580627_เอื้อไออุ่นงานคืนสู่เหย้า นศ.ปธ. ครั้งที่ ๑๒ สวนบุญผักพืช .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580627_เอื้อไออุ่นงานคืนสู่เหย้า นศ.ปธ. ครั้งที่ ๑๒ สวนบุญผักพืช
เวลา ๑๘.๒๕ น. พ่อครูเร่ิมเทศนา ...ใครจำปีเกิด นศ.ปธ.ได้ไหม ... ๓๔ ปีผ่านมา หลายผู้หลายคนอายุยืนยาวมา แต่ละคนมีอายุเลย ๔๐ แล้วก็มี ๕๐ ขึ้นแล้วก็มี ไม่น่าเชื่อนะ อาตมายังไม่เชื่อเลยว่าอาตมาอายุ ๘๐ ปี แต่ว่าวันนี้ ปีนี้ เราก็จัดกันมาหลายปีที่นี่ วันสำคัญที่รวมกัน สังคมเราจะจัดมีการรวมกัน อย่างนั้นอย่างนี้ งานขึ้นบ้านใหม่ งาน meeting งานตาย งานแต่ง ก็เพื่อให้มารวมกัน คนเป็นสัตว์โขลง เสร็จแล้วกิเลสมันพาแยกออกไปเพราะกลัวคนอื่นจะแย่งไปทำ ก็เลยหอบไว้เป็นของตน ก็มีนิสัยแยกไปบ้างด้วยความเห็นแก่ตัว
แรกๆก็เป็นญาติพี่น้องตระกูลกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน คนอื่นมาผสมก็แตกกอไป เป็นชนเผ่า แรกเริ่มเหมือนสาธารณโภคี กินใช้รวมกันหนักเข้ากิเลสก็เข้า ว่าอย่างนี้ของฉัน หมกเม็ดไว้ หนักเข้าก็แยกกันคนละบ้าน อย่างเก่าก็เหลือแต่ลูกหลานตน แต่สัญชาติญาณก็มารวมกันสร้างสรร ทีนี้มันรวมกันเข้าก็ลึกซึ้ง ลึกซึ้งด้วยที่ชอบๆ
นักกีฬาก็รวมกันนักกีฬา นักเต้น นักร้อง นักกินก็ไปรวมกันของแต่ละที่ชอบ นักนอกไม่ค่อยรวมกัน เลยกลายเป็นกลุ่มรวมกัน แต่ถ้ารวมกันหลากหลาย ช่วยกันคนละไม้คนละมือ มันก็รวมกันเป็นหนึ่งดี เรื่องพวกนี้เกิดจากจิตใจคน จิตวิญญาณคนเป็นตัวตั้ง ก็มีคิดอย่างนั้นอย่างนี้ กิเลสก็พาไปพิลึกพิเรนทร์
คิดดีก็มี คิดไม่ดีก็มี ก็เลยหลากหลาย ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันก็มี คิดแยกก็เยอะ สรุปแล้วมันต้องมีจิตร่วมรวมกันเป็นความสามัคคีอบอุ่น ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ที่โลภโมโทสันไม่อยากให้คนอื่นได้ ไหม่ให้มีเท่าเราก็เลยแตกแยก อันนี้เป็นจิตเลว จิตไม่ดี เหมือนเรามารวมกัน ร่วมกินร่วมใช้ สมัยโบราณใครมีอะไรก็เอามารวมกันกินกันใช้ ก็สนุก แต่ตอนนี้ไปให้ร้านเหมาเลย ต่า
อ่านต่อ
งคนเอาเงินมารวมกันก็จ่าย
สรุปแล้วลึกๆอยากรวมกันอยู่ แต่กิเลสก็ดึงออกไป เห็นแก่ตัว แต่มารวมกันก็รู้สึกดีทุกที
ไอสไตน์ทิ้ง A bomb of love ให้อาตมานี้ดีมากเลย ทางโลกจับต้องได้อย่างไอสไตน์คิด พลังงานทางวัตถุได้สูงสุด แกเข้าใจว่าถ้าพลังงานรวมกันแล้ว แล้วเอาพลังงานรวมมาใช้ก็ได้ Energy ก็เกิดจาก มวล ทั้งหมด แล้วแก่ก็ได้สูตรสำเร็จถึงอุตุนิยาม เป็นพลังงานสสารที่รวมกัน เป็นธรรมะสอง คือพลังงานกับสสาร อยากได้ E ก็เอา มวลคูณกับพลังงาน แล้วอะไรเร็วสุดก็คือ แสง ความเร็วก็มีแรงด้วย พลังงานแสงนี้แรง ถ้ารวมกัน ถ้าจะให้แรงจริงก็รวมกัน เช่นให้แสงพระอาทิตย์รวมตัวกันก็ไหม้เลย เขาตั้งชื่อว่าเป็นสูตรหรือทฤษฎีสัมพันธภาพ Relation วัตถุที่รวมกันดีที่สุด แรงงานทางโลกก็เอาไปใช้ประโยชน์หรือโทษได้ ทีนี้จิตก็เช่นกัน ถ้าแรงพลังทางจิตรวมกัน ถ้าจิตดี เอาไปใช้ประโยชน์มหาศาล แล้วทำใช้เป็นโทษก็มหาศาลเช่นกัน เหมือนที่เอาทำระเบิดนิวเคลียร์
ไอสไตน์เขามีสูตรที่เขาสรุปคือ Space and time of continuum อาตมาก่อนที่จะได้สูตร Bomb of love อาตมาก็ว่าไอสไตน์กับอาตมาเป็นสายโพธิสัตว์เช่นกัน แต่ว่าไม่รู้จะเชื่อมอย่างไร แต่พอได้ จดหมายของไอสไตน์ถึงลูกนี้ เป็นพินัยกรรมบันทึกที่ทำไว้อย่างเชื่อมั่น เรียกพลังงานอันนี้ว่า A bomb of love
ไอสไตน์ให้ลูกสาวเก็บไว้ก่อนหลายปี ไม่เปิดเผย เพราะว่ารอให้สังคมพอจะเข้าใจได้ เป็นพลังงานความรักที่ประเสริฐตั้งแต่มิติที่ ๗ ขึ้นไป ส่วนมิติที่ ๙ เป็นการเรียนรู้ความรักที่จริง และให้เป็นความรักที่ดีที่สุด ความรักมิติที่ ๗ เป็นความรักที่ดีที่สุด
ความรักมิติที่ ๑ เป็นความรักเรื่องกาม เมถุนนิยม แล้วหลงว่ามีความสุขอยู่แค่สองเรา ก็เสพสัมผัสเสียดสีเท่านั้นไม่มีอย่างอื่น มีลูกก็ไม่รัก เอาไปฆ่าทิ้ง ให้คนอื่น หรือทิ้งไปก็มี มีตัวอย่างให้เห็น
กว้างมานิดก็เผื่อแผ่ให้ลูก กว้างมาหน่อยก็เอาญาติ แล้วเผื่อแผ่ให้สังคม ก็กว้างต่อมาเป็นรัฐนิยม จนกว่างถึงสากลนิยม ทั้งโลก จนถึงมิติที่ ๙ เลย เป็นความรักที่ไม่เห็นแก่ตัวมีแต่ความอบอุ่นให้กันและกัน ไอสไตน์ได้เขียนไว้ถึงพลังงานแห่งความรักนี้ ที่ยิ่งใหญ่ แต่ว่าเขาก็เกรงว่าคนจะไม่รู้เรื่อง ก็ให้เก็บไว้นานหน่อย จนกว่าคนจะรู้เรื่อง ก็ค่อยเปิดเผย
ปลายทศวรรษ 1980 Lieserl Einstein ลูกสาวของ Albert Einstein ได้บริจาคจดหมายของพ่อให้แก่มหาวิทยาลัยฮีบรู หนึ่งในนั้นเป็นจดหมายถึงเธอ มีใจความว่า
“ตอนที่พ่อนำเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพออกไป ไม่ค่อยมีใครเข้าใจพ่อหรอก สิ่งที่พ่อจะเปิดเผยในเวลานี้เพื่อสื่อถึงมนุษยชาติ ก็จะปะทะกับความเข้าใจผิดและอคติในโลกด้วยเช่นกัน
พ่อขอให้ลูกรักษาจดหมายเหล่านี้ไว้ให้นานตราบเท่าที่จำเป็น หลาย ๆ ปี หลาย ๆ สิบปี จนกว่าสังคมจะก้าวหน้าพอที่จะยอมรับสิ่งที่พ่อจะอธิบายต่อไปนี้
มีพลังที่มีอานุภาพมหาศาลอย่างหนึ่งซึ่งจวบจนขณะนี้วิทยาศาสตร์ยัง ไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ เป็นพลังที่รวมและควบคุมพลังอื่น ๆ ทั้งปวงเอาไว้ กระทั่งอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ใด ๆ ที่ปฏิบัติการอยู่ในเอกภพและเรายังไม่ได้ทำการระบุเสียด้วย พลังจักรวาลนี้คือความรัก
เมื่อนักวิทยาศาสตร์มองหาทฤษฎีรวมของจักรวาล เขาลืมพลังที่มองไม่เห็นซึ่งมีอานุภาพสูงสุดนี้ไปเสีย ความรักคือแสงซึ่งให้ความสว่างแก่ผู้ให้และผู้รับ ความรักคือแรงโน้มถ่วง เพราะมันดึงดูดคนบางคนเข้าหาคนอื่น ความรักคืออำนาจ เพราะมันทวีคูณสิ่งที่ดีที่สุดที่เรามี และช่วยให้มนุษยชาติไม่ดับสูญไปในความเห็นแก่ตัวอย่างมืดบอดของตนเอง ความรักคลี่คลายเผยตัวออกมา เรามีชีวิตอยู่และตายเพื่อความรัก ความรักคือพระเจ้าและพระเจ้าคือความรัก (ทฤษฎีของไอสไตน์เป็นสัมพัธภาพ ทั้งนั้น เช่นเดียวกับทฤษฎีทางธรรมะทางนามธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะโพธิปักขิยธรรม ก็ตาม ไม่ว่าจะมรรคองค์ ๘ ก็ตาม มูลสูตรก็ตาม ก็ล้วนแล้วแต่มีสัมพัธภาพทั้งนั้น) พลังนี้อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างและให้ความหมายแก่ชีวิต นี่คือตัวแปรที่เรามองข้ามมาเนิ่นนานจนเกินไป ที่เรากลัวความรักอาจเป็นเพราะมันเป็นพลังงานเพียงอย่างเดียวในจักรวาลที่ มนุษย์ยังไม่รู้จักขับเคลื่อนได้ตามใจปรารถนา พ่อครูว่า..ใช่ มนุษย์ยังไม่มีวิธีขับเคลื่อนได้ แต่ของพระพุทธเจ้านี้ค้นพบวิธีควบคุมได้หมด ทางวิทยาศาสตร์เขารู้ถึงโครโมโซม เขาสมมุติชื่อที่จะใช้เรียกชื่อพลังงาน มันมีสองเสมอ ถ้าอยู่เดี่ยวไม่เกิดพลังงาน ต้องมีสองขึ้นไปทำปฏิกิริยากัน มีปฏิฆสัมผัสโส มีการเคลื่อนที่เคลื่อนไหว สัมผัสโส เป็น Reaction จะเกิดพลังงาน ถ้าพลังงานใดเกิดกระทบแล้วแตกตัว พลังงานนิวเคลียสหรือนิวตรอน ซึ่งนิวตรอนเขาเรียกว่า ๐ แต่ที่จริงไม่ใช่ ๐ แต่มีสอง พอแตกตัวเรียกสอง เป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่นหรือฟิชชั่น มีลักษณะแตกกระจายหรือรวมตัวกันแน่น มันมีการกระทบกันไปเรื่อยๆ ปฏิฆสัมผัสโส คำว่า ฆ คือการกระทบสัมผัส มีหน่วยมารวมกัน ถ้ากระแทกแรงก็แตกมีพลังงานออกมาตามที่อัดไว้ ไอสไตน์เรียกว่า A bomb of love เขาอธิบายให้ลูกฟังว่า
เพื่อให้มองเห็นภาพความรักได้ พ่อจึงขอแทนค่าสมการที่ขึ้นชื่อที่สุดของพ่ออย่างง่าย ๆ แทนที่จะเป็น E (พลังงาน) = mc 2 มวล x (ความเร็วแสง) 2 ถ้าเรายอมรับว่าพลังงานที่จะเยียวยาโลกได้สามารถได้มาโดยผ่านความรักคูณด้วย ความเร็วแสงยกกำลัง 2 เราก็จะได้ข้อสรุปว่า ความรักเป็นพลังที่ทรงอานุภาพที่สุดที่มีอยู่ เพราะมันไม่มีขีดจำกัด
(พ่อครูว่า แสงมีทั้งความเร็วและความแรง ความรักที่ทั้งเร็วและแรง นัยของพระพุทธเจ้ามีครบทั้งเร็ว และแรง มีแสงสว่างก็คือปัญญาด้วย คือความเร็วและความแรงของแสงสว่าง (อาโลกา)คือปัญญา จะเกิดจักษุที่จะเห็นแสงที่เป็น จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลกา(แสงสว่าง) เป็นการตรัสรู้อย่าง จักขุมาปรินิพพุโพติ มีปัญญา ญาณ วิชชา ที่เป็นความรู้แต่ละระดับ แต่ละลักษณะที่แตกต่างกันบ้าง
พระพุทธเจ้าก็สอนไว้หมดละเอียดกว่าไอสไตน์พูดนิดๆหน่อยๆด้วยซ้ำ สรุปแล้วความเร็วแสงคือจิตมุทุภูตธาตุ มีปัญญาเฉียบแหลม มีจิตหัวอื่น มีมุทุตา หรือมุทุภูตธาตุ เป็นธาตุจิตที่สำเร็จสมบูรณ์ ผู้เป็นอาริยบุคคลจะเริ่มมีมุทุภูตธาตุ พระอรหันต์จะใช้พลังงานอย่างซื่อสัตย์ไม่ให้ออกไปทำชั่ว อย่างเป็นอัตโนมัติ มันเป็นปัญญาที่รู้เลยว่าไม่ดี ไม่ทำ ไม่ให้เกิดพลังงานไม่ดี ทำให้เต็มที่เต็มแรงเท่าไหร่ก็ได้ กำหนดได้เราจัดการให้ออกได้ พระอาริยะถึงอรหันต์ทำได้สมบูรณ์แต่ก็ทำได้ตามฐานะของแต่ละอรหันต์ อรหันต์ที่มีโลกวิทูไม่เท่ากันอีก อาตมาเอามาอธิบายต่อ)
...หลังจากที่มนุษยชาติประสบความล้มเหลวในการใช้และควบคุมพลังงานอื่น ๆ ในจักรวาลที่ขัดขวางเราแล้ว จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราจะหล่อเลี้ยงตัวเองด้วยพลังงานอีกประเภทหนึ่ง
หากเราต้องการให้ species ของเราอยู่รอด หากเราต้องการค้นหาความหมายของชีวิต หากเราต้องการช่วยโลกและสิ่งมีชีวิตที่มี sense รับรู้ซึ่งอาศัยอยู่ในโลกแล้วละก็ ความรักคือคำตอบเดียวที่มี
(พ่อครูว่า...ผู้ใดที่จิตเข้ากระแสอาริยะมีเชื้อเผ่าพันธุ์อาริยะจริง หากเราต้องการ species ที่จะอยู่รอดต้องเป็นอาริยะ)
เราอาจจะยังไม่พร้อมที่จะผลิตระเบิดรัก ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีแสนยานุภาพพอที่จะทำลายความเกลียดชัง ความเห็นแก่ตัว และความโลภ ซึ่งย่ำยีโลกได้อย่างราบคาบ แต่ทุกคนก็มีเครื่องกำเนิดความรักเล็ก ๆ อันทรงพลังอยู่ในตัว ซึ่งรอคอยการปลดปล่อยพลังงานออกมา
(พ่อครูว่า...หลายคนคงได้ยินว่าอาตมาไม่เคยคิดเกลียดชัง ไม่เคยโกรธ ไม่เคยชังเขาไม่ถือสาเขา อาตมาก็พูด เคยได้ยินไหมก็พูดบ่อย ไม่ว่าใครเคยทำร้ายอาตมาก็ตาม มันเป็นความจริง ทุกวันนี้อาตมาเปิดเผยหมดแล้ว เพื่อใช้อธิบายความจริงว่ามนุษย์เป็นได้ มันถูกระเบิดแห่งรักที่พระพุทธเจ้าสร้างให้อาตมา ทำลายความเกลียดชังจากใจอาตมาไปหมดแล้ว ทำลายความเห็นแก่ตัวและความโลภ )
เมื่อเราเรียนรู้ที่จะให้และรับพลังงานจักรวาลนี้ เราก็จะพิสูจน์ได้ว่าความรักพิชิตทุกสิ่งทุกอย่าง สามารถก้าวข้ามทุกอย่างไม่ว่าสิ่งใด ทั้งนี้เพราะความรักคือแก่นแท้แห่งชีวิต
พ่อเสียใจที่ไม่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวใจของพ่อ ซึ่งเต้นเพื่อลูกอยู่เงียบ ๆ มาตลอดชีวิต ออกมาได้ บางทีอาจจะสายเกินกว่าจะขอโทษ แต่โดยที่เวลาเป็นสิ่งสัมพัทธ์ พ่อจึงต้องบอกลูกว่า พ่อรักลูก และเพราะลูกพ่อจึงบรรลุคำตอบขั้นสุดท้ายนี้ได้!”
ไอสไตน์เขาสรุปไว้เป็นภาษาว่า Space and time of continuum คำว่า continuum คือความต่อเนื่องที่เป็นอนุกรมมา หรือเรียกว่า สันตติหรือปฏิจจสมุปบาทก็ได้ อาตมาเคยประกาศไว้ว่า ชีวิตก็คือ กรรมกับกาละ หรือว่าจะเรียงภาษาก็คือ Khama and time of continuum
กรรมก็คือ doing หรือ deed คือการกระทำ หรือพลังงานที่เกิดการเคลื่อนไหว เกิดจากมีประธานแล้วมีสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยต่อ พระพุทธเจ้าถึงว่าคือ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย
เหตุกับปัจจัยเป็นสองอย่างเป็นเค้าเรื่อง แล้วจะรวมตัวแล้วก่อเป็นนิทาน ไปเรื่อยๆ
ความรักที่คนลึกๆแล้วยอมรับนับถือบูชาสุดยอด ถ้าเราบอกว่าเราบูชาความรักของพระพุทธเจ้านี้ คนก็ยังไม่ชัด เราก็รู้ว่าสุดยอด แต่ว่าเรานึกสภาพไม่ชัด ความรักที่อาตมายกตัวอย่างให้ฟังนี้ก็คิดว่าน่าจะใช้ ถ้านึกไม่ออกเลยก็นึกถึงความรักของประชาชนไทยที่มีต่อพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ นี้ลองนึกดู เป็นพลังงานองค์รวมที่ทุกคนให้เอง ท่านไม่เคยบังคับไม่เคยใช้อำนาจเบ่งเลย ไม่มี ท่านทรงงานทรงเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไปตลอดพระชนม์ชีพ ท่านได้ความรักอันยิ่งใหญ่นี้แหละ
แต่ปางนี้อาตมาเห็นพระทัยในหลวง พูดด้วยสำนวนคนธรรมดาคือเห็นใจท่านมากๆ ท่านยากที่จะตรัสอะไรมากกว่านี้ ยกตัวอย่างท่านมีความรู้ว่าทฤษฎียิ่งใหญ่ที่จะบริหารบ้านเมืองได้คือ ทฤษฎีแบบคนจน แต่ท่านก็ไม่ได้ขยายความมาก เพราะจะกระทบ คนที่กำลังเยอะแยะ คือคนที่อยู่ในสังคมทั้งใกล้พระองค์ด้วย
ขออภัยที่พูดว่า โพธิรักษ์นี้เอามาใช้ได้ ที่เป็นแบบคนจนนี่แหละ ก็เกิดพลังงานรวมกัน อย่างนี้แหละ เป็นพลังงานที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ท่านแยกวิจัยย่อยว่า จิตของคนที่เป็นสูตรดีแล้วก็มีเมตตากายกรรม วจีกรรม มโนกรรมก็แสดงออกจริงใจ มากหรือน้อยก็แล้วแต่ ใครจะมีเมตตาคุณภาพสูงก็แล้วแต่ จนที่สุดอยู่รวมกันกินใช้รวมกันเป็นสาธารณโภคี สร้างลาภที่กินใช้ร่วมกันเป็นลาภธัมมิกา มีหลักที่จะอยู่รวมกันได้เป็นศีลสามัญตา เร่ิมต้นพื้นฐาน ศีล ๕ ถ้าทำได้ในเมืองใด คือเมืองที่ย่ิงใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศนี้ถือศีล ๕ หมด คุณคิดดูสิว่าจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน ทำไปโดยสุจริตไม่ถึงกับฆ่าแกงทำร้ายกัน
ศีลข้อ ๒ ก็รู้ว่าของใครๆก็เกื้อกูลกัน ไม่ต้องแย่งชิงไม่ต้องลักขโมย เรื่องกิเลสกามเราก็ไม่จัดจ้าน ลดลง แค่ผัวเดียวเมียเดียวก็ทุกข์แล้ว ถ้าไม่มีกามก็ยิ่งเจริญ ไม่พูดปด แม้พูดปดสีขาวก็ไม่เอา ไม่หลงใหลอบายมุข ถูกครอบงำ เราถือว่าจัดจ้าน ไร้สาระเป็นโทษด้วย แล้วล้างกิเลสไป ห้าข้อนี้ย่ิงใหญ่ ถ้าหลักสูงกว่านั้นก็ลดความรักความชังลง เหมือนไอสไตน์ว่า ลดความเห็นแก่ตัว ลดความโลภได้ มากเข้าไปเท่าไหร่ หมดความเห็นแก่ตัวได้ก็แจ๋ว หมดความชังเลยก็ยิ่งดี เป็นอาริยะที่สูงขึ้น
ตอนนี้อาตมาก็มาขยาย Khama(กรรม) of time of continuum มันจะต่อเนื่องไปเรื่อย ไม่มีอะไรที่ขาดจากกันหรอก คำว่าระลึกถึงกัน สาราณียะ คือความสัมพันธ์อันไม่ขาดตอน คือสาราณียธรรม ธรรมะอันไม่ขาดจากกัน ระลึกถึงกัน ระลึกถึงอย่างมีประโยชน์อย่างมีความรักปรารถนาดี
เหมือนพระพุทธเจ้าตื่นมาท่านก็ระลึกถึงว่าน่าจะไปช่วยใครดี หรือหาสิ่งที่จะต้องช่วย อย่างพระพุทธเจ้านี้ท่านไม่หาส่ิงที่ต้องช่วยเลยท่านแจกแต่คำสอน แจกความรู้อย่างเดียว ส่วนอาตมาต้องพาสร้างพาก่อเหมือนกันแต่ก็เน้นที่คำสอนเช่นกัน มาถึงวันนี้แล้ว ๔๕ ปี ก็มีโชคที่มีพระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐที่เอามาใช้ได้ดี มาวันนี้ได้หลักฐานอันนี้มาอีก
อาตมาเรียนวิทยาศาสตร์มาน้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะรู้วิทยาศาสตร์ไม่ได้ อาตมารู้ถึงนิวเคลียร์ฟิชชั่นและฟิวชั่นได้ เป็นปฏิกิริยาอย่างไร วิทยาศาสตร์เขารู้ว่า มันแตกกระจายไปไม่มีวันจบ ก็เลยตัดครึ่งเป็น half life
ของพระพุทธเจ้านี้ควบคุมได้ ไม่ให้มีกัมมันตรังสีพิษไปเลย พระพุทธเจ้าไม่ให้กระแทกแรงจนเกิดรังสีพิษออกมา จะกระแทกก็เพียงให้พอเหมาะไม่ให้เกิดความเป็นพิษ อย่างเช่น สารที่เอามาทำยาคือสารสกัด หากมากเกินขีดก็ตายทั้งนั้น ถ้าได้พอเหมาะเป็นยาทั้งนั้น เป็นส่ิงสร้าง แต่ถ้ามากไปเป็นสิ่งทำลาย ตายได้ไม่ตายก็ทรุดเสื่อม แก้ไขไม่ได้ก็ตาย
พระพุทธเจ้าสอนให้คนเรียนรู้จิตตน จนเรียนรู้ที่จะเคลื่อนพลังงานออกไปอย่างไร ในระดับที่ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา แล้วถึงเคลื่อนเป็นวิญญัติ เป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ คือวิการรูป ๕ ที่ท่านสอนไว้ในอุปาทายรูป ๒๔ นี่คือพลังงานนิวเคลียร์ของชีวะของจิตนิยาม คือ พลังงาน Bomb of love นิวเคลียร์ของวัตถุ ก็เป็น A bomb of loss
อาตมาถือโอกาส ฉวยโอกาสพูดอันนี้ให้ฟัง ฟังแล้วรู้สึกว่าหนาวหรืออุ่นหรือร้อน ต่อไปให้ใครจะถามก็ถามมาเลย
_ทิดคู่ฟ้าถามว่า...พ่อครูเวลาแปลคำว่า กรรม ใช้คำว่า กรรมคือAction หรือ Doing แต่เคยได้ยินพ่อครูแปลว่า Working ตอบ...ก็ใช้ได้ ทั้งสองแบบ
_ตายแน่... พ่อครูถามว่าร้อนหรือเย็น ผมก็มีวจีกรรมว่าเห็นดีเห็นด้วย เห็นตาม อย่างที่พ่อครูขยายออกไป
_ใช้พลังงานที่ตรงกันข้ามกับ A bomb of love ให้เป็น A bomb of Damage ก็ได้นะ
_ลมระริน ที่พ่อครูว่า จะก่อภูเขาทุกลูก จะสร้างลำธารทุกสาย จะสยายสายรุ้งให้เต็ม ตอบ...แต่ก่อนอาตมาเอาคำมาร้อยเรียงให้สวยงามแต่เดี๋ยวนี้มีแต่คำขวานจัดตอก
_ผมใช้เวลาป.๑-ป.๖ เพื่อวันเดียว คือวันสอบเข้าม.๑ แล้วใช้เวลาเรียนมา ม.๑- ม.๖ เพื่อวันเดียว คือวันสอบไล่เข้ามหาวิทยาลัยที่ชอบ แล้วใช้เวลาเรียนจบปริญญา ปี ๑- ปี ๔ เพื่อวันเดียวเท่านั้น ขอถามว่าเราใช้เวลาปฏิบัติธรรมเพื่อวันไหน เพื่อวันที่ตายอย่างมีสติหรือเปล่า? ตอบ ... คุณคิดว่า คนเราควรตายอย่างมีสติ สงบ หรือว่าตายอย่างดิ้นรนไม่มีสติเลย เร่าร้อน ตายเพื่อเช่นนั้นไหม? ทีนี้คนจะตายอย่างมีสติและสงบ พวกเราฟังแล้วก็รู้เลยว่าจะต้องปฏิบัติธรรม เพื่อหมดความห่วงหาอาวรณ์ ที่จะไม่ต้องกังวลต่อส่ิงต่างๆนานาที่พาเร่าร้อนไม่สงบ เพื่อวันสุดท้ายคือวันตาย ผู้ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้วอย่าว่าแต่วันสุดท้ายเลย แม้ขณะปัจจุบันขณะก็สบาย มีคนใหม่มาถามอาตมาว่า ท่านสบายดีไหม?...อาตมาก็เลยบอกว่า คุณหาคนที่สบายกว่าอาตมามาให้ดูหน่อยสักคนหนึ่ง มันจริงใจนะที่พูดไม่ได้พูดเก๋ๆเท่ๆนะ คือมันสบาย ไม่ห่วงหาอาวรณ์แต่ก็ระลึกถึงปรารถนาดี ทุกวันนี้ไม่ห่วงกังวล แต่มีความเชื่อมต่อที่ว่าเราอย่าเพิ่งตาย ก็ระลึกถึงสิ่งที่ควรทำแก่สังคม ก็ระลึกถึงสิ่งนี้ แล้วเวลานอนก็นอน มีปณิหิตตัง ในจิตคือตั้งไว้ในจิต แม้เราจะบอกว่าพักเถอะก็มีตัวตั้งอยู่ ควรพักก็พักเสียก่อน เราก็หยุด ตัดสิ่งอื่นไป พอพักในเวลาพอควรก็จะรู้สึกตัว สิ่งที่ตั้งไว้จะทำงานต่อโดยอัตโนมัติ เราไม่ได้ตัดทิ้งไม่ได้หยุด
ถ้าเราว่าพักไม่พอ ก็จะหยุดสิ่งที่ขึ้นมา ก็พักต่อ แต่พอพักไปพอควรแล้ว ส่ิงที่ตั้งไว้ก็ขึ้นมาทำงาน อาการที่อาตมาพูดไปนี่เป็นจริง สบาย ไม่ได้ห่วงว่าเราจะต้องไปเอาอย่างนั้นไปได้อย่างนี้ไปมีอย่างโน้นไม่ต้อง ไอ้โน่นก็อยากได้อยากมีอยากเป็น ก็ไม่มีจิตไปดิ้นรน แม้แต่อยากกิน อยากได้ยิน อยากสัมผัสก็ไม่มี
มีคนถามอาตมาว่า ท่านหิวข้าวแล้วทำอย่างไร?...คุณก็คงคิดว่าหิวก็กินสิ แต่คำตอบของอาตมาคือ ไม่เคยหิวข้าวเลย แม้แต่หิวน้ำก็ไม่เคยหิวน้ำเลย คนเขาเอามาให้ดื่มก็ดื่ม บางทีออกกำลังกายเหงื่อออกไม่มีน้ำมาก็ไม่ได้ดื่ม เอามาให้ดื่มก็ดื่ม แม้แต่อดข้าวก็ไม่ได้อยากกินข้าว แต่ว่ามันจะมีภาวะโหย หากนานวันเข้า
แล้วง่วงหากธรรดาไม่ง่วง แต่ว่าถ้าเราใช้พลังงานไปไม่สมดุลมากไปก็จะง่วงหรือว่าใช้พลังงานควรพักได้ก็ง่วง หรือว่าบางทีก็ฝืนไม่ให้ง่วง ไม่ได้ติดรสอร่อยของการง่วง การฝึกก็คือไม่ให้ติดรสอร่อยของความง่วง อาตมามีเพื่อนที่บอกว่า ความง่วงนี้อร่อย หลับไปอร่อย แล้วก็ปวดฉี่ ก็ไม่อยากตื่นก็เลยประคองความง่วงไว้ ค่อยคลำทางไปไม่ลืมตากว้างกลัวหายง่วง ไปห้องน้ำ อีกพวกคือพวกติดไปเต้นไปดีดก็ไม่อยากหลับนอน แต่พวกติดนอนก็นอนได้เป็นวันเป็นคืน คนที่จะเรียนรู้เรื่องนอนก็หัดอ่านอัสสาทะของรสติดนอนนี่แหละ ใครติดนอนก็ฝึกอันนี้ ฝืนอย่างเดียวไม่ได้ผล ต้องรู้อาการนี้
_ส.ลานบุญ ได้ฟัง สูตรของไอสไตน์ อยากเล่าเรื่องที่เคยได้ไปเดินตามพ่อครูออกกำลังกายบนพระวิหาร แล้วแต่ละรอบท่านปัจฉาฯก็หยอดนับรอบ แล้วประทับใจที่พ่อครูพยายามเพิ่มรอบของการเดิน วันนี้มาฟังพ่อครูใช้คำว่า Khama and time ก็เข้าใจเพิ่ม แล้วเอา E = mc 2 ก็ชัดขึ้นอีก อยากให้พ่อครูขยายที่ว่า + A c คือพลังงานทางจิต m คือวัตถุธรรม เป็นหน่วย เช่น คนหนึ่งคน มีกายกรรม วจีกรรม แล้วมีจิตคือมโน สัมพันธ์กันสองหน่วย ถ้าคนไหนหนักไปทางหน่วยของร่างกายตัวตน พลังงานไม่ค่อยสูง คนนั้นอืดขี้เกียจ หนักแผ่นดินมีแต่เบียดเบียนแย่งชิงคนอื่น ผู้ใดมีพลังงานแล้วใช้พลังงานจิตให้มากกว่ามวลที่ตนอาศัย ถ้ามวลมากขึ้น แล้วมีพลังงานสอดคล้องจะมีพลังงานมาก แล้ว mc เป็นพลังงานวัตถุ แต่ว่าพลังงานทางศาสนาคือจิตคือมวล มวลก็คือคนแต่ละคน มารวมกันก็มากๆ แล้ว C คือนามธรรม ยิ่งยกกำลังสองย่ิงได้มาก ยกกำลังสองยังน้อยไป ยิ่งเป็นอาริยธรรมที่ในสังคมมีค่าสูงย่ิงสูง แม้จะให้ค่าปกติก็ยกกำลังมากกว่าสองอีก กุศลจิตนี่
อโศกเรามีมวลเท่านี้ แล้วจิตเรามีกุศลมากกว่าอกุศล คุณอาจขี้เกียจบ้างแต่ก็มาคือจิตกุศล มานี่ไม่ได้พาเสียเลย กินมากก็ท้องแตก ขี้ไหล ต้องกินยาระบายเท่านั้น อาหารก็เป็นอาหารดี ก็มาสังสรรมีกิจกรรมมีประโยชน์กว่าของโลกเขา
พลังงานทั้งหลายเป็นตัวบทบาทถ้ามีแต่อันเดียวเป็นหินนิ่งๆไม่เกิดพลังงานไม่เกิดประโยชน์อะไร แต่ถ้าเอาไปถมถนนก็ได้ประโยชน์หรือว่าถ้ามันเคลื่อนที่ หินเคลื่อน อากาศก็เคลื่อน มีการแตกตัวของอาการแก๊สที่นับไม่ถ้วนที่เราไม่รู้ก็มี คือสิ่งละเอียดมาก ที่รวมลงที่ Space and time
space คือทุกส่ิงทุกอย่างในมหาจักรวาลเรียกว่า เทหวัตถุแท่งทึบ มีทุกอย่างในกรอบแห่งเอกภพนี้ ใน space ที่บรรจุในนี้ คือส่วน เช่นในอะตอมก็มีโปรตอน นิวตรอน และอื่นๆอีก หรือในprotoplasm ก็มี cytoplasm หรือในไข่ก็มีนิวเคลียสแตกตัวเป็นโครโมโซม เป็นต้น เป็นลักษณะที่ถ้าเข้าใจโครงสร้างทุกอย่างจะเข้าใจทะลุเลย เข้าใจง่าย โครงสร้างที่รวมและแยกอย่างไรอาตมาเข้าใจทั้งนั้น
_ส.ลานบุญว่า พ่อครูพยายามใช้อิทธิบาทให้อายุยืนยาวไป อย่างน้อย ๑๕๑ ปี เห็นว่าน่าจะเป็นไปได้ เพราะคนที่ทำเพื่อคนอื่นอายุจะยืนยาวแต่ว่าคนทำเพื่อตนเองจะอายุสั้น ตอบ...จริง อันนี้เป็นสัจจะ คนทำเพื่อตนเองเห็นแก่ตัวจัดจะตายไว
_ทิดคู่ฟ้า... พ่อครูประกาศอรหันต์ เมื่อกี้นี้พ่อครูว่า ไม่หิวข้าว ผมก็ไม่เข้าใจ แต่ผมอยากให้พวกเราคิดว่า ใครคือพระอรหันต์ เห็นส่ิงเปรี้ยวๆ เช่นมะม่วง ใครคิดว่าอรหันต์จะน้ำลายไหล ยกมือ ใครคิดว่าน้ำลายไม่ไหล ยกมือ? อีกคำาถาม นึกถึงตึกสูงๆ สองตึก มีไม้กระดานพาด ให้พระอรหันต์เดิน จะรู้สึกเสียวไหม? ตอบ ... อันนี้จริง เป็นอย่างที่คู่ฟ้าตั้งคำถาม มันเป็นความซับซ้อนลึกซึ้งหลายชั้น ถ้าปณิหิตตังจิตตัง การตั้งจิตให้อันนี้ทำงานเป็นต้นทาง เหมือนเรามีเครื่องยนต์ที่อุ่นตลอด ไม่เย็นเลยนะ เครื่องของผู้ติดเครื่องของจิตวิญญาณ จิตท่านเจตนาจะติดเครื่อง อย่างพระพุทธเจ้าท่านจะสร้างศาสนา ท่านว่าผู้จะเห็นสรีระของพระตถาคตผ่องใสที่สุด ก็มีสองกาละเท่านั้น คือเร่ิมตรัสรู้หนึ่ง เริ่มตรัสรู้ท่านไม่ได้ตั้งจิตอะไร ไม่มีปณิหิตตังจิตตัง แม้มารมาอาราธนาให้ท่านตาย ท่านก็ว่าต้องสร้างศาสนาก่อน ก็คือท่านตั้งแล้ว ก็เร่ิมผิวหมองแล้ว ก็จะหมองเพิ่มขึ้นเมื่อท่านทำงานก็มีตะกอนเกิด เชื่อมต่อไป ความผ่องใสที่ว่าก็จะไม่มีอยู่ ครั้งที่สองคือท่านปลงอายุสังขาร คือหยุดงานทุกอย่างปล่อยแล้ว
ฉันเดียวกันกับอาตมา ตอนนี้แสดงอาการเหมือนคนใช้อารมณ์ คนดูด้วยอาการเขาไม่เชื่อหรอกว่าอาตมาเป็นอรหันต์ แต่พวกคุณเชื่อเพราะมีหลักฐานหลายอย่าง อาตมาไม่ได้ตกใจแปลกใจเลย อาตมาทำงานทุกวันนี้ไม่ประเล้าประโลมไม่หาบริวาร อาตมาไม่ทำ อาตมาปรุงแต่งก็เหมือนคนมีอาการโลภ โกรธ อาตมามีการตั้งจิตอนุโลมกับพวกเรา ก็จะมีเหมือนค้างบ้าง ไม่ได้ปล่อยทิ้งไปหมด อรหันต์คือมีน้ำลายไหลได้ เสียวได้ตอนเดินที่สูง
_ผมรู้สึกว่าเมื่อ ๓๔ ปีที่แล้ว ผมเจอพ่อท่านที่งานวิสาขบูชา ก็ประทับใจรู้สึกว่าพ่อท่านคือผู้ที่ให้เราทำงานด้วย ก็อยู่ในวงอิเล็กตรอนก็มีความมั่นคงศรัทธารู้ว่าพ่อท่านคือใคร เป็นคนสำคัญอย่างไรตอนแรกที่ฟังพ่อท่านแสดงธรรมที่เกาะลอย สวนลุมฯ ตอบ.. .ก็มีหลายคนมีsense อย่างคุณ แต่หลายคนก็รู้สึกชังได้ อาตมาก็สงสารเขา ย่ิงเขามาทำร้ายเรา ก็ยิ่งสงสารเขา คุณมาทำร้ายเราก็ไม่ดีอยู่แล้ว คุณไม่รู้ว่าเรามีสิ่งที่ดีให้คุณนะ แต่คุณไม่รู้เสียเลย ก็น่าเห็นใจสงสารเขา
_ถึงวันนี้แล้วผมอยู่ทางโลกทำมาหากินมีเงิน เที่ยวเล่นอย่างโลกที่เขาว่าสุขแต่ผมก็จืดๆ ผมรู้สึกว่าวันหนึ่งต้องเข้ามาอยู่กับพ่อท่าน คนมีจิตเช่นนี้ควรทำอย่างไรต่อไป ตอบ ...ที่พูดนี้ให้จริงเถอะ ก็เป็นคนดีแล้วมันอุเบกขา อทุกขมสุข สามัญ มันเป็นลักษณะรู้ความจริงตามความเป็นจริง อย่างคู่ฟ้าถามว่าน้ำลายจะไหลไหม ก็เป็นปฏิกิริยากับรสเปรี้ยว มันไม่เหมือนเผ็ด เผ็ดมันก็หายง่าย ขมก็หายง่าย แต่หวานนี่นานระริกระรี้นานกว่าจะหายขาด ส่วนเปรี้ยวนี่มันไม่รู้อย่างไรมันเป็นอาการที่แหย่ลึกๆ มันจึงยากกว่า แต่หวานนี่อาตมาก็ไม่มีปัญหา อย่างเผ็ดขมเฝื่อนมันก็ง่ายไม่ต้องดูดมา อาการเฉยนี่มีเฉยอุเบกขา แบบพักยกได้ มีแบบที่อิ่มแล้วก็เฉย ไม่ดูดดึงเพียงพักไว้ นานไปก็อยากอีก ถ้าผู้ที่มีเคหสิตอุเบกขาเช่นนี้ไม่ได้มีปัญญารู้ความจริงตามความเป็นจริง ต่างกับคนที่เนกขัมสิตอุเบกขาที่มีปัญญาได้อย่างถาวร
พวกนั่งเจโตทำลืมกดข่มได้นานก็สร้างความแข็งตัวตกผลึกแน่นได้ ฝึกได้มากก็หลงตัวว่าตนได้ ได้นาน ต่อสู้ได้แข็งแรงด้วยแต่ก็เวียนกลับได้ คุณเอาแต่นั่งหลับตากดข่มทำลืมก็ได้แต่ไม่นานเวียนกลับ พระพุทธเจ้าสอนให้เรียนรู้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกายที่มีทั้งนอกและใน กายจึงคือจิตบ้าง มโน บ้าง วิญญาณบ้าง ในพระไตรฯล.๑๖ ข.๒๓๐ ท่านตรัสไว้
กายนี่คือจิต แต่ขาดข้างนอกไม่ได้ ถ้ามีแค่ภายในมีแต่ความจำ ไม่ใช่ความจริง แล้วไม่มีหลักฐานด้วย คือของที่อุปาทานไว้ ดึงออกมาก็นึกว่าเป็นความจำก็มีทั้งที่คิดเป็นมโนมยอัตตาใหม่ก็มี ความรู้สึกเฉยๆก็ต้องมาศึกษาให้ดี แล้วก็เข้าใจก็ควรเข้ามาได้แล้ว
_ ๓ อาชีพกู้ชาติคือ A b
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive