570706_รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครู และส.เดินดิน เรื่อง จิตว่างอย่างหลายนัย.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข31 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570706_รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ และส.เดินดิน เรื่อง จิตว่างอย่างหลายนัย ที่ทะเลธรรม วันที่ 6 กรกฎาคม 2557 ส.เดินดินว่า..วันนี้จะนิมนต์ให้พ่อครูอธิบายป้ายธรรมะป้ายหนึ่งที่ทะเลธรรม ที่เป็นที่ถกเถียงกันว่า เขียนผิดหรือไม่นะป้ายนี้ ซึ่งป้ายนี้เขียนเรื่องจิตว่าง ซึ่งท่านพุทธทาสเคยบอกว่า เวลาไปชายทะเลก็ลืมตัวตนไปก็เรียกว่าจิตว่าง แต่ของพ่อครูนี่จะให้ชัดเจนว่า ไม่มีตัวกูของกูนี้เป็นอย่างไร ในป้ายนี้เขียนว่า “จิตว่าง คือจิตที่ไม่มีกิเลส” ไม่ใช่ว่าไปอยู่ชายทะเล ก็เลยไม่ได้คิดถึงตัวกูของกู แต่ถามว่ากิเลสมันหายไปไหม ก็ไม่ มันพร้อมจะลุกขึ้นมาบีบคอเราตลอดเวลา แต่ป้ายนี้ อาจทำทำให้งง สมณะมาขอร้องว่า มันจะผิดไหมนี่ จะให้หากระดาษมาปิดไว้ ซึ่งป้ายนี้มีคำความสองท่อน รู้สึกว่าท่อนบนกับท่อนล่างดูเหมือนไม่สัมพันธ์กัน ท่อนบนเขียนว่า จิตว่าง คือจิตที่ไม่มีกิเลส แต่ท่อนล่างเขียนว่า การทำงานคือไม่ใช่จิตว่าง แต่คือจิตที่มีสมาธิ นี่คือความที่เหมือนว่าประโยคข้างบนกับประโยคข้างล่างไม่สอดรับกัน อ่านแล้วรู้สึกว่าจะเพิ่มรอยหยักในสมองของคนใต้ได้ดี พ่อครูว่า...เหตุปัจจัยแค่นี้พูดได้หลายปี คือสองประโยคนี้คล้ายกับเขียนว่า 1+1=3 ใครเห็นก็ว่าเฮ้ย ผิดนะนี่ มีอย่างที่ไหน 1+1=3 แต่พุทธนี่เก่ง เพราะว่าพุทธนี่รู้เกินกว่า E=mc2 + A ซึ่ง A คือ Abstract ใครตามหาค่า A ได้ก็จะได้ E ที่มีพลังงานมากขึ้น ฉันเดียวกันกับ 1+1=3 แต่ถ้าเขียนว่า 1+1=2 คนก็จบ เขียนทำไมเสียกระดาษเปล่าๆ 1+1=2 ขนาดดูแลก็ยังรู้เลย ว่า 1+1=2 ก็ไม่เกิดประโยชน์ที่ให้คนสะดุดใจ วิจัย การวิจัยไปหาความจริง จะรู้ว่าอันนี้แหละความหมายของโลกุตระ จิตว่าง คือจิตที่ไม่มีกิเลส ถูกต้องใช่ไหม? แล้วบรรทัดล่างบอกว่า การทำงาน ไม่ใช่จิตว่าง ก็ดูเห

อ่านต่อ

มือนขัดกับข้างบนนะ การทำงานต้องให้จิตว่างสิ แต่ภูมิธรรมเดิมของคนทั่วไป ก็คือจิตว่าง และมีคำที่ว่า แต่จิตเป็นสมาธิ อีก แล้วก็เข้าใจว่า จิตเป็นสมาธิคือต้องไปนั่งหลับตา ก็เลยชักงง ว่าการทำงานนี่ไม่ใช่จิตว่างอีก ถ้าเข้าใจว่า การทำสมาธิคือไปสงบนิ่งนั่งอยู่คือผู้เข้าใจสมาธิว่าคือ 1+1=2 เพราะปรมัตถสัจจะนั้นเหนือชั้นกว่า แต่เพราะว่าเขียนว่า การทำงานไม่ใช่จิตว่าง ก็เลยดูขัด เพราะว่าการทำงานด้วยจิตไม่ว่างคือจิตไม่เป็นสมาธิ แต่ประโยคหลังมีกำกับว่า การทำงานไม่ใช่จิตว่าง แต่จิตเป็นสมาธิ นี่ก็คือย้อนแย้งอีก ก็ต้องคิดละว่าทำไง การทำงานไม่ใช่จิตว่าง แต่จิตเป็นสมาธิ ดังนั้นประโยคล่างก็ไขความโดยประโยคบน คือจิตว่างคือจิตที่ไม่มีกิเลส แต่ว่าดังนั้นทั้งประโยคบนและล่าง จิตว่าง คือจิตต้องเป็นสมาธิ และไม่ใช่แบบ 1+1=2 ที่สมาธิคือทำไม่กระดุกกระดิกไม่ทำงาน แต่ทำงานด้วยสมาธิ นี่คือ 1+1=3 แล้ว ฟังทันกันไหม? ...เงียบแปลว่าไม่ทัน ก็ทวนอีก เมื่อคุณทำงาน การทำงานจะต้องมีจิตไม่ว่างแน่นอน การทำงานแบบจิตว่างฤาษี ไม่คิด ไม่กระดุกกระดิก แต่กิริยาเคลื่อนไหวก็เคลื่อนไหวไป แต่มีสังขาร อย่างอสังขาริกัง คือไม่มีกิเลสนำพาไม่มีกิเลสร่วมด้วย ก็คือจิตว่าง ทำงานก็เคลื่อนไหวไปด้วย ประโยคหลังบอกว่า การทำงานไม่ใช่จิตว่าง แต่จิตเป็นสมาธิ ดังนั้นสมาธิในประโยคนี้คือทำงานได้ ดังนั้นก็ขัดแย้งกับประโยคบนสิ จิตว่างคือจิตไม่มีกิเลส คำว่านิ่งหรือว่างของพระพุทธเจ้าไม่ใช่หยุด กาย วาจา ใจ แต่ว่าหยุดอกุศลหรือกิเลสเท่านั้น ตั้งแต่สักกายะ คือองค์ประชุมของอัตตาตัวตน เมื่อฆ่ากิเลสได้ จิตก็ว่างจากกิเลสก็ทำงานได้ดี ปรุงแต่งได้ดี อย่างอภิสังขาร คือสังขารที่ยิ่งใหญ่ ถ้าไปอยู่กับมาร ก็คือ อภิสังขารมาร คือจิตที่ปรุงเลวร้ายได้อย่างยิ่งใหญ่กว่าสามัญแต่ถ้าเป็นอภิสังขารของอาริยะก็คือการสังขารอันเป็นกุศลอย่างยิ่งใหญ่ อาตมาบอกว่า 1+1=3 แล้วมีตัวนามธรรมหรือ Abstract ที่คนมีภูมิธรรมจะจับตัวนี้มาทำงานได้อย่างสำคัญ คนเป็นโลกุตระบุคคลทำงานแล้วไม่ใช่ 1+1=2 แต่เป็น 1+1=3 เพราะทำงานแบบ 1+1=2 คือทำงานแล้วไม่งอกเงย แต่คนทำงานทางโลก 1+1=2 ให้คนอื่น 1 แล้วกูเอาเสีย1 เท่านั้น เอาไว้ให้แก่ตัวเอง ส่วนโลกุตระ 1+1=2 ใครก็รู้ว่าเป็น2 แต่ของโลกุตระพยายามทำให้เป็น 1+1=3 คือมีเหลือให้คนอื่นเผื่อแผ่คนอื่น หรือโลกีย์ก็สามารถทำ 1+1=3 ได้แต่เอาไว้ให้ตัวเองหมด และแถมเอาไปออกดอกผลไปหากินอีก จิตว่างคือจิตไม่มีกิเลส ส่วนอันที่สองนี้ทำงานไม่ใช่จิตว่าง คือไม่ใช่จิตว่างอย่างคนทั่วไปเข้าใจ เพราะมีคำกำกับว่า แต่จิตเป็นสมาธิ แต่ถ้ามีภูมิแค่ว่าจิตเป็นสมาธิคือไปนั่งหลับตา แต่ถ้าเข้าใจว่าสมาธิคือทำงานได้ เพราะฉะนั้น การทำงานด้วยจิตว่าง คือเขียนหลอกไว้ว่า 1+1=3 เพราะต้องทำงานแบบจิตพุทธ คือทำงานอย่างอสังขาริกังไม่มีตัวชักนำให้ทำอกุศล แต่ทำงานอย่างมรรคองค์ 8 ไม่มีกิเลสปรุงร่วม ได้ปฏิบัติมรรค 7 องค์พร้อมเกิดสัมมาสมาธิ สรุปคือสมาธิ มี 2 แบบ การทำสมาธิ ทำฌาน พยายามให้จิตไม่มีนิวรณ์เหมือนกัน พวกนั่งหลับตาสมาธิก็เป็นจิตไม่มีนิวรณ์แต่ได้แต่ในภวังค์ แต่ของพุทธนั้นจัดการนิวรณ์ จัดการกิเลสให้ตายไปสนิท แม้ขณะทำกรรมการงานในชีวิตประจำวัน แล้วอ่านรู้จิตว่ามีกิเลสขณะอยู่กับชีวิตประจำวันแล้วกำจัดกิเลส ได้ด้วยปหาน 5 วิขัมภนปหาน ที่เป็นสัญชาติญาณกดข่มกิเลสคนได้ แม้แต่โจรจะไปปล้นคนก็มีมารยาทไว้ก่อนกดข่มไว้ก่อน ได้เวลาเขาถึงเปิด ทุกคนทำเป็นไม่ต้องฝึกแต่ก็ต้องฝึก เมื่อมาปฏิบัติธรรมก็ต้องฝึก ถือว่าจิตว่างชั่วคราว ไม่ให้กิเลสมามีบทบาททำงาน แต่ไม่ได้ลดตัวตน ตัวตนไม่ได้ถูกกำจัด ของพระพุทธเจ้ามีวิปัสสนาวิธี คือเห็นตัวมันแล้วมีมรรคองค์ 8 โพธิปักขิยธรรม 37 หรือไตรสิกขา ก็คืออันเดียวกัน ปฏิบัติแล้วกิเลสลดได้ด้วยพลังทางจิต คือพลังปัญญา ถ้ารวบรวมพลังปัญญาได้เก่งก็เป็นไฟปัญญา คือทำ ฌาน แปลว่าไฟกองใหญ่ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาทำฌาน แต่คือเพ่งรู้เพ่งเผากิเลสด้วยพลังปัญญา คือฌาน แล้วมีประสิทธิภาพ ทำให้แรงงานของกิเลสถูกกำลังของปัญญา ที่มีฤทธิ์เหนือกว่าพลังกิเลส พลังกิเลสก็สลายไปด้วยพลังปัญญา พลังปัญญาเกิดในขณะมีองค์ 5 คือมีจักขุ(ครบทุกทวาร) ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง(อาโลกา) ซึ่งอาโลกาคือแสงสว่างภายนอกจากมหาภูตรูป ทั้งหลายเป็นอุตุนิยาม ไม่ใช่แสงสว่างภายใน ปัญญา ญาณ วิชชา ต่างกันอย่างไร วิชชาคือสูตรใหญ่ของพระพุทธเจ้ามี 8 ประการหลักเช่นวิชชา 8 ปัญญาเป็นคำกว้างๆ คนเอาไปใช้สามัญทั่วไปแล้ว ส่วน ญาณ คนก็บางทีเอาไปใช้แบบฤาษี แต่พระพุทธเจ้าหมายถึงญาณ ปัญญาแบบต้องรู้ว่าจิตตนเป็นอย่างไร มีกิเลสให้เหรือเอา เช่นตอนทำทานก็รู้จิตตนว่า เอาคืนหรือให้ ถ้าทำทานแล้วขอคืนมามากกว่า ส.เดินดินว่า...จะคิดอย่างไรถ้าเป็นแบบนี้...เวลาคุยกับพวกเศรษฐีเขาก็ว่าคนนั้นคนนี้ก็มีตำหนิไม่บริบูรณ์สุดท้ายก็ไม่ให้ใครเลย... พ่อครูว่า...เราก็ต้องรู้ว่าจิตเราเลวแล้วไม่ดีแล้ว แต่ถ้ารู้ว่าเขาเถียงเอาชนะเราก็ไม่ต้องไปเถียงกับคนที่แพ้ไม่เป็น ถึงอย่างไรมันก็ต้องเอาชนะให้ได้ แต่ถ้าเราจะเอาชนะด้วยเหตุผลมันก็กลิ้งกลม ดันทุรัง กูไม่ยอม หรือว่า กูก็คือต้องได้กลับมามากกว่าเก่า อย่างนี้ชัดเจน ส.เดินดินว่า..บางทีคนก็ทำทานเพื่อจะได้ยิ่งใหญ่ ได้โลกธรม พ่อครูว่า..ต้องใช้ปัญญาล้างกิเลส แต่ถ้าใช้เฉโก คือฉลาดแบบโกงมีกิเลส ถ้าขณะทำงานแล้วมีเฉโก มีกิเลสร่วมปรุงก็คือเฉโก แต่ถ้าทำงานแล้วทำให้กิเลสลด ก็คือปัญญา ท่านให้เรียนรู้ขณะมีอายตนะ แล้วเจอตัวโกงก็ต้องกำจัดขจัดมัน เมื่อตัวโกงหมด ก็มีแต่ฉลาดปัญญา ฉลาดซื่อ ญาณ คือตัวเลื่อนฐานะเจริญเป็นฉลาดซื่อตรง ฉลาดลดกิเลส จึงมีญาณสารพัดญาณ เช่น ญาณ 73 เป็นของพระอรหันต์ 6 ญาณ ที่เป็นเสขบุคคล 67 ญาณ มากมาย คุณจะรู้เองว่าคุณถึงขีด นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) หรือไม่? แต่พระอรหันต์ทุกองค์จะทำเผื่อ ทำให้ตั้งมั่นไว้ ได้ 100 ก็เต็มแล้ว แต่ท่านจะทำ 150 เพื่อให้ตั้งมั่น ไม่ประมาท แต่ถ้าทำเต็มแล้วหยุดก็ประมาท ยิ่งทำได้มากเท่าไหร่ ทำกุศลเพิ่ม ทำอเนญชาภิสังขารให้แน่นอนควบแน่น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปาน แน่วแน่ แนบแน่น ปักปั่น ได้ 300 เลย คุณเป็นคนไม่ประมาท ไม่เสียหายอะไรเลย ถ้าทำเผื่อไว้จริง ไม่ล้มเหลวแน่ คุณสมบัติไม่ล้มละลาย แล้วท่านแสดงเกิน เสียหาย อะไรๆก็รวมไว้ที่ความไม่ประมาท ต้องเผื่อพอ อย่างอาตมาบอกพวกเรานี่ ถ้าประเมินแล้วเสี่ยงชนะแค่ 60 เสียงเสีย 40 ก็ไม่เอา ต้องใช้สัปปุริสธรรมที่แท้จริง ผู้ไม่ต้องการลาภยศสรรเสริญหรืออามิสแล้วจะเสี่ยงอย่างไร อย่างมาก หากเขาเดือดร้อนมาก ก็เอา 70 ส่วนก็จำเป็นต้องทำ ที่พูดนี้เป็นเรื่องลักษณะจริงของคน ของตนเองที่ทำมาเอง ก็อธิบายสู่ฟัง สรุปแล้วพระอรหันต์ไม่มีใครประมาท เป็นอุปกิเลสข้อที่ 16 ส.เดินดินว่า...ฟังที่พ่อครูอธิบายเห็นว่าพวกเราที่ไม่เข้าใจอย่างพ่อครูคือพวกเราไปติดภาษาไม่ทำความเข้าใจสภาวะ ประโยคบนเข้าใจเหมือนกันว่า จิตว่างคือจิตไม่มีกิเลส ส่วนประโยคล่าง การทำงานไม่ใช่จิตว่าง ก็คือล้างตัวติดยึดที่เข้าใจว่าจิตว่างคือว่างเฉยๆเด๋อๆ และประโยคหลังสุดที่บอกว่า แต่คือจิตเป็นสมาธิ พ่อครูว่า...การทำงานไม่ใช่จิตว่าง...แต่จิตมีสมาธิ อาตมาก็ย้อนว่าจิตมีสมาธิคือจิตไม่มีกิเลส เพราะฉะนั้นการทำงานไม่ใช่จิตว่าง ก็คือจิตไม่มีกิเลส ตกลงมีพวกอยู่ 3 อย่าง การทำงานไม่ใช่จิตว่าง เป็นเสียงส่วนน้อย เพราะมีจิตว่างคือจิตไม่มีกิเลส และจิตเป็นสมาธิ และจิตไม่มีกิเลส เพราะฉะนั้นการทำงานด้วยจิตว่างก็มีในคนที่ไม่มีกิเลส ทำได้ อาตมาเคยพูดนะ คนที่จิตว่าง คือคนที่ไม่อยู่ว่าง แต่คนอยู่ว่าง คือคนที่จิตไม่ว่าง ส.เดินดินว่า...คนจิตว่างนี่อายุยืนไหมครับ? พ่อครูว่า...คนที่จิตว่างอายุยืนกว่าคนจิตไม่ว่าง เพราะคนจิตไม่ว่างคิดมาก กินพลังงาน คุณทุกข์เพราะดึงดันให้สมทุกข์ก็กินพลังงาน แต่ถ้าคุณเป็นคนไม่สุขไม่ทุกข์ก็ไม่ต้องกินพลังงานมีพลังงานเหลืออย่างน้อยมาเลี้ยงขันธ์ ส.เดินดินว่า… เวลาเชียร์บอล แล้วทีมที่ตนเชียร์ชนะได้ก็ดีใจเหมือนมีชีวิตชีวาขึ้นมานิดหนึ่ง พ่อครูว่า..ดูคนที่จวนจะตายก็มีพลังขึ้นมาแวบหนึ่ง ก็คือจิตคนกลัวตายดิ้นให้ยินดีพอใจมานิดหนึ่ง แล้วเป็นพลังงานสุดท้ายแล้วมันได้ชั่วนิดหนึ่งเป็นของหลอกเป็นเท็จยิ่ง ส.เดินดินว่า...อย่างพวกเรากองทัพธรรมไปประท้วงก็อยู่ได้นาน พ่อครูว่า...เราอยู่ไปห้าร้อยวันได้เลย แต่คนทั่วไปก็ว่าความอดทนมีขีดจำกัด แต่ของพวกเรานี่ไม่ได้กดข่ม มีปัญญา เราไปแสดงบทบาทความสุจริตไปต่อสู้ฉีกหน้าความโกงให้เขาหยุดแต่เขาก็รุกคืบรุกศอกรุกวา แม้แต่พวกไอ้โมง ป็อบคอร์นหรือศาลมาช่วย ประชาชนลุกมาร่วมก็มีให้เห็นเป็นจริงว่ามีการชนะรายทางมีผลได้ พวกเราจึงไม่มีการท้อถอย ไม่มีการล้า หรืออยากเลิกเพราะเห็นผลได้เหมือนคนขุดเพชร ขุดเจอเพชรก็ยิ่งยินดีขุดอีกเรื่อยๆ แต่ถ้าขุดไปไม่เจอเพชรก็ถดถอยท้อแท้ได้ หมดแรงได้ ส.เดินดินว่า...เมื่อวานได้พูดคุยกับพวกเราที่ต้องรับภาระดูแลเด็กมีปัญหาเป็นร้อยๆคน แล้วเขาก็เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายด้วย ข่าวคราวบอกว่าเขาใกล้จะไปแล้ว แต่ว่าเมื่อวานเขามาที่ทะเลธรรม เขาบอกว่าเขายังมีเด็กอีกเป็นร้อยคนเลยที่ต้องช่วยเลยฮึดขึ้นมาอีก พ่อครูว่า..มันมีตัวให้เกิดเอ็นดอร์ฟีน ก็ต่อให้อยู่ได้ บางที่ถ้ามากๆก็หายจากโรคได้เลย เหมือนพวกเราโยมปราณี เป็นมะเร็งปอด หมอบอกว่าอีกหกเดือนตาย โยมปราณีก็ว่าหมดกำหนดอายุแล้ว ก็ไม่รักษาคีโม แกก็มาทำใจแบบเบิกบาน ขยันทำงานตามแรง เมื่อยก็พักไม่เมื่อยก็เพียร แต่ตอนนี้อยู่มา 12 ปีแล้ว แกท ิ้ง ยาหมดเลย มากินอาหารธรรมชาติแล้วแก่ยังเชื่ออยู่ว่าแกหายเพราะดื่มปัสสาวะ ส.เดินดินว่า...เขามีปีติที่ได้มาช่วยชมร. ได้มาช่วยชีวิตสัตว์ ได้มาช่วยโพธิสัตว์ พ่อครูว่า...จิตมีแต่เอ็นดอร์ฟีนไม่มีอดรีนาลีนก็จะอยู่ได้ยาว และมีอิทธิบาทด้วยช่วยสร้างสรร แต่ไม่ขยันเกิน แต่อยู่ในภาวะที่เจริญ ต่อเรื่องอารมณ์ ตกลงจิตว่างคือจิตที่ไม่มีกิเลส มีสมาธิแบบไม่มีกิเลส แล้วทำงานได้ด้วย ไม่ใช่จิตว่างแบบของคุณ แต่ของเราคือจิตมีสมาธิแบบพุทธ ไม่ใช่สมาธินั่งหลับตาหลับดับปี๋ แต่เราทำงานได้ด้วยจิตที่อภิสังขาร ไม่มีกิเลสปรุงร่วมด้วย ป้ายนี้เขียนให้ได้คิด มาสู่ส ิ่ งที่ยังค้างอยู่คือ เรื่อง อิทธิบาท ข้อสำคัญอยู่ที่วิมังสา คือได้ประโยชน์เนื้อแท้คุณค่า ถ้าเราไม่เข้าใจเป้าหมายเนื้อแท้ แต่มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ แต่ไม่เข้าใจเนื้อแท้หรือแก่นก็พังเลย ถ้าไม่เข้าใจเนื้อแท้ตัวหลักก็ทำผิดเพี้ยนบรรลัยมาก ต้องมีสัมมาทิฏฐิให้ตรง วิจัยวิจารให้ตรง ซึ่งใน 8 อ.จิตก็รวมที่อิทธิบาทและอารมณ์ ส่วนกายก็รวมที่ อาการ อากาศ ออกกำลังกาย เอนกาย เอาพิษออก อาชีพ ก็เป็นเรื่องนอก ทำให้พอดี เช่นการกิน ทุกวันนี้คนกินมากแล้วปรุงแต่งเอาส ิ่ งเป็นพิษใส่ตัว อย่างทูตมาเมืองไทยมาแล้วติดกินพริก แต่ไปเมืองนอกแล้วปลูกพริกไม่ได้เมียก็ต้องหาตู้กระจกมาปลูกพริก เพื่อให้ผัวได้กินพริกเพราะติดการกินพริกแล้ว อารมณ์หลอกอารมณ์เท็จ คืออารมณ์อร่อยมันเป็นเท็จ ที่บำเรอบำรุง อัสสาทะ ไม่ว่าจะเพลิดเพลินพอใจ บำเรอกิเลสแล้วก็เบียดเบียนคนอื่น อยากได้หรูหราใหญ่โตอ้วน พระพุทธเจ้าจึงสอนให้มามักน้อยไม่มักมากมักใหญ่โตอ้วน พระพุทธเจ้าสอนว่าธรรมะใดเป็นไปเพื่อความมักมากมักใหญ่โต ธรรมะนั้นไม่ใช่ธรรมของพุทธ อย่างสำนักธรรมกาย หาวิธีการที่จะดูดเข้ามามากเอาให้มาก เก่งอย่างทุนนิยม เก่งอย่างทำลายศาสนา ทำทานก็ดราม่า เดินธุดงค์ก็ดราม่า บิณฑบาตก็ดราม่า พาคนมาบวชก็ดราม่า ตกแต่งยิ่งกว่าลิเกละคร แต่ตอนเช้าสมณะเราก็เหยียบดอกสร้อยระย้า แต่นี่เป็นธรรมชาติ เป็น Nature ไม่ใช่ Drama แต่ว่าคนที่เขาเอาดอกไม้มาปูบนพรมแล้วให้พระเดินออกนอกพรมก็ไม่ได้ มักมากมักใหญ่มักโต ทำลายศาสนาพุทธได้มากมาย ศาสนาพุทธจะพังก็เพราะเขา อาตมาพูดให้หยุดให้ได้คิดนะ ถ้าทำต่อไปก็ตกนรกใหญ่มากขึ้นอีก แล้วใช้เวลาทุนรอนแรงงานมากมายด้วยใช่เหตุเพื่อโชว์ดราม่า เป็นการแสดงออกตกแต่งอวดอ้างอย่างแท้จริง อาตมาไม่ได้ลงโทษเขาหรอก เขาทำตัวเขาเอง อาตมาพูดนี่เพราะสงสารเมตตาเขาไม่ได้ ริ ษ ยาแม้นิดหนึ่งก็ไม่มี การหลงเพลิดเพลินเสพรสอร่อย เป็นกามราคะ คือได้เสพอารมณ์เสพรส แต่ความโลภคือได้มาเป็นของตน แล้วอารมณ์นี่ได้เสพแวบเดียวมันก็หายไปแต่คุณจำไว้แล้วดึงสัญญามารับรู้เสพอารมณ์ แต่คุณจะเอาอารมณ์ไว้ไม่นานหรอก เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไม่เที่ยง จะเอาไว้นานอย่างไรถ้าเป็นวัตถุก็เอาไว้ได้แค่ตายไป คุณตายจากวัตถุแล้วก็ไม่ได้เอาวัตถุ แต่ว่ากิเลสนั้นคุณเอาไปติดตัวไป อย่างกาแฟนี่เพื่อนชวนให้ดื่ม ทั้งที่คุณไม่ได้ตั้งใจมาดื่มเลย แต่คุณก็ดื่มแล้วจิตก็เสพรสนั้นคิดว่ากำไรอีก แต่ว่าเอาความติดในรสนั้นก็ติดอัตภาพคุณไปนานเท่านาน สุขตอนได้สัมผัสนั้นแวบเดียวแต่ว่าเรื่องกิเลสหรือทุกข์อาริยสัจนั้นติดตัวคุณไปอีกนานเท่านาน ตอนตายไปแล้วก็ไม่มีทวารนอกมาเสพรับรส มีแต่ดินรนในภพ ก็ดิ้นไปกับสัญญาปรุงแต่งตามสมมุติบ้าๆบอๆของคุณ ซึ่งมันไม่เป็นจริงนี่จึงชื่อว่านรกแล้วดิ้นไปกับสิ่งไม่เป็นจริง ตอนตายแล้วไม่รู้ตัวหรอก ดิ้นจริงๆ คุณไม่ได้เสพคุณก็ตกนรกนาน แต่ได้เสพจริงๆอร่อยแล้วเดี๋ยวเดียวคุณก็หยุดแล้ว แต่เมื่อตายแล้วไม่ได้เสพยิ่งนาน ตอนไม่ตายลืมตาอยู่ ดิ้นอยากได้อย่างหนึ่งไม่ได้ก็เปลี่ยนไปเอาอันอื่น อิริยาบทข้างนอกของคุณทั้งหมดกลบเกลื่อนไม่ให้คุณทุกข์ตลอดเวลาเลย อย่างดีคุณก็พักยก อทุกขมสุข ถ้าคุณไม่พักยกคุณจะจ่ายพลังงานมากที่สุดเลยร่างกายคุณเสีย ย ิ่ งไปเสพสุขดีใจได้ก็สปาร์ค หรือเสียใจมากก็สปาร์คก็เสียพลังงาน สรุปคือเสียพลังงานจากอวิชชาเยอะมาก แต่ถ้าฆ่ากิเลสตายแล้วก็ไม่ดิ้น มีพลังงานเหลือ จัดสรรประโยชน์ คุณไม่โง่ไปดิ้นเอาตามกิเลส ก็มีพลังงานไปช่วยเหลือสังคม ทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วย ไม่จ่ายพลังงานฟรีๆ พระพุทธเจ้าว่าสิ่งที่ยากคือล้างอุปาทานจากสัญญา สิ่งที่อนาคามีต้องล้างคือ รูปราคะ อรูปราคะ ต้องล้างให้ละเอียดเนียน พระพุทธเจ้าตรัสว่าเรื่องสัญญานี่ล้างนานยาก คือ สัญญูปาทานักขันโท ถ้าล้างอุปาทานในสัญญาได้ ทำลายความน่ามีน่าได้น่าเป็นให้หมด ก็ไม่มีอุปาทานในสัญญาให้ออกมาทำงานเป็นความอยากได้อยากมีอยากเป็นจนหมดความน่ามี น่าได้ น่าเป็นทั้งหมด จิตก็สงบ แต่ไม่ใช่สงบนิ่งไม่กระดุกระดิก ยกตัวอย่างเช่น หลวงพ่อเกษม ก็มากไปไม่พอดี กลายเป็นเท่ากับก้อนดินก้อนหิน แต่ดินหินไม่เรียกร้องกินอาหารแต่คนนี่ต้องกิน ไม่หากินเองด้วย ใครไม่มาให้ก็ไม่กินด้วย คนก็ยิ่งคิดว่าท่านหมดความอยาก ก็เลยต้องไปให้ท่าน เป็นคนน่าเคารพขนาดนี้จะให้ตายได้อย่างไร อย่างหลวงพ่อโพธิรักษ์ดูสงบ แต่ว่าหลวงพ่อเกษมดูสงบ คนก็เลยไม่นับถือหลวงพ่อโพธิรักษ์ ส.เดินดินว่า..พ่อท่านเหมือนไดนาโม หลวงพ่อเกษมเหมือนตู้เย็น พ่อท่านว่าไ่ม่ใช่ อาตมาเหมือนลูกข่างที่หมุนเร็วแต่นิ่ง เหมือนกับกับไดนาโม หมุนเร็วคล่องตัวอย่างไวเลยไม่มีอะไรสะดุด ไม่มีร้อนด้วย ยิ่งวิ่งไกลวิ่งเร็วยิ่งเย็นยิ่งนิ่ง เราไม่เสียพลังงานไปกับอารมณ์สุขทุกข์ที่บำเรอกิเลส พลังงานเราก็เหลือ และธรรมชาติร่างกายเราซ่อมสร้างร่ายกายได้เก่งกว่าหมอทุกคน สรุปคือรักษาอารมณ์ให้ร่างกายมีพลังงานซ่อมสร้างตัวเองให้เต็มที่จะอายุยืน เชื่อพระพุทธเจ้าทำจิตให้ปราศจากอารมณ์ละอองกิเลสแล้วคุณจะอายุยืนเพราะธรรมชาติซ่อมสร้างตัวเองได้เก่งกว่าหมอทุกคนในมหาจักรวาล อย่างโยมปราณี อยู่กับมิตรชาวอโศกเกิดเอ็นดอร์ฟีน แต่อยู่กับลูกหลานที่บ้านก็ไม่เกิดเอ็นดอร์ฟีน แกก็เลยมาอยู่กับพวกเรา แกทำจิตให้ผ่องใสไม่เศร้าหมอง เหตุดีผลก็คือได้อายุยืน แกเข้าใจแล้วก็ทำได้ด้วยจึงเกิดผล อย่างพวกเรานี่เข้าใจนะ 8 อ. แต่ว่าทำไม่ได้ อาหารนี่ไม่ควรกินแต่อร่อยก็เลยหยุดไม่ได้ ออกกำลังกายนี่ดีนะ แต่ไม่ออก เป็นต้น... ก็คงพอเข้าใจคำว่าอารมณ์ได้ดีขึ้นว่าจะต่ออายุได้อย่างไร ช่วยให้ร่างกายอายุยืน อาตมาจึงเป็นตัวหนูตะเพราที่เขาจะช่วยดูแล 8 อ.ให้แล้วให้อายุยืนยาว เป็นโครงการขยายอายุขัย เรื่องอาชีพ ตอนนี้อาชีพสื่อสารต้องทำสำคัญ เราไม่ทำก็ช่วยคนไม่ทัน การเมืองนี่เราไม่ทำการเมืองด้วยอามิส เราไม่โกงกิน ไม่มีอคติ ประชาชนก็ได้รับเต็มๆ เมื่อเราทำการเมืองแล้วประชาชนได้รับเต็มๆแปลว่าประชาธิปไตยคือกระจายอำนาจให้ประชาชน อำนาจคือเมื่อประชาชนมีความรู้สามารถช่วยตนเองได้ ช่วยตนเองไม่ได้เราก็เผื่อแผ่พวกเขา เพราะเขาโดนเอาเปรียบ และก็ช่วยปราบพวกโกงพวกเอาเปรียบด้วย ปราบด้วยปัญญาให้เขาสำนึกแก้ตัวเอง เป็นการปราบที่สงบเรียบร้อยสันติอหิงสาสมบูรณ์แบบ ต้องประมาณตนว่าเราจะทำกับเขาได้โอกาสนี้งานนี้ไหวไหม ทำด้วยสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ทำให้จริงจะเจริญท่าเดียว ศึกษาความรู้พระพุทธเจ้าให้ได้เป็นอรหันต์เร็วๆจะได้มาช่วยเหลือประเทศชาติ ศาสนาพระพุทธเจ้านั้นความรู้ของท่านรู้หมดทุกศาสตร์ พระพุทธเจ้าจบหมด 18 วิชา แต่ไม่ทำงาน 18 วิชามาเอาวิชชาพุทธศาสตร์วิชชาเดียวครอบคลุมทุกอย่าง ส.เดินดินว่า...เรามีการเอาพิษออกได้หลายทาง อยากจะบอกพวกเราให้หาเครื่องมือเอาอารมณ์ชอบหรือชังดูดหรือผลักออกไปก็จะดี อย่างพวกเราหลายคนอยู่วัดป่วย แต่อยู่ที่ชุมนุมหายป่วย พ่อครูว่า...เป็นสัญญาย นิจจานิ มันกำหนดหมายว่าอันนี้น่าดีน่าได้น่าเป็น ก็เลยหายป่วยเลย จิตวิญญาณมีพลัง อีกอย่างคืองานที่เราไม่ชอบก็เป็น ไซโคซิสPsychosis เป็นโรคจิตอย่างหนึ่ง ส.เดินดินว่า...สวรรค์นี่แป๊บเดียว แวบเดียวแต่หลังผัสสะนั้นลื่นสไลด์ไปหานรกลึกเรื่อยๆ ยิ่งสัญญากำหนดไว้มากเท่าไหรก็ยิ่งลงนรกลึกเท่านั้น หลายขุมเลย วันนี้คือสวรรค์แป๊บเดียวแต่นรกลึกมากมายและหลายขุมด้วย กลับจากที่นี่ไปเราจะแสวงหาสวรรค์หรือนรกกัน...

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน