต่สะสมกิเลสหนาติดยึด ถ้าศึกษาดีๆก็จะได้ลดกิเลส ตายไปก็จะได้กิเลสลดบ้างหรือเป็นอรหันต์ในชาตินี้ได้เลย ชีวิตต้องดำเนินเช่นนี้ถึงได้ชื่อว่ามนุษย์ผู้มีใจสูง

สถานที่มีแล้วเป็นส่วนกลางแน่ๆ คนไม่มีสิทธิ์แบ่งไป เป็นนิติบุคคลแล้ว ที่เหลืออยู่ตอนนี้มีเงินหนุนไม่ใช้คืนส่วนกลางเท่าไหร่? ตั้งแต่อ.วิเชียรมาจนป่านนี้มีเท่าไหร่?.... ที่เหลือนี่นายดาบ คงไม่ชักดาบแบบโลกๆนะ (ดาบตำรวจ ปรีชาพล ประชาโชครายงานว่า ปัจจุบันเหลือ ๑ ล้าน ห้าแสนบาท) ...พ่อครูว่าก็ไม่น้อยนะ แต่ก็พากเพียรตั้งใจดีๆ ก็คงหมดในชาตินี้ ใช้เดือนละหมื่นปีหนึ่งแสนสอง ก็แค่ ๑๐ กว่าปี ก็ดีแล้วพากเพียรไป เราตั้งใจดีๆ

ดาบตำรวจ ปรีชาพล ประชาโชค รายงานต่อกิจการตอนนี้มีที่ส่วนปาล์มทำกันสองครอบครัวที่อยู่ประจำสวนปาล์ม ที่ผ่านมาตัดเดือนละสองรอบ แต่หน้าแล้วก็เริ่มลดลง เดือนนี้เหลือแค่สามตันกว่า มันเร่ิมออกใหม่ทยอยออก เพราะว่าสวนไหนก็ขาดแคลน หมดรอบที่จะออก พอหน้าฝนก็จะเยอะอีก แต่หน้าฝนราคาลดลง มีปาล์ม สองพันกว่าต้นใน ๑๒๐ ไร่ แต่ระบบน้ำยังใช้ไม่ได้ อาศัยเฉพาะน้ำฝนอย่างเดียว กิจการที่ทำนอกจากปาล์มก็มีทำนาด้วย มีคนข้างนอกขอทำด้วย เราขาดแรงงานก็เลยให้เขาทำโดยเราออกทุนให้

พ่อครูว่าคนไม่พอด้วยนะ ถ้าคนพอจะช่วยกันได้ เมื่อขาดแคลนมันแรงงานที่จะไปเกื้อหนุนไม่สมดุลมันขาดตอน ไม่พอใช้ไม่พอดี ก็ไม่เกิดความสมดุลก็ค่อยทำไป เราทำไม่ได้บังคับ ทำอยู่กันไปเกื้อกูลกัน ไม่ใช่เอาเปรียบหวงแหนกัน ถ้าไม่ได้เกเรกันก็ช่วยกันไป ชีวิตก็แค่นี้ ๑.เลี้ยงชีพ ๒.พัฒนาชีพ เลี้ยงชีพคือให้ชีวิตสร้างผลผลิตกินใช้ เพียงพอ สองก็ลดกิเลส แต่ทุกวันนี้ ไม่ใช่ เขาทำอยู่ทำกินแล้วไม่ลดกิเลส โง่ไปหาอะไรเฟ้อเกินอีกโลกมอมเมาว่าอันนี้น่าได้น่ามีน่าเป็น แล้วแสวงหามาให้ตนได้ เป็นการบำเรอสุขเท็จ มากเต็มอนุสัยตกผลึกในจิต เป็นเช่นนั้นตลอดกาลนาน ก็ไม่พอกิน ก็ยิ่งโง่กินมากใช้มาก เสพติด ทั้งอยากอวดโอ่ มีทั้งกิเลสจริงทั้งอัตตา คนอวิชชาไม่รู้ก็ทำอยู่ทำกินกับทำบำเรอกิเลสให้อ้วนพี คือชีวิตอวิชชา คนไม่รู้ แล้ว ๓.เบียดเบียนแย่งชิงเติมกิเลสหนาตลอดเวลาเรียกว่าปุถุชน กิเลสหนาตลอดเวลาโดยอวิชชา

อาตมาเอาสัจธรรมพระพุทธเจ้ามาชี้บอก คนมีดวงตาปัญญาก็มาเอา พวกเรามาเอานี่มีปัญญา ไม่เอาอย่างโลกพาโง่ หลอกกินให้กิเลสหนา หลงบันเทิงเริงรมย์ไม่ใช่ ที่อาตมาพูดให้ฟังเป็นส่ิงที่ชีวิตควรได้ เป็นปรมัตถ์ มีต้น กลาง ปลายให้ทำไป สมณะสิกขมาตุก็ช่วยบอกด้วย

อาตมาว่าเป็นเรื่องมีบารมีมาก็เลยมาได้ฟังกัน คนที่อื่นเขาฟังแล้วบอกว่าเป็นบ้า เขาไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าหูไม่เข้าท่าเลย คนที่ฟัง แล้วเข้าหู แล้วไปเข้าใจ แล้วไปปฏิบัติจนเข้าถึง เป็นสัมปัตตะ

ทุกวันนี้อาตมาทำงาน คนที่ตาไม่ดีก็ไม่แลไม่เอาผ่านเลย แล้วตีทิ้งหาว่าเราเป็นคนขวางโลกอีก ด่าทอเอาอีก อาตมาก็เห็นก็ไม่ได้โกรธเคืองเพราะเขาไม่รู้จริงๆ เหมือนอาตมาไม่เคยโกรธหมาที่เห่ากัดเอา มันไม่รู้เรื่อง เราไปโกรธหมา เราก็โง่กว่าหมา เขามาด่าเราก็เพราะเขาไม่รู้เหมือนหมาที่คิดว่าเราไปแย่งของมัน มันก็เห่าก็กัด เราก็ไม่ไปเห่าหมาไปกัดกับหมดตอบหรอก

สัจจะทุกวันนี้คนไม่ค่อยได้ พวกเราได้แล้วทำดีๆ ท่านวินฯ ท่านถ่องแท้ก็มาให้กำลังใจ ทำให้ดีๆเถอะ เราจะได้ฟื้นปลุกขึ้น มาครั้งนี้พอจะกระเตื้องขึ้นไหมนี่

อาตมาขึ้นต้นว่า เสนาสนะก็ดีแล้ว ยังเหลือบุคคล เสนาสนะพาเจริญเป็นของส่วนกลาง ศาลาก็มีบ้านก็มี ไม่ต้องลงทุนเลย ครัวก็มี อะไรก็พอสมควร มาอยู่สบายแล้วสถานที่ให้ เหลือแต่บุคคลสัปปายะ มีพลังสร้างสรรพากเพียร ก็จะเกิดส่ิงอาศัยเป็นอาหารสัปปายะ ตั้งแต่อาหารคือคำข้าง และอาหารนอก เสื้อผ้าก็พอมี ใครไม่มีก็ไปติดต่อสขจ. เครื่องอาศัยต่างๆเราต้องเรียนรู้ถึงอาหาร ๔ เรื่องกาม เวทนา ตัณหา รูป/นาม เป็นอาหาร ๔ที่ต้องสัมผัสแตะต้อง แม้เรื่องอาหารสัมผัสแล้วเกิดกาม ทางตา ทางหู ทางจมูก ลิ้น กาย เรียนรู้กามแล้วลดกาม พอเกิดผัสสะแล้วเกิดเวทนา เป็นตัวสำคัญที่เรียนรู้ เป็นที่สโมสรณา เวทนานี่มันรวมลงที่นี่ แล้วศึกษาเวทนา ๑๐๘ ที่เป็นโลกีย์กับโลกุตระเป็นมโนปวิจาร ๑๘ ทำให้เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนาเป็นฐานนิพพาน จิตไม่มีโลภ รู้ความจริงตามความเป็นจริง จิตเป็นกลางเป็นอุเบกขาฐานนิพพานแล้ว

ตัวกิเลสคือตัณหาก็อ่านเจตนาเราว่ามันมุ่งเอากาม เอาพยาบาทก็ลดลง เหลือรูปภพ อรูปภพ ก็เหลือวิภวตัณหา คนเหลือวิภวตัณหาในใจก็เป็นอรหันต์ กว่าจะเรียนรู้พวกนี้ต้องอ่านรู้รูป/นาม ก็คือวิญญาณ เรียนวิญญาณตอนกระทบสัมผัสก็อ่านจิตเราที่เป็นอาการกิเลส นั่นแหละรูป ปัญญาเรารู้กิเลสนั่นแหละนาม

เราปฏิบัติธรรมนอกจากจะมีคนรวมกันเป็นมิตรดีฯ ผู้จะบอกสอนก็มี ญาติมิตรสหายก็มี ถึงเวลามีวัฒนธรรม ประเพณีจารีต ชุมชนอโศกเชื่อมโยงเครือแห ไปโน่นมานี่ล้วนแล้วพาเจริญ อโศกจัดงานมีแต่พาเจริญให้ลดกิเลส แม้พาชุมนุมประท้วงก็ไปให้ประโยชน์ไม่ได้ไปเอาอะไรจากเขา เขาไม่เข้าใจกัน อนาคตหากเขาตื่นก็จะรู้ เวลา ๔๕ปีที่อาตมาทำเขายังไม่รู้ อาตมาก็จะต่อไปอีก เพื่อพายืนยันสัจธรรม ใครจะไปด้วยยกมือ!!

นี่อาตมาจะพยายามฝืนไปทำจริงให้จนคนตาบอดเห็นได้ ดูว่าเมืองไทยจะตาบอดไปอีกนานแค่ไหน ธุลีในดวงตาจะออกไหม มาช่วยกันก็เป็นบุคคลสัปปายะ จะเกิดอาหารสัปปายะ จะเกิดธรรมะสัปปายะ เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้าด้วย ที่เกิดจริงเป็นจริง ถ้ามีสัปปายะ ๔ ก็มากัน อย่าไปเสียเวลามากมาย คนเก่าแก่ ไปนอนคิดสักคืน คนเก่าแก่ไปนอนคิดสักคืน พรุ่งนี้รื้อบ้านมาอยู่นี่ ไม่รื้อก็ค่อยบอกขาย ไปคิดดีๆชีวิตจะเอาอะไร

ถ้าเผื่อว่าอาตมาจะมีก้อนเพชรก้อนทองก้อนเท่านี้ กับนิพพานก้อนเท่านี้คุณจะเอาอะไร?...เอานิพพาน ก็รู้กันนะ แม้ขายไม่ได้ก็สุดยอดประเสริฐกว่า ดีแล้วที่ตอบถูกต้อง จะเอาอะไร ไปหลงอีกกี่นาน ลองพากัน อาตมาว่าจะอยู่ ๑๕๑ จะอยู่ไปได้ก็ไม่รู้ว่าจะได้ไหม? อย่าปักใจเชื่อนัก ผลัดวันไปอย่าคิดเช่นนั้น เร่งรัดกัน อาตมามาคราวนี้ก็ไม่เคยเร่งรัดอย่างนี้

เพราะว่าธรรมะของอโศกกำลังเจริญ ตัวชี้วัดคืออาตมาว่าเขาแรงนะ ที่เทศน์ไปเมื่อกี้นี้ก็ตาม แต่เขาไม่กล้าเถียงอาตมา ไม่กล้าแย้งอาตมาหรอก เพราะเขารู้ว่าอาตมาทำมา ๔๕ ปีเป็นเรื่องถูก เอาพระไตรปิฎกมากางพูดกันเลย อาตมาไม่ได้ท้าทายแต่พูดให้เข้าใจ ที่อาตมาพูดนี้จริง กระตุกเบาๆไม่ได้ต้องทิ่มอย่างนี้ แม้แต่พวกเราก็หนังเหนียวจัง ฟันไม่เข้ายิงไม่ออก ฟันเมื่อไหร่ก็เฉย มีดบานหมดแล้ว

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน