590723_เทศน์ก่อนฉัน สีมาอโศก สัมมาสมาธิไม่มีในการนั่งหลับตา.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข12 มีนาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590723 เทศน์ก่อนฉัน สีมาอโศก สัมมาสมาธิไม่มีในการนั่งหลับตา พ่อครูว่า...วันนี้วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม 2559 ที่พุทธสถานสีมาอโศก แรม 4 ค่ำเดือน 8 ปีวอก อาตมาสัญจรมาถึงสีมาอโศกมีญาติโยมมาใส่บาตรมาฟังธรรมรู้สึกว่าสีมาอโศกนี่จะมีประชากรมีญาติโยมมากันหนาแน่นยิ่งกว่าทุกแห่งที่อาตมาได้สัญจรผ่านมาหลายจังหวัด น่าปลื้มใจสีมาอโศกตอนนี้รุ่งเรืองมีผู้คนสนใจเรื่องของธรรมะดีมากขออนุโมทนาสาธุที่ได้พยายามพากเพียรใส่ใจ อาตมาพูดย้ำซ้ำซากเป็นแผ่นเสียงตกร่องว่าชีวิตคนเราเกิดมาอย่างไรก็แล้วแต่มันไม่มีอะไรเลยที่จะดีไปกว่าที่จะต้องพากเพียรเอาธรรมะถ้าเราเองได้แต่ทำการงานอาชีพหากินใส่ปากใส่ท้องไปล่าลาภยศสรรเสริญหรือลงไปในกามคุณ 5 การแย่งลาภยศสรรเสริญนั้นมันเกินกว่าสัตว์เดรัจฉานที่มันเกิดมาก็กินขี้เยี่ยวสืบพันธุ์ชีวิตก็ไม่ได้คิดอะไรมากมายก็ตายไปกับชีวิตของเดรัจฉาน คนเราถ้ามุ่งทำมาหากินใส่ปากใส่ท้องก็เหมือนกับเดรัจฉาน แล้วก็แย่งชิงกันในกามคุณ 5 โลกธรรม 8 ที่หนักหนากว่าสัตว์เดรัจฉานเพราะความอวิชชาโง่เง่ายิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน ฟังดีๆ คนเรามันหน้าสะท้อนใจคือโง่ไปหลงว่าตนฉลาด ทำรูปสวยๆ แล้วหลงไปกลับรูปสวยๆ มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน อาตมาก็มาแก้ไขความไม่ถูกต้องให้ถูกต้องให้ได้ผลได้ประโยชน์ แต่ผ่านมาเขาก็ทำตามความยึดนั้น ไม่เป็นผลสัมมาทิฏฐิ สัมมาปัญญา เพราะผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น อาตมาก็จริงใจที่ได้บอกขยายความตามที่เห็นว่าอะไรถูกก็บอก พออาตมาบอกว่าที่เขาถือผิด แต่เขายึดถือว่าเขาถูกเขาก็โกรธได้ อาตมาสัญจรมาแต่วังน้ำเขียว ก็ว่า สุริยีไม่มาสุริยาไม่มี คือถ้าไม่เห็นแสงอรุณ 7 เสียก่อนจะไม่มีสิทธิ์ได้ปฏิบัติมรรคให้ได้ประโยชน์ถูกต้องเพราะคุณยังไม่ได้พบแสงอรุณ 7 นี้ก่อน ก็คือคุณยังไม่มีความรู้ความเห็นเป็นตามลักษณะ 7 อย่า

อ่านต่อ

งนี้ [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . คือต้องได้พบได้เห็นได้ฟังได้พูดคุยกับมิตรดี ว่ากระทำอย่างไรดี พูดอย่างไรดี พูดอย่างไรทำให้กิเลสลด เป็นต้น มิตรดีนี้คือผู้สามารถให้เรารู้ได้ว่านี่คือกิเลสคือเหตุแห่งทุกข์ กิเลสเป็นนามธรรม เกิดจากตาหูจมูกลิ้นกายใจ มีวัตถุภายนอกมาผสมผสานเกิดความอยากจะได้มาหรืออยากจะทำร้ายก็มี 2 ขั้วของกิเลสมันไม่ใช้เฉยๆ ถ้าเห็นแล้วไม่มีดูดไม่มีผลักไม่มีโลภไม่มีโกรธไม่มีราคะไม่มีโทสะก็เห็นว่าอันนี้คือนี้ อารมณ์จิตเราไม่มีความชื่นใจดีใจไม่มีความชอบใจหรือไม่มีความอึดอัดใจ อาการจิตที่ไม่มีการฟูใจหรือแฟบใจ ถ้าวันนี้มีคนหอบเงินมาให้คุณ 10 ล้านบาท คุณก็ไม่ตกใจไม่เสียใจไม่รู้สึกวูบวาบไม่รู้สึกดีใจว่าคนเอาเงินมา 10 ล้านให้เรา แน่นอนคนเอาเงินมาให้ 10 ล้านคงไม่มีคนเสียใจหรือโกรธ หรืออาจจะมีคนรวยเป็นแสนล้านมีคนเอามาให้ 10 ล้านก็โกรธ แต่ก็คงมีน้อย แต่ถ้าจิตใจคนอยากได้ขึ้นมาก็เป็นสัตว์นรกสัตว์นรกกับสัตว์สวรรค์ก็เป็นตอนนี้แหละเป็นตอนเป็นเป็น ไม่ใช่ตอนตายไปแล้วเป็นอย่างนั้นพูดไม่รู้เรื่องแล้วไม่เข้าใจแล้ว เช่นเขาเอาเงินมาให้ 10 ล้านกองมาให้คุณ จิตคุณก็เฉยเฉยๆ ไม่มีความอยากได้ไม่มีปัญหานรกก็ไม่มีอยู่ในคน ไม่ได้ตกใจเลยว่ามาอย่างไรเราก็มาให้อย่างไรพูดคุยกันเขามาให้เพราะว่าพ่อของพ่อเขาเป็นหนี้คุณก็เลยเอาเงินมาใช้หนี้ ใจคนก็ไม่มีฟูไม่มีแฟบไม่มีตื่นเต้นไม่มีตกใจอะไรนี่คือจิตใจที่มีนิพพาน แม้ที่สุดคนจะมาปล้นเอาจากเราไปเท่าไหร่ก็แล้วแต่เขาเอา 10 ล้านหนีไป มาปล้นแล้วก็ไม่บอกเราก็บอกว่าเขาไปได้เราก็จำนน ใจเราก็เฉยเฉย มันก็เจอวิบากเราไม่ได้ไปทำอะไรมันมันก็มาเอาไป 10 ล้านแล้วก็ไม่บอกเราด้วย หรือเขามีปืนมาปล้นมาขู่เราไม่ให้เขาก็จะยิงตายเราก็ต้องจำนนเขาเอาไปใจเราก็ไม่ตื่นเต้นอะไร จะบอกตำรวจรายงานว่ามาปล้นเมื่อไหร่หน้าตาอย่างไรถ้าเราไม่ให้มันก็จะยิง จิตใจเราไม่มีความตื่นเต้นตกใจมีแต่ความเฉยเฉยๆให้เรียบง่ายคนใดทำได้ก็มีนิพพาน ไม่มีจิตที่ดูดผลักหรือชอบหรือชัง นี่ไม่ใช่ตรรกะแต่เป็นสัจจะความจริงที่พูดให้ฟัง อาตมาปฏิบัติตามพระพุทธเจ้ามาก็จะรู้ทำได้แล้วผู้ใดมีจิตใจที่มีอาการเช่นนี้อ่านอาการอารมณ์ออกเราไม่ชอบไม่ใช่ไม่มีของเราของเขาเงินก็คือธนบัตรเขามาแย่งไปเขาเรามีสิทธิแต่เขามาแย่งเอาหรือว่าเราถูกโกงเราฉลาดไม่พอเขาฉลาดแกมโกงกว่า เฉกากว่ามีเล่ห์เหลี่ยมทุจริตไม่ซื่อสัตย์เราก็เสียทีเขาเสียไป 10 ล้านถูกเขาโกงเราก็จะรู้ว่าเรายังโง่นะก็ไม่ได้เสียใจอะไรจิตใจอย่างนี้ก็เป็นนิพพาน จะได้มาหรือเสียไป 10 ล้านก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร จิตใจอย่างนี้ก็นิพพาน อาการนิพพานไม่ใช่อาการลึกลับที่พูดกันไม่รู้เรื่องสักทีอย่างที่อาตมาพูดไม่เข้าใจกันไหมทำให้ได้ ข้อสำคัญคือทำให้ใจเป็นอย่างนั้นให้ได้ ถ้ามีคนด่าเราอย่างนั้นอย่างนี้ได้ยังหยาบคาย ด่าถึงพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เอาคำสารพัดมาพูด เราก็ฟังจิตเราก็เฉย ว่าด่าแรงหรือเบาอย่างไร เคยได้ยินหรือไม่อย่างไร ด่าแรงเบาเต็มที่จนหาที่ไหนมาด่าไม่เคยได้ยิน เสร็จแล้วก็แถมบอกว่าเอ็งเป็นคนแรกที่ข้าด่าขนาดนี้นะ จิตใจเราฟังเขาด่าแล้วก็เฉยๆ ไม่โกรธเคืองถือสาอะไร เราก็เข้าใจว่าเขาด่า เราก็ฟังว่าเขามีเหตุมีผลในการด่าไหม หากมีเหตุผลพร้อมเราก็ฟังเอามาตรวจสอบตนเองว่า มันด่าถูกเลยนะ บอกเหตุผลดีด้วย เราก็ยิ่งได้ประโยชน์ใหญ่ คนนี้รู้รอบฉลาด เราไม่เคยบอกใครมาแอบรู้ได้ด้วย ฉลาดจริง ด่าได้ถูก จิตเราก็ไม่โกรธ ขอบคุณด้วยที่บอกความชั่วเลวของเรา คุณก็เอามาพูดด่าออกมา เราก็ขอบคุณเขา ด้วยใจไม่โกรธไม่ถือสา ถ้าเราแก้ไขได้ก็แก้ไขเสีย ถือว่าเขาด่าเราถูก แต่ถ้าเขาด่าไม่ถูกแต่ก่อนเราเป็นแต่ตอนนี้เราไม่เป็นจริงแล้ว เราเลิกมา สามปี ห้าปีแล้ว เลิกด่าได้แล้ว มันผิดคน เราก็บอกได้ เพราะการด่าผิดตัวนี้เป็นบาปนะเราก็ใช้เฉยๆ ได้คนมีจิตใจเช่นนี้เป็นจิตใจที่มีนิพพาน พอเข้าใจไหมเข้าใจและทำให้ได้ นี่ไม่ได้พูดเล่นนะสอนนิพพานจริงๆ เข้าใจใช่ไหมแล้วเชื่อว่าทำได้เป็นจริงไหม นิพพานไม่ใช่เรื่องลึกลับไปนั่งหลับตาทำเอา แต่นี่เจอแล้วนิพพาน แต่ ยังเอาไม่ได้เท่านั้นแหละ เอามาทำให้ใจเราเป็นไม่ได้เท่านั้นก็ทำให้ได้สิ ขอยืนยันว่าสอนนิพพานนะ ไม่ได้สอนตื้นๆ นะ เขาสอนนิพพานเป็นเรื่องลึกลับยากเย็น อย่างคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์เนชั่นรายสัปดาห์ คนเขียนชื่อ มนสิกุล โอวาทเพสะ เรื่อง ธรรมโอสถ เขาก็โยงมาถึงความเห็น ว่ามีสติต้องมีสัมมาทิฏฐิด้วยนะ เขาก็รู้ว่าสัมมาทิฏฐิมี 10 ข้อ และ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในมหาจัตตารีสกสูตร ล.14 ข.254 [253] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ ก็คือคนที่ทำการงานอาชีพอยู่ในชีวิตประจำวันได้ทุกอย่าง ก็ทำสมาธิได้ เกิดสัมมาสมาธิได้ และพระพุทธเจ้าว่าต้องอยู่ในขณะทำอาชีพไม่ใช่ขณะหลับตา ได้ยินไหมท่านผู้นั่งหลับตาทำสมาธิ เลิกเสียดี อาตมาไม่ได้บอกว่าการนั่งหลับตาทำสมาธิไม่มีประโยชน์นะ แต่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าเอามาใช้เป็นอุปการะได้ เป็นองค์ประกอบได้ ต้องเข้าใจสัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้าก่อนแล้วปฏิบัติ ก็ขอสับธงให้แหลกเลยว่า การไปนั่งหลับตาเป็นพระธุดงค์กรรมฐานเข้าป่าหรือแบบธัมมชโยที่นั่งสมาธิเป็นล้านคนแล้วทำใจใสๆ ก็เหมือนกัน ก็คือการนั่งสมาธิที่ขาด อาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ เขาไม่มีเลย มีความพยายามให้ไม่มีด้วย ให้มีสติเข้าไปอยู่ข้างในเท่านั้น หยุดนิ่ง ไม่ให้คิดด้วย หากคิดแล้วไม่เป็นสมาธิ เขาเข้าใจเช่นนี้อีก คุณบังคับให้หยุดแต่พระพุทธเจ้าให้มี เพราะว่าเขาขาดสัมมาทิฏฐิ ตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว ถ้ามิจฉาทิฏฐิจะดับมรรค 6 องค์แรกเลย แต่ถ้าสัมมาทิฏฐิจะให้ทำมรรค 7 องค์รวมลงเป็นสมาธิ การพูดจาก็ให้ลดละ มิจฉาวาจา 4 การคิดก็ให้ลดละ มิจฉา 3 คือ กาม พยายาม วิหิงสา อาตมานั่งพูดอยู่นี้มีคิดไปในกามไหม หรือพยาบาทไหม แม้พูดนี้จะอยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ อยากเสพสัมผัสแตะต้องไหม เราพูดไป เขาชื่นใจออกมาเราก็ดีใจ พูดด้วยเสียงเช่นนี้เขาก็ดีใจเราก็ชื่นใจเป็นต้น ก็ยกตัวอย่างชัดๆ ให้ฟัง แต่ว่าไปปฏิบัตินั่งหลับตาก็ไม่ได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้ ข้อสำคัญคือต้องอ่านอาการยามสัมผัสว่าชอบก็คือกาม ไม่ชอบก็คือพยาบาท ต้องอ่านอาการลิงคนิมิตอุเทส ว่านี่คือกามนี่คือพยาบาท ไม่มีเส้นเสียงสีสันแต่มีอาการได้ อาการชอบ อาการชังต่างกันนะ นี่คือการปฏิบัติธรรมที่ชัดเจน ถ้าเข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติ แล้วถ้าชอบแล้วเรามีสิทธิ์เอาไหมล่ะ หรือไม่ชอบจะไปทำร้ายหรือไม่? ใจเราไม่ชอบหรือชอบก็โง่แล้ว อยากได้ทำไม? ถ้าเขาทำได้ดี เราอยากได้เราก็ทำขึ้นมาบ้างก็เป็นสิทธิ์ของคุณเองไม่บาปไม่บุญเลย ไม่เสียหาย ไม่วุ่นวายเดือดร้อนสังคมสงบสมบูรณ์เพราะจิตแค่ละคนไม่มีกิเลสไม่ดูดไม่ผลักไม่ชอบไม่ชัง เราอยากได้ก็ไปซื้อของเขาด้วยเงินสุจริต อย่าไปโกงเขาไปปล้นเขาไปเอาเปรียบเขา หนึ่ง นักการเมือง สองนักธุรกิจ นักธุรกิจที่อยากได้มากโลภมาก อย่างธัมมชโยหลอกคนซ้อน ตนเองไม่ทำธุรกิจ แต่หลอกให้คนทำแล้วก็เอาเงินมาให้ตน เช่นหลอกให้ทำสหกรณ์ แล้วได้เงินมาก็เอามาถวายเราแล้วจะได้สวรรค์วิมาน คนก็เชื่อ ก็เอาเงินไปฝากสหกรณ์ เขาก็เอาเงินมาทานมาบริจาคให้ธัมมชโย แม้เขาโกงเงินมา ธัมมชโยก็ชมเชยยกย่อง เขาก็ยิ่งเอามาให้ธัมมชโยอีกๆๆ แล้วเขาสอบสวนก็บอกว่าไม่รู้ที่เขาเอามาให้ คือโง่ๆๆๆ ไม่รู้ว่าเขาเอามาให้เท่าไหร่ อาตมาเกิดมาหลายชาติก็เพิ่งเคยเจอคนชั่วแบบนี้ เคยใช้ศัพท์ว่าจอมโจมบัณฑิต ยุคนี้ถ้าปราบคนนี้ไม่ได้ก็แย่เลย สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นอยู่ในชีวิต ชีวิตที่มีศีล 5 เป็นปกติ ไม่มีอบายมุขได้ปกติ เช่นคุณไปหลงติดดูบอลโลก ต้องนอนดึกตีหนึ่งตีสองก็คืออบายมุข มันเกินสามัญต้องแสวงหาลงทุนลงแรง เกินกว่าปกติ ไปเสพรสสนุกสนานเพลิดเพลิน ที่เป็นอบายมุข ผู้ไม่เข้าใจถูกต้อง ไปเข้าใจว่าการทำสมาธิคือการไปนั่งหลับตานี่แหละ ทั้งที่มีหลักฐานในพระไตรปิฏก ว่าต้องทำสมาธิขณะทำการงานอาชีพ ทำงานปกติ ต้องพยายามปฏิบัติในขณะทำการงานอาชีพ ทำกรรมกิริยา สัมผัสภายนอกแล้วใจเราเกิดกิเลส อยากได้หรืออยากทำร้าย เราก็ต้องลดละสิ่งเหล่านั้นนั่นแหละคือการทำสมาธิ ทำสมาธิแบบพพจ.นี้เกิดปัญญา ฉลาด ตรงที่ เราอ่านจิตที่โกรธ หรือโลภเป็น เราโง่แล้ว เราก็ต้องพยายามไม่ให้เกิดอาการนี้ ถ้าคุณเข้าใจแล้วว่านี่คือความโลภ รู้ว่าอาการนี้โลภ เวลาสัมผัสอันนี้ แล้วอยากได้มาเป็นของเรา เราก็รู้ว่าอย่างนี้ผิด ถ้าอยากได้ก็ทำโดยสุจริต ถ้าอยากได้แล้วอย่าทำทุจริต เราก็อ่านอาการอยากได้ รู้ว่าเราเลวแล้วนะ ถ้าอ่านอาการนี้ออกแล้วลดละได้นี่คือเรากำลังสร้างฌาน สร้างปัญญาที่จะเผาความคิดที่อยากได้มาอย่างชั่วๆทุจริต ถ้าเผาได้หมดต่อไปเจอของที่ไม่ใช่ของเราเราไม่เกิดอาการอยากได้เลย ถ้าคุณดีได้ถาวร ไปพบของที่ไม่ใช่ของเราเท่าไหร่จะมีอำนาจยั่วใจเราเท่าไหร่เงิน 10 ล้านก็แรง ถ้า 100 ล้านก็แรงกว่า แล้วพันล้านแสนล้านก็ยั่วมากกว่า เราก็อ่านอาการออกเลย ว่าถ้าเราไปอยากได้ก็ซวยเราเลยนะ มันไม่ใช่ของๆ เรา ถ้าเราไปทำเสียหายก็ผิดหากเรามีหน้าที่บริหารเงินนั้น เราก็พยายามไม่ให้เสียหายให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่ได้คิดว่าต้องเอามาเป็นเราเป็นของเราเลย นะ แต่เมื่อไม่ได้เรียนรู้เช่นนี้ก็จะไปมีเล่เหลี่ยมเอามาเป็นของเราโดยไม่ต้องลงแรงเลย หลอกให้เขาเอาเงินมาไหลเข้ากระเป๋าเรา แต่ต้องคิดซับซ้อนมากเลยนะซึ่งยากมาก ทั้งที่ทำแบบสุจริตนั้นง่ายกว่ามากนัก แต่นี่เขาคิดว่าเขาฉลาดที่คิดได้ซับซ้อน ให้เขาทำสหกรณ์หลอกคนมาแล้วก็เอาเงินมาให้เขาได้ด้วย คนก็โง่ให้เขาหลอกด้วยนะ เอาคำว่าบุญมาหลอกให้คนอยากได้วิมาน เอาคำว่าบุญในอนาคตมาหลอกล่อ คนเราหากไม่โกหกมาได้หลายร้อยครั้งแต่ถ้าโกหกครั้งหนึ่งถือว่ายังซื่อสัตย์สุจริตอยู่ไหม? เขาก็เอาคำนี้มาว่า ท่านทำดีมาตลอดชีวิตนะ แล้วท่านผิดพลาดแค่นี้ว่าท่านทำไม ท่านโกหกไม่กี่ทีว่าท่านทำไม? ต้องอ่านอาการราคะโทสะ โมหะ อ่านได้แล้ว รู้ว่าเป็นอาการชั่วก็อย่าให้มีในเรา แต่บางทีคุณก็บอกว่า ชั่วๆ ก็ชั่วแต่เราก็จะทำ ทำไมหน้าด้านอย่างนี้ ก็ต้องทำใจคุณให้ดี ใจคุณจะลดอาการชั่วลงมาหรือดับได้เลย ถ้ามันเก่งมีฌานหรือปัญญาเก่งก็จะดับได้เลย มรรค 6 องค์นี้มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน โดยมีวายามะกับสติ เป็นองค์ประกอบช่วยขณะทำอาชีพทำการงานพูดการคิดทุกสัมผัสที่มีกรรมกิริยา ทุกการพูดการฟัง การคิดการรู้ ก็รู้ตามได้ เสร็จแล้วก็วิจัยในจิตเลยว่ามี อาการกิเลสไหม อ่านจับให้ได้ กิเลสคือตัวโลภ ตัวการใหญ่ อ่านเวทนา การปฏิบัติองค์ 6 ประธานคือเป็นสัมมาทิฏฐิ คือต้องเข้าใจ 10 อย่างนี้ คือทิฏฐิ 10 นี้ให้ได้ ทิฏฐิเป็นแสงอรุณ ข้อที่ 5 แสงอรุณคือสิ่งที่เห็นก่อนพระอาทิตย์คือมรรคมีองค์ 8 ไม่เช่นนั้นปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ไม่ถูก ต้องรู้ทิฏฐิ 10 ก่อน ต้องให้สัมมาก่อน การทาน ต้องรู้การทำใจในใจให้การทานนั้นมีมรรคผล มีอานิสงส์ เช่นเงินปึกนี้ 10 ล้าน เอาของให้เขา แล้วใจคุณทำอย่างไร ธัมมชโยสอนว่า...ให้ตั้งจิตให้หวังในทาน สาเปกฺโข ทาน เทติ แล้วมีจิตผูกพันในผลทานนี้ ปฏิพทฺธจิตฺโต ทาน เทติ ให้ทานแล้วมุ่งสั่งสม สนฺนิธิเปกฺโข ทาน เทติ อิม เปจฺจ แล้วให้ทานเพราะว่าให้ได้ตอบแทนในชาติต่อๆไป ปริภุญชิสฺสามีติ หรือให้ทาน แต่มีใจให้ปลื้ม อตฺตมนตาโสมนสฺ ที่อาตมาต้องเอาของคุณธัมมชโยมายืนยันนี้ก็เพราะว่าเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก ในพระไตรฯ ล.23 ข.49 เขาสอนทำทานให้มุ่งหวัง ผูกพัน สั่งสม ไปทุกชาติไป แต่พพจ.ท่านสอนให้ทำทานแล้วให้ลดละการให้มุ่งหวัง ผูกพัน สั่งสม แต่นี่เขาก็เฉกาหลอกคนให้ทำทานแล้วให้มุ่งหวัง ผูกพัน สั่งสม เราเป็นลูกหลานพพจ. ก็อย่าไปเชื่อมารเชื่อยักษ์ ไม่ได้บังคับให้เชื่อนะ ทานคือการให้อย่างบริสุทธิ์ อย่าไปตั้งจิตอยากได้อะไรตอบแทน อย่าไปผูกพันว่าของข้าๆ อย่าไปสั่งสมจิตเช่นนี้ ให้เขาไปแล้วก็ยังว่าเป็นของกูอีก ตะกละมาก แล้วเขาก็หลอกว่าเป็นการทำบุญสั่งสมบุญ แท้จริงบุญมีหน้าที่ทำลายกิเลส ทำลายบาป ทำเสร็จแล้วบุญก็สูญ หมดกิเลสทุกตัวก็เป็นอรหันต์เป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ บุญมีหน้าที่ชำระกิเลส สันตานังปุนาติวิโสเทติ บุญไม่มีหน้าที่สั่งสม บุญไม่ใช่สมบัติ แต่มีหน้าที่เป็นวิบัติ ทำให้กิเลสฉิบหาย ทานอย่างไรให้สัมมาทิฏฐิ หากทำใจ ให้มุ่งหวัง ผูกพัน สั่งสม ก็ได้จิตเป็นยักษ์เป็นมาร ที่เขาเรียกว่าเทวดาแท้จริงคือยักษ์มาร ต้องทานอย่างไม่ให้มุ่งหวัง ผูกพัน สั่งสม ให้ทานอย่างไม่ต้องการภพชาติอะไร ให้แล้วจบ ไม่ต้องการแม้แต่ความปลื้มใจ เป็นสวรรค์ของเรา คำว่าปลื้มนี้พพจ.ใช้คำว่า อตฺตมนตาโสมนสฺ คนทำทานทุกวันนี้เป็นแบบมีจิตจาตุมมหาราชิกา คือหวังภพชาติ ซึ่งเป็นแดนเลวทั้งนั้น เพราะผู้จะไปนิพพานคือผู้หมดภพชาติ แต่คนจะหวังภพชาติ ที่หลอกกันว่าเป็นเทวดาแต่แท้จริงคือสัตว์นรก เพราะตั้งจิตผิดตัวแรกก็คือสัตว์นรกเลย เพราะฉะนั้นอย่าไปเป็นสิ่งผิดจากคำสอนพพจ. อย่าทำใจผิดไปจากคำสอนพพจ. ต้องทำใจให้ถ่องแท้แยบคายเป็นสัมมาทิฏฐิ อย่าให้มี มุ่งหวัง ผูกพัน สั่งสมในทาน ทำไปแล้วก็ยังไม่ถอดถอน ยังจะตามไปให้อีกข้ามภพชาติไม่สิ้นสุด ในทิฏฐิ 10 ที่เขาสอนกัน ว่า ทิฏฐิ 10 สามารถนำไปใช้ในกิจการงานทุกประเภท เมื่อเห็นชอบ เมื่อเห็นชอบก็สามารถคิดชอบ คือคิดได้ถูกวิธี (สัมมาสังกัปปะ 7) คือคิดเป็น แล้วพิจารณาหาเหตุผลแยกแยะแก้ปัญหาได้ถูกต้อง แล้วถูกต้องคืออย่างไรล่ะ พพจ.ว่าต้องมีการอ่านรู้สังกัปปะ 7 จึงเป็นการคิดชอบ คือมีญาณปัญญา ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ อ่านวิจัยดับเหตุแห่งทุกข์ที่ทำให้เราหลงเทวดาเก๊ เทวดาจาตุมฯ มีความเป็นตัวกูของกู แต่เมื่อคุณไม่เข้าใจศาสนาพุทธแท้ก็พูดกว้างๆ ว่าพิจารณาหาเหตุผลแยกแยะแก้ปัญหาได้ถูกต้อง (ขออภัยที่อาตมาพูดข่ม) คุณมนสิกุล โอวาทเพสะ เขาว่าต่อมาความเห็นชอบนี้ต้องเห็นด้วยปัญญาว่าผลต้องเกิดแต่เหตุ สัมมาทิฏฐินั้นมี 10 ประการ เขาขยายไปถึงหลักการ ว่าสัมมาทิฏฐิ มี 10 ประการคือ ทานที่ให้แล้วมีผล การสงเคราะห์กันมีผล การยกย่องบูชาบุคคลที่ควรบูชามีผล (หุตัง นี้ในสำนวนพระ ไตรฯว่าสังเวยที่บวงสรวงแล้วมีผล) ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีจริง โลกนี้มีที่มา(อยังโลโก ในพระไตรฯแปลว่าโลกนี้มีผล) โลกนี้มีที่ไป(ปโรโลโกในพระไตรฯแปลว่าโลกหน้ามี) แม่มี พ่อมี สัตว์ที่เกิดแบบโอปปาติกะมี พระอรหันต์ผู้หมดกิเลสมีจริง ซึ่งในพระไตรฯว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) คำว่าสยังอภิญญาคือมีจริงในตนที่เป็นของตนเองแล้ว แต่ไม่ถึงสยัมภูที่เป็นภูมิพพจ. คำว่าแม่หรือพ่อเป็นสภาวธรรม เช่นศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมะที่พาให้เกิดจิตวิญญาณ จากสัตว์ผี มารยักษ์มาเป็นอุบัติเทพเป็นเทวดาเจริญ พวกเราก็ทบทวนดู เปิดบุญนิยมทีวีดู อาตมาก็อธิบายเรื่อยๆ ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน