321002 มองตนให้พ้นอวิชชา โดย ท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2532
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์362 KB
วันที่แก้ไข26 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

321002 มองตนให้พ้นอวิชชา โดย ท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2532

เมื่อเช้าได้เทศน์...ถึงเรื่อง...เกี่ยวกะ...ความอาฆาตน่ะ เราจะละลายความอาฆาต ที่จริงก็มันไม่ใช่ความอาฆาตเท่านั้น มันมีโทสะ พยาบาทน่ะ พยาบาท หรืออาฆาต ผูกโกรธ หรือกระทั่ง แม้กระทั่ง ซึ่งที่ยังมีความไม่ชอบใจติดเหลืออยู่ในจิตใจ ติดยึด ที่ไม่ควรจะยึดเอาไว้ จนถึงที่สุด ที่...ก็ให้เห็นแล้วว่ามันติด มันยึด มันผูก มันไม่ปล่อยสุด...แล้วก็ไอ้ความที่ไม่ปล่อยออกไปนั้น ยังถือไม่ชอบใจ เพราะเหตุแห่งความไม่ชอบใจ เพราะสิ่งที่เราไม่สมใจน่ะ ก็พยายาม ได้อธิบาย... ได้บอกให้เมื่อเช้าว่า ให้รู้ว่า เมื่อเราจะปฏิบัติธรรมในระดับสูงขึ้นๆ สูงขึ้น...เราจะต้องรู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อสุดยอดแล้ว เราก็ปลดปล่อยทุกอย่าง ไม่ติดใจ ไม่ว่าจะสายโลภะ สายโทสะอะไร แม้ที่สุดเราปล่อยวางสิ่งที่มันไม่ชอบใจทั้งหมด ทั้งมวลในโลกนี้ เราไม่ต้องทำใจของเราที่จะไม่สบายใจ เพราะไม่ชอบใจนี่ มันไม่สบายใจ ภาษาไทยนะ อันนี้... มันเป็นภาษาไทย ไม่สบายใจ หรือไม่ชอบใจนี่ สบาย มันก็มาจากภาษาบาลีว่า สปายะ สปายะ แปลว่าเจริญ มันไม่เจริญแล้ว สายไม่สบายนี่ มันไม่เจริญ มัน..เป็นความไม่สบายนี่ มันพาไม่เจริญทั้งนั้นแหละ นี่เราพูดด้วยภาษาเท่านั้น มันก็สื่อสภาวะละเอียดลออถึงที่สุดก็ยังได้นะ เข้าใจได้ เพราะฉะนั้น ขอให้เราพิจารณาตัวเองให้ดีๆ ส่วนสายโลภมูลนั้น หรือความต้องการ ความปรารถนานั้น เรายังใช้งาน... ตราบที่เรายังมีขันธ์ 5 ใช้งาน แต่ที่สุดอีกที่สุดเหมือนกัน อย่าว่าแต่โทสะเลย โทสะนั้นตัดได้ก่อน ไม่ให้มีได้ตลอดตั้งแต่เป็นๆ ไม่ต้องเอามาใช้ทำงานด้วย ความไม่ชอบใจ อาการไม่ชอบใจ เป็นแต่เพียงใช้ความรู้ให้จริงเลย ใช้ความรู้ ไม่ต้องใช้แรงแห่งความไม่ชอบใจทั้งหมดทั้งมวล

อ่านต่อ

ใช้ความรู้ รู้ให้ชัดว่า เออ.. นี่ไม่ดี ไม่ดีแล้วก็ต้อง นอกจากไม่ดี ไม่ชอบใจแล้ว เรายังจะพยายามยินดีด้วยซ้ำไปนะ ยินดีก็คือ ชอบใจก็ได้ ยังยินดีที่จะช่วยเขา ไม่ใช่ผลักเลย ไม่ชอบใจแล้วจะผลัก ไม่ใช่ ยินดีที่จะคบหา ยินดีที่จะต้องช่วยเหลือเขา ถ้าเรามีฤทธิ์มีแรงพอ นอกจากว่าเราเองเราไม่มีฤทธิ์ ไม่มีแรงพอ คบหาเขา หรือไปช่วยเขา มันจะเป็นภัยด้วยซ้ำ เขาจะฉุดเราลง เพราะเราไม่มีแรงพอ เราไม่มีความสามารถ แล้วเราก็ไม่มีเวลาพอที่จะไปเสียเวลากับเขามากควรจะทำกับคนอื่น ที่จะมีประโยชน์กว่า เราก็จำเป็น เราก็ต้องวางมือเขาก่อนปล่อยให้เขาเป็นไปตามเรื่องของเขา ส่วนตัวเอง ด้วยบุญบารมีเขาเท่าไหร่ ก็...เราก็มีงานอื่นที่จะต้องทำ มีคนอื่นที่เราจะต้องช่วย อะไรอย่างนี้เป็นต้น นะ นี่ก็ลึกๆ ก็ได้อธิบายไปบ้างน่ะ ที่เราได้พูดกันเมื่อเช้านี้ ในแนวความหมายอะไรต่ออะไร ต่างๆนานา แล้วทีนี้ มาฟังต่อ พระพุทธเจ้าไม่ ไม่ทรงสรรเสริญความหยุดอยู่ในกุศลธรรม นี่ก็สอดคล้องกัน ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่สรรเสริญความหยุดอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย จะป่วยกล่าวไปไยว่าเราจะสรรเสริญความเสื่อม นี่แหละ ฐีติสูตร นี่แหละในกุศลธรรมทั้งหลาย น่ะ เราจะสรรเสริญความเลื่อมใสกุศลธรรมทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมสรรเสริญความเจริญ ไม่สรรเสริญความหยุดอยู่ ไม่สรรเสริญความเสื่อม ไม่..ไม่ใช่...ไม่ ไม่สรรเสริญความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลาย ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลาย ที่มิใช่ความหยุดอยู่ มิใช่ความเจริญเป็นอย่างไรน่ะ นี่ ขยายความ...ตอนนี้... ความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลาย ที่มิใช่ความหยุดอยู่ มิใช่ความเจริญเป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีพื้นเพแค่ไร เกี่ยวกับศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ ลองฟังดูเลยทีนี้ ท่านขยายความแล้ว ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีพื้นเพแค่ไร หรือแค่ไหน น่ะ มีพื้นเพแค่ไร หรือมีพื้นเพแค่ไหน เกี่ยวกับศรัทธา... คือ ความเชื่อ ศีล ศีลในนี้เขาแปลความว่า ความเป็นปกติทางกาย วาจาน่ะ เขาแปลว่าความเป็นปกติทางกายวาจา แปลให้ลึกเลยว่า ศีลนี่ คือหลักเกณฑ์ ที่มาปฏิบัติแล้ว จนเป็นผลให้กายวาจานี่ ทำได้อย่างเป็นธรรมดา ปกติ เพราะใจมีกำลัง เพราะใจมีปัญญาเพียงพอ หรือใจหมดกิเลสต้านน่ะ ใจหมดแรงต้าน ถ้าเพียงกดข่ม ไม่ให้มันมาดันกายวาจา ใจเราจะทำ ต้องการทำอย่างนี้ ให้มันเป็นจารีตประเพณี เป็นความเคยชนิดเฉยๆ ก็ทำได้ แต่ว่าเราไม่รู้ว่า อนุสัยอาสวะ หรือว่า หลัก...ราก รากเหง้าของอกุศล ที่มันเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ทำให้กายวาจาของเราจะตีกลับเวียนกลับได้นั้นน่ะ เรายังไม่รู้ว่าเราถอนหรือไม่... เราก็มันก็ยังไม่สมบูรณ์ ถ้าเรารู้ จนกระทั่งอ่านเห็นชัด มีทฤษฎีตรวจสอบว่าเราเอง เราไม่มีแล้วละกิเลส ตัณหา อนุสัย อาสวะอะไร ที่มันจะตีกลับ มันจะกลับมาย้อนแย้งคืนอีกทีหนี่งมันไม่มี..อย่างนั้นเราก็ค่อยจะแน่ใจน่ะ เพราะฉะนั้น ศีลนี่ก็เคยอธิบายแล้วนะ ต้องถึงไปถึงจิต ถึงถอนอนุสัยอาสวะโน่นละ สุตะ คือความสดับตรับฟัง จาคะ คือความเสียสละปัญญาคือความรู้ ปฏิภาณ คือ...คือไหวพริบน่ะ ปฏิภาณ คืออาการของไหวพริบต่างๆ ธรรมะเหล่านั้นของเธอ ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่เจริญขึ้น นี่ขยายความว่า การตั้งอยู่ หรือการหยุดอยู่ มันคืออะไร ภิกษุในธรรมวินัยนี่ พื้นเพของศรัทธาน่ะ เราต้องตรวจว่า ไอ้ที่มันตั้งอยู่เฉยๆ มันเท่าเก่าอยู่นี่ มันคือศรัทธา มันก็ไม่เพิ่ม ศีลก็ไม่เพิ่ม สุตะก็ไม่เพิ่ม จาคะก็ไม่เพิ่ม ปัญญาก็ไม่เพิ่ม ปฏิภาณก็ไม่เพิ่มน่ะ นั่นเรียกว่า ธรรมะเหล่านั้นของเธอย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่เจริญขึ้น เรากล่าวข้อนั้นว่า เป็นความเสื่อม ถ้ามันไม่ตั้งอยู่ มันก็เสื่อมกว่าเก่า ศรัทธาก็เสื่อม ศีลก็เสื่อม สุตะก็เสื่อม จาคะก็เสื่อม ปัญญาก็เสื่อม ปฏิภาณก็เสื่อม มิใช่ความหยุดอยู่ มิใช่ความเจริญน่ะ ไม่ใช่ความ...มันเสื่อม มันไม่ได้ตั้งอยู่เท่าเก่า แล้วมันก็ไม่เจริญ...แน่นอน ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล คือความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความหยุดอยู่ มิใช่ความเจริญน่ะ อย่างนี้ คือความเสื่อม ก็ต้องมีเหตุปัจจัยว่า เสื่อมเอาอะไรเป็นตัวอ่าน น่ะ ฟังนะ...