321203 นักศึกษาจากกรุงเทพการบัญชีวิทยาลัย สัมภาษณ์พ่อท่านโพธิรักษ์ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2532
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์374 KB
วันที่แก้ไข26 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

321203 นักศึกษาจากกรุงเทพการบัญชีวิทยาลัย สัมภาษณ์พ่อท่านโพธิรักษ์ สันติอโศก

ผู้สัมภาษณ์ : ผมเป็นนักศึกษามาจากกรุงเทพการบัญชีวิทยาลัยนะครับ คือต้องการคุยกับพ่อท่านเกี่ยวกับประวัติ อยากทราบประวัติเกี่ยวกับตัวพ่อท่าน แล้วก็เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ลงหน้าหนังสือพิมพ์ อยากให้พ่อท่านเล่าเพื่อเป็นความรู้ประกอบกับการเรียนการศึกษาครับ ก็อยากให้พ่อท่านเล่าประวัติ พ่อท่านมีวัตถุประสงค์อะไร ในการตั้งสันติอโศกขึ้น ทำไมถึงใช้ชื่อว่า "สันติอโศก" พ่อท่าน : เอาจดไว้เป็นข้อๆซิ ถามอย่างนี้ อาตมาจำไม่หมดหรอก มันควรจะจดเป็นข้อๆๆ แล้ว เออ เป็นข้อๆ แล้วคุณจะได้ อย่างงี้อาตมาจำไม่หมดหรอก ผู้สัมภาษณ์ : ให้พ่อท่านเล่าประวัติก็ได้ครับ พ่อท่าน : ประวัติอาตมา ที่จริงมีหนังสือนะ แหม จะมาเอาประวัตินี่ หนังสือไปทั้งเล่มเลย ไม่ยากไม่เย็น ไม่เสียเวลาอีกเล่าประวัติ ผู้สัมภาษณ์ : ทางอาจารย์เขาอยากให้พ่อท่านได้ ได้ยินเสียงของพ่อท่าน พ่อท่าน : ได้ยินเสียง ก็ได้แล้วนี่ นี่...เสียง (หัวเราะ) หล่อแค่ไหนก็ได้ แล้วเสียง ผู้สัมภาษณ์ : หลักปฏิบัติธรรมของชาวสันติอโศกครับ พ่อท่าน : หลักปฏิบัติธรรมของสันติอโศก มีโพธิปักขิยธรรม มรรคองค์ 8 โพชฌงค์ 7 เป็นหลักใหญ่เลย โพชฌงค์ 7 กับมรรคองค์ 8 รวมกันนี่ เป็นโพธิปักขิยธรรม นั่นละ เป็นหลักใหญ่เลย เป็นทฤษฎีเอก เหมือนของไอน์สไตส์ก็ E=Mc กำลัง 2 อะไรอย่างนี้ใช่มั้ย เป็นทฤษฎีหลักเลย แต่ทุกวันนี้ เขาลืมเลือนกันหมดแล้ว แล้วเขาปฏิบัติเพี้ยนๆไป ออกจากทฤษฎีได้ตรงเท่านั้น

ผู้สัมภาษณ์ : แล้วที่มีคนบอกว่า ท่านประพฤติปฏิบัติผิดหลักธรรม พ่อท่าน : ก็เขาว่า ผู้สัมภาษณ์ : ท่านมีความรู้สึกอย่างไรบ้าง พ่อท่าน : ก็รู้สึกว่าเขาเอง เขาก็ว่าอย่างนั้นนะ อาตมาก็มาตรวจสอบก็เ

อ่านต่อ

ห็น มันถูกดีอยู่นี่ ก็เท่านั้นเอง ไม่มีอะไร ก็คนเรามันจะไปบังคับความเข้าใจได้เหรอ เขาเห็นอย่างนั้นก็เป็นความเห็นของเขา เราก็จะไปบังคับความเห็นของเขาไม่ได้หรอก ก็เท่านั้นเอง

ผู้สัมภาษณ์ : จุดประสงค์หลักของหลักคำสอนที่สันติอโศกนี่ ไม่ทราบสอนคือ จะผิดออกไปจากพุทธศาสนาบ้างหรือเปล่าครับ พ่อท่าน : โอ้ย มันถูกพุทธศาสนามากซิ ไม่ใช่ผิด ไปเรียนให้มันผิดทำไมเล่า ไปเรียนให้มันถูกซี เรียนให้มันผิดได้เหรอ ผู้สัมภาษณ์ : แล้วก็แสดงว่าที่คนอื่นที่เขาเข้าใจไปนี่ เขาเข้าใจผิดกันเอง พ่อท่าน : อาตมาเห็นว่า มันออกนอกแนว ออกนอกพุทธไปเยอะ แล้ว อาตมาเห็นว่า อย่างที่อาตมาเห็นนี่ว่าถูก เขาเองเขาเห็นว่า ของเขาอย่างที่เขาทำอยู่นี่ของเขาก็ถูก เขาก็เลยมาเห็นอาตมาที่ปฏิบัติไม่เหมือนกับเขา เขาก็ว่าเราผิด ก็เท่านั้นเอง ต่างคนต่างมีความเห็นต่างกันเท่านั้นแหละ ไม่มีอะไร เมื่อความเห็นต่างกัน ต่างคนก็ต่างปฏิบัติซี (ครับผม) อาตมาก็ปฏิบัติอย่างที่อาตมาแน่ใจว่าถูก เขาก็เห็นว่าอย่างนั้นถูก เขาก็ปฏิบัติของเขา เท่านั้นก็พอแล้ว แต่ทีนี้เขาไม่ล่ะ เขาจะปราบลง จะปรามลง เขาก็จะซัดกันลงเท่านั้นเอง อาตมาก็จะกลายเป็น อาตมาก็ไม่ปราบใคร ก็เลยถูกเขาปราบอยู่อย่างนี้ หึ หึ ผู้สัมภาษณ์ : เราคิดว่าเราถูก เราไม่ต่อสู้ใช่มั้ยครับ ?

พ่อท่าน : เออ ! เราก็ปฏิบัติของเราไปเท่านั้นเอง จะไปบังคับให้เราเข้าใจอย่างโง้นอย่างงี้ได้ยังไง เราก็เข้าใจ เราก็เข้าใจตามที่เราเข้าใจ เราก็เห็น ตามที่เราเห็น เราก็เชื่อตามที่เราเชื่อ ผู้สัมภาษณ์ : แล้วอย่างที่มีข่าวลงหนังสือพิมพ์ที่ว่า ตรัสรู้เหมือนพระพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 2 นั้น ในความคิด คืออ่านข่าวมา ที่ว่าเขาว่า พ่อท่านนี่ตรัสรู้ เปรียบเสมือนพระพุทธเจ้า อะไรอย่างนี้ ในความรู้สึก พ่อท่าน : ไม่ใช่ ยังไม่ถึง โอ้ย ! ยังไกลความเป็นพระพุทธเจ้ายังไกล ผู้สัมภาษณ์ : แต่ที่ข้อความที่ในหนังสือพิมพ์เขาลง พ่อท่าน : ก็เขาลงนะเขาว่า คุณไปถามเขาสิว่า ทำไมเขาว่าอย่างงั้น อาตมาไม่เคยว่าอย่างนั้น คือเขาตู่นะ เขาว่าหาความใส่ความ ใส่ไคล้ อย่างโง้นอย่างนี้เยอะแยะ ซึ่งเราก็ดูว่า เออ เราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่าจริงๆ มันก็ ก็ เขาก็ว่า ก็เท่านั้นเอง เราก็ไม่ได้ไปตีโพยตีพายอะไร

ผู้สัมภาษณ์ : คือโดยทั่วไปที่เขา ตามวัดนี่นะครับ เขาจะตั้งชื่อว่าวัด แล้วทำไมที่นี่ตั้งว่า สันติอโศก มีคำว่า "อโศก" เหมือนทั่วๆไปที่สาขาของสันติอโศก ก็มีคำว่าอโศก พ่อท่าน : นั้นมันเจตนาของเรา คือเราเป็นกลุ่มนักปฏิบัติธรรมชาวอโศก เรามีชื่อ มีฉายาว่า อโศก เราก็เลยสถานที่ที่ปฏิบัติธรรมของเรา ที่เป็นพุทธสถาน เราเรียกว่าพุทธสถาน เราไม่เรียกว่าวัด เพราะว่า เราลาออกมาจากเถรสมาคมแล้ว เถรสมาคมเขามีระบบวัด เราไปมีระบบวัด ไม่ได้ผิดกฎหมาย เราก็ตั้งระบบพุทธสถานเป็นสถานที่ที่พระท่านอยู่ปฏิบัติ ทำกิจของสงฆ์ได้ เราก็ตั้งพุทธสถาน ทีนี้ มีคำว่า อโศก ก็เพราะว่าเราเองเรามีฉายาอย่างที่ว่า เราก็เลยเอาคำว่า "อโศก" มาใส่เข้าไปทุกแห่งแค่นั้นเอง

ผู้สัมภาษณ์ : แลัวความหมายของคำว่าอโศกนี่ละฮะ พ่อท่าน : ก็ไม่โศกนะซี (เสียงหัวเราะ) ไม่โศก ไม่เศร้า เบิกบาน ร่าเริง ผู้สัมภาษณ์ : สั้นๆ แค่นี้หรือ ? พ่อท่าน : สั้นๆ ก็กินความดีแล้วนะ

ผู้สัมภาษณ์ : แล้วเท่าที่ผม เมื่อเช้ามานี่ ผมเดินดูโดยรอบนี่ ผมเห็นการทำงานหลายๆอย่างนี่ อยากทราบว่า ค่าใช้จ่าย พ่อท่าน : ค่าใช้จ่ายเหรอ ? ผู้สัมภาษณ์ : ส่วนใหญ่รายได้แล้ว ค่าใช้จ่ายนี่ พ่อท่าน : อ๋อ ! จากการทำบุญทำทาน ผู้สัมภาษณ์ : ทำบุญ พ่อท่าน : ที่นี่ไม่มีไปเรี่ยไร คุณเห็นมีที่ไหน มีกระป๋องเรี่ยไร กล่องเรี่ยไร หรือว่ามีการบอกใครมาก็เรี่ยไรไม่มี ที่นี่ไม่มีการเรี่ยไร มีแต่คนที่เขาเต็มใจจะทำบุญทำทานเราก็รับ ส่วนคนที่จะทำบุญทำทาน ก็จะต้องเป็นคนที่มาศึกษาที่นี่ จะต้องมาที่นี่อย่างน้อย 7 ครั้ง หรือได้อ่านหนังสือธรรมะของอโศกเราอย่างน้อย 7 เล่ม จบ 7 เล่ม ขึ้นไปอย่างนี้ ต้องเข้าใจพวกเรานั่นเอง ความมุ่งหมาย ต้องเข้าใจพวกเรา ต้องศึกษาพวกเราว่า เอ๊ ! มันน่าศรัทธาจริงมั้ย มันมีแนวทางที่ดีพอจะเลื่อมใสศรัทธาจริงมั้ย ถึงจะค่อยทำบุญทำทานด้วย ถ้าอ่านศึกษาดีแล้วว่า โอ้ แนวนี้ ความหมายอย่างนี้ ท่านพูดอย่างงี้ทำอย่างนี้ ไม่เข้าท่า จะได้ไม่ต้องทำบุญทำทาน ไม่ใช่อยู่ๆ ปุ๊บปั๊บก็ใครให้มา ใครให้มารับหมด ที่นี่ไม่รับ เรารับคนที่เข้าใจศึกษาเรา เห็นดีเห็นชอบ ต้องศรัทธาเลื่อมใสจริงๆ ศึกษาแล้วไม่เลื่อมใส ก็จะได้ไม่ต้องเสียเงินเปล่า

ผู้สัมภาษณ์ : รู้สึกว่าข่าวสารที่ของสันติอโศกนี่ มีเยอะเหลือเกินนะฮะ

พ่อท่าน : อ้าว เป็นเรื่องเผยแพร่ เราต้องทำเพราะสมัยนี้ ต้องทำสื่อสาร ผู้สัมภาษณ์ : คนอื่นจัดทำข่าวสารพวกนี้นี่ ได้มาจากนักปฏิบัติธรรมที่นี่เลยหรือครับ พ่อท่าน : นักปฏิบัติธรรมเป็นพวกที่ได้ศึกษาปฏิบัติแล้ว จนกระทั่งออกมาทำงานที่นี่ ทำงานกันอยู่สบายๆ ทำงานฟรี ทีนี่ไม่ไม่มีรายได้ ใครออกมาอยู่ที่นี่ ก็ออกมาทำงานกันก็ทำงาน คนอยู่ที่นี่เยอะแยะ ล้วนแล้วมาอยู่ที่นี่ ก็ทำงานกันฟรีทั้งนั้นนะ คือ ไม่ได้ไปบังคับใคร อยากจะไปก็ไป ใครอยากจะอยู่ก็อยู่ ไม่เคยไปบังคับใคร ขนาดทำงานอยู่แล้ว มีหลักฐานดีๆ เขาก็เห็นว่า จะมาช่วยงานนี้เห็นว่าขาดคนขาดแรงงานอะไร เขาก็ออกงานมา ลาออกเลย มาทำงานที่นี่ฟรีๆ เยอะเลยที่นี่ ไม่เคยไปบังคับ มีแต่ต้านเอาไว้ อย่าเพิ่งลาออกมา ลางานออกมานะ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จนกระทั่งเขาปฏิบัติแน่ใจจริงๆ เขาก็ลาออกมา เขาก็มาอยู่ที่นี่ มาทำงานกันไป อยู่กันอย่างครอบครัวใหญ่ นี่ครอบครัวใหญ่

ผู้สัมภาษณ์ : แสดงว่า นักปฏิบัติธรรมที่นี่ก็มีความรู้ มีการศึกษาดีใช่มั้ยฮะ พ่อท่าน : มีปริญญาโท ปริญญาเอก ปริญญาตรี มีเยอะแยะ ปกศ.สูง ปวช. ปวส. อะไรก็มีทั้งนั้นนะ ป4. ก็มี อ่านหนังสือไม่ออกก็มี ทีนี่มีหมดครบ ชาวไร่ ชาวนา ชาวกรุง มีหมด

ผู้สัมภาษณ์ : สมัยก่อนนี่ พวกหลวงพี่ พระส่วนใหญ่ นี่จะนุ่งกรักใช่มั้ยครับ แล้วทำไมพักหลัง ผมเห็นมีสีขาว พ่อท่าน : ก็มันมีเรื่อง มีเรื่องกัน ก็เลยต้องเปลี่ยนแปลง อาตมาก็มานุ่งห่มขาว นี่ก็เพราะมีเรื่อง เขาก็บังคับ เขาก็จะจัดการ จะจับ จะนั่นจะนี่ จะให้ถอด ให้ถอน ให้อะไรต่ออะไร เราก็ยอมๆ เขามั้ง เพราะเราไม่อยากไปคาน ไปแย้ง ไปขัด ไปขวาง ไปอะไรกัน ไปทะเลาะเบาะแว้ง เราก็ยอมเขาได้ก็ยอม ยอมจนถงที่สุดแล้ว ยอมไม่ได้ก็อยู่ถึงที่ตรงนั้น เขาจะเอายังงี้ก็เอา ก็เท่านั้นเอง ผู้สัมภาษณ์ : แล้วไม่ทราบว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนะฮะ สาเหตุนี่มาจากความเข้าใจผิด พ่อท่าน : เข้าใจไม่ตรงกัน เข้าใจต่างกัน ผู้สัมภาษณ์ : แล้วไม่ทราบว่าเรื่องนี้จะจบลงอีกนานมั้ยครับ พ่อท่าน : ไม่รู้ อาตมาไม่เดา แล้วก็ไม่ดูหมอ ไม่รู้ แล้วแต่มันจะเป็นไป ถึงไหนก็ถึง ไม่มีปัญหาอะไร ผู้สัมภาษณ์ : สันติอโศกนี้ ก็ยังคงเป็นสันติอโศกต่อไป พ่อท่าน : เราก็ต้องคงเป็นสิ ของเราเราก็ยังเป็น เขาก็พยายามจะไม่ให้เป็น แต่เราก็เป็นของเราอยู่นี้ ส่วนเขาจะมีอำนาจมีฤทธิ์มีเดช ทำอะไรต่ออะไรได้ ให้เราไม่เป็นได้ยังไง ก็เรื่องของเขา แต่เราเองก็ยังเป็นของเราตามที่เราคิดว่า เราทำถูกแล้ว ทำดีแล้ว เราก็ทำดี ทำสิ่งนี้ไปเรื่อยๆเท่านั้นเอง

ผู้สัมภาษณ์ : แล้วที่เขาบอกว่า สันติอโศกนี่ ไม่ขึ้นกับเถรสมาคม พ่อท่าน : ก็จริงสิ ไม่ใช่ว่า เราลาออกมาโดยตรง ลาออกมาจริงๆ เป็นกิจจะลักษณะเลยทำใบยื่นลาออก แถลงการแยกออกมาจริงๆ ใครจะมาว่าไม่ได้หรอก เพราะทำจริงๆ ไม่ได้เลอะๆเทอะๆ อะไร ไม่ได้มีการหลงๆลืมๆอะไรมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มีเจตนารมณ์สมบูรณ์ ที่จะลาออกมาไม่อยู่ในการปกครองของมหาเถรสมาคม ผู้สัมภาษณ์ : ตั้งเป็นสำนักโดดเด่นของเราอยู่ พ่อท่าน : เออ ตนเอง เอกเทศ ผู้สัมภาษณ์ : งั้นการออกจากสมาคมเถระนี่นะ ยังคงเป็นพระภิกษุโดยสมบูรณ์ใช่มั้ยครับ พ่อท่าน : เป็นอยู่ซิ เพราะเราไม่ได้ไปลาสึกอะไรนี่

ผู้สัมภาษณ์ : ทำไมท่านถึงไม่นุ่งเหลือง เช่นพระภิกษุละครับ

พ่อท่าน : อ้ายนุ่งเหลืองนี่ เป็นภาษาผิดนะที่จริง นุ่งเหลืองนี่มันผิดพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้นุ่งเหลือง แต่เขานุ่งกันผิดเยอะ แต่พวกเราไม่ได้นุ่งเหลือง เราก็นุ่งสีน้ำตาลสีอะไรอย่างที่เห็นนี่ แต่ก่อนเราก็นุ่งสีนั้นนะ สีกรัก สี น้ำตาลพวกนี้ ตอนหลังก็บอกแล้ว ที่ไม่นุ่งนี่มันเกิดเรื่อง ก็เลยเขาจะต้องให้เปลี่ยนให้อะไรต่ออะไรต่างๆนานา เอาอำนาจของตำรวจ อำนาจของทางการอะไรมาบังคับ เราก็ยอมๆเขาไปมั้ง แต่เราก็ไม่ได้สึก ไม่ได้ลา ก็บังคับเราก็ไม่ได้ลา แต่ก็ทำตามแบบกฎหมายอย่างโง้นอย่างงี้ ต้องเปลี่ยนอย่างโง้นอย่างงี้ อะไรต่ออะไร ให้ไปทำบัตรประชาชนอะไร เราก็ไปทำได้ทั้งนั้น ที่ไม่ใช่เรื่องของพระธรรมวินัย ไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย เราก็ทำให้ แต่เรื่องที่ขัดธรรมวินัย เราก็เห็นนะว่า เอ๊ะ มันขัดเราก็ยังไม่ยอม อันไหนที่ไม่ขัดพระธรรมวินัย เราก็ทำให้ จะเอาอย่างไง ก็เอาทั้งนั้น

ผู้สัมภาษณ์ : ตั้งแต่สันติอโศกที่เกิดเรื่องขึ้นทีนี้นะฮะ ไม่ทราบว่า มีผู้ปฏิบัติธรรม หรือนักปฏิบัติธรรมที่เลื่อมใสที่นี่ ขาดความศรัทธาไปบ้างหรือเปล่า พ่อท่าน : มีเพิ่มขึ้น มีแต่เพิ่มขึ้น พวกที่ศรัทธาอยู่แล้ว เขาก็ยังอยู่ของเราอย่างนี้ เห็นมีอยู่อย่างเก่า เขาก็ไม่มีปัญหาอะไร เขาก็เข้าใจดีทุกอย่าง ทีนี้คนที่เขาสงสัย มีข่าวคราวอะไรออกไป เขาก็เกิดมาสนใจมาศึกษา มาดูอีก ก็มาเลื่อมใสใหม่ มาเติมเข้ามา ส่วนพวกที่เขาไม่ชอบใจ เขาก็ไม่ชอบอยู่แล้ว เขาก็ไม่เข้ามา ก็ไม่รู้เรื่องอยู่อย่างเก่านะ ส่วนคนที่ได้รับข่าวคราว เพราะมันดังไปหมดเลย คนเขาก็มาดูๆ จนเกิดเห็นจริง เข้าใจจริง ก็เข้ามาอีก มีแต่เติม ไม่มีขาด มีแต่เพิ่ม ไม่มีลด ก็เป็นเรื่องดีทั้งนั้นนะ ทางด้านสังคม มหาเถรสมาคมเอง เขาก็พัฒนาปรับปรุงตื่นตัวขึ้นมาอีกเยอะ เป็นเหตุการณ์ที่ดี ไม่ใช่เสียหาย เราไม่เคยคิดว่ามันเสียหายอะไร มันดี

ผู้สัมภาษณ์ : ข่าวคราวที่ออกไปตามความเสียหายนี่ ทางพุทธศาสนาของเราจะออกไปทางด้านความเสียหายมากกว่า เช่น มีพระที่ประพฤติผิด คืออยู่ในชุดเหลือง ห่มเหลือง (เปิดเผยกัน) แต่ว่าประพฤติผิดนอกวินัยเลยนี้ พ่อท่าน : ก็ดีแล้วนี่ จะได้ปราบปราม จะได้จัดการสะสางเสียให้หมดเรียบร้อยให้มันดีขึ้น ไม่งั้นมันได้โผล่อยู่ มันได้ปกปิดอยู่ มันเสื่อม เน่าในหมักหมมตาย นี่มันดีแล้ว มันโผล่มาให้รู้อะไรต่ออะไร จัดการปราบปราม ปรับปรุงกันขึ้นมาก็ดีแล้วนี่ ผู้สัมภาษณ์ : ทางสำนักนี้ไม่เคยมีอะไรที่แบบเสื่อมเสีย ทางชื่อเสียงเลยใช่มั้ยฮะ พ่อท่าน : แหม ! ถ้าอาตมาว่าถ้ามันมี มันคงเละนะที่นี่ คงโดนสับน่าดูเลยขนาดไม่มีจริง ก็ยังใส่ความกันแทบแย่อยู่แล้ว (หัวเราะ) เขาหายังโง้นหาว่ายังงี้เยอะ ถ้ามีขึ้นมานะ โอ้โห ถ้ามีอย่างเถรสมาคมมีนี่ คงบรรลัย คงน่าดู (หัวเราะ)

ผู้สัมภาษณ์ : อย่างนี้ที่สันติอโศกนี้ เขาเปรียบเหมือนเป็นวัดใช่มั้ยครับ พ่อท่าน : ไม่เปรียบเสมือนหรอก เป็นวัดของศาสนาพุทธโดยตรงเลย แต่ว่าไม่ได้เป็นวัดขึ้นกับเถรสมาคมเท่านั้นเองนะ ผู้สัมภาษณ์ : พระประธานละครับ พ่อท่าน : พระพุทธรูป เราไม่ได้ส่งเสริม อันนี้เราไม่ได้ส่งเสริมพระพุทธรูป พระพุทธรูปนะเฟ้อแล้ว ตามหลักเศรษฐกิจ แล้วก็มันก็เพี้ยนด้วย นอกจากตามหลักเศรษฐกิจ มันเฟ้อแล้ว แล้วก็เข้าใจพระพุทธรูปผิด 1. ปั้นพระพุทธรูปมาขายอย่างกะของสินค้า แหม คุณขายพ่อ พระพุทธเจ้า เหมือนกับพ่อที่เขาบูชา เอามาขายเล่น บางทีว่ากันกลางข้างถนนอะไร โอ้โห! ใส่กะละมังล่อกันเละเลย เออ! พระพุทธเจ้า พ่อเราแท้ๆ เอาไปทำอย่างนั้นนะ พ่อคุณยอมมั้ยเล่าหา ไม่ยอม หึ เราไม่ได้ทำเป็นสินค้า เลอะๆเทอะๆ เราก็ไม่เห็นด้วยมันเฟ้อแล้ว 2. ไปทำไปเอาพระพุทธรูปมาใช้แล้ว ใช้แบบไสยศาสตร์ กลายเป็นเรื่องของขลัง กลายเป็นเรื่องอะไรเละๆเทะๆ เลอะๆเยอะๆไป หมดเลย ศาสนาก็เพี้ยนไปหมด ผู้สัมภาษณ์ : ส่วนมากจะทำเป็นด้านธุรกิจ พ่อท่าน : ธุรกิจนั่นแหละ ขายนั่นละหนึ่ง สองไสยศาสตร์ สามตามหลักเศรษฐกิจมันก็เสีย มันเฟ้อๆ แล้วมันมากแล้ว มันล้นแล้ว มันไม่จำเป็นที่จะไปสร้างให้มันเฟ้อ มันเกินอีก เออ มันไม่คำนึงเลยไม่คำนึงถึงเรื่องเศรษฐศาสตร์เลย ทุกวันนี้ เสียหายมากเลย เราก็เป็นแต่เพียงว่าเราพยายามที่จะไม่ส่งเสริมเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ไปเคารพพระพุทธรูป เราไม่กราบพระพุทธรูป ยังใส่ความอยู่ ทุกวันนี้ ยังใส่ความอยู่เลย เราบอกว่าเราไม่ เราไม่ เขาก็ยังพูดอยู่นั่นแหละ แล้วไม่รู้จะทำยังไง เราบอกว่าเราไม่นา เราไม่ได้เป็นอย่างนั้น เราไม่เคย เราไม่กราบพระพุทธรูป แม้แต่บูชาอะไร เราไม่เคยทำ ลบหลู่ดูถูกอะไร เราไม่เคยทำ แต่ว่าเราเอง เราไม่ส่งเสริม เราไม่สนับสนุนมันมากมันเฟ้อเมื่อมันไม่ควรแล้ว เราก็พิสูจน์ว่า ถึงแม้เราไม่มีพระพุทธรูป เราก็ปฏิบติธรรมะของพระพุทธเจ้าได้ ถึงเนื้อถึงเลือดเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเราทำไม่ได้

ผู้สัมภาษณ์ : แล้วอย่างการทำวัตรนี่ เหมือนกับของทางวัดทั่วๆไปหรือเปล่าครับ พ่อท่าน : ไม่เหมือนหะ เพราะว่าการทำวัตรทั่วๆไป เขานี่จะสวดมนต์ เอาบทสวดมนต์ของพระพุทธเจ้ามาสวดไป ของเราไม่สวดอย่างนั้น ของเราก็พูดสวด นี่คือสาธยาย พูดธรรมะ เอาให้ฟังให้รู้เรื่องเลย สวดประณามคาถา คือสวดบูชาเคารพนอบน้อมต่อพระพุทธเจ้า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สวดบ้าง สวดนำก่อน สวดแล้วก็บรรยายเป็นภาษาไทยนี่ เขาเรียกว่า ทำวัตรของเรา แล้วได้ความรู้ ผู้สัมภาษณ์ : คืออย่างวัดพุทธผมเองก็เป็นคนไทย แต่ว่าในคำสอนพูดเป็นภาษาพระนี้ ผมก็ไม่ทราบนะ คือผมก็ไม่เข้าใจ อะไรอย่างนี้ อย่างอิติปิโส อะไรอย่างนี้ คือความหมาย ผมไม่ทราบ ใช่มั้ยครับ แต่ว่าทางสันติอโศกนี่ จะสอนเป็นภาษาของเรา เป็นภาษาไทย นะฮะ สอนทำให้ทุกคนที่ไม่รู้ภาษา พอได้ยินก็รู้ใช่มั้ยฮะ คือเป็นการเผยแพร่ที่ถูกต้อง ให้มีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง พ่อท่าน : เอ้า ก็ทำอย่างที่คุณว่านั่นเลย ทำเพื่อให้รู้เรื่อง ให้ถูกต้อง ให้เข้าใจในภาษา พูดกันไม่เข้าใจภาษาเมื่อยเปล่าๆ เสียน้ำลาย เสียแรงงาน ไม่ได้เกิดคุณค่าอะไร วันเวลายิ่งไม่มาก ยิ่งไปมัวเล่นพูดกันไม่รู้เรื่องอยู่ตั้งนาน ปีแล้วปีเล่า ปีแล้วปีเล่า ป่วยการ เราก็เห็นว่า มันไม่ได้ประโยชน์ เราก็ไม่ทำ เขามองเห็น เพราะเขามองเห็นประโยชน์ เขาเอาค่าจ้าง ค่าสวด มันก็เลยเป็น ประโยชน์อย่างนั้น ซึ่งเราเองเราไม่ทำ หึ หึ เราไม่เห็นถึงประโยชน์อะไร

ผู้สัมภาษณ์ : แล้วอย่างที่จะเข้ามาบวช เป็นสันติอโศกนี่ เห็นเมื่อกี้คุยกับพี่คนหนึ่ง เขาบอกว่าต้องใช้ระยะเวลา พ่อท่าน : ใช่ ! ต้องใช้เวลานาน เพราะว่า มาบวชเล่นๆ หัวเราไม่เอา เสีย มาไหว้มาเคารพ มากราบบูชากันนะ คนที่มาเป็นพระ เป็นเจ้าแล้วนี่ เออ ไม่ใช่ว่ามัน ผู้สัมภาษณ์ : ขั้นตอน ขั้นตอนนี้มีอะไรบ้างฮะ พ่อท่าน : มันต้องมาศึกษาจริงๆ ศึกษาจนกระทั่งแน่ใจ จนกระทั่งต่างสอบ เราก็สอบกันจนมาบวช เราก็ต้องสอบทาน คนจะบวชก็ได้พิสูจน์ลองดูอยู่ยังงี้นะ มีการประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ จะอยู่ไหวมั้ย ไม่ไหวก็ไปเลย ไม่ต้องมาต่อ หรือถ้าไหว แต่ว่าคุณภาพยังไม่ถึง เราก็ยังไม่ให้เข้า ถ้าคุณภาพถึง เราก็ให้เข้ามา

ผู้สัมภาษณ์ : แล้วคติของสันติอโศกนี่ มีอะไรบ้างครับ คติ พ่อท่าน : คติ โอ้ย นับไม่ถ้วน คติที่นี่ คุณไปเอาตามต้นหมาก รากไม้อะไร ที่พูดกันอยู่ในหนังสือหนังหาพิมพ์ออกมาก็ ผู้สัมภาษณ์ : คือ ถ้าได้ยินคติอันนี้แล้ว จะนึกถึงสันติอโศกเลย ที่ว่าหลักใหญ่ๆเลย เด่นๆหนึ่งตัว พ่อท่าน : อะไรดีละ พอพูดอันนี้ปั๊บ นึกถึงอโศกเลยนี่ ประโยชน์สูง ประหยัดสุด อย่างนี้ก็ใช่ อย่างนี้เป็นต้น อ้า อะไรล่ะ กินน้อยใช้น้อย ที่เหลือจุนเจือสังคม อะไรได้อย่างนี้เป็นต้น เยอะแยะไป เออ นั่นจะไม่ใช่ของอโศกหรอก อันนั้นของเขามา ไปแย่งของใครมาไม่รู้ หือ พลตรีจำลองไปเอามาจากไหนไม่รู้ เออ หลายๆอย่าง เยอะแยะไป

ผู้สัมภาษณ์ : เห็นพวกญาติธรรม พวกที่มาเข้ามานับถือสันติอโศกนี่ ทำไมผมเห็นเขานุ่งสีน้ำเงินอะไรอย่างนี้ คล้ายๆ ชุดจำลอง ม่อฮ่อม อะไรอย่างนี้นะฮะ พ่อท่าน : ไทยไทย เสื้อผ้าม่อฮ่อม เขาทอเอง ผ้าย้อมคราม ย้อมอะไรของไทยไทย เราสนับสนุนของไทย แล้วก็ไม่ต้องหรูหราฟู่ฟ่า ไม่ต้องสดสวย สะสวยอะไร เบ่งๆข่มๆกัน เอ็งสวยข้าไม่สวย อะไรนี่ เราไม่ค่อยจะส่งเสริม นุ่งห่มก็คือนุ่งหม กันร้อนกันหนาว กันแมลงสัตว์กัดต่อย กันอุจาด อะไรอย่างนี้ ก็พอแล้ว สะอาดสะอ้าน ไม่สกปรกอะไรก็พอเป็นไป

ผู้สัมภาษณ์ : ที่นี่ตั้งมากี่ปีแล้วครับผม พ่อท่าน : 10 กว่าปีแล้ว สันติอโศกนี่ ปี19 12-13 ปี ผู้สัมภาษณ์ : แล้วท่านผู้ว่าจำลองนี้เป็นนักปฏิบัติธรรมจากที่นี่ มาก่อนใช่มั้ยฮะ พ่อท่าน : ปฏิบัติจากที่อื่นมาก่อน หึ แล้วค่อยมาปฏิบัติที่นี่

ผู้สัมภาษณ์ : คือมาเลื่อมใสที่นี่ พ่อท่าน : ใช่ มาเลื่อมใสที่นี่ ที่อื่นก็เลื่อมใสหลายแห่ง คุณจำลองเขาไม่ได้เลื่อมใสแต่ที่นี่ ผู้สัมภาษณ์ : แล้วก็คือการเลือกตั้งผู้ว่าฯสมัยนี้นะฮะไม่ทราบว่า ท่านมีความคิดเห็นกับผู้ว่าฯจำลองคนเก่าอย่างไรบ้าง พ่อท่าน : อาตมามีความเห็นว่า เออ คุณจำลอง สมัครก็ดี เสียสละลงทำงานต่อ มีความเห็น เออ ก็ดีนี่

ผู้สัมภาษณ์ : จากที่ท่านได้ทำบัตรประชาชนนี่ ท่านก็คงมีสิทธิ์เลือกตั้งใช่มั้ยครับ พ่อท่าน : ฮืม พวกเขาส่งมาให้เหมือนกัน ว่าชื่ออาตมามีสิทธิ์ไปเลือกตั้งได้ อาตมาถือว่า อาตมาเองเป็นนักบวชอยู่ อาตมาก็ไม่ไปลง ผู้สัมภาษณ์ : ไม่ไปลง ? พ่อทาน : เพราะอาตมายังไม่ได้ขาดจากความเป็นพระอย่างแท้จริง อาตมาก็ไม่ไปลงให้มันขัดแย้งกัน ผู้สัมภาษณ์ : การที่ทำบัตรประชาชนนั้นเป็นไปตามกฎหมาย พ่อท่าน : เป็นตามกฎหมาย แต่โดยธรรมวินัย อาตมายังเป็นนักบวช แต่ตามกฎหมาย อาตมามีสิทธิ์ที่จะไปลงคะแนนเสียงก็ตามกฎหมาย แต่ว่าโดยธรรมวินัย อาตมาก็ยังเป็นนักบวช เพราะฉะนั้นอาตมาก็เลือกปฏิบัติให้มันเหมาะสม โดยกฎหมายอาตมาลงได้ โดยธรรมวินัยอาตมาไม่สมควร เพราะว่าในกฎหมายข้อหนึ่ง บอกว่านักบวชไม่ให้ลงคะเนนเสียง มันค้านแย้งกัน อาตมาก็เลยไม่ไปลงซะ แล้วคนที่ไม่ไปลงก็ไม่ผิดกฎหมายด้วย ก็เลยเอาอย่างไม่ผิดกฎหมายแล้วไม่ผิดธรรมวินัย

ผู้สัมภาษณ์ : แล้วอย่างเรื่องการฉันอาหารนี่ ที่ผมดูเมื่อตอนเช้านี่ รู้สึกจะเป็นอาหารเจหมดเลย พ่อท่าน : เจหมด ผู้สัมภาษณ์ : ไม่เหมือนกับทางวัด ทางวัดนี่ พระยังฉันเนื้อหมูอะไร เนื้อไก่ ได้ ทำไมของพ่อท่านถึงให้เลือกทานเฉพาะอาหารเจละครับ พ่อท่าน : เพราะว่า อาหารเจเป็นอาหารประเสริฐ เป็นอาหารของมนุษย์ กินเนื้อสัตว์นี่ ไม่ใช่อาหารของมนุษย์หรอก เป็นอาหารที่มันเพี้ยนมาแล้ว แล้วคนจะหลง เพราะฉะนั้น คนเราถึงได้มีพิษมีภัยเกี่ยวกับเรื่องที่กินเนื้อสัตว์เยอะ อายุถึงสั้นลงๆ ทุกวันนี้นะอายุสั้นลงๆ เพราะว่าการกินเรื่องของอาหารมันไม่ถูกต้อง มนุษย์นี่ เป็นสัตว์กินพืช ไม่ใช่สัตว์กินเนื้อสัตว์ มนุษย์เรานี่ เหมือนวัว เหมือนควาย มีลักษณะคล้ายกัน อย่างสัตว์ที่กินเนื้อสัตว์นี่ลำไส้สั้น แต่คนนี่ลำไส้ยาว เหมือนวัว เหมือนควาย เหมือนม้า เหมือนช้าง ลำไส้ยาว ลำไส้เสือ ลำไส้หมาพวกนี้ พวกสัตว์กินเนื้อสัตว์นี้ มีเล็บเป็นพวกเล็บตะขอนี่ พวกสัตว์กินเนื้อสัตว์นี่ มันจะมีลักษณะของมันนะ อย่างพวกเรานี่เล็บมันเหมือนวัวเหมือนควาย เล็บเป็นกีบ อย่างนี้เป็นต้น ฟันก็ฟันกราม ฟันบด อย่างฟันกินเนื้อนี่ อย่างนี้ ฟันมันเขี้ยว อย่างนี้เป็นต้น หรือกินน้ำเวลากินน้ำนี่ สัตว์ที่กินเนื้อสัตว์นี่ มันจะกินน้ำเลีย แต่สัตว์ที่กินพืชนี่ มันจะกินน้ำดูดเอา อะไรเยอะแยะ ลักษณะแม้แต่อวัยวะภายใน แม้แต่สรีระหลายอย่างของคนนี่ เป็นสัตว์กินพืช ไม่ใช่สัตว์กินเนื้อสัตว์ แต่เพราะว่าคนนี่มันโง่ ก็โง่ที่สุด ฉลาดก็ฉลาดที่สุดคนนี่ มันก็เลยโง่ถูกอะไรหลอกมา ไปกินเนื้อสัตว์อะไร นี่ กินสารพัดอย่าว่าแต่เนื้อสัตว์เลย กินแม้กระทั่งคนด้วยกัน (หัวเราะ)

ผู้สัมภาษณ์ : ท่านครับ การฉันอาหารของพระที่นี่ ฉันเฉพาะอาหารมังสวิรัติ เป็นอาจิณเลยใช่มั้ย พ่อท่าน : ก็ตลอดไปเลย ก็เราทำถูกแล้ว แล้วก็ถูกต้องด้วย มันถูก ราคาก็ถูก เหม็นหรือว่าเป็นพิษเป็นภัยก็น้อยทุกอย่าง แล้วเรื่องอะไร เราจะไปกินทำไมละอย่างโน้น แพงก็แพง เป็นพิษ เป็นภัยด้วย เหม็นก็เหม็น เรื่องอะไรต่ออะไร โอ้ย ! สารพัด ที่มันไม่ได้เรื่องได้ราว แล้วก็กินอย่างนี้ซิ เราก็คนนะ เราก็เลือกเอาสิ่งที่ดี หาก็ได้ด้วย ทำไมจะต้องไปเลือกเอาสิ่งที่ยาก ผู้สัมภาษณ์ : ในกรณี ถ้าหากสมมติช่วงเช้า พ่อท่านออกบิณฑบาตใช่มั้ยครับ แล้วเกิดมีประชาชนอะไรนี่ มาใส่บาตรให้พ่อท่าน เกิดเป็นพวกอาหารไม่ใช่มังสวิรัตินี่ครับ แล้วพ่อท่านจะรับมั้ยครับ พ่อท่าน : ก็รับให้เขา รับในฐานะอนุเคราะห์ทาน ให้เขาใส่บาตรเสียก่อน ใส่แล้ว เราก็ค่อยฝากคืนเขาไป เพราะว่าเราเอง เราก็บอกเขา บอกว่าเราไม่ได้กินเนื้อสัตว์เอาไปทิ้งเปล่าๆ เสียประโยชน์เปล่าๆ ก็ฝากคืนเขาไปไม่เอากลับเข้ามา เพราะว่า เอามาก็ไม่มีประโยชน์อะไร เอามาก็เอามาทิ้ง

ผู้สัมภาษณ์ : ปัจจุบันนี้มีกี่รูปครับผม พวกสาวก พ่อท่าน : 85 ผู้สัมภาษณ์ : ทั่วประเทศใช่มั้ยครับ พ่อท่าน : ทั่วประเทศ...อโศกมีเท่านี้ ผู้สัมภาษณ์ : ทั้งหมดนี้อยู่สันติอโศกใช่มั้ยฮะ พ่อท่าน : ไม่หมดหรอก อยู่ที่ศาลีฯก็มี ศีรษะฯก็มี อยู่ปฐมฯก็มี ปฐมอโศก ศาลีอโศก ศีรษะอโศก แบ่งแยกอยู่ แล้วก็อยู่ที่นั่นที่นี่บ้าง ไม่ใช่อยู่ที่พุทธสถานที่เดียวก็ยังมี ยังอยู่ที่โน้น ที่นี่ ไปทำงาน ส่วนนั้นส่วนนี้ อยู่ที่ตรงนั้นตรงนี้อะไรก็มี ผู้สัมภาษณ์ : จะขยายไปเรื่อยใช่มั้ยครับ พ่อท่าน : อาตมาไม่คิดขยาย ไม่คิดลด ไม่คิดอะไร มาทำงาน จะเกิดก็เกิด จะไม่เกิดก็ไม่เกิด บางเรื่องจะมามีบวชเพิ่มก็บวช ไม่มีก็แล้วไป ยังไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้เคยคิดใหญ่คิดโต ไม่ได้เคยคิดจะสร้างอ้ายโน้นให้ใหญ่ อ้ายนี่ให้โต ไม่ได้ให้โตหรอก แหม เป้าหมายจะต้องอย่างนั้น วาดโครงการณ์ไว้อย่างโน้นอย่างนี้ อาตมา No planning No project (หัวเราะ)

ผู้สัมภาษณ์ : แล้วอย่างเมื่อกี้ ผมได้เดินไปด้านหลังนี้มี เป็นแม่ชีใช่มั้ยครับผม เป็นที่ว่า นุ่งห่มสีกรักนี่เหมือนกัน พ่อท่าน : สิกขมาตุ ไม่เรียกแม่ชีหรอก ศีล 10 ไม่ใช่ศีล 8 แม่ชีนั้น เขาศีล 8 อ้ายนี่ พวกนี้ศีล 10 ไม่มีเงิน ไม่มีทอง ไม่ใช้เงิน ไม่ใช้ทอง ไม่รับเงิน ไม่รับทอง ที่เรานี่ ไม่รับเงิน ไม่รับทอง ไม่มีเงิน ไม่มีทอง ไม่จับเงิน ไม่จับทอง ตื้นๆ ไม่ใช่ว่าแต่แค่ไม่จับ ไม่อะไรเล่นๆนะ คือพวกเรานี่ ไม่มีเงินตั้งแต่ศีล 10 ขึ้นมา ตั้งแต่สิกขมาตุ เณร พระอะไรพวกนี้ เราไม่ ไม่ ..ปฏิบัติธรรมตามพระวินัย ตามจริง ตามธรรม คือไม่มีเงิน ไม่สะสม เสียสละ แล้วก็เอาออกไป

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน