321000 รถด่วนขบวนสุดท้าย พ่อครูแสดงธรรม ที่สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
321000 รถด่วนขบวนสุดท้าย พ่อครูแสดงธรรมต่อหมู่สงฆ์ ที่ บวรสันติอโศก
พ่อท่านว่า… หนังสือที่เราจะเอามาใช้คือ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้พยายามเลือกเฟ้นหัวข้อธรรม และจัดสรรเท่าที่มีหลักฐานในพระไตรปิฎก แล้วก็เอามาเรียบเรียงไว้ เราก็ได้เอามาใช้อย่างง่ายดาย สะดวก ไม่ต้องไปค้นไปหา หรือไปปะติดปะต่อเอาเอง
นี่เป็นบุญคุณของพระอริยเจ้าชั้นสูง ที่ท่านได้ทำไว้ให้แก่เรา ก็ดีนะ เราก็ได้สบายขึ้น ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น รู้เร็วขึ้น เข้าใจเร็วขึ้น ได้ทำความหลุดพ้นให้แก่ตัวเอง หรือได้ลอกเลียน ได้เอาอย่างได้เร็วขึ้น ดีขึ้น ก็เป็นกำไรของเรา นี่เรียกว่าเป็น "อานิสงส์" หรือว่าเป็นบุญของเรา การมีธรรมะของตถาคตอยู่ในโลก คือความสุขของโลก
พระตถาคตเกิดขึ้นในโลก เพื่อแสดงแบบแห่งการครองชีวิตอันประเสริฐแก่โลก พระตถาคตเกิดขึ้นแสดงธรรม เพื่อความระงับ ดับ รู้ เพราะฉะนั้น จะระงับ หรือจะดับก็ดับอย่างรู้ ผู้เชื่อฟังพระตถาคต ได้รับประโยชน์สุขสิ้นกาลนาน
เพราะฉะนั้น โลกที่กำลังมัวเมา จึงยังสนใจธรรมะของพระตถาคตลักษณะพวกนี้เป็นลักษณะของพุทธทั้งนั้น นาม "พุทธะ"นี้ พระพุทธองค์ทรงขนานนามพระองค์เอง ปรากฏ ในการสนทนากับโฑณพราหมณ์ดังนี้ โฑณพราหมณ์ได้ทูลถามว่า "ท่านผู้เจริญของเรา ท่านเป็นเทวดาหรือ" พระพุทธองค์ทรงตอบว่า "พราหมณ์เอย เราไม่ได้เป็นเทวดาดอก" พราหมณ์ : "ท่านผู้เจริญของเรา ท่านเป็นคนธรรพ์หรือ" พุทธะ : "พราหมณ์เอย เราไม่ได้เป็นคนธรรพ์ดอก" พราหมณ์ : "ท่านผู้เจริญของเรา ท่านเป็นยักษ์หรือ" พุทธะ : "พราหมณ์เอย เราไม่ได้เป็นยักษ์ดอก" พราหมณ์ : "ท่านผู้เจริญของเรา ท่านเป็นมนุษย์หรือ" พุทธะ : "พราหมณ์เอย เราไม่ได้เป็นมนุษย์ดอก" พราหมณ์ : "ท่านผู้เจริญของเรา เราถามอย่างไร ท่า
อ่านต่อ
นก็ตอบว่า มิได้เป็นอย่างนั้น ถ้าเช่นนั้น ท่านเป็นอะไรเล่า"
พุทธะ : "พราหมณ์เอย อาสวะใดเหล่าใด ที่จะทำให้เราเป็นเทวดา เพราะย้งละมันไม่ได้ อาสวะเหล่านั้น เราละได้ขาด ถอนขึ้นทั้งรากแล้ว ทำให้มันเหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปแล้ว พราหมณ์ เปรียบเหมือนดอกบัวเขียว บัวหลวง หรือบัวขาว มันเกิดขึ้นในน้ำ เจริญในน้ำ โผล่ขึ้นพ้นน้ำ น้ำไม่เปียกติดมันได้ฉันใด ก็ฉันนั้น พราหมณ์ เราเกิดขึ้นในโลก เจริญในโลกก็จริง แต่เราครอบงำโลกเสียได้แล้ว และอยู่ในโลก โลกไม่ฉาบทา แปดเปื้อนเราได้ พราหมณ์ ท่านจงจำเราไว้ว่าเป็นพุทธะ ดังนี้เถิด ที่จริงคำว่า "พุทธะ" นี่ แฝงเข้ามานิดเดียว พระพุทธเจ้าไม่เจตนาจะตั้งชื่อท่านว่า "พุทธะ" แต่ท่านเอาความหมายของคำภาษาบาลีในสมัยนั้น ท่านเอาคำคำหนึ่ง คำควรที่สุดคำหนึ่ง ตามที่ท่านเห็นควร คำว่า "พุทธะ" สมัยนั้น ก็มีความหมาย มันก็มีความหมายที่เขาคิดกัน เขารู้กันน่ะแหละ เขาใช้กัน แต่เราไม่รู้ว่าที่เขาใช้กันความหมายอย่างใด เพื่อใคร เขาคงจะหมายความว่า ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แจ่มใส เป็นผู้รู้ ทำนองนั้นแหละ แต่จะเน้นความหมายใด เราก็ไม่เข้าใจ ศัพท์ทุกวันนี้ก็เหมือนกัน มีการเน้นกันจนติด เป็นที่นิยมเช่นคำว่า "มัน" เราจะเน้นไปทางไหน จะเน้นในทางเป็นสรรพนามแทนผู้คน หรือจะเน้นไปในทางเป็นลักษณะคุณศัพท์แสดงลักษณะของเงิน มันมีอาการเงางาม หรือจะเอามาเป็นอาการกิริยาของจิต ที่มันซับซาบใจ อย่างที่เรามาเน้นเดี๋ยวนี้ คำว่า "มัน" เติม ส เติม เอส ด้วยนะ เติม ส เข้าไปเสียด้วย "มันส์" แหม ชอบใจเลยว่า อย่างนั้นมันหยดเลย มันหยดติ๋งเลย อะไรอย่างนี้ ยิ่งใช้สำนวนเน้นๆ อย่างสมัยนี้ เขาใช้กัน ก็แล้วแต่ว่าเขาจะโน้มเอนเน้นทางไหน
เพราะฉะนั้น "พุทธะ" คำนี้ ในสมัยพระพุทธเจ้า บาลีคำนี้ มันจะเน้นไปหมายเอา ผู้เบิกบาน แจ่มใส ลักษณะเบิกบาน แจ่มใส เรียกคนเบิกบานแจ่มใสว่า "พุทธะ" เขาไม่เน้นความหมายว่า "รู้" ไม่เน้นลักษณะ "ตื่น" ก็ได้ หรือเขาจะเน้นว่า "รู้" พุทธะแปลว่า คนมีความรู้ ผู้รู้ ผู้ฉลาด เราไม่รู้ว่า สมัยนั้นเขาเน้นอะไร เพราะว่าเราไม่ได้หลักฐาน ประวัติศาสตร์ไม่ได้กล่าวถึง
แต่ก็เอาละ เราก็พอสืบทราบได้ว่า พุทธะมันแปลอย่างนี้ละ มันหมายความว่า ผู้เบิกบาน แจ่มใส ผู้รู้ หรือผู้ตื่น เราจะเน้นอะไรก็เน้นได้ แต่เราจะเน้นเอาทั้ง 3 คำ ก็เน้นได้ หรือจะเน้นให้มากกว่าผู้รู้ ผู้ตื่น พุทธะ มีความหมายอยู่ในเชิงเดียวกัน เป็นไวพจน์กัน ขยายความกัน เป็นการแสดงออกต่อๆกันออกมา เราก็รู้ความหมายได้ชัด
ในตอนนี้ พระพุทธเจ้าก็เลยเอามาใช้เป็นสรรพนามเสียเลย พราหมณ์ เขาถามว่า เป็นเทวดาหรือ ไม่ใช่เทวดา ก็ถามมาเรื่อย ไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่เป็นยักษ์ ไม่เป็นมนุษย์ คนที่เขามีความรู้ในสมัยโน้น เขาไม่ได้เข้าใจว่าเทวดา คือรูปลอยลมอยู่ที่ไหน ไม่ใช่ เทวดาเขาหมายถึงคนที่มีฉวีวรรณผุดผ่อง จนกระทั่งแปลกพิเศษ เหมือนกับคนแปลงร่างมา เป็นคนผ่องใส มีความสุขสบาย บริบูรณ์ มีความพรั่งพร้อม คนธรรพ์ เขาอาจจะหมายถึงคนนี่แหละ แต่เป็นคนอีกชนิดหนึ่ง ที่เบา ง่ายแล้ว มีความเพลิดเพลิน ร่าเริง เบิกบาน คนธรรพ์นี่ เหมือนกับพุทธะในเชิงเบิกบาน แจ่มใส ไม่มีความเศร้าโศก คนธรรพ์มีเครื่องบรรเลงเพลง เป็นนักร้อง คนที่ร้องเพลงเฉยอยู่ แสดงว่าสบายอารมณ์ จึงหมายว่า เป็นผู้มีความสุข เบิกบาน แจ่มใส
พราหมณ์ถามพระพุทธเจ้าว่า เป็นอะไร ท่านก็บอกว่าไม่ใช่จะใช้สรรพนามเรียกเราอย่างที่เธอหมายว่า เทวดา เราก็เหนือกว่าเทวดา จะใช้สรรพนามแทนว่า คนธรรพ์ เราก็เหนือกว่าคนธรรพ์ เราเหนือกว่ายักษ์ เราเป็นมนุษย์ แต่เหนือกว่ามนุษย์ ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ฟังแล้วก็คือ ยกตัวน่ะแหละ ว่าสูงกว่าใครทั้งนั้น
พระพุทธเจ้าใช้สรรพนามแทนตนเองว่า พุทธะ คำว่า "พุทธะ" สมัยนั้น คงมีความหมายสูงพอใช้ได้เหมือนกัน พระพุทธเจ้าถึงได้เลือกเอาคำว่า "พุทธะ"นี้มาใช้ คำว่า "พุทธะ" อาจจะสูงเหมือนกับคำว่า "พระเจ้า" สมัยนี้ พระพุทธเจ้าอธิบายภูมิจิตของท่านว่า "อาสวะเหล่าใด ที่จะทำให้เราเป็นเทวดา เพราะยังละมันไม่ได้ อาสวะเหล่านั้น เราละได้ขาด"
เทวดาก็มีอาสวะของความเป็นเทวดา จึงเรียกเขาว่าเทวดา คนธรรพ์ ยักษ์ มนุษย์ ก็เหมือนกัน คือยังมีอาสวะอยู่ แต่พระพุทธองค์ ถอนขึ้นทั้งรากแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปแล้ว เปรียบเหมือนดอกบัวเขียว ดอกบัวหลวง หรือบัวขาว มันเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ดอกบัวทั้งหลายที่เกิดในน้ำ โผล่ขึ้นพ้นน้ำ ตั้งอยู่น้ำไม่เปียกติดมันได้ เหมือนเราอาศัยร่างมนุษย์เกิด อาศัยฐานของยักษ์ ของคนธรรพ์ ของเทวดาเกิด เราอาศัยฐานพวกนั้น ด้วยความไม่รู้ก็ได้นะ เมื่อเราเกิดแล้ว เจริญเติบโตในโลก แต่จิตวิญญาณเราไม่คลุกคลีอยู่กับโลก เราเป็นบัวอย่างนั้นแล้ว เราไม่เปียกแฉะ คลุกคลีกันอยู่อีกแล้ว นำ้ไม่เปียกติดมันได้ แม้จะเกิดจากน้ำก็ตาม แต่น้ำไม่เปียกแฉะ โผล่พ้นน้ำแล้ว ตั้งอยู่ได้เอง แม้กลับเอาไปจุ่มน้ำอีก น้ำก็ไม่เปียก ไม่ติดบัวทุกดอกทุกอย่าง
เราอาจจะคลุกคลีอยู่กับโลกก็ได้ แต่เราครอบงำโลกเสียแล้ว เรารู้ เราสามารถที่จะอยู่เหนือ เราเป็นนาย เราเป็นไท สิ่งเหล่านั้นมาเป็นจ้าวเราไม่ได้ เราพ้นน้ำได้แล้ว แต่เราก็อยู่ในน้ำนั่นแหละ เราพ้นโลก แต่เราก็อยู่ในโลกนั่นแหละ โลกเปื้อนเราไม่ได้ เพราะเราอิสระ เราหลุดร่อน เกลี้ยงเกลาได้แล้ว
ลักษณะอย่างนี้นี่แหละ พระพุทธเจ้าก็เลยว่า "พราหมณ์ ท่านจงจำเราไว้ว่า เป็นพุทธะ ดังนี้เถิด แล้วก็ดูเหมือนจะเน้นคำว่า "พุทธะ" นี้ในพระไตรปิฎกครั้งเดียวนี่ มีอยู่สูตรเดียว สูตรอื่นดูเหมือนไม่มีหรอก ที่จะเรียกตัวเองว่า "พุทธะ"
แทนที่ท่านจะเรียก"พุทธะ" พระพุทธเจ้ามักจะเรียกว่า พรหมจรรย์ทั้งหลาย ท่านไม่ได้เจตนาตั้งว่าพุทธ จึงไม่ได้เน้น ไม่ได้เน้นว่า "พุทธะ"
ท่านก็ว่าของท่านไปเรื่อยๆนะว่า เป็นศาสนาของสมณโคดม ท่านก็เอา ตัวท่านเข้าไปเป็นเจ้าของเหมือนกัน บางทีท่านก็เอาชื่อโคตรท่านมาบ้าง เป็นศาสนาของศากยะ ท่านก็เรียกไปอย่างนี้ ท่านไม่ได้เน้นชื่อ ไม่ได้เน้นชื่อใหม่ ท่านเน้นชื่อของท่านนะเป็นหลัก ศาสนาของเรา เราเป็นผู้นำ เราเป็นผู้เห็น เราเป็นผู้แจ้งก่อน
แต่ท่านไม่ใช้ว่า ศาสนาของสิทธัตถะ เพราะมันเป็นเราชัดเกินไป ถ้าพูดว่า "เธอเลื่อมใสธรรมะของใคร เลื่อมใสอาจารย์ท่านใด ปฏิบัติแบบ อาจารย์องค์ไหน อาจารย์องค์นั้น องค์นี้เยอะแยะไป อาจารย์โพธิรักษ์ คุณพูดได้แต่พูดว่า ศาสนาของโพธิรักษ์ไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็ไม่พูดว่า ศาสนาของเราสิทธัตถะ ท่านไม่พูด
พระพุทธเจ้าท่านใช้ชื่อโคตรได้ เพราะทางอินเดียเขาใช้ชื่อโคตรกันอยู่ ทางตะวันตกเขาก็ใช้กัน แต่คนไทยไม่ใช้เรียกชื่อโคตร ชื่อตระกูล เพราะฉะนั้นเราจึงไม่เรียกว่าศาสนาของ พระรักพงษ์ พระโพธิรักษ์อยู่ในตระกูลอโศกมาเก่า ก็เลยเอาชื่อตระกูลมาใช้ ตระกูลอโศก ศาสนาของกลุ่มอโศก ชาวอโศก
อโศก หมายถึงศาสนาที่ทำให้คนหมดโศก หมดเศร้า หมดปริเทวะ หมดทุกข์ หมดโทมนัส หมดอุปายาส ถ้าเราจะใช้โดยเฉพาะ จะให้ความหมายชัดแล้วละก็ เราใช้ชื่อว่า นี่พวกชาวไม่โศก นะ ยิ่งได้เนื้อหาสาระดีกว่านี้อีกเยอะเลย แต่ถ้าจะบอกว่า ศาสนาไม่โศกนี่ เขาจะถือว่าใช้ไม่ได้ ศาสนาอโศก ก็อันเดียวกันนั่นแหละ "อะ" แปลว่า ไม่ มันก็ตรงกัน แต่เขาฟังรื่นหู นักภาษาศาสตร์ก็ไม่ติ ถือว่ามีความรู้ ส่วนคนที่ไม่รู้ก็ท้วง เขาไม่เข้าใจ ไม่หมายด้วย ไม่รู้ด้วย เขารู้จักแต่ "โศก" เป็นความหมายภาษาไทย เขารู้แล้ว ทำไมมาตั้งชื่อวัด โศก โศก "อะ" เขาไม่รู้ ไม่เอาด้วย ถ้าบอกว่า วัดแดนไม่โศก สันติไม่โศก ศีรษะไม่โศก ศาลีไม่โศก คนชาวบ้าน เขาจะฟังเข้าใจทันที เขายิ่งยินดีได้เข้าใจ ชื่นใจ
เพราะฉะนั้นคนที่รู้ก็ต้องอธิบายให้ผู้ไม่รู้ฟังหน่อย เพื่อให้เข้าใจความหมายกันคำว่า "อโศก" เป็นลักษณะจิตไม่โศก หมดปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ส่วนพระพุทธเจ้าท่านก็เรียกว่า พุทธะ ท่านตั้งขึ้นแล้ว เป็นชื่อจำเพาะเรียกว่าศาสนาพุทธ
พระพุทธเจ้าประสูติในโคตมโคตร ศากยตระกูล บิดาเป็นราชาแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ชื่อสุทโธทนะ มารดาชื่อมายาเทวี มีปราสาทสูงสุด 3 หลังชื่อ สุจันทะ โทกุนทะ และโกญจะ มีหญิงประดับดี 40,000 นาง นารีผู้เป็นชายา ชื่อ ยโสธรา ส่วนลูกชื่อราหุล เจ้าชายสิทธัตถะ ครองเรือนอยู่ 29 ปี ท่านไม่อยู่ถึง 30 ปีหรอก ความเป็นคนของท่านสูงสุด ถ้าเป็นมนุษย์เต็มที่ถึง 30 ปี ก็เลยจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน
ท่านไม่ถึงราชา ไม่เอาความเป็นราชา ไม่เป็นคน ไม่เป็นหนุ่มแน่น ไม่มีบ้านช่องเรือนชาน ไม่เต็มหนุ่ม ท่านยังหนุ่ม แต่ท่านก็ไม่ได้หลงความเป็นหนุ่ม แล้วก็ในหลักของมันทั้งหมดด้วย ครบรอบทิศ 3 ทิศ หรือ 3 ทศ 3 รอบ 30 ปี ท่านยังไม่ครบ 3 รอบหรอก นี่เป็นธรรมาธิษฐาน ต้องพยายามทำความเข้าใจถ้าไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร ฟังไว้ก่อน
ทำไมพระพุทธเจ้าถึงต้องอายุ 29 ทำไมถึงไม่ออกบวชเมื่ออายุ 29 เหมือนอย่างท่าน ผมยังไม่พอดีอย่างท่าน ยังไม่ได้ใกล้ท่าน เป็นได้แค่นี้ ผมยัง หลงเพริดไปอีกตั้งนาน ต้องเป็น 35 ถึงค่อยรู้ตัว อ้อ ออกบวชเสียที เมื่อ 36 เพิ่งค่อยขยับเขยื้อนออกมาจากโลก พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้ว อายุ 36
นี่เป็นบทบาทที่จะเห็นว่า มันประสานเป็นรอยๆ แต่ไม่ใช่หมายความว่า เอาผมไปเทียบเคียงกับพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ให้มาหลงว่าไล่ ๆ กับพระพุทธเจ้า ไม่ใช่อย่างนั้นนะ
พระพุทธเจ้า อายุ 36 ก็พ้นทุกข์ พ้นโศก ของพระพุทธเจ้า จิตไม่หวั่นไหวแล้ว แน่นอน มั่นคง ไม่มีโศก ไม่มีเศร้าแล้ว แต่อย่างพวกเรา ต้องมาดูเศษธุลี อโศกนี่ ยังมีธุลีหน่อยนะ ยังไม่ถึงสูงสุด เขมะนะ แต่คนนี่ ขออโศกะ หรือว่าจิตตัง ยัสสะ นะ กัมปฏิ ผุฏฐัสสะ โลกะ ธัมเมหิ สัมผัสโลก ก็ไม่หวั่นไหวแล้ว นี่มันก็ยอดแล้วละ นับเป็นพระอริยเจ้า พระอรหันต์เจ้าได้แล้วละ
แต่อโศกะ วิรชะ เขมะนี่ ตรวจทานจิตเป็นพุทธวิสัย พระพุทธเจ้าจะต้องตรวจทานเป็นพุทธวิสัยอีกว่า เศษมีธุลีละอองอะไรอีกไหม ไม่มีเศษที่เรียกว่า ยังเป็นเศษๆ ของโศกแล้วละ คนธรรมดาเขาไม่ถือว่าต้องโศก ต้องเศร้าแล้ว เขาไม่ถือว่าจะเป็นมัวเป็นหมองแล้ว เขาไม่ถือว่าเป็นธุลีหมองแล้ว อโศกะนี่แปลว่าธุลีหมอง วิรชะเรียกว่า ธุลีเริง
คนธรรมดา เขาไม่รู้หรอกว่า มีรอยนิดหนึ่ง ไม่เห็นแล้ว ตาไม่สะอาด ตาไม่ละเอียดถึงปานนั้นหรอก ไม่รู้ว่าเพชรอันนี้ ยังหมองนิดหนึ่ง ไม่เห็นความหมอง เขาไม่รู้ธุลีหมอง ธุลีเริง ไม่รู้จิตว่ามันเริงขึ้นมา ร่าขึ้นมาหน่อยหนึ่งแล้ว มีอาการนิดหนึ่งแล้วนะ
*ใช้สรรพนาม "ผม" เพราะเป็นการแสดงธรรมต่อหมู่สงฆ์*
เราต้องรู้จักตัด รู้จักต่อ เราไม่ถึงขั้นพุทธวิสัย สัมมาสัมพุทธะอย่างนั้น เราก็รู้วิสัยขนาดของเรา ควรได้ขนาดนี้ก็ดีแล้ว แต่ถ้าเราสามารถรู้ได้อีกว่า ยังมีเศษหมอง จะทำไม่ให้มีได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ก็ทำซิ แต่ถ้าหนักเกินไป ก็ต้องรู้ว่าหนักเกินไป ไปอีกไม่ไหวแล้ว เกินเอื้อมแล้ว ไกลสุดจะฝืนแล้ว ต้องยกไว้ ถึงขนาดนี้ เราก็สูงยอดแล้ว มองลงไปข้างล่าง ก็ยังเห็นส่วนที่ต่ำกว่าเราอีกเยอะ
ไม่ใช่จะให้เหลิง หลงตัว แต่รู้ความจริงว่า เรานี่อยู่ฐานไหนปรารถนามีอิทธิบาทพยายามอยู่ แต่ไม่ไหวจริงๆ ให้รู้ตัวเอง อย่าโอ๋ตัวเอง ถ้าโอ๋ตัวเอง ไม่มีวุฒิ จะกลายเป็นฐีติ แล้วก็จะสู่ความเสื่อม พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ในภัทรกัปนี้ เราผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก" ภัทรกัป กัปที่ดี กัปไหน จุดไหนมีพระพุทธเจ้าเป็นภัทรกัป ภัทร แปลว่า สิ่งที่เจริญ สิ่งที่ดี ท่านบอก ท่านยืนยันว่า ท่านเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ สัมมาสัมพุทธะ ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก เดี๋ยวนี้ พระพุทธเจ้าก็ยังบังเกิดอยู่ ถ้าเรารู้เป็นธรรมาธิษฐานแล้ว ก็ไม่มีปัญหา ถ้าพุทธะเกิดอยู่ อาจจะเกิดอยู่แค่ขน อาจจะเกิดอยู่แค่นิ้วหนึ่ง แค่มือหนึ่ง อาจจะเกิดแต่แค่หูตา จมูกลิ้น อาจจะเกิดแค่ครึ่งตัว ไม่เต็มตัวก็ได้ ก็เรียกว่า พุทธะเกิดอยู่ มีอยู่นั่นเอง ตอนแรก พระพุทธเจ้าเกิดเป็นต้นเค้า แล้วท่านก็ผ่านไป รูป ดิน น้ำ ไฟ ลม หรือแท่งสรีระ ของท่านหมดสูญไป แล้วท่านก็ทิ้งพุทธะเอาไว้ พุทธะนั้นก็เกิดอยู่ มีอยู่ในภัทรกัปนี้ นี่เป็นธรรมาธิษฐาน ถ้าเป็นบุคลาธิษฐานก็เท่านั้นละ หมายความว่า พระพุทธเจ้าเกิดมาในโลกนี้แล้ว ก็ตายไป ถ้าหมายความแค่นั้น ก็หมดกัปแล้ว นี่ยังเป็นภัทรกัป ยังเป็นกัปที่ดีอยู่ ยังมีศาสนาพุทธ ยังมีพุทธะนะ ต้องรู้ว่า กัปมีความหมาย ยังมีในระยะเวลานี้ ยังมีสิ่งดีนี้อยู่ จะมีอยู่น้อยไปบ้าง มากไปบ้าง ก็ตามแต่ผู้จะเอาได้
"ภิกษุทั้งหลาย ในบัดนี้ เราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ เป็นกษัตริย์โดยชาติ ได้บังเกิดแล้วในขัตติยสกุล" นี่เป็นการบอกโดยธรรมดา ก็เป็นบุคลาธิษฐาน ว่าพระพุทธเจ้าท่านเกิดโดยวรรณะกษัตริย์ บังเกิดแล้วในขัตติยสกุล ขัตติยะก็ภาษาบาลี กษัตริย์ก็อันเดียวกัน เป็นภาษาสันสกฤต ถ้าเผื่อว่ากันโดยบุคลาธิษฐาน ก็เป็นกษัตริย์จริงๆ มีสกุลรุณชาติ เป็นกษัตริย์ โดยธรรมาธิษฐาน ก็หมายความว่า เกิดในสกุล ที่ต้องต่อสู้ กษัตริย์ผู้ต่อสู้ พราหมณ์ไม่ต้องต่อสู้เท่าไหร สงบเรียบร้อยกว่า ถ้าเป็นกษัตริย์แล้วต้องต่อสู้ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงมีคู่ต่อสู้เยอะหน่อย มีผู้แข่งขัน จะต้องบุกบั่นสร้างศาสนา โดยมีผู้แข่งขันเรียงหน้าเข้ามาเลย อย่างที่เรารู้ประวัติมาแล้ว
ผู้ที่จะมาเป็นจิตพุทธะในกัปนี้ หรือในยุคนี้ จะต้องมีเลือดนักสู้ จะมัวแต่เป็นจิตอย่างพราหมณ์ ไม่ค่อยจะเอาถ่าน หลบตะพึด มุดรูตะพึด ไม่ได้ศาสนาไม่เกิด จะเป็นพระพุทธเจ้าในยุคกัปอย่างนี้ มีเหตุประกอบ มีสิ่งประกอบอย่างนี้ จะต้องมีกำลังจิต หรือมีเชื้อเค้าอย่างนี้ มีโคตรมีตระกูลอย่างนี้มาเลยทีเดียว มีรากเหง้าแห่งการต่อสู้
ผมนี่ มีโพธิสัตว์เป็นตระกูล ถ้าผมไม่มีโพธิสัตว์เป็นตระกูลมาเก่า ผมไม่ทำหรอก ป่านนี้ผมทำไม่รอดหรอกทำไม่ได้ โพธิสัตว์เป็นนักสู้ยิ่งกว่ากษัตริย์ สู้แหลกเลย ถ้าไม่มีเค้าโพธิสัตว์ อันนี้ไม่อาจหาญหรอก ไม่กล้าทำ ไม่รอด แต่ว่าไม่ได้สู้ทางโลก ถ้าขืนไปสู้แบบโลกเข้าด้วย ไม่มีอำนาจพูด เพราะว่าองค์ประกอบของผมไม่ได้เป็นกษัตริย์ด้วยตระกูล ผมก็ทำได้เท่าขั้นของผม
นี่ ผมเอาของผมขึ้นมาประกอบอีกแล้ว แต่ไม่ใช่ยกตัวขึ้นเท่า ผมไม่เท่าพระพุทธเจ้าหรอก แต่อธิบายเทียบเคียงขั้นตอน ว่ามันมีรูป คล้ายกัน ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกันหมดนะ พวกคุณก็มาเป็นนักสู้ "ถ้าคุณไม่สู้ คุณก็เป็นพราหมณ์ ถ้าคุณสู้ คุณก็เป็นพุทธ" เพราะว่ายุคกาลสมัยเป็นเหตุปัจจัย ถ้าคุณไม่ขวนขวาย คุณไม่สู้ คุณก็รู้นะ พุทโธก็สูญไปกับคุณนั่นแหละ ศาสนาก็ไม่มี
คุณจะทำประโยชน์เป็นแบบเดียวกับเดียรถีย์ คุณก็ได้ประโยชน์ของคุณไปเท่านั้นเอง แล้วก็ไม่ลงตัวพุทธะ เพราะพุทธะมีประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน
พวกคุณเข้าใจดีว่า ถ้าไม่ขวนขวาย ไม่พากเพียร ไม่เป็นนักสู้หน่อยนะ คุณทำศาสนานี้ไม่ต่อ คุณจะเห็นได้เลยว่า มีแต่ทางดับ ดับสูญไป มันมีแต่จะดับไปเลย ผมเชื่อว่าพวกคุณเข้าใจ อันนี้ถ้าไม่พากเพียร อุตสาหะ ขยัน ไม่เอาตาดูหูแล ช่างมัน ไม่ใช่ของฉันนี่ ศาสนาของพระโคดม คุณยังไม่มีจิตตะถึงพระโคดม
ผมมีจิตตะถึงพระโคดมแล้ว ผมไม่ยอมให้จิตนี้ตายหรอก ผมจะต้องทำเป็นอัสสัตถะให้ได้ จะต้องเอาแก่นนี้มาปลูกต่อ เอารากเหง้าอันนี้มาต่อให้ได้ ผมต้องสนับสนุน ผมเป็นยอดอุปัฏฐาน เพราะจิตของผมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจิตของพระพุทธเจ้า ผมต้องทำ ถ้าไม่ทำ ใครจะทำ ถ้าจิตของคุณถึงจิตของผม คุณก็ต้องทำกับผม จิตถึงพระพุทธเจ้าเหมือนกัน สืบเนื่องกันไป
ผมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระพุทธเจ้า คุณมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผม มันก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระพุทธเจ้าอีกเหมือนกัน ผมสู้ ถ้าคุณเป็นหนึ่งอันเดียวกับผม คุณก็สู้ ถ้าผมหลง คุณเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผม คุณก็หลง ทีนี้เราจะหลง หรือเราจะสู้ ก็ที่ปัญญา เราจะสู้อย่างหลบ เราจะมีทีท่าถ้อยทีถ้อยอาศัย มีรุกรบตั้งรับ เราก็เป็นยอดนักรบเหมือนกัน
ยอดนักรบของเรา มีเชื้อชาติกษัตริย์ พราหมณ์นี่ ยอดนักบวช ยอดนักรบ รู้ทีหนีทีไล่ รบอย่างมีความเข้าใจ มีปัญญา รบอย่างเก่งประเสริฐ เป็นยอดแห่งนักรบจริงๆ ไม่ใช่นักรบอันโหดร้าย อำมหิต ทารุณ ฆ่าแกง ไม่เป็นตัวอย่างอันเลวทราม แบบนักรบอย่างโลกๆ นักรบของนักธรรมะ เป็นนักรบชั้นยอดสู้ จึงเรียกว่า เป็นกษัตริย์โดยชาติ บังเกิดแล้วในโตติยะสกุล
คนสมัยพระพุทธเจ้า เป็นอยู่ได้นาน ก็เพียง 100 ปี ที่เกิน 100 ปีขึ้นไป มีน้อย แต่พระพุทธเจ้าเอง กลับอายุไม่ถึง 100 ตายก่อน เพราะเป็นนักสู้ ใช้แรงเกิน ถ้าเป็นนักสู้ ใช้ร่างกายขันธ์มากก็ตายก่อนทั้งนั้นแหละ
สมัยพระพุทธเจ้า 100 ปีเป็นกัป เดี๋ยวนี้ไม่ถึง 100 ยุคนี้ เอา 75เป็นกัป ถ้าผมพากเพียรอย่างทุกวันนี้ ไม่ถึง 75 ผมตาย ไม่ถึงแน่ๆ จะถึง 70 หรือเปล่าไม่รู้ มันเป็นเรื่องธรรมดา เราขยันล้ำหน้าไปหน่อย ใช้มันไปก่อนมาก เบิกเอาไปใช้ล่วงหน้าก่อน มันก็หมดก่อน มันต้องมีสาระ มีเนื้อของมันเนื้อของมันมีเท่านี้แหละ คุณใช้หมด มันก็หมดเกลี้ยง อันนี้เรื่องจริง ถ้าเราใช้ ใช้ ใช้ แล้วเห็นว่า ใช้มามากแล้วก็พัก หยุดละ พักแล้ว ก็ไปทวีหรือเพิ่มอิทธิบาทขึ้น มีอิทธิบาทบำรุง ก็อาจยาวไปได้อีกนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่เหนือแรงเชื้อ ไม่เหนือแรงเชื้อ จะหมดได้
พระพุทธเจ้าท่านให้คิดถึง 100 ส่วนพระศรีอริยเมตไตรย ท่านให้คิดถึง 2000 เราก็ไปไกลเหมือนกัน กว้างเหมือนกัน คิดในรอบ 10 ก็พอ แต่ถ้าใครไม่มีรอบแม้แค่ 10 มีแต่ 1 จุนจู๋ อยู่ละก็ เป็นเดียรถีย์เลย ไม่คิดเอาใครละ ไม่คิดกว้างเอาเสียเลย มีแต่ตัวตนของฉัน ไม่มีต่อเลย เรียกว่าไม่เกิดรอบอะไรเอาเลย แม้แต่คิดเกิน 5 ก็ไม่คิด คนพวกนี้จะเอาอยู่แค่สุขของตัวเอง นั่นก็เรียกว่า ยังเป็นเดียรถีย์
สำหรับพวกของผมแล้วจะต้อง 7 ขึ้นไป ผมนี่ หยั่งเท้าอยู่ที่ 7 ก้าว พรวด 7 ก่อนเลย คิด 7 ตลบ ทำไปให้ไกลๆ แต่ไม่ได้เกิน 7 ก้าวอย่างพระพุทธเจ้านะ ใจมันถึงละ ใจมันอยากก้าวอย่างพระพุทธเจ้า ใจจะก้าว 7 ก้าว ได้ 3 ล้ม
ผมรู้ว่าเกิดนี้จะต้องเก่งที่สุด จะต้องเดินให้ได้ 7 ก้าว แล้วค่อยต่อไปเป็น 8 เป็น 9 เป็น 10 ครบรอบจริง ผมรู้แสนรู้ แต่มันเดินไม่ได้ ผมถึง 3 มีเนื้อ 3 มันมีเนื้อมีตัว อยู่ในตัวของมันอยู่เหมือนกัน แต่มันก็ยังไม่เป็นรูป เป็นตัวอะไรเต็ม แค่ 5 ยังไม่ถึงเลยคุณ
พระพุทธเจ้าท่านมีอะไรพรั่งพร้อม พร้อมที่จะเกิดอย่างมีกำลัง 7 นี่มีกำลังแรง แค่โน้มจิตขึ้นไป 6 แล้ว 6 นี่มีจิต พอ 7 มีรูปขึ้นมาท่านจึงมีพร้อมทั้งรูปนาม ท่านพร้อมแล้ว ท่านก้าว
ผมพยายามเกิดก็ได้แค่ 3 แม้รูปนามก็อยู่ข้างในนั่นแหละ ยังไม่เห็นรูปเห็นรอยเลย มีแต่ไตรลักษณ์อันหนึ่งเท่านั้นเอง มีแต่วัฏฏะอันหนึ่ง มีตัวตนตั้งลงแล้ว มีเชื้อพระพุทธเจ้าแล้ว ครบรอบไตรลักษณ็์แล้ว แต่รอบยังไม่ไกลถึง 5 ถึง 7 ยังต้องไต่ไปอีก 2 จังหวะใหญ่ๆ ยังจะต้องไต่ ต้องเข็นจักรอันนี้ ให้มีคุณภาพ มีฤทธิ์ มีแรง ให้มีเนื้อหา ไปอีก 2 รอบใหญ่ ไปถึง 7 นั่นแหละ
เพราะฉะนั้น เราต้องเข้ารอบ เอาบุคลาธิษฐาน ก็อายุคน ผมก็อธิบายอายุขัย หรือ รอบให้ฟังพิสดาร ขึ้นอีกนิดหนึ่ง พวกเรานี่อย่าไปคิดยาวเกินไปนัก เตี้ยอุ้มค่อมเกินไป เดี๋ยวตาย คิดให้รอบพอสมควร แต่อย่าสั้นนัก เอาแต่ตัวเป็นเดียรถีย์ ไม่เอา ผมนี่เกือบแล้ว รุ่นหลัง ต่อจากผมไป นับเดียรถีย์ทั้งนั้นแหละ อาจารย์รุ่นต่อไปที่จะมาสืบสานศาสนาต่อไป เดียรถีย์ ทั้งนั้น ต่ำกว่า 5 ลงมาทั้งนั้น ไม่ถึง 6 จึงไม่มีจิต ไม่มีใจยินดีปรีดา ไม่เอาอ่าวอะไร กับใคร ใครจะเอาก็ช่าง ใครไม่เอาก็ช่าง เพราะฉะนั้น ถ้าจะทำก็ไม่เข้าพุทธแล้ว จะเป็นศาสนาที่แตกออกจากศาสนาพุทธไป จะอนุโลมกฎระเบียบ จะเริ่มไม่เอาบัญญัติของพระพุทธเจ้าแล้ว เปลี่ยนระบบรูปแบบของพระพุทธศาสนา แต่จะได้ผลของเขาเหมือนกัน ในการช่วยมนุษย์ เพราะว่ามนุษย์มันไม่ไหวแล้ว กฎของพระพุทธเจ้ามันสูงไป รับไม่ได้แล้ว ฉันเดียวกับอินเดียรับศาสนาพุทธไม่ได้ เขารู้ ว่า สูงว่าดีนะ แต่เอาไม่ได้ใช้ไม่ได้ มันเกินกิน เขาไม่มีแรงพอ ไม่มีความสามารถพอ
เหมือนกับคุณเป็นกระยาจก เป็นคนขอทาน แล้วเขาเอาชุดอลังการเครื่องแต่งตัวของพระเจ้าแผ่นดิน หรือว่าของนายกมาให้คุณแต่ง คุณก็ไม่กล้าแต่งหรอก ไม่อาจหาญรับสิ่งนี้ได้ เพราะมันเกินชีวิตของคุณ แต่งแล้วจะทำอย่างไรล่ะพูดอย่างไร แสดงท่าอย่างไร วางกาย วจีอย่างไร คุณทำไม่ได้ อินเดีย ก็รู้ว่า ศาสนาพุทธดี แต่เขารับไม่ได้ อย่างนั้นแหละ ฉันเดียวกัน
ในอนาคต ผู้ที่จะช่วยเหลือมนุษย์ เป็นผู้นำศาสนาองค์ต่อไป เปลี่ยนแล้ว ล้มบัญญัติของพระพุทธเจ้าแล้ว รู้ก็ตาม ไม่รู้ก็ตาม แม้รู้ก็จะต้องดัดแปลง เอาของตนเป็นใหญ่ จิตของเขาเป็นอัตภาพ อัตตาธิปไตย อย่างผมนี่ พยายามดัดแปลงหลายอย่างเหมือนกัน แต่ไม่ออกนอกโครงของพระพุทธเจ้า ไม่ออกนอกบัญญัติของพระพุทธเจ้า อย่างอนุโลมก็ต้องรู้ว่าอนุโลม และจะต้องดึงให้เข้ารอบพระพุทธเจ้าให้ได้เสมอ ผมไม่แปลง ไม่เปลี่ยน แม้ไม่ได้อะไรเลย ก็ขอตายเท่านั้น ชาตินี้ได้เท่านั้น ช่วยได้เท่านั้น แต่ทุกวันนี้ ผมพิสูจน์อยู่ ก็ได้ผลจริงอยู่ ศาสนาของพระพุทธเจ้า ยังดำเนินไปอยู่ในรอบนี้อยู่ และเป็นได้
เพราะฉะนั้น ถึงบอกว่า รถไฟ รถด่วนขบวนนี้ ขบวนสุดท้ายแล้วต่อไป ไม่ใช่รูปพุทธแล้ว
เราต้องเอากัปนี้ให้ถึงรอบ 10 โน้มน้อมให้มีจิตยินดี โน้มให้ทำ ให้ก้าวหน้า ตลอดชีวิตของสัมมาสัมพุทธ เป็นชีวิตที่มีสาระ มีความรู้ เนื้อหา แก่นสาร เพราะฉะนั้น ถ้าท่านจะสร้างชีวิตต่อให้คนอื่นๆ อีก ให้มีความเกิดขึ้นไปอีกท่านก็พยายามเน้นแก่น ทำแก่นสารที่แท้ ไม่ทำเล่น ทำจริง เราก็จะทำอย่างท่าน เราจะทำให้ได้อย่างท่าน มันจะไปหลุดบ้าง ชั่วระยะวันหนึ่ง ชั่วโมงหนึ่ง นาทีหนึ่งบ้าง ก็เอาเถอะ แต่เราจะต้องมีจิต มีสติสัมปชัญญะ โน้มน้อมว่า เราจะเกิดมาเพื่อรู้อัตถะ รู้สาระ รู้แก่นสาร รู้ชีวิตที่จะต้องให้มีแก่นสาร ไม่ใช่ชีวิตเหลวๆ แหลกๆ ชีวิตเล่นๆ หัวๆ มีสติสัมปชัญญะ พากเพียร พากเพียรนั้นคือ ทาง คือทิศที่เราจะต้องเห็นให้ได้ ยินดีให้ได้ ชอบให้ได้ อยู่ใกล้กับเราเสมอ
เราจะต้องเป็นผู้ที่จะสร้างสาระ เราจะต้องก่อสิ่งที่เป็นชีวิตที่ดี แม้ตัวเราเอง ก็จะต้องมีชีวิตที่ดี แม้ผู้อื่น ก็จะต้องให้เกิดชีวิตที่ดี ให้มีความนึกคิดอย่างนี้ ให้มีความรู้อย่างนี้ มีความรู้ดี ปรารถนาดี เรียกว่า นันทะ หรือ อานนท์ ตัวอานนท์ คือ ตัวปรารถนาดี เอาใจใส่ จำได้มาก ขยันมาก ทำอะไรต่ออะไรอยู่ตลอดเวลา ขวนขวายรับใช้ใกล้ชิด อยากให้สิ่งดีเกิดขึ้นด้วยความยินดี ปรารถนาดี ถ้าไม่มีความยินดีอันนี้แล้ว มันไม่มีอะไรเกิดหรอกในโลก ศาสนาก็ไม่เกิด ความก้าวหน้าก็ไม่เร็ว ไม่ขวนขวาย ไม่มีความปรารถนาดี อยากให้ดีเกิด มันก็ไม่เกิด