590722_พ่อครูเทศน์ก่อนฉัน วังน้ำเขียว แสงอรุณไม่มา สุริยาไม่มี(บุญ๗ประการ).docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข11 มีนาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590722 พ่อครูเทศน์ก่อนฉัน วังน้ำเขียว แสงอรุณไม่มา สุริยาไม่มี(บุญ7ประการ) พ่อครูว่า… วันนี้วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม 2559 พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ได้สัญจรมาเทศนาก่อนฉันที่ อาวาสสถานวังน้ำเขียว ซึ่งเป็นโครงการกสิกรรมไร้สารพิษอันเนื่องมาจากพระราชดำริ วันนี้สัญจรมาบนภูเขา พวกเราเรียกว่าภูเขา อาตมาก็ท้วงว่าผิด ที่นี่มันภูเรา เราบริหารดูแลจัดการ อาศัยใช้สอยทำงานทำประโยชน์ตรงนี้ เราทำไม่ใช่เขาทำ ก็สนุกกับภาษาไป ใช้เป็นองค์ประกอบศิลป์ ใช้ปฏิภาณปัญญาเพื่อให้คนฉุกคิด มาใส่ใจ เราก็พยายามใช้เทคนิคแบบนี้เพื่อให้สนใจเพิ่มขึ้น ตลกก็ได้เท่านี้ มากกว่านี้ไม่ได้ เดี๋ยวชวนชื่นจ๊กม๊กเอาเราตาย เราก็ได้เท่านี้ ขณะนี้อาตมานั่งอยู่ที่อาคารโซล่าเซลล์ตัวอย่าง คือศูนย์เรียนรู้พลังงานแสงอาทิตย์ ใช้พลังงานของดวงอาทิตย์ทั้งหมดเลย ในตึกในอาคารนี้ แม้แต่ในสื่อสารออกอากาศไปตอนนี้ใช้พลังงานโซล่าเซลล์ของตึกนี้ เต็มรูปเลย มีทั้งห้องนี้เปิดแอร์อยู่ด้วย มีทั้งส่งเสียง ส่งคลื่นโทรทัศน์ไป ตอนนี้ใช้พลังงานดวงอาทิตย์เต็มสภาพ อาตมาก็กำลังจะให้ทำโซล่าเซลล์ให้เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติเต็มที่เลย เพราะว่าสะดวกกว่าพลังงานน้ำ พลังงานถ่านหิน สะดวกกว่าพลังงานฟอสซิลด้วย เพราะตอนเช้าท่านก็ส่งแสงเต็มที่ ตลอดวัน เราก็หาทางเก็บพลังงานไว้ใช้กลางคืนบ้างนิดๆ หน่อยๆ สุดยอดแล้วที่เราจะเอาพลังงานมาใช้เพื่อมนุษยชาติ ถ้าพระอาทิตย์ดวงนี้แตกก่อนก็แล้วไป แต่ว่า โลกแตกก่อนพระอาทิตย์แน่ จะไปถึงยุคใดต่อไป พระอาทิตย์แตกก่อนโลกก็แล้วไป ไปไม่รอดก็แล้วแต่ ที่จริงก็มีไปอีก แม้ว่าสมมุตินะ แม้พระอาทิตย์ดวงนี้แตก โลกจะเคว้งคว้างในอวกาศก็ไปหาพระอาทิตย์ใหม่อีก ถ้าโชคดีหรือเคราะห์ดี โลกเหวี่ยงไปมา เจอพระอาทิตย์เข้าที่เข้าทางก็รอดไป แต่ถ้านานหน่อยเรา

อ่านต่อ

ทนไม่ไหวตายก่อนก็ได้ อาตมาก็จะพยายามเทศน์ วันนี้ตั้งใจจะเทศน์เรื่องบุญ เขาตั้งหัวข้อให้อาตมาเทศน์ว่า แสงอรุณไม่มา สุริยาไม่มี คำตรัสของพระพุทธเจ้าในสุริยเปยยาล 7 ประการ แสงอรุณนี้มี 7 ข้อ ถ้าไม่พบแสงอรุณก่อน ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้พบพระอาทิตย์เลย ดวงอาทิตย์เปรียบเหมือนมรรคองค์ 8 ต้องได้พบคนที่จะให้เราได้เข้าใจ แสงเงินแสงทองต้องมาก่อน สุริยเปยยาล (เล่ม 19 ข.129 - 136) [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ต้องพบผู้รู้ที่เป็นมิตรดี พบแล้วพอใจยินดี แล้วท่านจะให้หลักปฏิบัติคือศีล แล้วก็ด้วยยินดี(ฉันทะ) ก็ได้สามเส้าแรก เริ่มปฏิบัติ เราจะรู้จักอัตตา [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค เราก็ใช้ทฤษฏีปฏิบัติด้วยความไม่ประมาท [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ทำให้ตรงและถ่องแท้แยบคายแหลมคมถูกต้องจริงๆ ต้องได้พบแสงอรุณทั้ง7 จึงได้ปฏิบัติมรรคองค์ 8 ได้ถูกทาง เพราะคนเราหลงผิด ไปหลงทฤษฏีฤาษีผิดๆ คือไปนั่งหลับตาปฏิบัติไม่เปิดทวารนอก อันนี้ก็ผิด นั่งหลับตาสมาธินั้นไม่ใช่ของพุทธ บอกย้ำอีกไม่รู้กี่ครั้ง… ไม่ใช่ Analysis เป็นแต่ Hypnosis เป็นการสะกดจิตที่ส่งผลร้ายอยู่ในปัจจุบัน สะกดจิตมีสองสายคือสายสว่างกับสายมืด สายมืดเช่นสายอ.มั่น ไม่ไปทำร้ายใคร ส่วนสายสว่างอย่างธัมมชโยนี่มีเฉโกหลอกล่อคน ทำร้ายคนไปทั่วโลกได้เลย ก็ต้องช่วยกันเก็บกวาดล้าง ทำความเข้าใจให้ชัดเจน ที่พูดนี้ไม่ได้พูดข่ม แต่พูดด้วยวิชาการ ว่าอย่างนั้นมันผิด สมาธิของพระพุทธเจ้าจึงปฏิบัติมรรค 7 องค์ ไม่ใช่เอาข้อ 8 เลยไปนั่งหลับตาไม่ทำอาชีพ มรรค 7 องค์มี สัมมาทิฏฐิ เป็นประธาน 1. สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) เป็นประธานไปทุกมรรค 2. สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) . เป็นประธานปฏิบัติ 3. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) เป็นตัวปฏิบัติ . 4. สัมมากัมมันตะ (ทำการงานชอบ) เป็นตัวปฏิบัติ 5. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) เป็นตัวปฏิบัติ . 6. สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) เป็นตัวเร่งห้อมล้อม 7. สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) เป็นดวงตาห้อมล้อม . 8. สัมมาสมาธิ (สะสมลงเป็นจิตใจที่ตั้งมั่น) เป็นผล . (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 252-281) . ต้องอ่านเข้าไปถึงสังกัปปะ 7 ที่มีความดำริที่เป็น ตัณหา เป็นความอยาก ในความอยากนี้มีสามอย่างคือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา (ตัณหาที่ให้หมดความอยากของกามตัณหาและภวตัณหา) ที่เกิดเมื่อเราสัมผัสทางทวารทั้ง 6 แล้วเกิดเวทนาที่ประกอบมีเหตุจากตัณหา เป็น กาม กับ พยาบาทเป็นหลัก เราก็ต้องอ่านรู้แล้วทำการกำจัดด้วย ปหาน 5 1. วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) . 2. ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) . 3. สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) . 4. ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) 5. นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) (พตปฎ. เล่ม 31 ข้อ 65) มาเข้าเรื่องบุญ อาตมากำลังจะขยายความให้ชัดเจนว่า บุญคือเครื่องมือชำระกิเลส แต่ถูกคนขบถ เอาบุญมาหลอกล่อขายกัน ว่าในอนาคตจะได้วิมานมากกมายจากการทำบุญนี้ แต่ไม่รู้ว่ามีหรือไม่ในอนาคต แท้จริงบุญคือเครื่องมือชำระกิเลส ชำระได้หมดแล้วไม่มีต่ออีก อรหันต์จึงเป็นผู้ที่สิ้นบุญสิ้นบาป เป็นผู้ที่มีสัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) ทำได้อย่างแน่นอนมั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง มีกรรมกริยาที่เป็นอกุศลถ่ายเดียว อาตมาจะจำแนกบุญ เป็น 7 อย่าง คือ ปุญญะ 7 อย่าง หรือ บุญ 7 ประการ 1 . สันตานังปุนาติ วิโสเทติ แปลว่า บุญคือการชำระกิเลสจากจิตสันดานให้สะอาดหมดจด อันนี้เป็นพยัญชนะที่เหลือมาอยู่ในพจนานุกรมบาลี-ไทย-อังกฤษ ฉบับภูมิพโลภิกขุ 2. ปุญญาภิสังขาร คนชำระก็ต้องรู้จักทำอภิสังขาร การจัดการอย่างยิ่ง การทำงานอย่างยิ่ง ปรุงแต่งอย่างยิ่ง ปรับปรุงอย่างยิ่งทำจิตของเราอย่างยิ่ง ทำให้เกิดบุญอย่างยิ่ง ปุญญะแปลว่าฆ่าๆๆ ฆ่ากิเลสอย่างเดียว หมดการฆ่าแล้วไม่มีหน้าที่อีก 3. ปุญญภาคิยา คือ เริ่มต้นฆ่ากิเลสได้ 1 ครั้งเรียกว่าส่วนของบุญ (ปุญญภาค)แต่ส่วนของบุญนี้ไม่มีอะไรเลย อย่าอุตริส่งส่วนบุญไปให้ใครๆ 4. ปุญญปาปปริกขีโณ เมื่อกำจัดหรือชำระเสร็จก็กลายเป็นสิ้นบุญสิ้นบาป 5. อปุญญาภิสังขาร หรืออปุญญะ เมื่อกำจัดบาปหรือกิเลสหมดแล้วก็ไม่ต้องใช้บุญอีก หรืออปุญญาภิสังขารก็ได้ เมื่อหมดแล้วก็คือ 6. สัพพาปัสสอกรณัง คือทำอะไรก็ไม่เป็นบาป 7. กุสสลัสสูปสัมปาท คือทำกรรมกริยาใดก็เป็นแต่กุศลทั้งสิ้น ผู้ใดก็ดีทำสิ่งไม่ถูกต้อง เราก็ต้องเอามาเปิดเผย ช่วยกันทำให้สิ้นสุด ประเทศไทยตอนนี้เข้มข้นเรื่องศาสนาพุทธเจ้า ซึ่งศาสนาพุทธจะยิ่งใหญ่ต่อไป ที่ไม่มีใครเอาไปได้หรอก ท้าให้เอาไปเลย ใครเอาไปได้เอาไปเลย แต่ใครก็จะเอาไปไม่ได้ ฟังอาตมาไว้ ใครพูดผิดก็ทวงถามได้เลย สันตานังปุนาติวิโสเทติ คือการกิเลสเหลือเท่าไหร่ก็ล้างออกให้หมด ส่วนปุญญาภิสังขารคือทำอภิสังขาร ทำอย่างยิ่งเลย ชำระได้เป็นส่วนๆก็เป็นปุญญภาคิยา จนกว่าจะสิ้นกิเลสเป็นปุญญปาปปริกขีโณทีนี้ทำอะไรก็มีแต่กุศล ทำอะไรมีแต่สิ่งดีทั้งนั้น ขยายกว้างมาสู่สุริยเปยยาลสูตร หนึ่ง พวกเรามีมิตรดีไหม ในยุคกาลนี้ผู้สูงสุดที่จะเป็นมิตรดีคือใคร ผู้รองลงมาก็มีหลายคน ผู้รองลงมาก็มีมากกว่าอีก แล้วผู้น้อยกว่าก็มีเยอะก็ครบเลย อบอุ่นเลย ไม่ได้ขาดแคลนเลย ครบสมบูรณ์จริงๆ นอกจากมีมิตรดีแล้วมีศีล ของเราขั้นไหน อย่างน้อยศีล 5 ครบกายวาจาใจ ถ้าศีลข้อเดียวก็มีแต่ไม่ฆ่าสัตว์เลิกกินเนื้อสัตว์ แต่นี่ศีล 5 มีครบเลย เมื่อคุณสามารถปฏิบัติศีล มีมรรคผล กิเลสเราลดได้จริง ศีลข้อ 1 ทำให้กิเลสเราลด เกี่ยวกับสัตว์ คน ศีลข้อ 2 เราลดเรื่องข้าวของ ศีลข้อ 3 เราลดสัมผัสเสียดสี กามคุณ 5 ศีลข้อ 4 ก็เรื่องวาจา ศีลข้อ 5 เรื่องใจเลย เราทำได้ลดละได้มีผลจริงก็มีฉันทะ มีฉันทะก็เพื่อเรียนรู้อัตตาต่อ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตาเป็นเช่นนี้ เราก็ทำไปทีละขั้นตอน เป็นลำดับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความเป็นลำดับของการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ อาตมาพิสูจน์มาจนบัดนี้เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็มาได้ เพื่อนฝูงที่ท้อไปก็มี แต่อาตมายังไม่ถอยหลัง ไม่ลงใต้ดินแม้ครึ่งเมล็ดงา ยังไม่ถอยหลังแม้ก้าวเดียว เมื่อเราสามารถที่จะมีทุกอย่าง มารู้อัตตาแล้วก็พยายามปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้าให้ตรงให้จริงให้ครบ แล้วทำอย่างไม่ประมาท พากเพียรอดทน สมมุติว่าเราอดทนจนขาดใจ ทนพิษบาดแผลไม่ไหว ก็ตายเลย ตายอย่างไม่แพ้ชาติต่อไปก็มีอานิสงส์ทับทวี แต่ตายอย่างแพ้กิเลสก็จะเสื่อมลงไปในชาติต่อไป ใครจะใจกลั่นทำต่อไปก็ทำเลย สิ่งที่ลึกซ้อนจะสุดแห่งที่สุดเลยของพระพุทธเจ้า อาตมาถึงบอกว่าปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้านี้จะสนุก ถ้ามีของจริงปฏิบัติจะชัดเจนมีอะไรรองรับเห็นจริง มีความจริงรองรับ ต้องมีสิ่งรองรับหากเหลือแต่อันเดียวโด่เด่ ก็ไม่ได้ ใครจะมายอมรับ ใครจะเป็นผู้ตัดสิน ใครจะเป็นผู้ให้มาถกแถลงว่า อะไรกันแน่ จะเหลืออะไร มันไม่มีคำตอบแล้ว เพราะฉะนั้นต้องมีสอง แล้วมีธาตุรู้อันสมบูรณ์ให้จบ ธาตุรู้นี้ถ้ารู้ว่ามีสองแล้วมีอะไรเหนือกว่าอะไร ก็จบ อะไรเป็นปุริสสภาวะก็ใช้ แต่ถ้าจะให้สูญเลยก็ทำให้สูญได้ แต่ว่าถ้ามีสองอย่างไรๆ ฉันก็หนึ่ง ๆ สัจจะมีหนึ่งเดียวเท่านั้น มันสุดแห่งที่สุดจริงๆ ทุกวันนี้เมืองไทยเรามีสิ่งเหล่านี้ครบสมบูรณ์มีทั้งผู้อธิบาย ผู้ปฏิบัติผู้นำเสนอ ผู้จะขยายผล ยิ่งนับวันต่อเนื่องไปก็จะยิ่งมีของจริงปรากฏๆๆๆ อาตมาถึงตั้งชื่อวิชาการนี้ว่า ปรากฏการณ์วิทยา Phenomenology ภาษาบาลีเรียกว่า ปาตุสัจจะ คือความจริงที่ปรากฏ คนเขาแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุด เราก็มั่นใจว่าอันนี้ดีที่สุด จึงไม่มีอะไรมาแย่งแข่งกับจุดนี้อันนี้เลยเรามีความฉลาดของเรา เราก็ต้องรู้ว่าอะไรดีกว่าตอนนี้ อาตมาว่าอาตมาไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่าอะไรดีกว่านี้อีก ถ้ามีดีกว่าก็จะต้องเอาเลย เราประมวลตามปัญญาเลยว่าอันไหนดีกว่าอาตมาก็ต้องเลื่อนชั้นไปเอาอันนั้น แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรดีกว่านี้เลย ก็ต้องช่วยกันตรวจสอบ ขณะนี้ก็มีซ้อนมาว่า มีคนที่คิดจะตั้งพรรคการเมือง ก็มีคนดำริตั้งพรรคการเมืองอาตมาก็ว่าเป็นสิทธิของใครๆ แต่คนจะไปตั้งก็เป็นคนเกี่ยวข้องกับเรา เพื่อจะเน้นเรื่องการศาสนาให้บริบูรณ์ให้ได้เลย อาตมาก็ว่าดีเลย อาตมาไม่ได้ไปร่วมตั้ง แต่คุณเป็นฆราวาสมีหน้าที่ตามกฏหมายได้ อาตมาก็ให้คำแนะนำได้ เมื่อตั้งมาก็ทำให้สุจริต เป็นระบบซ้อนระบบสัจธรรม ทำขึ้นไป ก็มีการตรวจสอบ อภิปรายเลือกเฟ้นว่าอะไรดีสุดถูกสุด เราไม่ยึดมั่นตายตัวแต่อันไหนดีกว่าเราก็พร้อมทำตาม ผู้ที่จะทำนี้ก็เป็นความคิดก้าวหน้าดีก็จงทำ ข้อสำคัญต้องตรวจสอบกว่าคุณว่าจะทำดีเพิ่มขั้น แต่คุณแฝงว่าจะได้ลาภ ยศ สรรเสริญซ้อนอีก มีไหม เราก็จะใช้ภูมิปัญญาเราตรวจสอบ ว่าถ้ามีแฝงเราก็ตัดทิ้ง แต่ถ้าไม่แฝงแล้วสูงกว่าเราก็ให้ทำเลย เราก็ตรวจสอบเท่าที่ภูมิปัญญาเรามี ใครจะฉลาดเกินกว่าที่ตนเองโง่ ทุกคนก็ฉลาดเท่าที่ตนเองโง่ และทุกคนก็โง่เท่าที่ตนเองฉลาด ความซ้อนลึกซึ้งขณะนี้ที่คนเอาคำว่าบุญกับคำว่าทานเอาไปหากิน โดยการไปบอกว่า ทาน นี่แปลว่าให้ ใครจะให้ใครก็แล้วแต่มีผู้ให้กับผู้รับ เมื่อผู้ใดเป็นผู้ให้ก็เป็นคุณค่า ผู้รับก็เป็นลูกหนี้ ทุกวันนี้อาตมาเป็นลูกหนี้นะ ได้แต่รับ แต่ลูกหนี้ทางวัตถุนะ แต่อาตมาว่าอาตมาเป็นเจ้าหนี้ทางความรู้อยู่นะ ก็ซับซ้อนไปไม่รู้กี่ชั้นเชิง ใครจะมาเป็นเจ้าหนี้อาตมาก็มาเลย เป็นโพธิสัตว์สูงกว่าอาตมาก็มา ทานก็คือการให้ การทานนี้เป็นตัวจบเลย ให้กันไปมา ก็จบแค่นี้ ไม่ว่าจะทำอยู่ที่ไหน คุณสมบัติอันสุดประเสริฐนี้เรายังมีเต็มสภาพ ชีวิตเราจึงอุดมสมบูรณ์ มีกินใช้เหลือเฟือ เอามาทำงาน เป็นตั๋วแลกเงินอีกก็เหลือพอ เกิดความเกิดแรงงาน cyclic order หมุนเวียนไปตลอดกาลนานไม่หยุด เพราะสิ่งที่จะเป็นทศนิยมแห่งทศนิยมว่า ถ้าเรายังเกิดยังปรารถนาจะมีต่อไปก็ต้องมีทศนิยม ถ้าผู้ใดไม่ขอเกิดต่อมีต่อก็หยุดไม่มีทศนิยมก็อยู่ 0 แต่ไม่จำเป็นต้องติดลบ คุณอยู่ 0 เท่านั้นก็หมดจบในตัว เป็นอันตราปรินิพพายี เป็นสุดท้ายแห่งสุดท้ายเลย ใน อนาคามี 5 1. อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) 2. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) 3. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) 4. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก) 5. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว) ทานคือการให้ ต้องตรวจสอบว่ามีอะไรโค้งงอมาให้แก่ตนเองเป็นบูมเมอแรง ทานที่ดีสุดคือทำทานให้ตรงที่สุด ไม่มีอะไรโค้งกลับมาให้แก่ตน ไม่มีอะไรวกกลับมาเลย ถ้าโค้งน้อยนี้ก็กว่าจะวนกลับมาก็ยาวนาน แต่ถ้าโค้งหักศอกก็จะมีผลกลับมาไว ทานที่ให้แล้วมีผลสูงสุดคืออัตถิทินนัง การให้ที่สั้นที่สุดซื่อที่สุดไม่มีอะไรแฝงปนเลยก็จบ การให้ก็ต้องมีวิธีการให้เรียกว่ายิฏฐัง การทำพิธียืดยาดกว่าจะให้ได้ เสียเวลานาน เช่นคนจะทำทานข้าวหนึ่งกำปั้น กว่าจะใส่ก็อธิษฐานเอาหมดบ้านหมดเมือง แล้วก็เผื่อแผ่ให้ลูกหลานอีก ข้าวกำปั้นเดียวก็รอนานแสนนาน เกิดจากพระพุทธเจ้าตรัสไว้อีก 4 ขั้น 1. สร้างความหวัง 2. ผูกพัน 3. สั่งสม 4. เชื่อว่าจะได้รับต่อไปตอนตายไปแล้วไม่จบ คุณต้องรู้อาการหวังว่ามีในจิตไหม ถ้าไม่รู้อาการหวังก็จะผูกพันต่อ แล้วจะสั่งสมต่อไปอีก แล้วคาดว่าจะได้ในชาติต่อไปๆๆๆ ทินนัง ยิฏฐัง หุตัง สามอย่างนี้ คือ ทาน พิธีการ ผลที่ได้ พิธีการที่ทำนั้นๆ ทำแล้วเกิดผลหรือไม่? ต้องเอ่านอาการอีก วิธีทำนั้นคุณปฏิบัติแล้วเกิดผลไหม? ถ้าเกิดผลก็ต้องอ่านใจให้ได้ ถ้าอ่านใจได้ก็เป็นอัตถิยิฏฐัง คือเกิดผลได้ผล(อัตถิ) ตัวอัตถิหุตังคือเป็นผลที่ได้ในจิตเลย คือจิตซ้อนลงไปในทานในวิธีปฏิบัติว่ามีผลไหมในจิต จิตคุณมีผลคือรู้กิเลสและกิเลสออกไป คุณทำทาน หรือปฏิบัติแล้วรู้กิเลสไหม แล้วกิเลสออกไปไหม? ลึกซึ้งมาก จบทานศีลหุตัง ต่อมาโลกนี้ โลกหน้า สัตว์โอปปาติกะ ก็คือธาตุรู้ในจิตวิญญาณเรานี่แหละที่รู้ว่าโลกนี้คือโลกียะ โลกหน้าคือโลกุตระ รู้จักคุณสมบัติของโลกียะกับโลกุตระว่าต่างกันอย่างไร? ได้โลกธรรมยังชื่นใจอยู่ไหม ได้กามคุณ ยังชื่นใจอยู่ไหม เราก็ไม่เอาจิตเราเป็นจริงได้ก็มาสู่โลกโลกุตระ ก็รู้อยังโลโกปโรโลโก ว่าจิตเราอยู่ในภูมิไหนแดนไหน ถ้าเราทำจิตเราให้สู่โลกุตระได้ ก็จบโลกโลกุตระได้ ธาตุที่มันยังเป็นสัตว์ มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีรูปด้วยเป็นธรรมะสอง ที่คู่กับธาตุรู้ สัญญาจะใช้กำหนดรู้ สังขาร เวทนา เป็นสามเส้า รู้ว่ามันปรุงแต่งอย่างไร มันเกิดอารมณ์อะไร เราติดอารมณ์อะไร อย่างไร สัญญาต้องทำการกำหนดรู้ ต้องทำการล้างให้มันจืดจางไป เมื่อมันเฉลียวฉลาดที่รู้ว่ามันจางบางเบา สุดที่ลหุตา ในวิการรูป จะมี 5 อย่าง ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา กายวิญญัติ กับวจีวิญญัติ กัมมัญญตาคือการงาน ที่มีอัญญาหรือญาณปัญญาควบคู่ การทำงานที่มีญาณปัญญาอันยิ่งใหญ่ควบคุมอยู่นี่ยอดเยี่ยมสุดแล้ว กายวิญญัติคือองค์ประชุมหยาบ วจีวิญญัติก็องค์ประชุมใหญ่ ส่วนมโนนั้นเป็นตัวปรุงต้นทางภายใน ผู้สามารถ รู้สภาวะที่อาตมาอธิบาย ขยายความก็สามารถทำตนเองให้ละเอียดถึงที่อาตมาอธิบายได้ สูงกว่านี้อาตมาหมดภูมิอธิบายได้แล้วคุณก็จะรู้อรูปของคุณเอง มันไม่มีภาษาเรียกแล้ว แต่มันยังมีสิ่งที่ถูกรู้อยู่นะ ก็สุดท้าย ก็ไม่มีพยัญชนะขยายได้ด้วยก็จบ ขยายไม่ออกก็ทิ้งให้คนปฏิบัติเอา หรือใครจะใช้บัญญัติมาขยายได้อีกก็ต่อไปได้ เช่นอาตมาได้ตั้งคำใหม่มา สองคำ คือชีวานุปาทิ กับชีรานุปาทิ คือสิ่งที่ยึดอยู่สองนัย คือนัยที่เกิด กับนัยที่เสื่อม คือ อนุปาทิ คือการยึด ก็ยึดเกิดกับยึดเสื่อมก็มีสองคำนี้ที่อาตมาบัญญัติเอง นอกนั้นก็เอาของคนอื่นมาใช้ได้หมด สัจจะที่อาตมาขยายความนี้รวมลงที่การเกิดผล(ภาวนา) จะเกิดผลถึงอรูป หรือเกิดเป็นภาวะ สิ่งปรากฏ สำหรับคุณ ถ้าคุณรู้ของคุณคนเดียว สิ่งนั้นก็เป็นความรู้เรียกว่าศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ ก็จมจบที่คุณ จนกว่าคุณจะมีปฏิภาณตั้งบัญญัติใหม่ให้คนอื่นคนที่สองรู้ได้ด้วยก็เป็นศิลปะขึ้นมาแล้ว ไม่ใช่แค่ศาสตร์ การรู้คนเดียวเป็นสารคดี ไม่เป็นศิลปะ ต้องให้คนอื่นได้รู้ด้วยคือศิลปะ ศิลปะที่เป็นโลกุตระไม่ใช่ศิลปะที่เพิ่มกิเลส ติดยึดในรสชาติอารมณ์ต่างๆ แต่เป็นศิลปะที่ให้คนได้ลดละความติดยึด เป็นศิลปะโลกุตระ อาตมาสื่อศิลปะโลกุตระ สื่อผ่านรูปภาพ เอางานของแสงศิลป์ มาแสดง ก็เป็นงานภาพเขียนส่วนใหญ่ แต่ก็มีงานปั้นด้วย ศิลปะเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ แต่ถ้าไม่มีศาสตร์ ศิลปะก็ไม่มี ศาสตร์และศิลป์ต้องพึ่งพากัน ถ้ามีแต่ศาสตร์ก็อยู่เต็มหัวหนักเปล่าๆ ตายทิ้งไป ไม่มีใครรับช่วงก็เสียดาย คนมีศาสตร์ก็อย่างกคนเดียวเอามาขยายผลบ้าง พวกเราจะมาร่วมกันเพื่อตั้งพรรคการเมืองก็เชิญไม่เป็นปัญหา ถ้าไม่มีปัญญาตั้งชื่อพรรคการเมืองก็ให้อาตมาตั้งได้แต่ถ้ามีปัญญาตั้งได้ก็เชิญ อาตมาก็ต้องตรวจสอบว่ามาขบถหรือไม่? ถ้ามาขบถในสิ่งสูงนี้ก็ต้องจัดการ เพื่อให้เกิดสิ่งดีงามแก่โลก ไม่เช่นนั้น ศาสนาพุทธก็ด้วนลง แล้วประโยชน์ต่อมนุษย์โลกก็ไม่มี ก็ต้องปล่อยให้ผีมารมาปกครอง ก็เหลือแต่พวกคุณนี่กัดใจกันหน่อย อะไรกันนักหนา จะเขกหัวก็เจ็บมือเปล่าทั้งดื้อดึงและแข็ง ก็เลยมาตกที่เรานี่แหละสู้ต่อไป ไม่มีทางเลือก สุดทาง แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราไม่เจริญไม่ดูดีนะ ก็ไม่ควรสิ้นหวังท้อถอย มันหวังได้ ทำต่อไป ตอนนี้เหตุปัจจัยทางวัตถุและคนก็มาแล้ว เช่นเราจะมาใช้พลังงานพระอาทิตย์นี้ก็พยายามส่งเสริมกัน อย่างเช่นที่นี่เกิดแล้ว เราก็จะให้ไปทำต่อที่บ้านราชฯ เอาแบบนี้ขนาดนี้ก็ได้ ให้คนมาดูได้ที่บ้านราชฯ เราไม่ใช่จะทำแค่ โมเดลนี้เท่านั้นแต่เราจะทำที่โรงเรือนใหญ่ เฮือนสวนด้วย แล้วโมเดลที่เราจะทำนี้จะอยู่หน้าเฮือนสวนเลย ที่เฮือนสวนจะใหญ่ ขนาด 11 ไร่ มีสองชั้นเลย จะเป็นห้องที่กั้นผนังเบา เพื่อความคล่องตัวทุกชนิด เพื่อจะคัดเลือกคนมาทำงาน คนทำงานนี้จะมาทำงานฟรี จะรู้มากรู้สูงเก่งอย่างใดก็ทำงานฟรี ผู้ใดใจถึงจะทำเพื่อมวลมนุษยชาติก็มาได้ ใครเก่งแต่เอาเงินเราก็ไม่มีให้ทำ คนที่สูงสุดต้องทำงานฟรี เราก็จะได้คนสูงสุดมาทำงาน เทียบกันเลย ว่าคนทำงานฟรีกับคนที่ทำงานเอาเงินอยู่นี่ใครสูงสุดกว่า เราก็เทียบได้ เราก็ได้จบแล้วก็ควรจะจบได้แล้ว ถ้าทำทานแล้วหวังว่าจะได้ให้หายเจ็บไข้ได้ป่วยก็ยังพอทำเนาสุดยอดเห็นใจ แต่ถ้ายังอยากได้ยศตำแหน่งสรรเสริญก็ไปเลยๆ ก็มีอะไรต่อ คุณจะเอายศตำแหน่งไปทำอะไร? ถ้าไม่ต้องการยกย่องเลย จะยกหรือไม่ยกก็ใจเฉยๆ ได้ก็ดีกว่าไหม?

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน