570708_พ่อครูเทศน์ที่วังน้ำเขียว ทำวัตรเย็น เรื่อง การเมืองโลกุตระ .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570708_พ่อครูสมณะโพธิรักษ์เทศน์ที่วังน้ำเขียว ทำวัตรเย็น เรื่อง การเมืองโลกุตระ วันที่ 8 กรกฎาคม 2557 คุณอำนาจ หมายยอดกลาง ผู้รับผิดชอบชุมชนวังน้ำเขียว ได้ฉายวิดีทัศน์ภาพมุมสูงของชุมชนวังน้ำเขียวให้ดูก่อนวังน้ำเขียวมีพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ ซึ่งเป็นมีสัดส่วนทั้งที่ส่วนตัว ที่ของสหกรณ์ และที่ที่ยังไม่มีคนจับจอง พื้นที่ของวังน้ำเขียวสามารถปล ู กพืชผักได้ดีมาก มีไม้เหลียงที่คุณไม้ร่มได้นำเมล็ดให้มาปลูกที่นี่ 7 ปีออกผล แต่ถ้าปลูกทางภาคใต้ 12 ปีจึงจะออกผล ในภาพโดรนจะเห็นมีป้าคนหนึ่งกำลังเข็นรถเข็นอยู่ คงไม่เคยเห็นโดรน พอเห็นเข้าป้าก็เลยหยุดรถเข็นเลยและนั่งลงมองใหญ่เลย เพราะไม่เคยเห็น พืชผักหลากหลายปลูกจากที่นี่ส่งไปให้ชาวกทม.เสียส่วนใหญ่ มีผักตลาดทั่วไป เช่นสลัด ผักกาด นอกจากนั้นยังมีต้นแก่นตะวันอีก พ่อครูเทศนา....พาไหว้พระให้ครบ 3 กรรม ... พ่อครูว่า… พวกเราก็อย่างนี้แหละ จะว่ามีทติ้งก็ไม่ได้มีทติ้ง แต่เป็นการมาโดยไม่ได้นัดหมาย มนุษย์เป็นสัตว์โขลง เมื่อมีจุดร่วมจุดสนใจให้มาทัศนาก็มากัน เขาเรียกว่าไทยมุง เขามุงดูอะไรกัน ถามกันก็ต้องมามุงดูด้วย หรือไม่ใช่เช่นนั้นก็ว่าเขามีอะไรตรงไหนก็ไป ของเราก็มีแต่นัยของเราสูงกว่า เพราะเราได้มาพบมารวมตัวเพื่อทำให้เกิดประกายอะไรที่เราจะไปรับ อย่างไมเคิล แจคสันจะมาคนก็ไป อย่างนั้นเราไม่ใช่ เราไม่ไปจ่ายไปเสียเงินให้เขา ยกตัวอย่างง่ายๆ ของเรามีส่วนเหมือน แต่ไม่เหมือนในส่วนแก่นสารสาระ ไอ้โน่นมันมอมเมา ให้คนเป็นเหยื่อ แต่ของเราไม่มอมเมา แต่มีจิตวิญญาณเป็นคุณค่า ไม่ใช่ไปไทยมุง ซึ่งปัญญามันต่างกัน สิ่งต้องการนั้นต่างกัน ไอ้โน่นต้องการโลกียารมย์ แต่เราต้องการธรรมะ ธรรมารมย์ เป็นโลกุตรารมย์ เป็นเรื่องวิเศษ มาเอาธรรมะโลกุตระ ธรรมารมย์ก็กลางๆ เขาไปด
อ่านต่อ
ูไมเคิล แจ็คสันเขาได้อารมณ์แต่เราได้ธรรมารมย์ คนที่รู้จักสาระว่าเป็นสาระคือคนมีสาระ แต่คนที่เห็นส ิ่ งไร้สาระว่าเป็นสาระคนนั้นไร้สาระ เขาเห็นสาระเป็นอสาระ เห็นอสาระเป็นสาระ อย่างไปดูไมเคิล แจ็คสันได้ดีใจรื่นเริง เลือกเลยเอาเวลาตรงกันเลย ใครจะไปดูไมเคิล แจ็คสัน กับมาหาโพธิรักษ์ เอาคนละที่นะ คนจะไปหาใครมากกว่ากัน ก็ไมเคิล แจ็คสัน ... นี่ขึ้นเขามานะ ไม่ใช่ที่มาสะดวก บางคนก็อยากลองของเดินขึ้นมา ที่จริงได้อากาศดี ไม่ใช่ส ิ่ งเสียหาย ได้อากาศสดบริสุทธิ์ มีประโยชน์ อากา ศ กทม.ก็มีพิษภัย ถ้าร่างกายสู้ไหวก็สู้ไป แต่ไม่ไหวก็เกิดโรค จะเห็นว่าปัญญาของคนยุคนี้มันโง่ลง ไม่ได้ต้องการสิ่งสาระ เข้าใจสาระเป็นอสาระ เข้าใจอสาระเป็นสาระที่แท้เลย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัด ต้องเป็นผู้มีปัญญาชัดเจน อาตมาไม่จำเป็นต้องแยกว่าอะไรถูก สาระหรืออสาระ สาระคืออะไร คือสิ่งที่ชีวิตเราเกิดมาเราควรได้ควรมีส ิ่ งนี้ พระพุทธเจ้าเรียกว่าแก่น คือ วิมุติ สาระแท้ของชีวิตคือวิมุติ ในมูลสูตรหรือหลายสูตรระบุไว้ชัด 1 . มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2 . มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3 . มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) 4 . มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) 5 . มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) โลกเขาก็มีสมาธินะ เวลาคนดูไมเคิล แจ็คสัน ใครมาเรียกมาด่าก็ไม่ยินดี จิตเป็นหนึ่งเป็นเอกัคคตาเลย เป็นหนึ่งกับเป้าหมายเลย เขาเรียกว่าConcentration 6 . มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) 7 . มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) กัปตันยิ่ง 8 . มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) สุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9 . มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา) 10 . มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) อาตมาว่าเป็นสูตรที่ยิ่งใหญ่สูตรหนึ่ง คนที่มีฉันทะเป็นต้นทาง คุณยินดีในไมเคิล แจ็คสัน เขามาคนก็เฮไป อย่างอาตมามานี่คนก็เฮเหมือนกันนะ ตามมาบ้างก็มีกลับไปบ้างก็มี เฮมาต้อนรับ คุณรู้ว่าสาระคืออะไรมาหาอาตมาได้สาระคืออะไร แล้วก็จะลงไปที่แดนเกิด เป็นสัมภวะ เคยได้ยินสัมภเวสีไหม ไปหาที่เกิด วิญญาณสัมภเวสีมันยินดีในไมเคิล แจ็คสัน มันเข้าใจว่าสาระของชีวิตคืออันนั้น สัมภเวสีก็จะลอยไป จิตเขาก็จะเกิด ปหาสะ คือนรกอย่างหนึ่งเป็นความรื่นเริงบันเทิงใจ เรียกว่านรกในความยินดีร่าเริงสนุกสนานบันเทิง พูดกับคนเขาก็ไม่รู้นะเขาว่าสนุกร่าเริงไม่ใช่นรก แต่ที่จริงทั้งสุขและทุกข์เป็นเท็จ สุขมันเป็นตัวหลอก พอจิตของคุณยินดีแล้วก็แสวงหาแล้วก็ไป พอไปคุณก็จะมีผัสสะ คุณเองเป็นคนทำให้จิตเกิดเรียกว่ามนสิการ คุณทำเองด้วยอวิชชา ก็ได้อกุศล ได้อสาระ ได้นรกปหาสะ แต่คุณหลงว่าสวรรค์ คุณก็ได้จริงๆ พอผัสสะคุณก็ได้อารมณ์เลย เขาก็แสดงเพลงอาตมาก็แสดงธรรม เขาก็ได้คนมานี่ก็ได้อย่างนี้ เป็นที่ประชุมลงเรียกว่า สัมโมสรณา คุณได้ธรรมารมย์ ส่วนเขาก็ได้โลกียารมย์เป็นอธรรมารมย์ ที่อาตมาเทศน์ให้ฟังเรียกว่า โลกุตรารมย์ หรืออาริยารมย์ ทำได้บ่อยๆคุณก็เพ่งในอารม ณ์ นี้ แล้วเอาไปติดในความคิดนึก หัดเป็นเองเต้นเองอย่างไมเคิล แจ็คสัน แต่ถ้ามาอย่างอาตมาก็จะติดในธรรมะ มีเต้นอย่างอาตมาก็ไม่เต้นหรอก แต่จะมีกรรม 3 แบบนี้ จิตจะเจริญเห็นมโนเสฏฐา หรือจิตจะเสื่อม ถ้าเสื่อมก็ปหายะ หรือเจริญ ก็จิตเป็นประธาน คุณก็ดำเนินปรุงแต่งสังขารเป็นโลกีย์หรือโลกุตระ เมื่อได้จิตเป็นอย่างไร แล้วก็จะได้หัวหน้าคือ สติเป็นอธิปไตย แล้วมีปัญญาเป็นอุตระ ถ้ามูลสูตรนี้นำพากันถูกต้อง ปัญญาจะเป็นอุตระ แต่ถ้าไม่ใช่ปัญญาก็จะเป็นเฉกา เป็นนิรยะ เป็นปิติวิสยะ เป็นติรัจฉานโยนิ ไปเกิดที่แดนเดรัจฉานหรือเป็นอติวินิบาตเป็นนรก มีสติเป็นอธิปไตยไหม? มี เป็นอำนาจ ไม่ใช่หมายยอดกลางนะ แต่หมายนรกลึกเสียอีก ก็นำพาไปเป็นอำนาจเลย แล้วก็มีไม่ใช่เป็นปัญญา แต่เป็นอัญญาณ เป็นความไม่มีความรู้เป็นอวิชชานะ อย่าคิดว่ากิเลสไม่คิดนึกนะ มันเป็นเฉกามากเลย มีความเฉลียวฉลาดซับซ้อนพาไปตกนรก ไม่ต้องอธิบายไปถึงสาระ อมตะก็หมดทาง นิพพานก็หมดทาง แต่ถ้ามาทางโลกุตระก็จะได้จริงๆ ได้สติเป็นอธิปไตย สติจะเป็นอำนาจรู้นอกรู้ใน จะเรียกว่ารู้ตัวทั่วพร้อม มีสัญญาเป็นตัวกำหนดจิตในจิต สัญญาทำงานเก่งมาก คุณไม่เรียนมันก็ทำงาน เลือกเฟ้นจัดสรรสิ่งที่เรายินดี ที่เราจะผัสสะ มาปรุงแต่งใส่จิตไว้ตลอด หลักสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าค้นพบแล้วอาตมาเอามาบรรยายให้ฟัง ให้พาทำนี่ เอาหลักพระพุทธเจ้ามาเปรียบเทียบอ้างอิงยืนยัน มั่นใจว่าได้สาระส ิ่ งถูกต้องทั้งนั้น ยืนยัน ถ้าใครเข้าใจคนที่จะไปเอาสาระอย่างไมเคิล แจ็คสันก็เอา คนจะเอาสาระอย่างนักการเมืองไร้สาะก็เอา คบหาสร้างกิจการงานเป็นอสาระที่เขาเห็นว่าเป็นสาระ ถ้าส ิ่ งที่ทำมันทุจริต นักการเมืองทุกวันนี้คบหากัน ในสภา 500 นี้ จะมีสส.หรือว่านักการเมือง 500 นี้เป็นนักการเมืองอารยะไม่มี มีอย่างดีก็ กัลยาณชน ไม่เท่าไหร่ ขอยืนยันว่า 90 หรือ 80 เป็นอนารยะทั้งสิ้น เขาไปทำงานอาชีพ ใช้การเมืองล่าลาภยศสรรเสิรญโลกียสุข แล้วอ้างจะช่วยบ้านเมืองแบบเปลือกๆเท่านั้น ให้คนหลงลม ใครสามารถโกหกได้มาก โกงเก่งมากก็ได้มาก เขาเอางานการเมืองเป็นอาชีพ แต่อาตมานิยามการเมืองว่าไม่ใช่งานอาชีพ แต่เป็นงานรับใช้เสียสละแก่บ้านเมือง ขณะนี้เขาก็จะปรับปรุงบ้านเมืองก็ได้แน่ แต่ได้ขนาดหนึ่ง ได้มากหรือน้อยก็ไม่รู้อาตมารับรองไม่ได้ แต่เท่าที่รู้สึกก็คือประเทศไทยคงจะออกจากโลกมืดได้บ้าง แล้วจะเร ิ่ มเดินทางสู่แสงสว่างได้ดีขึ้น เพราะชาวอโศกเข้าใจการเมือง รัฐศาสตร์เศรษฐศาสตร์ได้ดีพอควรแล้ว คนจะเพ่งโท ษ ก็ลดลงเข้าใจเราได้เพิ่มขึ้น เราออกไปทำงานให้สังคมได้ชัดเจนขึ้น มั่นคงขึ้น คนจะเชื่อถือหรือไม่เชื่อถือ เหตุการณ์ชุมนุมตั้งแต่ปี 49 จนถึงปี 57 มาครั้งสุดท้ายนี้ คุณว่าค่าเฉลี่ยที่เราออกไปทำงานได้ค่าบวกสักกี่เปอร์เซ็นต์ ….ก็ว่าได้สัก 80 % อาตมาที่พูดนี้ไม่ได้พูดเล่นนะ พูดจริงเราออกไปทำนี่ได้ประโยชน์ ได้คุณค่า เราไปทำงานการเมืองนี่ให้ประโยชน์แก่ประชาชน ซึ่งเขาเข้าใจอโศกที่ไปช่วยสังคม มีประโยชน์ต่อสังคม อาตมาบอกว่านั่นแหละคือการเมือง ไปช่วยสังคมนี่ไม่ใช่อาชีพ อย่างงานไปประท้วงต่อต้าน หลายครั้ง จนกระทั่งนายกฯ แม้ที่สุด ยิ่งลักษณ์ก็ลงไปแล้ว นี่ 4 คนแล้ว ทักษิณ สมัคร สมชาย ยิ่งลักษณ์ สี่คนนี้ก็แล้วกัน อย่างอโศกไปทำงานช่วยเหลือประชาชนเขาจะเรียกว่านี่คือประชาธิปไตยหรือไม่ก็ไม่ว่า อย่างการไปปะท้วงผู้ผิดผู้ไม่ถูกต้องให้เปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นอย่างนี้ นี่คือส ิ่ งที่เราจะช่วยให้ประเทศชาติดีขึ้นเราก็ทำ ไม่ว่าเขาจะเรียกว่าอะไร? การเมืองภาคประชาชนที่เขาเข้าใจไม่ได้ เขาเข้าใจว่าการเมืองคือต้องมีตำแหน่งเป็นกรรมาธิการอะไรนั้นคือการเมือง นอกนั้นไม่ใช่การเมือง แต่ถ้าประชาชนเข้าใจว่าการเมืองคือทำงานเพื่อส่วนรวมเพื่อประชาชน และไม่ทุจริต และขยันหมั่นเพียร อีกอย่าง คุณเข้าใจแล้วแต่ไม่ทำไม่ขยัน ก็ไม่ได้เกิดผล ยิ่งคนที่เข้าใจว่าขยันช่วยเหลือประชาชนจะเรียกว่าทาน หรือสงเคราะห์ก็แล้วแต่ ก็คือการให้คนอื่นมากกว่าเราเอาไว้ เห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ยิ่งมีคุณธรรมสูงก็ยิ่งให้มาก เป็นคนกล้าจน มักน้อยอย่างแท้จริง เห็นสาระของชีวิตว่าเราได้มีคุณค่าต่อสังคมแท้จริง ไม่ใช่ว่าเอาแต่เห็นแก่ตัว เกิดมาเอาบาปเอากรรมเวร สร้างแต่โลภ สร้างแต่ความเอา โลภอย่างเดียว ชาติทั้งชาติมีแต่สะสมแล้วก็ตายไป ถ้าเข้าใจเป็นอาริยชนแล้วก็ไม่สะสมไม่โลภให้แก่ตัว ทำให้แก่สังคมอย่างเดียว จนมาเป็นสาธารณโภคีทำงานให้แก่ส่วนกลาง แล้วก็สะพัดสู่สังคม ส่วนตัวเราก็พึ่งพากันพึ่งแก่เจ็บตายไป เราก็ทำงานรับหน้าที่แต่ละด้านของส่วนกลางไป ต่างคนต่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สังคมอย่างนี้แหละ จะเรียกว่าประชาธิปไตยหรือเผด็จการหรืออะไรก็ได้ แล้วแต่คุณจะเรียก ถ้าคุณจะยอมว่าขอให้พ่อท่านสั่งการมาเถอะ หรือว่าพ่อท่านสั่งไม่ได้ก็ได้ อาตมาเสนอความเห็นแล้วไม่เอา อาตมาก็ไม่ได้ว่าอะไร ทั้งที่บางทีวิธีของอาตมาถูกด้วยดีด้วย พวกเราก็ไม่เอา โหวตกันความเห็นอาตมาก็แพ้ ก็ไม่เสียหน้า เพราะความพอดีพอเหมาะในสัปปุริสธรรม 7 นั้นจริง อาตมาก็ขอสรุปลงว่า ที่อาตมาพาทำนี่คือประชาธิปไตยสุดยอดของโลก ขออภัยกล่าวใหญ่ เป็นประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า ขอยืนยันว่าพระพุทธเจ้าประกาศประชาธิปไตยมา 2,600 ปีมาแล้วประกาศแล้วก็ทำงานปลดแอก ในยุคทาส ก็มีประชาชนมาเข้าอาณาจักร มาเข้ารีตของพระพุทธเจ้าผู้ที่เข้าแล้วเรียกว่าเข้าไปในอาณาจักรของพระพุทธเจ้า แล้วก็ยกให้หมด ไม่ว่าจะวรรณะไหนเข้ามาก็ 1 คน 1 เสียงเท่ากันหมด ออกเสียงได้เท่ากันหมด ไม่ติดศักดิ์ศรี แต่มีวรรณะทางธรรม เคารพนับถือกันอย่างอิสระ จะไปเคารพพระเทวฑัตมากกว่าพระพุทธเจ้าก็ได้ จนพระเทวฑัตขบถเกือบสำเร็จนะ แต่สู้พระพุทธเจ้าไม่ได้ก็กบฎไม่สำเร็จก็เลยลงนรกไป คนในประเทศไทยก็จะถูกธรณีสูบได้ เพราะไปแย่งประเทศไทยกับในหลวง...เอ้าตัดตรงนี้ไว้ก่อนเข้าสู่ธรรมะ ถ้าไม่เอาธรรมะเข้าไปสถาปนาไว้ในการเมืองแล้วจะเกิดความเสียหายอย่างมาก การรัฐประหารที่เกิดนี้เป็นการรัฐประหารแบบใหม่ คณะทำงานของคสช.นี่ดีมากตอนนี้ อาตมายกให้ ถ้าอยู่ในระดับนี้องค์รวมขนาดนี้ขอให้ทำไปเลย 10 จะเห็นหน้าเห็นหลังเลย คือมีลักษณะส่งเสริมและปราบอย่างนี้ ไปได้เลย ส่วนปัญญาจะเห็นว่าคนควรปราบ คนควรส่งเสริมคือใครก็น่าจะเห็นได้ อาตมาว่าคงไม่ตาถั่วมาก คงไว้ใจได้ ถ้าทำในพฤติกรรมขณะนี้นะ ได้คุณภาพอย่างนี้ได้เลย 10 ปีจะเห็นว่าไทยพัฒนาแน่ จริง ตอนนี้ก็ คนจะว่าอย่างไรก็ว่า อาตมาก็มองตามภูมิปัญญา อาตมาก็ส่งเสริมสนับสนุน มาพูดถึงพวกเรา ผลงานของพวกเราจนเกิดปฏิวัติ เสร็จแล้วพวกเราจะทำงานการเมืองภาคประชาชน เช่นเรามีหน้าที่จะช่วยประชาชน ส่งเสริมเยาวชนเราก็เปิดโรงเรียน ก็ทำคู่ขนานไปกับรัฐบาล โดยหน้าที่ของเรา เราไม่ได้เก็บเงินนักเรียน เราไม่ได้เอาอะไรจากนักเรียน เราจ่ายให้ด้วย เราให้ทั้งความรู้มาตรฐานสังคม และเราให้ธรรมะด้วย เราช่วยทำสาธารณูปโภค ชาวอโศกก็สร้าง เราไม่ได้เอาเงินรัฐมาทำให้ก็มี เช่นเราทำถนนให้กับทางเข้าบ้านกุดระงุม รัฐให้เงินมาทำ ก็ไปกินกันจนเหลือเงินมาทำไม่ถึงแสน เราก็ทำให้ใช้เงินไปสองแสน ถนนอื่นเราก็ทำเราจ่ายให้ด้วยเงินเราเอง ถนนข้างรร.กุดระงุมเราก็ไปเทคอนกรีตให้ เราได้น้ำบาดาล นำ้แร่ที่ดีมาก มีที่ดินอยู่บ้านคำกลาง เป็นน้ำดื่มดีๆเลย เป็นน้ำซับ (เมืองวารินฯเป็นเมืองแห่งน้ำซับ) เราก็ใช้ดูดน้ำมาใช้ ทีนี้น้ำมีมาก ได้วันละหลายแสนลูกบาศก์ แต่ทั้งบ้าน ราชฯทั้งหมู่บ้านใช้น้ำไม่ถึงห้าหมื่นลูกบาศก์ เราก็เลยบอกไปกับอบต.คำกลาง เราต่อท่อมาถึงบ้านราชฯ แล้วเราก็บอกว่าเราจะสร้างแท็งค์นำ้ให้ แล้วคุณเสียค่าไฟฟ้าดูดน้ำเอง แล้วจะไปจัดสรรน้ำกันอย่างไรก็เชิญ แต่ว่าอบต.เขาไม่เอา ไม่รับ เราก็งงว่าทำไมไม่รับ ไม่มีเหตุผล เราก็ได้แต่ว่ามันจะมาไม้ไหน เขาไม่เชื่อว่าจะมีคนทำให้ฟรีด้วย เขาบอกว่าของฟรีไม่มีในโลก อาตมาว่าพวกนี้ดูถูกมนุษย์จริง เราทำงานฟรีเสียสละแก่มนุษยชาติจริง เราไม่คิดเอาอะไรตอบแทนจริง แต่ทั้งโลกไม่เชื่อกันว่าของฟรีมีในโลก งานการเมืองคือ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) ท่ามกลางสังคมแห่งเผด็จการ แต่ท่านกลับประกาศประชาธิปไตยด้วยสามคำนี้ เป็นภาษาประชาธิปไตย 100 % แล้วทำจริงถูกจริงด้วย นี่คือประชาธิปไตยที่พระพุทธเจ้าประกาศมาสองพันหกร้อยปีแล้ว ที่อาตมาพูดนี่คือพุทธศาสนา พุทธศาสนาไม่ใช่ไปให้คนเข้าป่าเขาถ้ำ ถ้าปล่อยไปนานๆจะเป็นเหมือนพวกฑิคัมพร มักน้อยเลยเถิดสุดโต่ง แต่เป็นศาสนาที่รู้ทั้งวัตถุวิสัยและจิตวิสัย แต่รู้แจ้งหมดกิเลส อยู่เหนือโลกธรรม เหนือกาม เหนืออัตตา แล้วเป็นคนมีประโยชน์มีสาระต่อมนุษยชาติ กว่า 2,600 ปีแล้วที่เข้าใจผิดว่าพระปฏิบัติต้องออกป่า เราไม่ได้ดูถูกป่า แต่พระพุทธเจ้าต้องอนุโลมพวกเข้าป่าก็เพราะเป็นยุคเทวนิยม คนนิยมเข้าป่า ก็ต้องค่อยๆประนีประนอม เพราะเขาเชื่อกันกับการออกป่า ต้องเทวนิยม ถ้าไม่ออกป่าเลยไม่ว่าศาสนาไหนๆก็ไม่ได้ ศาสนาในเมืองไม่ได้ แม้ยุคนี้ก็เข้าใจว่าต้องเข้าป่า ถ้าพระเมืองนี่ได้แต่ปริยัติ ส่วนพวกปฏิบัติต้องเข้าป่า ไปนั่งสมาธิแข็งทื่ออยู่ ทุกวันนี้ยิ่งอาตมาไขเรื่องสมาธิลืมตา อาตมาว่าจะขยายความเรื่องฌาน แต่วันนี้คงจะไม่ได้ ยากไป ต้องไปฟังที่ บ้านราชฯ เสียดายไม่สื่อทางทีวี แต่เรื่อง Fmtv ถ้าเขาเห็นว่าเป็นสื่อสารที่ทำให้แก่ประชาชนจริงๆก็จะเห็นว่าเราควรได้ออก แต่เราไม่วิ่งเต้น เขาให้เสนอผังไปก็เสนอไป เราก็นำเสนอในสิ่งที่ควรที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ หากเรื่องประท้วงดีเราก็นำเสนอ และเราไม่เรี่ยไรด้วย แต่ช่องศาสนาที่ออกๆกันนั้น ก็มีแต่เรี่ยไรกันแทบทุกช่อง เราประกาศโลกโลกุตระ เป็นปโรโลโก และไม่ใช่ว่าโลกโลกุตระ ที่เป็น โลกุตระ 9 โลกุตระ 46 ที่นำมาขยาย ไม่ใช่เรื่องแบบที่เขาเข้าใจผิดว่าโลกุตระเป็นเช่นนี้ แต่แบบอโศกนี่โลกุตรบุคคลแบบอโศกนี่เป็นโลกุตระบุคคล เขาไม่เชื่อจริงๆเขาว่าต้องออกป่าเขาถ้ำนั่งสมาธิคืออาริยะ แต่ว่าที่อาตมาพาทำนี่ไปชุมนุม 9 เดือนนี่เราก็อยู่ได้ไม่เกิดเดือดร้อนอะไร แม้อยู่ต่อไปถึง 500 วันชาวอโศกทุกคนก็ยกมือไปกัน เหมือนไก่ใส่เข่งจะจิกกันถ้าไม่มีความเป็นโลกุตระ แต่เราไม่เป็น สรุปแล้ว การเมือง กับธรรมะเป็นหนึ่งเดียวกัน การเมืองอาริยะก็เพราะธรรมมีโลกุตระ ไม่ใช่แค่ภาษา แต่เกิดจากคนที่ไปทำ มีศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา มันลงกันได้ มีขัดแย้งอันพอเหมาะ พลังรวมไม่แตกกระแส อโศกได้กอบแก่นแล้วจะทำงานกับสังคมไปเรื่อยๆ ปีนี้อาตมาเห็นว่าอัตราการก้าวหน้าของอโศกจะขยายผลสู่สังคมประเทศชาติได้ เป็นตัวที่ทำงานกับสังคมได้ระดับหนึ่งทำงานได้ระดับหนึ่ง ต้องอาศัยความอดทนอุตสาหะ ต้องเจียมตัวตนต่อไป จะสะดวก และเห็นด้วย ส่งเสริมช่วยเหลือบ้าง ส่วนจะส่งเสริมเต็มที่นั้นน้อยมาก นอกจากพวกเราก็ส่งเสริมกันเต็มที่ ยุคนี้เราจะทำงานกับสังคมได้เต็มที่ขึ้น ตอนนี้การเมืองมีกัปตัน เดินเครื่องคุมทิศทางไปได้แล้ว เราก็จะมาทำการศึกษา ไม่ออกไปทำการเมืองมาก นี่เป็นนโยบาย ทั้งการศึกษาแบบนิตินัย และการศึกษาภายใน จะเปิดอุดรศึกษาเป็น วิชชารามนาวาบุญนิยม ว.นบ. เปิดปีหนึ่งปีนี้ อาตมาจะลงไปเป็นคุรุเต็มตัว ตอนนี้ได้ 3 วิชชาแล้ว วิชชาสรรค่าสร้างคน, พุทธชีวศิลป์ และความรัก 10 มิติ (ความรัก 10 มิติจะสอนแต่นิสิตปี 1 ) สรรค่าสร้างคนจะเป็นเชิงการเมืองและสังคม ส่วนพุทธชีวศิ ลป์ จะเป็นเรื่องการศาสนาเป็นส่วนใหญ่ มีสถาบันอาศรมศิลป์ มาให้ใบปริญญารับรอง ถ้าใครต้องการ ขอให้ปีที่สี่ส่งหลักฐานให้เขา แล้วเขาก็จัดสรร ให้จบได้ใบปริญญา แต่เขาก็ไม่เรียกปริญญา เพราะอ.เอนก เอาแนวอโศกบุญนิยมไปทำ แบบครูพักลักจำ เอาไปทำเต็มที่ เท่าที่ภูมิผมมี ถ้าอโศกจะไปทำเองก็ไม่รังเกียจ ส่วนใครจะเอาปัญญาบัตร ว.นบ.ก็ได้ ต่อไปเราก็จะตั้งสถาบันของเรา ผู้ใดมีคุณสมบัติมาสอนได้เราก็จะตั้งเป็น ผู้ช่วยศิลปาจารย์ เป็นรองศิลปาจารย์ และเป็นศิลปาจารย์เลย เป็น ผศ.เป็น รศ. เป็น ศ. เลย ใช้ตัวย่อเดียวกัน ส่วนอาตมาเป็น วิชชาธิบดี เป็นคนเซ็นใบปัญญาบัตรทองคำเลยนะ จะเอาแต่ปัญญาบัตรของเราก็ได้ หรือจะเอาสองอย่างเอาปัญญาบัตรทางอาศรมศีลก็ได้ ของเขามีอธิการธิบดี ของอาตมาเป็น วิชชาธิบดี อธิบายมาเพื่อให้ตรวจสอบเปรียบเทียบว่าอันไหนดีงาม อันใหม่ก็บอก อันเก่าก็ให้ตรวจสอบ ก็มียกตัวเอง คณะหมู่กลุ่มมาเป็นองค์ประกอบบ้าง เพื่อขยายความ วันนี้ก็มีส ิ่ งใหม่เกิด ว่าในอนาคตจะมีการเมืองแบบอาริยะของพระพุทธเจ้านี่แหละ ที่เขาเพี้ยนไปแล้ว จริงๆแล้วประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้ามีคุณลักษณะดีจริงได้ แต่ไม่มีคนอธิบายได้ ทุกวันนี้บัญญัติภาษาก็พอที่จะทำให้เข้าใจได้ เชื่อว่าผู้มีบัญญัติภาษาจากภายนอกจะพูดกับอาตมาได้เข้าใจเพ ิ่ มขึ้น ที่เปิดวิทยาลัย มีวิชชาสรรค่าสร้างคนจะมีเนื้อของการเมืองและสังคมมากหน่อย แต่พุทธชีวศิลป์จะมีเนื้อศาสนามากหน่อย อาตมาเป็นคนมีบัญญัติภาษาทางโลกน้อย เราก็จะได้บัญญัติภาษาทางโลกมาช่วยกัน พวกเขาอาจเข้าใจบัญญัติภาษามาก รู้ว่าต้องเป็น พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) แต่เขาไม่ลึกซึ้งพอและก็ทำไม่ได้ด้วย อย่างคุณวีระที่ทำนี่ก็เป็นสิ่งที่จริง ที่ทำมาเป็นเรื่องของประชาธิปไตยแท้จริง...