อีกที เอาตัวศรัทธา ตัวศีล ตัวสุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ เป็นตัวอ่าน เป็นลักษณะที่จะตรวจสอบ ตรวจสอบใน 6 ประการนี้น่ะ ตรวจสอบใน 6 ประการนี้ ว่ามันเสื่อม หรือมันตั้งอยู่ หรือว่ามันเจริญ ถ้ามันเสื่อม มันไม่ได้ตั้งอยู่ ไม่เท่าเก่า แล้วมันก็ไม่เจริญ...แน่นอน นั่นแหละ คือความเสื่อม ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ความหยุดอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย ที่มิใช่ความเสื่อม ตอนนี้ไม่ใช่ความเสื่อม เป็นความหยุดอยู่ มิใช่ความเจริญ แต่ก็ไม่ใช่ความเจริญ เป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีพื้นเพแค่ไร คือ ตรวจเลย ตรวจพื้นเพ ตรวจความเป็นอยู่ขนาดของเรา เกี่ยวกับศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ ธรรมะเหล่านั้นของเธอ ย่อมไม่เสื่อมไปน่ะ ย่อมไม่เจริญขึ้น ไม่เสื่อมน่ะ แต่ไม่เจริญขึ้น เรากล่าวข้อนั้นว่า เป็นความหยุดอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความเสื่อม มิใช่ความเจริญ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล คือความหยุดอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความเสื่อม มิใช่ความเจริญ ซึ่งก็เหลือความเจริญ ก็คงอธิบายอีกก็คงเดาได้แล้วน่ะ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ความเจริญในธรรม ในกุศลธรรมทั้งหลาย ที่มิใช่ความหยุดอยู่ มิใช่ความเสื่อมเป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีพื้นเพแค่ไร เกี่ยวกับศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ ธรรมะเหล่านั้นของเธอ ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่เสื่อมไปน่ะ เรากล่าวข้อนั้นว่า เป็นความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายมิใช่ความหยุดอยู่ มิใช่ความเสื่อม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล คือความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความหยุดอยู่ มิใช่ความเสื่อม อันที่จริงสูตรนี้หรือเรื่องนี้ เราเอามาอธิบาย เอามายืนยัน เอามาพูด เอามาใช้ อาตมาเอามาใช้จริงๆว่า คนเราเกิดมานี่ มันไม่ควรอยู่ที่เก่า แล้วมันก็ไม่ควรเสื่อม มันต้องเจริญๆไม่มีที่สิ้นสุด แล้วก็แง่เงื่อนไข ที่อาตมาเห็นพระพุทธเจ้าท่านสอนเราไว้มากมาย… แม้แต่พระพุทธองค์ ก็ตรัสเองว่า ท่านเอง ท่านยังไม่สันโดษในกุศล… แหม ขนาดพระพุทธเจ้านี่ ทำดีมามากมายมหาศาลน่ะ จริงๆ น่ะ ทำมาจริงๆ สะสมมาต่างๆ นานาสารพัด ไม่ได้หยุดได้หย่อน เสร็จแล้ว แม้ในชาติที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้หยุด เพราะฉะนั้น ลักษณะนี้อาตมาพยายามนำมาเปรียบ มาเทียบ มาวัด มายืนยัน มาอธิบายให้เห็นว่า คนเราเกิดมานี่ มันไม่ใช่ฤาษีนะ ศาสนาพุทธนี่ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้เห็นความเห็นเป็นแบบฤาษี เราหยุดอยู่ เราไม่ไปเบียดเบียนใคร แต่เราก็ไม่ช่วยใคร อะไรอย่างนี้เป็นต้น นั่นมันไม่เจริญ มันไม่มีประโยชน์ มันไม่มีคุณค่า มันเอาละ จะว่าไม่เสื่อม สมมุตินะว่า จะไม่เสื่อม ก็ มันก็ไม่ควรทำ มันอยู่เท่าเก่า เราเคยทำความดี เสร็จแล้วก็ไม่ทำแล้วความดี ดีไม่ทำ ชั่วไม่ทำน่ะ ทั้งชั่วทั้งดีอัปรีย์ทั้งนั้น ไม่ได้ ไม่ได้การนะ ไอ้นี่ ยังเข้าใจเผินๆนะ ทำดีไม่อัปรีย์หรอก อัปรีย์นี่ แปลว่า ไม่เป็นที่รัก อัปรีย์ นี่ อับ มาจากคำว่า อับ ก็ อะ นี่แหละ มันเป็นการปฏิเสธ อ ปรียะ หรือปรียา นี่ หรือ ปิยะ นี่ แปลว่า อันเป็นที่รัก เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำความดีนั้น มันเป็นสิ่งที่อันเป็นที่รักน่ะ มันไม่ใช่ อะ อัปรีย์นะ มันเป็นสิ่งที่เป็นที่รักนะ มันทำความดีนี่ มันไม่เป็นที่ชังหรอกนะ เป็นที่ชังก็แต่คนโง่ๆเท่านั้นแหละ แก่คนที่ไม่รู้จักอะไรกัน คนดีไปชังเขาได้เหรอ คนทำดี เหมือนอย่างชาวอโศกมั้ง โพธิรักษ์นี่ ทำดี ทำดี แต่ก็ชังโพธิรักษ์ แหม.. มันยังไงกัน เหอ เนาะ ประหลาดแท้ๆ เพราะฉะนั้น คนที่ทำดีนี่เป็นที่รักนะ มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องหยุดหย่อน มันลึกซึ้ง ตรงที่ว่า เราทำดีนี่ ทำไปเถิด ไม่หยุดหย่อน แต่เราต้องลึกซึ้งที่จะต้องไม่ติดดีเป็นของเรา นี่ ก็พูดกันมามาก เราก็อธิบายกันมามาก ให้รู้สภาวะ เราอย่าไปยึดมั่นถือมั่น ไปคิดว่าเป็นของตัวของตน ทั้งๆที่มันเป็นของตัวของตนหรอก ใครปล้นไม่ได้ ใครจี้ไม่ได้ ใครโกงไม่ได้หรอก โดยสัจจะ ก็เป็นของตนนี่ล่ะ ก็เราทำก็เป็นของเรา กัมมัสสโกมหิ กัมมทายาโท แต่เราจะทำในใจที่ไปยึดติดว่าเป็นของเรา ใครจะตู่เอา ใครจะว่าไม่ใช่เฮ้อ! เฉย นอกจากว่าไม่ใช่แล้ว ด่าอีกน่ะ กลบเกลื่อน แกล้งทำลายความดี ถูกเขาลบหลู่ ถูกเขาบิด บิดผันอะไรไป มันไม่สูญไปไหนหรอก ถ้าเข้าใจชัดๆแล้วมันมีความจบน่ะ มันมีความจบที่ว่า เอ๊อ.. เราไม่สงสัย เราไม่มีปัญหาหรอก ใครจะว่ายังไง ไม่มีปัญหา ไม่ต้องไปสะดุ้งสะเทือนอะไรด้วยเลย จริงๆ ไม่สะดุ้งสะเทือน ก็เราตรวจสอบความดี หรือความถูกต้องของเรา ให้ตรวจสอบให้ชัดก็แล้วกัน ตรวจให้จริงๆซิ ตรวจเเข้าไป ความดีความถูกต้องนี่ แล้วดีจริงๆไหมล่ะ ถูกต้องไหมล่ะ ถ้าถูกต้องแล้ว ก็จบ ใครจะด่า ใครจะว่าอะไรก็ฟังเขา เออ.. คนนี้ด่าเก่งนะ คนนี้ด่าไม่เก่ง คนนี้ด่าได้ขนาดปากคลองตลาด คนนี้ด่าได้ขนาด...สยามสแควร์...คนนี้ด่าได้ขนาดระดับทำเนียบแน่ะ คนนี้ด่าได้ในระดับ.. เอาละ พอ...มันจะมากไป ด่าได้ในระดับนั้น ระดับนี้ ก็รู้ซิว่าเขาด่าขนาดไหน ด่าอย่างไร ด่าในระดับโน้น ระดับนี้ เราก็เข้าใจลึกซึ้งได้ บางคนด่าเรานี่ โอ้โห ! ด่าอย่างผู้ดีนะ อย่างหวานจ๋อย ด่าอย่างให้ไม่ได้รู้ทันที 7 วันค่อยสะดุ้งน่ะ ค่อยคิดออก เฮ้ย! นั่นเขาด่าเรานี่หว่า ที่จริงหลงว่าเขาชม หลงว่าเขาชื่น หลงว่าเขาเห็นด้วย หลงว่าเขาจะส่งเสริมเสียด้วยซ้ำไป ที่ไหนได้ เขาด่าซ้อน แหม.. ซ้อน ซับซ้อนไว้ กว่าจะรู้ตัว โธ่เอ๊ย ตั้ง 7 วัน ค่อยสะดุ้งตลบ 8 ตลบกลับ ...เฮ้ย นี่เขาด่าเรานี่หว่า...กว่าจะรู้ตัว บางคนด่าไม่ให้รู้ตัวง่ายๆ ถึงขนาดนั้น...ด่าโดยที่เราไม่ตอบไม่โต้อะไรต่ออะไร บางทีเขาด่าแล้ว ยังไม่รู้ตัว จนกระทั่งชาตินี้ๆ ยังไม่รู้เรื่องเลย ตายไปแล้วยังไม่รู้เรื่องเลยว่าเขาด่า โอ๋ย.. กว่าจะรู้สึกตัวอีกหลายชาติ แหมไอ้อย่างนี้ ก็แย่เหมือนกัน แล้วมันก็เป็นได้นะ เป็นอย่างที่ว่านี้ได้ด้วย น่ะ พระพุทธเจ้าท่านให้เงื่อนไขของเราว่า การจะตรวจว่าเราเองเรา เราเสื่อม หรือเราหยุดอยู่ ทรงอยู่ ตั้งอยู่ เท่าเดิมหรือเราจะเจริญขึ้นนี่ เอาอะไรเป็นตัวอ่าน เป็นเครื่องอ่าน เป็นเครื่องชี้ เป็นดรรชนีชี้ค่าน่ะ ก็อริยทรัพย์นั่นแหละ เป็นหลักน่ะ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ น่ะ ศรัทธานี่ เราก็พูดๆ พูดกัน ไม่ได้ไปศรัทธา ไม่ได้ไปเชื่อแบบกาลามสูตร 10 ข้อ เราไม่ได้เชื่อ เพราะอย่างโน้นอย่างนี้ แต่เราเชื่อเพราะกุศลนั้น นี่แน่ะ กุศลนั้นก็ยืนยันว่า กุศลธรรมทั้งหลาย กุศลนั้น ความถูกต้องแล้ว ความดีงามแล้ว ความฉลาดเฉลียวแล้ว อันนั้น เรื่องนั้น นั่นน่ะ เราได้พิสูจน์ให้มี ให้เกิดขึ้นในตนแล้ว จนรู้สภาพดีนี่ว่ามีผลดีต่อตน มีผลดีต่อท่าน มีผลดีต่อมหาชนเป็นอันมาก ไม่ได้เห็นแก่ตัว มันไม่ได้ไปทำลายทำร้ายใคร ตนก็ไม่ได้ทำลาย ผู้อื่นก็ไม่ได้ทำลายแล้วมีรส มีธรรมรสด้วย นอกจากธรรมได้แล้ว แล้วก็มีรส เป็นรสธรรมรส เป็นรสวิมุติ เป็นรสว่าง เป็นรสสูงนะ ขนาดไม่ต้องฟูใจ แม้แต่อุปกิเลส ปีติ ยินดี ที่เราได้ทำดีนั้นก็ไม่มี ถึงขั้นนั้นหรือเปล่า หรือแม้อาตมาก็บอกหลายที ถึงแม้ว่าคุณจะยังมีความดีใจ ความพอใจ ปลาบปลื้มในสิ่งที่เราทำดีอยู่ มันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรเกินไปนัก ถ้าคุณยังจำเป็นที่จะต้องใช้อันนี้เป็นเครื่องชูใจ สำหรับคนที่ยังอินทรีย์พละไม่แก่กล้า ต้องมีเครื่องชูใจพวกนี้ ทำดีแล้วก็ยินดีในดี จริง มันเป็น มันเป็นภพเป็นชาติ เป็นอัตตามานะอยู่ในตัวเหมือนกัน ถือว่าเราทำดีอะไรต่ออะไรมากมาย แล้วก็ยึดดีจนกระทั่งกระด้างกระเดื่องต่างๆนานา มีอุปกิเลสซ้อนเชิงเข้าไปอีก กลายเป็นคนถือดีถือตัว แพ้ภัยตัวอะไรขึ้นไป เราก็ระวัง แต่ถ้าเผื่อว่ามันไม่ไปทำร้ายทำเลวอะไร ก็ถือว่าก็ยังดี สูงสุดแล้ว เราก็ แม้แต่ดี ที่เราได้ทำ เราก็ต้องไม่ต้องไปหลงดีนะ ไม่ต้องไปติดยึดดี ดีแล้วก็แล้วไป ทำแล้วก็จบ ไม่ต้องถือเป็นของตน ไม่ต้องไปเที่ยวได้จดได้ทำอะไรเอาไว้ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องจำยังได้เลย ค วามดีที่เราทำไม่ต้องจำให้มาก แต่ความชั่วที่เราทำ ต้องจำไว้ เพื่อแก้ไขน่ะ ความดีที่ทำไม่ต้องจำ เพื่อเอาไว้ระลึกบุญคุณเอา ไปทวงทวงคุณเอากับใครเขาหรอก แต่ความชั่วนั่น ... ระวัง ส่วนความดีของผู้อื่นนี่ เขาทำแก่เรา เราต้องจำไว้ เพื่อตอบแทน ความดีของเราทำแก่เขา ไม่ต้องไปจำไว้ เพื่อทวงบุญทวงคุณ แต่ความดีของผู้อื่น ที่ทำกับเขา ต้องจำไว้ เพื่อตอบแทนน่ะ ความชั่วก็ต้องจำ ของเราก็ต้องจำ ความชั่วของคนอื่นก็ไม่ต้องไปจำมากมายนักหรอก ความชั่วของเรานั่น ส่วนมากไม่ค่อยจำ ไปจำแต่ความชั่วของคนอื่นน่ะ ในเรื่องของศรัทธา ความเชื่อ เราก็ต้องมีผลของเราเองจริงๆ แล้วเราจะเชื่อมั่น อย่างที่อาตมาพยายามวิเคราะห์วิจัยให้ฟังว่า ลักษณะเชื่อถือ เชื่อฟังจนถึงเชื่อมั่น มันเป็นลักษณะอย่างไร ลักษณะนั้น ต้องมีในตัวเรา มีสภาวะแล้วเราก็จะเห็นว่า อ้อ นี่เป็นความเชื่อมั่น เราไม่ได้เชื่อในกาลามสูตรทั้ง 10 แต่เราเชื่อเพราะเราถึงซึ่งกุศลธรรมนั้นแล้ว และเห็นรู้ได้ด้วยตน...เป็นความเชื่อมั่น นี้เป็นศรัทธาที่จะเกิดศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละ เราตรวจดูว่า ศรัทธา เราศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีปัญญารู้แจ้งไหม ว่าพระพุทธคืออะไร พระพุทธ คือพระพุทธรูป พระพุทธ คือตัวบุคคลที่เป็นคนในประวัติศาสตร์ชื่อเจ้าชายสิทธัตถะ แล้วได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า มีเนื้อมีหนัง มีตัวตนบุคคล เดี๋ยวนี้ ก็ไม่เหลือแล้ว เมื่อไม่เหลือแล้ว เราจะไปศรัทธาอยู่แต่ตัวตนเท่านั้นหรือ เราจะเอาตัวตนของท่านมาเป็นเราได้ไหม ... เนื้อหนัง เอาเนื้อหนังของท่านมาเป็นตัวเราน่ะ มันเป็นไปไม่ได้ หรือแม้อย่าว่าแต่เอาเนื้อหนังเลย เราจะต้องเกิดมาให้รูปหล่อเหมือนท่าน ให้แข็งแรงเหมือนท่านเท่านั้นเฉยๆ มันจะไปได้เรื่องอะไร เอาคุณธรรม เอาตัวกุศลธรรม เอาตัวเนื้อหาของปรมัตถธรรมโน่นแหละที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบว่า ทฤษฎีอย่างนี้ ปฏิบัติแล้ว เราจะเป็นอย่างนี้ได้ เป็นคนดี คนเจริญ เป็นอริยบุคคลอย่างนี้ๆ เอาอันนั้นละ เป็นตัวพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเราค้นพบ พระพุทธเจ้าเราค้นพบธรรมะนี้ในโลก แล้วก็เอามาพิสูจน์ตนเอง ตนเองพิสูจน์ได้จริง แล้วเอามาสอนคนที่ได้รับการสอน ก็เป็นเหมือนอย่างพระพุทธเจ้าเป็น จึงเรียกว่า เดินตามรอยพระยุคลบาท เป็นอย่างที่ท่านเป็นก่อน แล้วเชื่อไหมว่าเป็นอย่างที่ท่านเป็นนั่นดี ถ้าเชื่อว่า อย่างที่ท่านเป็นนั่นแหละ ท่านได้ ...แก่ตนเองอย่างนั้นๆ มานั่นดี เอาเลย ฝึกฝนเอาตามอย่าง นั่นน่ะ คือเราได้ เราก็เห็นว่า พระพุทธเจ้า คืออันนั้น มันจะเป็นอันเดียวกันกับพระธรรม คือการทรงไว้ซึ่งสภาพนั้น สภาพซึ่งพระพุทธเจ้าท่านได้ทรงไว้ ทำให้เกิดที่ตน แล้วก็ทรงไว้ จนกว่าจะตายไป นี่ท่านก็ตายไปแล้ว ท่านก็เคยมีสภาพนั้นทรงไว้อย่างแข็งแรง มั่นคง เป็นคุณธรรมอันดี ทางกาย วาจา ใจ เราก็เอาอันนั้นแหละเป็นพระพุทธเจ้า คำสอนของท่านทั้งหมด เอามาปฏิบัติประพฤติให้ทรงขึ้น เมื่อทรงขึ้นเราก็เป็นพระสงฆ์ เราเชื่อมั่นในอย่างนั้น ศีล หลักเกณฑ์ต่างๆ หรือว่าเขาจะแปลว่า ความปกติทางกาย วาจาน่ะ ทางโน้น เขาให้ความหมายว่าอย่างนั้น ก็ไม่ขัดแย้งอะไรกันนะ ความเป็นปกติทางกาย วาจา ศีลว่าอย่างนั้น ศีลเขาก็แปลว่า ความปกติ ทีนี้ การเข้าใจคำว่าปกตินี่ อาตมาก็เคยอธิบาย เรามีหลักเกณฑ์อย่างนี้ว่าเราจะไม่ฆ่าสัตว์ จนเรากาย วาจา เราก็ไม่ฆ่าสัตว์ อย่าว่าแต่วาจาเลย ใจเราก็ไม่ได้อยากฆ่าสัตว์เลย ไม่ปรารถนาจะฆ่าสัตว์ ไม่แกล้ง มีเมตตาแก่สัตว์ทั้ง หลายแหล่ มีสติสัมปชัญญะ ไม่ไปทำให้จิตใด ไม่ไปทำให้ชีวิตใดเขาตกร่วง ตกต่ำ มีแต่จะทำให้ชีวิตเขาเจริญขึ้น โดยเฉพาะไปทำให้เขาตายด้วยร่างกาย ด้วยชีวิตร่างกาย เราก็ไม่ทำเป็นปกติ จะลักทรัพย์ จะผิดผัวเขาเมียใคร จะพูดปดเมามาย อะไรต่างๆ นานา โดยศีลกี่หลักกี่ข้อก็ตาม ตรวจตนเอง จะมีอธิศีลขนาดไหน แล้วเราทรงไว้ เราเป็นอยู่ เราเสื่อม หรือตั้งอยู่ หรือ...เจริญขึ้นอีก เป็นอธิๆๆ อธิศีล ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ นี่ตรวจนะ ศรัทธา ศีล สุตะ ความรอบรู้ต่างๆ สุตะ ความได้สดับตรับฟัง สุตะนี่ ความสดับ ตรับฟัง ความรู้ ทางแบบ...แบบศึกษาทฤษฎี ความหมายอะไรต่างๆนานา น่ะ เป็นความรู้ที่ไม่เหมือนกันกับปัญญา อันนี้มันมีสุตะ ในนี้เขาแปลว่า ความสดับตรับฟังเท่านั้น บางทีเขาก็แปลว่าความรู้ ผู้มีสุตะมาก เขาก็เรียกเป็นผู้ที่รู้มาก แต่เป็นความรู้ในด้านได้ฟัง ได้สดับ ตรับฟังมา เป็นความรู้ที่จำมาได้รู้มา ได้ยินมา ศึกษามา ค้นคว้ามา คิดนึกด้วย รวมถึงตรรกศาสตร์ด้วย สุตะ เป็นจินตามยปัญญาเท่านั้น เป็นสุตะ เป็นจินตา จินตาก็อยู่ในระดับของ...สุตมยปัญญา แล้วก็เลื่อนขึ้นมาหาจินตา ก็เอามาคิด ผกผันอยู่ในตรรกศาสตร์น่ะ ส่วนปัญญา อาตมาก็เคยย้ำไม่รู้กี่ที โดยเฉพาะได้เรียกให้ชัดเจนขึ้นไป เป็นว่า อธิปัญญา หรือญาณทัสสนวิเศษ มันเป็น ไม่ใช่ความรู้โดยฟัง มันเป็น ญาณทัสสนะ มันเป็นความเห็นความจริง รู้ก็รู้ผล รู้ผลที่เกิด ที่เป็น ที่มีในตัวเรา รู้ผลแล้ว รู้ค่าของผลด้วยว่าเป็นค่า เป็นคุณเป็นประโยชน์ เป็นกุศล เป็นสิ่งดีนี่ก็ขออธิบายเลยไปสู่ถึงตัวปัญญาด้วย เพราะฉะนั้น สุตะ ความสดับตรับฟังหรือความรู้ มันจึงมีนัยที่ต่างกันอยู่ ละเอียดลออต่างกันนะ หรือ แม้...เราเคยได้ยินว่า สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา ภาวนามยปัญญา เพราะฉะนั้น สุตะก็ได้แค่ขั้นสุตะ จะเลยไปอีก ก็แค่จินตามยปัญญา เป็นตรรกศาสตร์ ยังไม่ถึงขั้นภาวนามยปัญญา ภาวนามยปัญญานั่นแหละ คือตัวที่หมายเอาว่า เป็นปัญญาตัวสมบูรณ์ เป็นตัวที่เกิดผล ภาวนานี่ แปลว่าเจริญ หรือแปลว่า เกิดผล มันเจริญถึงรอบ เจริญถึงที่สุด เจริญอย่างสมบูรณ์ของมันแล้วเราก็รู้เห็นตัวที่เจริญสมบูรณ์นั้น รู้รสของความสมบูรณ์นั้นด้วย เป็นธรรมรส ส่วนจะเป็นสูงสุด ก็เป็นวิมุติรส ปัญญาเห็นวิมุติรส เห็นของจริง ตามความเป็นจริง นี่ มันต่างกันนะ สุตะ กับปัญญา มันต่างกันตรงนี้ ก่อนจะถึงปัญญา มันก็มีสุตะ แล้วก็มีจาคะ จาคะ เราก็ได้อธิบาย มันเป็นการเสียสละ เป็นการสละออก สละออกตั้งแต่เราไม่ติดไม่ยึด ตั้งแต่วัตถุ ตั้งแต่ของที่มันหยาบมันต่ำ มันติด มันยึด ที่จิตวิญญาณ มันยังกอบยังโกย ยังจะต้องมาเสวย บำเรออะไรอยู่ ลดละปละปล่อยออกไป หลุดพ้นออกไปเรื่อยๆๆๆ จนกระทั่งในโลกที่สูงขึ้น โลกกาม โลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ ทรัพย์ศฤงคาร รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แม้กระทั่งที่สุด ภวตัณหา ติดภพ ติดชาติ ติดอารมณ์ ติดที่เป็นอุปาทาน สมมุติในจิตในใจ สละออกให้หมด จาคะ คุณอยู่ที่เก่า หรือว่าคุณเจริญขึ้น ป่วยการกล่าวไปไยถึงเสื่อม จาคะ สละ สละแท้ขึ้นเรื่อยๆนะ มันสละ แล้วบริสุทธิ์ใจขึ้นเรื่อยๆเห็นรสของความสละ ยินดีในสภาพของการสละว่า เออ นี่เป็นความประเสริฐของมนุษย์ เกิดมาได้เป็นผู้สละ เกิดมาได้เป็นผู้ให้ ให้โดยจิตที่บริสุทธิ์ของเรา เราได้สร้างสรร วัตถุนี่ให้ไปหมดแล้ว ไม่มีเหลืออะไรแล้ว จะบริจาคอีก ก็มีเสื้อผ้าที่นุ่งห่ม ขืนให้ไปอีก ก็โป๊เท่านั้นแหละ ขอนุ่งห่มไว้ชุดนี้ นอกนั้นเหลือแต่แรงงาน มีความคิด ความอ่าน สมรรถภาพ การสร้างสรร สร้างวันๆคืนๆ กินข้าวแล้วทำงาน ทำงานแล้วถึงเวลาพักผ่อน ก็มันเมื่อยมันอะไรมากเกินควร มันจะเสื่อมต่อสุขภาพร่างกาย ก็พักบ้าง พักผ่อน ถึงเวลาหลับ เวลานอนก็นอน ตื่นเช้าขึ้นมาอีก ทำ สร้างสรรทำงาน ทำไป สร้างไป แล้วก็ได้สละไปเท่านั้น อาตมาก็เคยแนะนำหลายทีว่า เสียสละแรงงานนี่แหละ มันสดกว่าเสียสละวัตถุ สุดท้ายมันก็อยู่ที่แรงงาน วัตถุหมดไปแล้ว เสียสละวัตถุหมดไปแล้ว เหลือแต่แรงงาน แรงงานนี่ มันสดเลย ใครโกงไม่ได้เลย แล้วก็ไม่เบี้ยวด้วย ถ้าคุณยิ่งบริสุทธิ์ใจ ยิ่งมีการเสียสละด้วยจิตจริงๆเลยนะ จิตเห็นเลยว่า เราควรเสียสละ เราควรช่วยเหลือ เราควรสร้างสรร เราควรกอปรก่อขึ้นมา เพื่อให้คนอื่นได้รับผล ได้รับประโยชน์ต่อไป มันเป็นการอุ้มโลกไว้ เป็นการช่วยอนุเคราะห์ เป็นตัวบุญคุณ เป็นตัวประโยชน์ของโลก ยิ่งจะมีประโยชน์มาก คนนี่ถ้าทำให้เป็นคนดี อย่างที่กล่าวแล้วได้ เราไม่ได้ทำเพื่อหวังบุญหวังคุณ ไม่ได้ทำเพื่อยกย่องสรรเสริญ คนมาชมเชย ไม่ต้องหรอก เขาก็ชมเชยเองแหละ ถ้าเราดีจริง แล้วไม่ต้องเหนียม ไม่ต้องเขินอะไรหรอกน่ะ อย่างอาตมานี่ ไม่มีใครชม อาตมาก็ชมตัวเองเสียเลย ชมออกบ่อยไป แต่ไม่ได้หมายความว่า แกล้งจะชมเอง อยากจะชมเอง ไม่ใช่หรอก มันถึงบทการพูดก็พูด มีตัวอย่างที่จะต้องยก ก็ยก ไม่ได้เขิน ไม่ได้อาย แล้วไม่ได้อยากทำ จะทำเมื่อถึงกาลเทศะน่ะ ฮะ นั่นน่ะ ใช่ ก็มีหิริโอตตัปปะก็เป็นคุณมันด้วย จะเอาหิริโอตตัปปะมาใช้ประกอบนี้ก็ได้ แต่นี่ตรัสไว้นี่ หมวด 6 นี่ มันมีแค่ ไม่มีหิริโอตตัปปะ มีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ ก็เอา เราก็เอาอันนี้เป็นเครื่องวัด นอกจากจาคะแล้วก็ปัญญา ปัญญาไม่ใช่เฉกตา ไม่ใช่เฉโก ไม่ใช่ความฉลาดอย่างนั้น ไม่ใช่ความรู้ด้วยสุตะเท่านั้นด้วย ปัญญา ไม่ใช่ความรู้แค่สุตะ ไม่ใช่ความฉลาดเฉลียวแบบเฉกตา หรือเฉกะ เฉกะ เฉโก ที่ภาษาบาลีแปลว่า ความเฉลียวฉลาดกัน คนโลกๆ เฉลียวฉลาดแบบเฉกตา แบบเฉกะ ฉลาดแกมโกง ฉลาดโลภ ฉลาดเห็นแก่ตัว ฉลาดที่จะโลภโมโทสัน เอามาให้แก่ตัว หรือแก้แค้นอาฆาตด้วยซ้ำ ฉลาดแบบนั้น มันใช้ไม่ได้ ฉลาดหาทางแก้แค้นให้คนอื่น โดยที่คนอื่นไม่รู้ตัวได้ นั่นนึกว่าฉลาด ที่จริงมันเป็นบาป เป็นความเลว ความชั่ว ฉลาดอย่างบริสุทธิ์ ไม่เป็นเลว ไม่เป็นบาป ไม่เป็นชั่วน่ะ ฉลาดอย่างถูกทิศถูกทางของมัน ปัญญานี่ บอกความเฉลียวฉลาด ก็มีอยู่ในนั้นด้วยปัญญา มีความเฉลียวฉลาด หรือมีความรู้ของจริง ตามความเป็นจริง รู้ความจริงตามความเป็นจริงด้วย ฉลาดก็คือตัวคล้ายๆ ปฏิภาณ น่ะ ไหวพริบ ตัวฉลาดตัวนี้ คือไหวพริบ เพราะฉะนั้น ตัวปัญญาจริงๆ นั้นคือ ตัวเห็นความจริงตามความเป็นจริง ตัวปัญญานะ ส่วนตัวที่ว่าเฉลียวฉลาดนั้นก็คือ ตัวปฏิภาณนั่นแหละชัดกว่า ตัวปฏิภาณไหวพริบมีความเฉลียวฉลาด ความเฉลียวฉลาดต่างๆเหล่านี้ ไม่ใช่เฉกตา บอกแล้วมันไม่ใช่ตัวฉลาดเฉลียวที่มันจะโกง มันเอาเปรียบเอารัด มันทำชั่วทำบาป โดยไม่รู้ตัวน่ะ ไม่เข้าใจถึงลักษณะกุศล อกุศลไม่ใช่ ตัวปฏิภาณนี้ จะต้องมีความเฉลียวฉลาดที่แยกกุศล อกุศลออก แล้วไม่มีตัวกิเลสเข้าไปร่วมปลอมปนด้วย เพราะฉะนั้น ตัวปฏิภาณกับตัวฉลาดที่เป็นเฉกตานี่ ยังต่างกันอีกน่ะ ตัวทิฏฐิ ตัวรู้ ตัวเห็น ตัวเฉกตา ตัวปัญญา ตัวปฏิภาณนี่ มันเป็นความรู้ความฉลาดที่มันใกล้เคียงกันอยู่ ต้องวิเคราะห์ให้ออก ความรู้ ความเห็น ตัวสุตะ ความรู้ด้วยศึกษาบัญญัติ ศึกษาความรู้ด้านนอกๆ หรือจะเป็นความรู้แบบโลกียะ เฉลียวฉลาด สร้างสรรแบบโลกๆก็ได้ ตรวจในตัวเรา ที่จริงมันไม่ได้บกพร่องนะเป็นคนทางธรรมของพระพุทธเจ้านี่ แต่เฉลียวฉลาดในการสร้างสรร เฉลียวฉลาดในวิชาการ ในการมีสมรรถภาพ ที่จะสร้างก่อ หรือทำโน่นทำนี่อะไร ที่มันมีหลักการ มีทฤษฎี มีอะไรที่จะรังสรรขึ้นมา ถ้าอาตมาจะขยายความอีกน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน