570712_พ่อครูสอนวนบ.เป็นคาบแรก ประเดิมวิชชา สรรค่าสร้างคน.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข30 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570712_พ่อครูสอนวนบ.เป็นคาบแรก ประเดิมวิชชา สรรค่าสร้างคน ที่เฮือนศูนย์ฯ วันที่ 12 กรกฎาคม 2557 พ่อครูว่า… วันนี้เราเร ิ่ มด้วยวิชชาสรรค่าสร้างคน ...คนเราในธรรมชาติของการอยู่รวมกันเป็นมนุษย์โขลง แต่ไหนแต่ไรมาก็จัดอยู่ในสัตว์โขลง ไม่ใช่ปลีกเดี่ยว แต่อยู่กันอย่างสัมพันธ์เป็นหมู่กลุ่มคณะ แล้วอยู่กันอย่างมมีระบบ เป็นระบบสัญชาติญาณ สัตว์อื่นก็อยู่อย่างสัญชาตญาณ นอกจากนั้นมนุษย์ยังมีจิตวิญญาณพฤติกรรมที่ซับซ้อนกว่าสัตว์สารพัดสัตว์ มีอะไรพิเศษแตกต่าง ไม่ต้องพูดก็รู้กัน แต่พูดนำเท่านั้น แต่ก็พูดให้เป็นสิ่งประกอบ สัจจะ และมนุษย์ยังสามารถมีความคิดความรู้ได้สุดยอดในความเป็นสัตว์ที่ได้อุบัติมาเป็นอัตภาพชีวิต ชีวิตมีทั้งแบบพีชนิยามและจิตนิยาม ซึ่งพลังงานที่ก่อเกิดตัว เป็นพีชนิยามและจิตนิยาม เป็นพลังงานที่ก่อตัว จับตัวขึ้นมาทำงานเป็นลักษณะ เช่นพลังงานฟิสิกส์จับตัวกันมีพลังงานแสงเสียงเป็นต้น แล้วก็มีอะไรที่แตกต่างกันเยอะแยะเลยแม้แค่วัตถุ จนมันพัฒนาการมา เช่นโลกลูกนี้ กว่าจะปรับตัวมีองค์ประกอบต่างๆพร้อม พระพุทธเจ้าจำแนกพลังงานเป็น 5 นิยาม ตั้งแต่ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยามและธรรมนิยาม ธรรมนิยามคือองค์รวมเป็นสภาพที่ทรงไว้เป็นองค์ประกอบที่ลงตัว ถ้าเรียกในสิ่งที่ทรงไว้คือธรรมะเป็นสุดยอดพลังงานในมหาจักรวาล เป็นพลังงานที่ประเสริฐสุด ธรรมะหมายถึงความดีก็เป็นที่รู้กันทั่วโลก สิ่งใดไม่ดีแม้นิดหนึ่งก็ไม่ใช่ธรรมะ แต่คืออธรรม ถ้าเราจะตั้งใจกำหนด ว่าส ิ่ งนั้นจะเล็กหรือใหญ่ ถ้าเรียกว่าธรรมะ มันต้องดีครบ ถ้ามันมีอธรรม แค่นิดน้อยเท่าไหร่ก็ด่างพร้อย ก็มีอธรรมอยู่เท่านั้นๆ คำว่าธรรมะ จึงหมายถึงความดีครบ จะเรียกว่า ธรรมธาตุ ก็เป็นธาตุที่ลงตัว (ธาตุก็คือองค์ประกอบนั้นลงตัวแล้วมีคุณสมบัติเร

อ่านต่อ

ียบร้อย) ธรรมธาตุ คือคุณลักษณะความดี มีอยู่ในคน เรียกโดยอนุโลม จะเรียกว่า คุณธรรมในระดับจิตนิยาม ไม่ใช่เป็นธาตุของอุตุหรือพีชะ แต่ต้องเป็นของระดับ จิตนิยาม ที่จะมีคุณสมบัติ คุณลักษณะถึงขั้นธรรมะได้ แล้วธรรมจะรู้ได้อย่างไร ก็รู้ได้จากการแสดงออกทาง กรรม คือกิริยา อาการเคลื่อนไหว ตั้งแต่ กายกรรม แสดงออกทางรูปนอก ถ้าแค่วจีก็เป็นกรรม แต่มันก็อยู่ที่จิต พระพุทธเจ้าใช้คำว่ามโน บุพพัง คมาธัมมา (คมะแปลว่ามาหรือเดินไป) ดังนั้นมโนคือ ต้นทาง แล้วก็จะไปเป็นธรรม ก็คือธรรมะจะเกิดได้มีได้ มโน หมายถึง ตัวจิตละเอียดที่ปรุงแต่งอยู่ข้างใน เป็นต้นทางต้นธาตุ ส่วนคำว่าจิตก็คือคำเรียกกลางๆ แต่มโนคือตัวแก่นแกนของจิตนิยาม แต่ถ้าคำว่า วิญญาณ ก็คือเป็นธาตุรู้ ในองค์รวมที่ออกมาเป็นบทบาท จนกระทั่งถ้าชื่อว่า มันมีบทบาทที่ดี มันก็เป็นวิญญาณเป็นพฤติกรรม พฤติกรรมของมันนี่ ถ้ามันไม่ดีมากๆ เราเรียกว่าสัตว์ชั้นต่ำ ขั้นนรก เปรต เดรัจฉาน วินิบาต เป็นต้น วิญญาณก็เป็นพลังงานต้นของสัตว์ทั้งหลาย ก็เอามาใช้สื่อเรียกว่ามีความหมายเช่นนี้ ตัวสัตว์ทั้งหลายจึงมีสิ่งที่ทรงอยู่ในร่าง ถ้าไม่มีอะไรทรงอยู่ก็ไม่เป็นจิตนิยาม ขอย้อนอธิบายนิยาม 5 ให้เป็นฐานความรู้ก่อน อุตุนิยาม คือพลังงานในระดับไม่เป็นชีวะ จะเก่งกาจ มีความสามารถฤทธิ์แรงประสิทธิภาพใดๆสารพัด ความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้าและอีกสารพัดชื่อก็ตาม พีชนิยาม ก็เป็นพลังงานที่พัฒนาขึ้นมาจากอุตุ มีสัญญา มีสังขาร แต่ยังไม่มีเวทนา มีสัญญาที่เป็นการกำหนดหมาย จะเรียกว่าความจำก็ได้ จำได้ว่าอันนี้เอาอันนี้ไม่เอา อันนี้ใช่ไม่ใช่ เอาไม่เอา ก็เอามาสังเคราะห์สังขาร มาเป็นลักษณะชีวะของมัน ชีวะในระดับนี้จึงยังไม่มีทุกข์สุข ไม่ก่อบาปบุญ ไม่ก่อกุศลหรืออกุศล มันไม่ได้ทำบาปกรรมให้ใคร ไม่โกรธไม่รักใคร มันไม่พยาบาทจองเวร สืบต่อไปชาติไหนๆก็ไม่มี มันมีแต่เชื้อพันธ์ุทางวัตถุ จบไม่มีอะไรซ้อนต่างจากจิตนิยาม พีชนิยามไม่มีกรรมครอง อนุปาทินนกสังขาร ไม่มีวิญญาณไม่มีกรรมครอง จิตนิยามนั้นเป็นพลังงานระดับที่มี เวทนา สัญญา สังขาร ครบ ส่วนรูปนั้นก็มีอยู่แล้ว มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีพลังงานสูงส่งที่สุด เป็นชีวะที่มีวิญญาณ มีกรรมครอง มีรักพยาบาท มีแค้น มีรัก เกิดนิยายในโลกมามหาศาล ส่วนจิตนิยาม นั้นจะมีความรู้ความสามารถไปสร้างกรรม สร้างธรรม ผู้จะศึกษาต้องเห็นความสำคัญของจิต คนสามัญไม่มีปฏิภาณพอก็จะไม่เห็นความสำคัญไม่ศึกษา และย่อมไม่ให้ความสำคัญต่อ จิต กรรม ธรรมะ จึงไม่ศึกษากรรม เพราะกรรมเป็นตัวเรียนรู้ได้ และจัดแจงได้ เป็นเครื่องชี้บ่ง เป็นตัวแสดงที่ทำให้เรียนรู้บอกแจ้งยืนยันกันได้ คือคำว่า กรรม จึงจะต้องศึกษาเป็นตัวใช้เรียนรู้ใช้บ่งบอกได้ ว่าคุณสูงหรือต่ำ ดีหรือชั่ว ประเสริฐหรือไม่? เป็นผู้ที่มีธรรมะหรือจิตที่สูงจริงไหม? ก็อยู่ที่กรรม และกรรมที่จะบ่งชี้ให้ปรับปรุงที่กรรมตั้งแต่กรรมหยาบ ตั้งแต่ กาย กายคือองค์ประชุม กายนั้นออกลีลาเคลื่อนไหว เมื่อเคลื่อนก็จับอ่านรู้อาการของมันได้ การเคลื่อนไหวเป็นภาษาไทย ส่วนภาษาบาลีเรียกว่า วิญญัติ ถ้าเรียกเป็นภาษาอังกฤษเรียกว่า Kinetic energy เป็นพลังงานเคลื่อนไหว ผู้ที่มีปัญญาแล้วรู้แล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็สอนเรื่องกรรม นี่แหละเป็นเรื่องที่ต้องทำความสำคัญแล้วมันก็สั่งสมตกผลึกในอัตภาพของตัว เรียกว่าเกิด ผลวิบาก เพราะฉะนั้นเราจะทำกรรม ดีหรือชั่ว บาปหรือบุญ ต่ำหรือสูง ก็แล้วแต่เป็นกรรมที่จะสั่งสมลงเป็นผลวิบาก ศาสนาพุทธจึงเรียนรู้อันนี้แล้วปรับปรุงอันนี้ให้เป็นกุศลกรรม แล้วจะสั่งสมเอาไว้เป็น ธรรมะ ทำกรรมแล้วสั่งสมเป็นธรรมะ

ในคนนี่ถ้าไม่รู้ดีหรือชั่ว คำว่าธรรมะจึงมีทั้งดีและชั่วในนั้นเต็มไปหมด คนไม่ได้ศึกษาก็ปนเปกันไป พระพุทธเจ้าตรัสให้ทำความรู้เบื้องต้นให้สัมมาทิฏฐิ เรื่องนี้สำคัญ ในทิฏฐิข้อที่ 4 ว่า สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก จะทำดีหรือชั่วก็เป็นผลวิบาก สั่งสมเป็น ธรรมธาตุ หรือเป็นธาตุที่ทรงไว้ ถ้าคนที่มีอธรรมเยอะก็ไม่ชื่อว่าเป็นสัตว์ชั้นดี แต่ถ้าจะเป็นสัตว์ชั้นดี ก็ต้องสั่งสมธรรมะ เรา ไม่ ไปหา ธรรม ธาตุ ที่ไม่มีสิ่งที่ไม่ดีอะไรเลย มันเป็นธรร มธาตุ ที่ปราศจากความบกพร่องใด เลย สูงสุดต้องยกให้พระพุทธเจ้า ทรงไว้ซึ่ง ธรรมธาตุ เป็นพลังงานที่เยี่ยมที่สุดจึงเรียกว่าธรรมะ องค์ประชุมที่รวมไว้ก็คือกาย จึงเรียกว่าธรรมกาย ก็คือธาตุที่ดีที่สุดที่สัตว์มนุษย์มีได้ พระพุทธเจ้าว่าเรียกเราว่า ธรรมกาย หรือจะเรียกว่า พรหมกาย คือองค์ประชุมทั้งกาย วจี มโน และตัวต้นทางต้นธาตุคือมโน เป็นองค์ประกอบหรือกาย ที่ท่านได้สร้างสิ่งที่ อาตมาตอนยังเด็กได้เรียนวิชาวิทยาศาสตร์กับอาจารย์ที่ดีๆมาก แต่สอบได้คะแนน 10 ส่วน 100 เมื่อเรามีพลังงานที่สั่งสมเป็นอัตภาพ จะมีมโนเป็นตัวตั้งต้น ถ้ามันทรงไว้ก็มีพฤติกรรมออกมาในโลก ถ้าไม่ดีก็ทำความไม่ดีให้แก่ส ิ่ งที่เกี่ยวข้อง ตัวเองก็ได้รับ แต่ถ้ามันดีก็เป็นสิ่งประเสริฐเป็นอาริยะ พระพุทธเจ้าค้นพบที่ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก คนต้องดูแลกรรม พัฒนากรรม เป็น มโน เป็นวิญญาณ ที่ขับเคลื่อนความเป็นคน ใน มหาจักรวาลนี้ มันเป็นตัวขับเคลื่อน แม้มีต้นทุนไม่ดีก็สามารถระงับไว้ สะกดไว้ได้ ส ิ่ งไม่ดีเรียกชื่อมันว่า กิเลส ต้องมาเรียนรู้ตัวสมุทัย คือกิเลสให้รู้จักมันจริง แล้วจัดการกับมัน ถ้าจัดการตัวไม่ดี ให้หมดแรงหมดบทบาท ที่เราทำทั้งปัจจุบัน และ อนาคต มันก็ไม่มีตัวไม่ดีเลย กรรมอดีตแก้ไขไม่ได้สั่งสมเป็นวิบาก ออกผลกับเรา แต่ผู้ใดไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีอีกแล้ว ทำแต่สิ่งดี แต่วิบากก็จะให้ผล แต่จะเบาลงๆ เพราะสิ่งที่ดีเราทำไปสั่งสมไปลดอกุศลวิบาก ที่จะทำให้เราทุกข์ร้อนลดลงได้ มันเป็นอจินไตย เราไม่ทำกรรมไม่ดี จนปัจจุบันทุกปัจจุบันเราก็ไม่ทำ เรารู้ไปกับโลกเขาด้วย ว่าอะไรคือกรรมไม่ดี เราอยู่กับโลกเขาก็ต้องรู้ว่าอันไหนถูกไม่ถูก ดีไม่ดี ซึ่งแตกต่างกัน ในแต่ละที่แต่ละถิ่น ทางตะวันตกก็อีกอย่าง ของเราก็อีกอย่าง เราต้องอนุโลมไปกับโลก จิตต้องมีหน้าที่รู้ว่าโลกเขาถือว่านี่ดีนี่ชั่ว แล้วก็ต้องเข้าใจเขาให้ชัด กำหนดรู้ชัด มีปัญญารู้ด้วยเป็นต้นทาง มันก็จะลดการกระทำชั่วหรือไม่ดีลง หรืออย่าทำเลย แล้วพลังงานไม่ดีก็อ่อนแรงลง ไม่สามารถบังคับเราให้ทำไม่ดีได้ พระอรหันต์นั้น สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง ไม่ทำบาปทั้งปวงแล้ว ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงอนาคตไม่ทำอีกแล้ว อีกนานเท่าไหร่ก็ตาม ไม่เกิดจริง แล้วอยู่กับโลกอย่างเข้าใจรู้สมมุติ เราเป็นคนเอเชียไปอยู่ตะวันตกก็ต้องรู้ว่าเขายึดถืออะไร และยังมีแง่มุมต่างๆ ความแรงเบา ที่ยึดถือต่างๆกัน พอพูดเช่นนี้ อ้าวงั้น ความดีความชั่ว ถูกหรือผิดก็ไม่มีในโลกสิ พุทธนั้นล้างความยึดดีชั่วได้หมด แต่คุณก็อยู่กับโลกได้อย่างดี อรหันต์นั้นซื่อสัตย์ทุกคน มันรู้บทบาทพฤติกรรม ที่เป็นอัตภาพรองรับชีวะมา ตั้งแต่พีชะ มาเป็นจิตนิยาม จนสลายตัวเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน แต่ตราบใดไม่ปรินิพพานก็ต้องมีพฤติกรรมในโลก ถ้าไม่มีตัวตนกิเลสที่จะต้องเอามาให้แก่ตนเอง บำเรอตนเองได้อย่างแท้แล้วนั้น ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะทำอะไรให้ไม่เกิดประโยชน์ต่อโลก อะไรควรอะไรไม่ควรก็ต้องรู้ เราอยู่กับคนไหน แล้วเราควรหรือไม่ควรอย่างไรเราก็ต้องประมาณรู้ว่าอย่างไหนเป็นประโยชน์ต่อเขาได้ จะซื่อสัตย์ต่อการเลือกเฟ้น ไม่มีอำนาจอะไรมาทำให้เปลี่ยนได้ อรหันต์จะรู้บริษัทหมู่กลุ่ม แล้วจะร่วมสัมพันธ์กับเขา เราก็จะต้อง สรรค่า สร้างคน สรรค่า สร้างของตนเอง เลือกเฟ้นค่าที่ควรที่สุด เป็นคนอยู่อย่างรู้จักค่าที่ดีที่สุด ทุกกรรมกิริยา มีมหาปเทส 4 สัปปุริสธรรม 7 ประกอบกรรมต่างๆ อย่างซื่อสัตย์สุจริต แล้วไม่ทำอะไรไม่ดีเลย สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง ไม่ทำบาปทั้งปวงเพราะกิเลสตัวการให้ทำชั่วไม่มีแล้ว และทำแต่กุศลนั้น โดยสรรค่า สร้างประโยชน์ โดยประโยชน์ตนเองคือการจัดสรรกรรม แต่ประโยชน์ตนหมดแล้ว จะอยู่กับสังคมได้อย่างดี ประโยชน์ตนนั้นสำคัญไม่ทำกรรมชั่วได้แล้ว แต่ประโยชน์ตนมีแต่สร้างคุณงามความดี เป็นสรณะเป็นสิ่งยึดถือ นี่ต้องสั่งสมโดยกรรม ทำกรรมกุศล คนรู้หรือไม่รู้ก็ช่างแต่ท่านทำกรรมดีอย่างซื่อสัตย์ จะเลือกว่ากรรมนี้เป็นของเรา ไม่เอากรรมใดเป็นของเราไม่ได้ คุณทำกรรมไปแล้วจะหยาบหรือละเอียดจะลับหรือแจ้งก็ต้องเป็นของคุณ กรรมเป็นอันทำ ไม่ต้องไปลงบัญชีเลย มันเป็นของเราทันที แล้วมันก็มีพลัง เพราะในอัตภาพมีพลังที่จะออกบทบาท ผู้ที่เป็นอรหันต์ขึ้นไป หมดบทบาทตัวต้นทางทำชั่วแล้ว ก็หมดประโยชน์ตนแล้ว ผู้ที่รู้เข้าใจอย่างอาตมากล่าว เมื่อเป็นอรหันต์แล้วหรือเร ิ่ มเป็นคนเห็นค่า เห็นคุณค่า Value ของกรรมกิริยาต่างๆ เห็นกรรมกิริยาคนอื่นก็จะรู้ว่าโลกเขาว่าอะไรดี แล้วมีกรรมกิริยาอื่นที่ดีกว่าก็มีอีก กรรมเพื่อตัวเองไม่มีแล้วก็เหลือแต่เลือกเฟ้นสรรค่า ทำให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เช่นอยู่ที่นี่เราก็ทำกรรมของเราอย่างนี้ในเวลานี้สถานที่นี้ แต่ถ้าออกไปกับคนข้างนอก ณ กาละนั้น สถานที่บุคคลนั้นเราก็ต้องรู้เนื้อแท้ อรรถะ เราก็รู้ เราเป็นผู้ทรงธรรมที่เป็นธรรมะ ต้นธาตุต้นทางที่เราจะสรรค่า สร้างให้มีผลกับตัวที่มาเกี่ยวข้องเกิดสภาพที่ดีขึ้นไป เป็นเรื่องเจตนาของอรหันต์ทุกองค์ ที่จะอยู่ในสังคมกับเขา พระพุทธเจ้าจึงว่าอรหันต์ทุกองค์จะมี พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) พระพุทธเจ้าท่านต้องการให้คน เป็นผู้ที่ไม่มี เพราะมีปัญญารู้ ไม่มีเหตุที่จะให้ทำชั่วแล้ว ทำอย่างไรมันก็ไม่มี ผู้ที่ไม่มีสิ่งที่ว่าเป็นสุดยอดแห่งสัตว์โลก คำว่าไม่มี คือ น โหติ ท่านจะอยู่ในโลกอย่าง ไม่มี คือไม่มีเหตุคือกิเลสที่ทำให้เกิดทุกข์ จึงชื่อว่าเป็นผู้ที่ ไม่มี ในโลก เรียกว่า โลเก นัตถิตา ตัวนี้แหละคือ น โหติ เพราะท่านมีมโนหรือจิตต้นทางที่ไม่มีแล้ว แต่เป็นคนที่มี ?? โลเก อัตถิตา สา นโหติ อาตมาได้ยินแว่วๆว่า นิสิตเรามีคนพูดว่า เอ๊ ไอ้มี กับไม่มี นี่มันคืออะไรกัน? ทำไมเข้าใจไม่ได้ ผู้ปฏิบัติที่สัมมาทิฏฐิและสัมมาปฏิบัติที่มีผลธรรม(อัตถิ) จึงมีความไม่มีโลก(โลเก นัตถิตา) หรือมีความดับแห่งโลก (โลกนิโรธ) อันต่างกับ ความมีโลก (โลเก อัตถิตา) อันเป็นโลกของจิตใจที่เวียนวนเกิด-เวียนวนตายอยู่กับความสุข-ความทุกข์ กับโลกธรรมในวัฏสงสาร ดังนั้น ผู้ปฏิบัติจนสามารถทำความดับแห่งโลก (โลกนิโรธ) ซึ่งเป็นสภาพสุดวิเศษที่คนผู้เป็นมนุษย์ในโลกควรบรรลุได้สำเร็จ ก็คือ ผู้มีสภาพอันวิเศษนี้แล้ว ส่วนคนผู้ยังมีโลกสมุทัย คือโลกที่คนผู้นั้นยังมีเหตุแห่งทุกขอริยสัจ (ทุกขสมุทัย) อยู่เป็นสามัญธรรมดาของความเป็นคนทั้งหลายของโลก จึงเป็นคนผู้ไม่มี ตามที่คนผู้เป็นมนุษย์ในโลกควรเข้าถึงสภาพสุดวิเศษ คือ ความดับแห่งโลก (โลกนิโรธ ) (ไม่ค่อยได้ยินแล้ว ฝนตกหนัก) บุญคือการชำระสันดานให้หมดจน เมื่อล้างกิเลสในสันดาน ท่านก็ไม่มีบาป ไม่มีเหตุพาชั่วแล้ว แต่ผู้นี้ก็เป็นผู้มี ในโลก คือมีสิ่งประเสริฐเป็นประโยชน์ต่อโลก เพราะท่านเป็นผู้มีคือทำให้แก่โลก แล้วก็ไม่ยึดเป็นเรา แม้ตัวท่าน ท่านก็ไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา ท่านไม่มีคือไม่มีภัยไม่มีโทษ แต่ท่านมีไหม? ก็มี ท่านไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเราท่านก็คือคนไม่มี มีแต่รับใช้โลก โลกานุกัมปายะ สรุปแล้ว อาศัยสองส่วน คือความมี และความไม่มี ท่านอาศัยความมี แต่แท้จริงท่านเป็นคนไม่มี อยู่กับโลกอาศัยโลก แต่ช่วยโลก โลกานุกัมปายะ มาต่อว่า...เมื่อเกิดความเป็นมนุษย์ในจิตวิญญาณ มนุษย์นั้นรู้ได้มาก รู้ชั่วก็รู้ รู้ดีก็รู้ รู้ชั่วอย่างโง่ๆอวิชชาแล้วหลงชั่วก็มี เขารู้นะว่าอันนี้ชั่ว บางทีนึกว่ามันดี แต่เขาก็รู้ว่ามันชั่ว แต่เขาติดมัน หลงยึดมัน เมื่อทำชั่วแล้ว ย ิ่ งหลงโง่ ก็ยิ่งทำพลาดแล้วพลาดเล่า คนที่ชั่วอย่างนี้ก็ชั่วเลวหนักหนาสาหัสตราบใดไม่มีอะไรรู้ชัดเจนว่า อย่างนี้ดีอย่างนี้ชั่ว คนจะไม่มีการแก้ไข แล้วคนจะแก้ไขได้อย่างไรในที่ตั้งต้นเลย พระพุทธเจ้าว่าไม่มีรู้ที่ตั้งต้น มหาจักรวาลนี้ไม่รู้ตั้งต้นอย่างไร ไม่จำเป็นต้องไปรู้ แต่ให้เรียนรู้ดับเหตุที่พาชั่วก็พอแล้ว คุณทำอัตภาพให้มีหลักประกันแน่นอนเลย โดยมีหลักประกันว่าไม่ทำชั่วอย่างนิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) คุณอยู่ได้เลย ตราบใดมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบโลกไม่ว่างจากอรหันต์ ถ้าโลกนี้พลโลกไม่มีเลย คุณก็ต้องหาให้ได้ ต้องรออัตภาพของผู้ที่เกิดมาเป็นองค์ต้นธาตุต้นธรรมแก่มนุษย์เลยอย่างพระพุทธเจ้าก็ตาม เพราะมันไม่มีแล้ว หาเองสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับเชื้อมาจากต้นธาตุต้นธรรม พระพุทธเจ้าและโพธิสัตว์ผู้ยังไม่ปรินิพพานก็คือต้นทางต้นธรรมธาตุ จะหมดเชื้อลงไปจนเมื่อเหลือพระโสดาบัน และแม้โสดาบันก็ไม่มีในโลก ก็ต้องรอจนกว่าพระพุทธเจ้าจะอุบัติในโลก ชีวิตคนตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว มีวิวัฒนาการ อยู่กันอย่างสัตว์โขลง และโดยธรรมชาติก็จะมีผู้นำ ก็จะเกิดผู้มีความรู้ มีความรักพวกพ้องมวลมนุษยชาติ มีความรู้ความสามารถนั้นทำให้โลกดี ทำสิ่งที่ควรที่ถูก ก็ทำอยู่ โดยมีความรู้ความสามารถ สรรค่า สร้างคนมาตลอด และผู้นำเหล่านี้มีภูมิปัญญา ที่รู้ยาก เป็นผู้นำโขลงเรียกว่าผู้นำหรือหัวหน้า เป็นเจ้าแคว้น เจ้านครก็เรียกไป เป็นสิ่งที่ช่วยโลกช่วยสังคม สรรค่าสร้างคน ทำอย่างมีฤทธิ์มีอำนาจ คนอื่นไม่มีความสามารถมากพอ แต่อธิบายไม่ได้ว่ามาอย่างไร คนมีปฎิภาณรู้ได้ว่าเห็นแก่คนอื่น ช่วยคนอื่นนั้นเป็นสิ่งที่ดี สร้างสรรเสียสละ เรียกว่า หัวหน้า, ปุโรหิต, อาจารย์ ฯลฯ พวกนี้พอบอกได้โดยอาจบอกล่วงหน้า เป็นผู้รู้ แต่เป็นความรู้ที่อธิบายรายละเอียดไม่ได้ มีสภาพ แต่ไม่รู้รายละเอียดที่มา อย่างไร ไม่รู้ Input process out put Impact และ Out come แต่ศาสนาพุทธเป็นวิทยาศาสตร์ทุกอย่างมาแต่เหตุ จึงรู้ต้นทางที่มโนบุพพัง คมาธัมมา ผู้ที่เ ป็ นหัวหน้า สามารถ ชี้นำได้ แต่บอกที่มาที่ไปไม่ได้ นั้นเรียกว่า ศาสดาพยากรณ์ Prophecy เขาไม่ค่อยรู้เรื่องว่าเป็นมาอย่างไร แต่เขาก็ทำตามหมด บริวารทำตามหมด เพราะท่านเป็นผู้ที่ทำดี มีความรู้ที่ดี แม้จะยังไม่รู้ที่มาอันนี้เป็นศาสดา ที่ไม่เจริญตามหลักการ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย หลัก อิทัป ปัจ จยต า ที่เป็นลูกโซ่ของเหตุและผล แต่ศาสดาพยากรณ์นั้นไม่ค่อยรู้เหตุ ความรู้อย่างนี้จะทำให้คนทึ่ง อยากรู้ว่าความรู้นี้มาจากไหน ก็หาเหตุผลไปแต่พวกที่ศึกษา Philosophy ก็ได้ความรู้ระดับหนึ่ง ใช้ปัญญาความฉลาดก็ได้ระดับหนึ่งที่เข้าไม่ถึงจิต จึงมีผู้รู้อีกชนิดที่ทำได้ทำดีแต่ไม่ค่อยรู้เหตุผล คือสายเจโต กับอีกพวกหนึ่งรู้เหตุรู้ผลหมดแต่ว่าทำไม่ค่อยได้ อันนี้สายปัญญา รู้เหตุผลมาก แต่หยั่งลงไม่ถึงจิต ก็เลยมีนักศึกษามาหาต่อว่ามันเกิดตรงไหน หยั่งลงตรงธาตุไหน ก็ค้นคว้าโดยไม่ไปรู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนหมดแล้ว เขาก็หาอีกขวนขวายรู้ทฤษฎีแนวนี้พยายามรู้ลึก ถึงธรรมชาติของสิ่งที่เป็นธรรมธาตุ ก็มาเรียนรู้ธรรมธาตุของตัวตน ก็เกิดความรู้มาก ผู้รู้อย่างนี้ก็มีอยู่ ทั้งสองสายคือสายเจโตกับปัญญา ก็มีอยู่คู่โลกตลอดมา คนที่จะรู้มากขึ้นในระดับต่อมาก็พยายามเข้าหาอัตภาพ หาความจริงให้มาก ท่านเรียกว่า Epistemology เป็นญาณวิทยา พยายามเรียนรู้ถึงธรรมธาตุของจิตวิญญาณ ส ิ่ งที่เราจะเรียนรู้นี้เป็นความรู้ของศาสดาที่รู้ต้นทางต้นธาตุของธรรมเป็นผู้ที่มี และไม่มี เป็นอรหัตตา คืออัตตาที่ไม่ลึกลับ ส่วนอัตตาของผู้อื่นท่านต้องประมาณเอา หรือสามารถมีพลังงานเข้าไปตามจับดูในคนอื่นได้ แต่พระพุทธเจ้าไม่เอาไม่ส่งเสริม แม้พระพุทธเจ้าทำได้ไปรู้คนอื่นได้ พระพุทธเจ้าให้ทำตามที่ท่านบอกแล้วจะมีผลพลอยได้เช่นนั้นเอง ของพระพุทธเจ้าเรียกว่า Phenomenology หรือปรากฏการณ์วิทยา ภาษาบาลีเรียกว่า ปาตุภาวะ หรือปาตุสัจจะ หรือสัจจภาวะ เป็นปรากฏการณ์ที่จริง ว.นบ. นี่คือวิชชารามที่สอน Phenomenology ซึ่งเลยขั้น Epistemology ไปอีกขั้นคือเป็นขั้นที่รู้จิตต้นธาตุ ต้นธรรม และสามารถทำให้ต้นธาตุต้นธรรมเป็นธรรมะบริบูรณ์ เป็นมโนบุพพัง คมาธัมมา ออกมาเป็นกรรมที่ประเสริฐที่สุดเท่าที่ท่านมีบารมี จะไม่มีมโนสัญเจตนาใดที่ท่านจะทำให้เกิดชั่วใดๆเลย แม้คุณจะเกิดอีกก็ได้ เพราะคนเป็นอรหันต์เป็นอมตบุคคล จะตายก็ได้เลิกเลยปรินิพพานเป็นปริโยสานได้แต่ทำแล้วกลับฟื้นไม่ได้ ต้องเลิกไปเลย ถ้ายังไม่เลิกก็ไม่ตายก็เป็นอมตะ ถ้าจะตายก็ตายสุดเด็ดเลย เพราะทำให้ตัวต้นธาตุต้นธรรมหมดไปเลย ท่านรู้สมุทัยแห่งการเกิดโลก คุณจับเหตุได้ทำเหตุให้หมดได้ คุณจะเป็นคนมี โลเกนัตถิตา สา นโหติ เป็นคนที่ยังไม่มีโลกสมุทัย ก็คือผู้มีโลกนิโรธ คุณก็มีส ิ่ งอาศัยสองอย่าง คือ ความมี และความไม่มี และไม่มีตัวนี้แหละเป็นอรหันต์ สามารถอยู่อย่างนี้นิรันดร์ไม่ตายก็ได้ แต่จะปรินิพพานเป็นปริโยสานเมื่อไหร่ก็ได้ ในมูลสูตร มีฉันทะเป็นมูลอันแรกเลย ต้องมีฉันทะเพราะเรื่องที่เรียนนี้เป็นเรื่องยาก แต่ก็ต้องเรียน...ทนเอา...อันที่สองของมูลสูตร ต้องทำใจในใจให้เป็น แต่ในพระไตรปิฎกแปลอย่างอื่น แล้วทำใจในใจอย่างไร ก็ทำให้ดี ทำให้ใจพัฒนาดี ที่ว่าทำใจ ใน ใจ นี่คือลำลอง แต่นี่มีการหยั่งสัมผัสจิตวิญญาณของเราแล้วแยกออกว่าอะไรเป็นตัวดีหรือไม่ดี โยนิโสมนสิการคือทำใจในใจให้เป็น คนเราก็ทำใจอยู่แล้ว มนสิคือในใจ การ คือทำ มันก็ทำอยู่แล้วแต่คุณไม่มีญาณไปจัดการหรือสังขารมัน คุณต้องทำการจัดการใจให้อภิสังขาร ทำให้เหตุที่เรารู้ เป็นสักกายะ คือองค์ประชุมของกุศลธาตุ ในจิตธาตุตัวนี้ที่คุณจับตัวมันได้ เป็นสักกายะ ตัวใดที่คุณจับได้เป็นตัวต้นตัวหยาบแล้วคุณทำให้มันลดมันหายไปได้ พิสูจน์ว่ามันหมดไปได้ด้วยความสามารถเรา เมื่อทำตัวนี้ได้ตัวต่อไปก็ทำได้ จนมันหมดอกุศลธาตุ เมื่อตัวต้นธาตุต้นธรรมดี มีมโนเสฏฐา มโนมยา ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยจิตมีความจบในจิต โดยเฉพาะมีความจบในการสรรค่าสร้างคนให้เป็นอาริยะอรหันต์ มนุษย์นี่แหละตัวสร้างและตัวเลวร้ายที่สุดได้ เราต้องช่วยมนุษย์ให้สรรค่าสร้างคนไม่ให้เป็นภัยเป็นโทษต่อตนต่อโลก มีแต่ประโยชน์ต่อโลก เป็นสิ่งที่อาตมาเห็นว่า เกิดมา 36 ปีเสียเวลา เสียท่าโลกให้ครอบงำ มีชีวิตชาติชั่วอยู่บ้าง ไปแย่งโลกธรรมทุจริตบ้างนิดๆหน่อยๆ ดีที่อาตมาไม่ทำบาป ทำแต่กุศล ก็ถูกโลกครอบงำให้ทำเป็นวิบากไปบ้าง เมื่อเราเองเราสามารถมีความรู้วิชาการ ก็จัดการกับจิตวิญญาณตนให้ดี พลังงานอัตภาวะของสัตว์โลกตัวใดตัวหนึ่ง ถ้าเป็นอรหันต์แล้วมีหลักประกันชัดเจนเลยว่า อยู่ในโลกทุกใบในมหาจักรวาล คุณไม่รู้ได้ว่ามีโพธิสัตว์ที่รอเป็นพระพุทธเจ้าเหนือกว่าอาตมาก็มี เราไม่รู้ได้ มีโลกไม่รู้กี่ล้านๆลูก พูดถึงมูลสูตรก็ต่อให้จบ...ถ้าคุณเองปฏิบัติหลักพระพุทธเจ้า คุณมีฉันทะมาแล้ว อาตมาก็ต้องสอนมนสิการต่อ ให้ชำระล้างกิเลส หากคุณทำใจเป็น เท่าที่คุณจะทำได้ อย่างน้อยต้องรู้สักกายะ ส ิ่ งที่ถูกรู้โดยนามธรรมเรียกว่ารูป ต้องมีญาณอ่านรู้นามรูปได้ หากไม่มีญาณรู้ก็มนสิการไม่ได้ ปัญญามันรู้แล้วจะต้องปฏิบัติ รู้สักกายะ ที่เราจะต้องฆ่า เราเป็นนักฆ่าที่ต้องฆ่าตัวตนในตนเองก่อน มีอาวุธคือมือเปล่าๆ เมื่อทำใจเป็นแล้ว วิธีปฏิบัติเบื้องต้น ต้องมีสมุทัย คือ ผัสสะ ตัวสมุทัยนี้ไ่ม่ใช่เหตุในอาริยสัจ แต่ว่าคือเรารู้สักกายะแล้ว เป็นองค์ประชุมของนามธรรมตัวไหน แล้วทำให้มันลดได้ขนาดไหน หมดแล้วก็ต้องตรวจสอบด้วยอรูปฌาน ต่ออีก ในหลักปฏิบัติพุทธต้องมีผัสสะเป็นสมุทัย จึงสมบูรณ์แบบ แม้จะทำวิธีอื่นมาลดละได้บ้าง แต่ไม่สามารถรับรองได้ว่าสมบูรณ์แบบ ต้องมีการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วต้องรู้ทั้งนอกและใน ต้องรู้กาย กายนั้นมีทั้งนอกและในหากขาดนอกก็ไม่สมบูรณ์ด้วย กาย โสดาบันก็ต้องสัมผัสนอก รู้ว่ามีกิเลสไหม แม้เป็นอนาคาฯกิเลสนอกหมดแล้วแต่ก็มีสัมผัสกับโลกอยู่ตลอดไม่ได้หนีโลก แม้อรหันต์ก็อยู่กับโลก พวกเทวนิยมไปหลงสร้างภพในจิต มีแต่ตัวตนหรือฤาษีชีไพรก็มีแต่ตัวตน เขากดข่มหมักไว้เก่งมากพระพุทธเจ้าถือว่าหมักหมมเน่าใน โดยเป็นอาสวะ เป็น Unconscious เหมือนน ้ำ หมักดอง ที่ดูเหมือนไม่มีพลัง แต่มันมีการแตกตัวตลอด มันเป็นชีวะมีการเคลื่อนไหวตลอด แตกตัวในมนายตนะ ออกลูกหลาน อย่างพวกยีสต์พวกนี้น่ะ ทำงานอยู่แต่คุณไม่รู้ แต่พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ มีวิธีกระแทกมันออกมาแล้วเกิดการสว่างได้ แต่ว่าวิธีฤาษีจะรู้เข้าไปดิ่งเข้าไปหาข้างในก็ไม่มีทางรู้ได้ แต่ของพุทธกระแทกออกมาเพื่อทำนิโรธ อย่างมีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง นิโรธอย่างมี จักขุมาปรินิพพุโพติ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน