570701_ธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติฯเรื่อง นิโรธแบบพุทธเป็นไฉน ตอน ๒.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข31 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570701_ธรรมาธรรมะสงคราม โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ที่สันติฯเรื่อง นิโรธแบบพุทธเป็นไฉน? ตอน 2

พ่อครูว่า… วันนี้จะพูดถึงเรื่องนิโรธ และจิตเจตสิกต่างๆ ซึ่งนิโรธของพุทธนั้นย่ิงดับยิ่งสว่างยิ่งรู้แจ้ง ไม่ใช่ดับแล้วไม่รู้อะไรเลย วันนี้มีส.แน่วแน่ สีลวัณโน ก็ท้วงมาว่า _ น้อมนมัสการพ่อท่านฯด้วยความเคารพยิ่งครับ เมื่อวันที่ 27 ที่ผ่านมา ได้ฟังพ่อท่านฯเทศน์เปิดโลกเทวดามารพรหม เจนจบ 20 ชั้น ตามชื่อที่ตั้งกันมานั้น เมื่อพ่อท่านฯกล่าวถึงชื่อเทพที่เป็นใหญ่อย่างผ่านๆ ผมฟังแล้วสะดุด เมื่อได้ฟังทวนก็ได้ยินชื่อเทพที่พ่อท่านฯกล่าวถึงว่า พญายม คำว่า พญายม ความเข้าใจของคนทั่วไป กล่าวถึง พญายมราช หรือ พระยม คือ ผู้ปกครองดวงวิญญาณทั้งหลายในนรกภูมิ ผมพยายามค้นดูว่าความหมายของศัพท์ ยม กับ ยามา เป็นอย่างเดียวกันไหม ยม น. พระยม ; ผู้ปกครองอาณาจักรแห่งความตาย ; เจ้าแห่งความตาย n. Yama ; the ruler of the kingdom of the dead ; death ยามา น. อาณาจักรของพระยม n. realm of Yama gods จึงเห็นว่า ที่พ่อท่านฯใช้นั้นสอดคล้องกันก่อนค้นคำศัพท์ทั้งสองนั้น ดูจากแหล่งอ้างอิงทั่วไป กล่าวถึงชื่อเทพที่เป็นใหญ่ชื่อ พระสยามเทวธิราช หรือเรียกว่า พระสุยามะ หรือ ท้าวสุยามะเทวราช ผู้มีอายุยืนถึง 2,000 ปีทิพย์เป็นผู้ปกครองสวรรค์ชั้นยามาทำให้คิดไปว่า พ่อท่านฯคงจำผิด ดูจากที่ท่านแสนดินบันทึก ก็ไม่พบการบันทึกชื่อเทพของชั้นต่างๆไว้ ผมจึงยังไม่ชัดเจนว่า พญายม หรือ พระยม กับ พระสุยามะ เป็นเทพเดียวกันได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่ พ่อท่านฯถูก แหล่งอ้างอิงทั่วไปผิด หรือ แหล่งอ้างอิงทั่วไปถูกแล้ว พ่อท่านฯอ้างผิด จำผิด หรือ ทั้งพ่อท่านฯและแหล่งอ้างอิงทั่วไปถูก ผมสับสนไปงงกับบัญญัติเอง น้อมนมัสการพ่อท่านฯด้วยความเคารพยิ่ง

อ่านต่อ

ครับ ส.แน่วแน่ พ่อครูว่า.. ก็ขอตอบว่า จะเรียกว่า ยม หรือยามะ หรือยามา ก็ความหมายใกล้เคียงกัน เป็นเทวดา ที่หมายถึงต้องเสพสมให้ได้ พอได้แล้วก็อยากให้อยู่ยาวนานที่สุด ส่วนดุสิตก็พักยก ถ้าของพระพุทธเจ้าเป็นผู้สงบแล้วจริงก็อาศัย ดุสิตได้ เขาก็ตั้งชื่อว่า ท้าวสันดุสิต เป็นใหญ่ ยามา ก็เป็นภาษาสื่อ สั้นหรือยาวหดหรือขยาย เพื่อสื่อสภาพเท่านั้น ภาษาก็เปลี่ยน กร่อนไปบ้าง แท้จริง ก็กำหนดหมายเป็นสมมุตติสัจจะทุกอย่างเป็นเรื่องกำหนดขึ้น พระพุทธเจ้าว่า สัจจะที่คือความจริงไม่มีในโลก ที่ว่าจริงนั้นก็คือถือยึดเอาตามกัน สังคมหนึ่งถืออย่างนี้ แต่ไปอีกสังคมอาจเห็นอีกอย่าง เป็นสมมุติสัจจะ ก็อยู่กันไปสงบเรียบร้อย สัจจะที่ยึดตามสมมุติก็ต้องใช้ ส่วนผู้พ้นแล้วก็ไปตามเขาได้ ส่วนตนก็มุ่งหลุดพ้น บางทีก็อนุโลมตามเขาได้ หรือกลับไปกลับมาได้ เป็นปฏินิสสัคคะ เห็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน เป็นก้นหอยวนสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนโลกีย์นั้นวนเวียน ถูกๆผิดๆ สุขๆ ทุกข์ๆไปตลอดกาล พ ระพุทธเจ้า ตรัสชัดว่า สัจจะไม่มีหรอก อยู่ที่การยึด แต่ยึดแล้วจะอยู่กับหมู่ได้ไหม จะยึดว่า คุณเองถูก หมู่ผิด จะอยู่กับหมู่ไปก็ได้ ก็เห็นส่วนตัว หรือคุณจะทำตามหมู่ไป ไม่ทำตามจะขวางไว้ ก็อาจโดน แค่นั้น โลกีย์ มีความถูกผิด มีไม่มี แต่โลกสูงสุดแล้วไม่มีอะไร จึงโล่งโปร่ง ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร แต่ยึดสมาทาน ยึดเพื่อทำงานอันเหมาะควร การยึดว่าจริง มีบาลี ว่า สัญญา ย นิจจานิ โลเก ในโลกนี้ยึดก็เที่ยง ถ้าไม่ยึดก็ไม่เที่ยง นิจจา คือเที่ยง สัญญา ย คือคุณกำหนดหมายยึดเองในโลก คุณยึดของคุณ คุณว่าถูกของคุณก็ถูกอยู่นั่นและ แต่ถ้าหมู่มากเขาไม่เอาด้วย ถ้าคุณจะยืนหยัดยืนยันของคุณคนเดียว ก็เป็นไป แต่ถ้าแม้ว่าคุณรู้ว่าอย่างคุณถูก แต่ว่า หมู่เขายังไม่เห็นด้วย ก็ต้องตามหมู่ไป หรือสังคมกำหนด คุณเผด็จการ คุณจะเอาอย่างคุณ แต่คนอื่นยอมแพ้ แต่ถ้าใจเขาไม่ยอมก็ไม่สงบเรียบร้อย ขัดขวางไปเรื่อยๆ แต่ถ้าอย่างนี้แล้วทุกอย่างไม่มีผิด ถูก ดีชั่วสิ ...ถ้าจะว่าจริงๆแล้วก็อย่างที่ท่านพุทธทาสว่าไว้ ยึดชั่วยึดดีก็อัปรีย์ทั้งนั้น สังคมต่างกันก็ยึดถือต่างกัน แต่ก็เลยต้องพยายามหาข้อตกลงกลาง เช่นขณะนี้เมืองไทยเรา มีประชาธิปไตยแบบไทยๆ โลกก็บอกว่าจะต้องทำแบบสากล เหมือนกันทั่วโลก ก็โลกเขามีประชาธิปไตยหลากแบบ อย่างอเมริกาไม่มีมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่อย่างอังก ฤษ มีกษัตริย์เป็นประมุข มันก็ต่างกัน ประชาธิปไตยขาเดียวกับสองขาก็ต่างกัน คนเข้าใจไม่ได้ แม้แต่อาตมาพยายามอธิบายประชาธิปไตย คำว่ารัฏฐาฐิปัตย์คำเดียว ทั้งพูดบรรยาย เขียนกวี หนังสือ ก็ยังไม่เข้าใจดีกัน เขาก็เข้าใจว่า รัฏฐาธิปัตย์เป็นอำนาจของรัฐบาล ในหลวงลงพระปรมาภิไธยก็ได้อำนาจเต็ม เหมือนเราไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ออก ถือว่าในหลวงไม่ได้ล้ม ลงพระ ปรมาภิไธย ถ้าจะพูดอย่างนี้ก็เหมือนในหลวงไม่ประชาธิปไตย ทั้งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ แพ้หมดรูป ทั้งศาล ทั้งประชาชน แต่ถ้าเข้าใจว่า รัฐบาล มีอำนาจแค่ รัฐบาลาธิปัตย์ ไม่ใช่รัฏฐาธิปัตย์ ถ้าทำไม่ถูก ประชาชนคนเดียวก็ประท้วงได้ ถ้ายืนยันถึงศาล รัฐบาลผิดจริงก็ต้องรับ ไม่ใช่ว่าอำนาจรัฐเป็นใหญ่ แต่ความผิดถูกต้องเป็นใหญ่ พิจารณาตามนิติธรรม รัฐบาลก็มีสิทธิ์ผิด คนเดียวก็ท้วงได้ ถ้ารัฐบาลแพ้ก็ต้องออกไป ถ้าได้อย่างนี้ รัฐบาลเบ่งอำนาจไม่ได้ ประชาธิปไตยต้องมีสองฝ่าย ฝ่ายใดแพ้ก็ยอมรับ หากไม่ยอมรับก็ใช้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ สรุปแล้วที่ถามมา จะเป็นพระยม หรือเป็นจตุมหาราชิกา หรือดุสิต ก็เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นมา เพื่ออธิบายได้ คำว่า ยามา ก็คือเรื่องกาลเวลา แต่ที่เขาอธิบายเรื่องเทวดามามันเป็นเรื่องโลกีย์ แต่ที่จริงอธิบายเป็นโลกุตระได้ ดาวดึงส์ คือ อาการที่ 33 คือได้อย่างใจสมใจทั้ง 32 อาการ รวมเป็นอาการที่ 33 ดุสิต พระโพธิสัตว์จะมาประสูต ิ เป็นพระพุทธเจ้าก็พักอยู่ดุสิต นิมานรดี ก็คืออำนาจ อย่างโลกก็เบ่ง เช่นฮ่องเต้ ก็ได้ตามต้องการ เนรมิตได้ สร้างมาก็เอาตามชอบ ปรนิมิตวสวตี ก็มีผู้อื่นทำให้ หรือคุณเก่งจริงใหญ่จริงคนอื่นก็ยอมทำให้ เช่นว่ายอดนักเลงใหญ่ ถูกคนโน้นเล่นงานลับหลัง นายใหญ่ไม่ต้องสั่งมีคนไปฆ่าจัดการให้ แต่ถ้าเป็นโลกุตระ นิมานรดีคือตนพึ่งตนรอด สร้างตนได้เสวยผลเต็มที่ ปรนิมิตวสว ัตดี อย่างโลกุตระ คือคนอื่นตั้งใจทำให้อย่างยกย่องเลย เขาตั้งใจอุ้มชูโดยไม่ต้องมีอำนาจแบบเบ่งเลย ส่วนพรหม 20 ชั้นก็อธิบายโลกุตระได้ พรหม รูปพรหม 16 ชั้น 1. พรหมปาริสัชชาภูมิ คำว่า ปาริสะแปลว่าบริวาร 2. พรหมปุโรหิตาภูมิ คำว่าปุโรหิต คือผู้รู้ผู้เป็นครูเป็นหัวหน้า 3. มหาพรหมาภูมิ คำว่ามหาพรหมก็คือผู้ยิ่งใหญ่ ใหญ่กว่านายใหญ่อีก 4. ปริตรตาภาภูมิ คำว่าปริแปลว่าน้อย (เขาแปลว่ามีรัศมีน้อย) คือชั้นบริวาร 5. อัปปมาณาภาภูมิ คำว่าอัปปมาณาแปลว่ามาก (เขาแปลว่ามีรัศมีมากประมาณไม่ได้) 6. อาภัสราภูมิ (ผู้มีรัศมีเป็นประกายรุ่งเรือง) 7. ปริตตสุภาภูมิ คำว่า สุภา แปลว่าสว่าง ดีงาม (เขาแปลว่ามีแสงสว่างเป็นลำรัศมีงามน้อย) 8. อัปปมาณสุภาภูมิ (เขาแปลว่ามีรัศมีงามอย่างประมาณไม่ได้) 9. สุภกิณหาภูมิ (อันนี้จะอยู่ในสัตตาวาส 9 ที่เป็นได้ทั้ง โลกียะและโลกุตระ) (เขาแปลว่าผู้มีรัศมีงามกระจ่างจ้า) 10 . เวหัปผลาภูมิ คือแบบสว่าง เวหา คือไปหาท้องฟ้า แสงสว่างความใส 1 1 . อสัญญีสัตตาภูมิ คือแบบมืดดำ 1 2 . อวิหาสุทธาวาสพรหมภูมิ ท่านแปลว่าผู้ไม่เสื่อมไปจากสมบัติของตน ผู้อยู่นาน ก็คือผู้ยึดมั่นถือมัน ถ้าเป็นนามธรรม แม้สัมมาทิฏฐิก็ยึดไว้เสียเวลา ถ้าเป็นสายปัญญาแล้วก็ไม่ติด ไม่ต้องไปเสียเวลาอ้อยอิ่ง 1 3 . อตัปปาสุทธาวาสพรหมภูมิ ท่านแปลว่าผู้ไม่ทำความเดือดร้อนใคร ก็เป็นผู้ดีแล้วไม่พยาบาท 1 4 . สุทัสสาสุทธาวาสพรหมภูมิ เป็นผู้งดงาม น่าทัสสนา เป็นตัวรูป 15. สุทัสสีสุทธาวาสพรหมภูมิ คือผู้มองเห็นดี ทัสนาแจ่มชัด เป็นตัวนาม เป็นผู้รู้ สูงกว่า 1 6 . อกนิฏฐสุทธาวาสพรหมภูมิ คือผู้ไม่มีความด้อยน้อยกว่าใคร อรูปพรหม 4 ชั้น 1 7 . อากาสานัญจายตนภูมิ 18 . วิญญาณัญจายตนภูมิ 19 . อากิญจัญญายตนภูมิ 20 . เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน ...เขาก็ว่าได้นิโรธทั้งคู่ ไม่มีทุกข์เหมือนกัน แต่มันลึกซึ้งต่างกันระหว่างผู้สัมมาทิฏฐิ กับมิจฉาทิฏฐิ พวกสัมมาจะได้นิโรธถาวร ตลอด แต่ถ้ามิจฉาก็ได้เฉพาะตอนนั่งหลับตาดับ เรามาทวน จากเมื่อวาน [ 509 ] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็สังขาร มีเท่าไร? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ สังขารเหล่านี้ มี 3 ประการคือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็กายสังขาร เป็นอย่างไร วจีสังขารเป็นอย่างไร จิตตสังขารเป็นอย่างไร? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า เป็นกายสังขาร วิตกและวิจารเป็นวจีสังขาร สัญญาและเวทนา เป็นจิตตสังขาร วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็เหตุไร ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า จึงเป็นกายสังขาร วิตกและวิจาร จึงเป็นวจีสังขาร สัญญาและเวทนา จึงเป็นจิตตสังขาร? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าเหล่านี้ เป็นธรรมมีในกายเนื่องด้วยกาย ฉะนั้น ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า จึงเป็นกายสังขาร บุคคลย่อมตรึก ย่อมตรองก่อนแล้ว จึงเปล่งวาจา ฉะนั้น วิตกและวิจาร จึงเป็นวจีสังขาร สัญญาและเวทนาเป็นธรรมมีในจิต เนื่องด้วยจิต ฉะนั้นสัญญาและเวทนา จึงเป็นจิตตสังขาร พ่อครูว่า สังขารคือการปรุงแต่ง จะรู้สังขารได้ก็ต้องมีการปรุงแต่ง วิญญาณ 6 อายตะ 6 เวทนา 6 ตัณหา 6 ส่วนนามรูปเกิดเมื่อวิญญาณเกิด วิญญาณเกิดเมื่อใดก็มีผัสสะของเหตุปัจจัย หากไม่มีผัสสะก็ไม่ใช่สัมภวะ ไม่ใช่แดนเกิด ไม่มีโยนิโสฯ ตายไปก็รับวิบากอย่างเดียว ปฏิบัติได้ต้องอยู่ในสภาพชมพูทวีป คือสุรภาโว สติมันโต อิทธ พรหมจริยวาโส ผู้ปฏิบัติได้ต้องเป็นมนุษย์อาริยะ คือมนุษย์ชมพูทวีป มีสุรภาโว สติมันโต อิทธพรหมจริยวาโส มารวมกันมากกว่าก็เป็นชมพูทวีป อย่างอโศกนี่จะอยู่ไปได้อีกนาน ไม่เหมือนสำนักหลายสำนัก พอเจ้าสำนักอยู่ก็ดี พอเจ้าสำนักไปหรือตายก็ล้มทั้งนั้น เถรสมาคาตายใจว่า ถ้าโพธิรักษ์ตายไปอโศกก็ไม่เหลือ เขาเข้าใจไม่ได้ว่าทำไมพระพุทธเจ้าตายแล้วศาสนาพุทธอยู่มาได้ อาตมาก็ใช้หลักพระพุทธเจ้า ถ้าอาตมาไม่จริงก็อยู่ไม่นาน แต่ถ้าคุณว่าถูกต้องมันก็จะอยู่นานโดยสัจจะ อาตมาจะทำให้ถูกเท่าที่อาตมาจริงใจ มีความสามารถ ก็จบ ไม่มีซ่อนแฝง และคำว่า สังขาร 3 อย่างนั้น คำว่า กายที่เขาเข้าใจมันเข้าใจเพี้ยน อาตมาว่า องค์ประชุมของกาย ต้องมีนามธรรมเป็นหลัก กายสังขาร จึงรวมทั้งกายวาจาใจ ทั้งนอกและใน ส่วนวจีสังขารคือสภาพ ส่วนมโนสังขารได้แก่มโนสัญเจตนา มีตัวมุ่งหมายปรุงแต่งในนั้น เมื่อเราเข้าใจกาย คำว่านิโรธก็คือองค์ประชุม ตัวมันเองไม่มี แต่มันต้องมีสิ่งที่จะนิโรธ มันต้องมี เช่นพระพุทธเจ้าว่าต้องมีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดนิโรธทั้งๆที่รู้ มีกายของผู้นิโรธ เป็นสัญญา เป็นมโนสัญเจตนา สัญญากำหนดรู้ด้วย กายสัญเจตนา ส่วนวจีสังขาร กำหนดรู้ด้วยวจีสัญเจตนา ลมหายใจเข้าออกเป็นกาย ก็ไม่ได้หมายถึง ร่างอย่างอื่น ไม่ใช่กาย ลมหายใจเป็นตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ต้องรวมทั้งดินน้ำไฟลมทั้งหมด วิตกวิจาร เป็นวจีสังขาร ...ถ้าผู้ศึกษารู้มรรคองค์ 8 อย่างสัมมาทิฏฐิ จะอ่านเจตสิกย่อยออก ตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เมื่อทำใจในใจ จัดการทำใจ อภิสังขาร หรือปรุงแต่งก็แล้วแต่ แต่เป็นสังขารของอาริยบุคคล ปรุงแต่จัดการใจ มนสิการ โดยเมื่อจิตเร ิ่ มดำริ ถ้าอวิชชาก็ไปสังขารเลย อัตโนมัติทันที มีกาม มีพยาบาท มาปรุงร่วม ออกมาเป็นวจีสังขาร ไม่มีอำนาจ อัปปนา พยัปปนามาห้ามกั้นก็ปรุงเป็นวจีสังขาร ก็เป็นผี เพราะมีกามมีพยาบาท เป็นตัว สสังขาริกังชักนำให้ปรุงแต่ง เป็นวจีสังขาร หากคุณยั้งทันก็ไม่ออกมาเป็นกรรมวจีหรือกัมมันตะ อาชีวะ มันก็เกิด มาอวจรในโลก มาดำเนินการในกามาวจรภายนอก ก็เป็นเรื่องกามเป็นตัวการ ถ้ามีมารยาทสังคมกดข่มไว้หรือมีเล่ห์ซ้อนก็ได้ บางคนอยากให้ออกมามาก แต่กิเลสไม่มีแรงก็ได้เท่านั้น หรือไม่อยากให้ออกมาแต่กิเลสแรงก็ออกมามาก ส่วนโลกุตระก็จัดการเลย มีวิตก วิจัย วิจาร วิมุติ ก็จัดการกิเลสได้อย่างรู้มีวิจักขณ์ สามารถสะกัดได้ ถ้าห้ามไม่หมดก็ออกมาบ้าง แต่ถ้าห้ามได้หมด ก็จะออกมาเป็นวจีกรรม ก็ผ่านเป็นวิตักกะ เป็นสังกัปปะเป็นองค์รวมของความนึกคิด เชิงปัญญา ส่วนอัปปนา พยัปปนาเป็นฝ่ายเจโต เป็นต้นกล ทางฝ่ายปัญญาเป็นต้นหน ออกมาเท่าที่ต้นกลมีแรง ส่วนต้นหนจะบอกว่าเอาแรงแต่ว่าต้นกลมีแรงเท่านี้ก็ได้เท่าที่มี เมื่อ กำจัด กาม พยาบาท สังกัปปะได้ สังกัปปะก็สะอาดบริสุทธิ์ มาเป็นวาจา กัมมันตะ อาชีวะก็สะอาดหมด เป็นแต่เพียงจะทำมากหรือน้อยก็อยู่ในดุลยพินิจของตนเอง พวกคุณก็ทำได้แต่อาจแจกไม่ได้อย่างอาตมา อาตมาก็แจกตามที่พระพุทธเจ้าว่าไว้ มาดู ถามตอบระหว่างภิกษุณีธรรมทินนากันต่อ วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็เหตุไร ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า จึงเป็นกายสังขาร วิตกและวิจาร จึงเป็นวจีสังขาร สัญญาและเวทนา จึงเป็นจิตตสังขาร? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าเหล่านี้ เป็นธรรมมีในกาย เนื่องด้วยกาย ฉะนั้น ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า จึงเป็นกายสังขาร บุคคลย่อมตรึกย่อมตรองก่อนแล้ว จึงเปล่งวาจา ฉะนั้น วิตกและวิจาร จึงเป็นวจีสังขาร สัญญาและเวทนาเป็นธรรมมีในจิต เนื่องด้วยจิต ฉะนั้นสัญญาและเวทนา จึงเป็นจิตตสังขาร พ่อครูว่า...ถ้าโลกียะก็ปรุงอย่างโลกีย์ออกไป แต่ถ้าเป็นอาริยะรู้วิธีกรองกำจัด ถ้ากำจัดได้เก่ง ตรึกก็คือนึกคิด ตรองก็คือไตร่ตรองเลือกเฟ้นทำให้สะอาดก่อนจึงเปล่งวาจา ดังนั้น วิตก วิจาร จึงเป็นวจีสังขาร ทำให้เป็นวิจาร เป็นวิมุติได้ ก็รู้อย่างวิจักขณ์ ก็สะสมเป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เรื่องสัญญาเวทยิตนิโรธ [ 510 ] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็การเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นอย่างไร? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มิได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ว่าเรากำลังเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ ว่าเราเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธแล้วก็แต่ความคิดอันนำเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น อันท่านให้เกิดแล้วตั้งแต่แรก พ่อครูว่า..ก็คือเราตั้งใจแล้วเราจะเรียนทำนิโรธแบบพระพุทธเจ้า ทำโดยกำจัดสมุทัย อย่างลืมตาทำปหาน 5 กิเลสลดมันก็เป็นนิโรธไม่ได้ไปนั่งหลับตาเข้า แล้วก็ออกมาจากความดำภวังค์นั้น ซึ่งโดยรูปลักษณ์แล้วเหมือนเข้าออก แต่ที่จริงไม่ต้องเข้าต้องออก แต่พอกิเลสหมด ก็เลยไป สมติกมะ หรือล่วงพ้นไม่ต้องไปออกหรือเข้าอีกเพราะฐานสูงขึ้นแล้ว มีหลายมิติไม่เหมือนเข้าออกแบบดับ ฤ าษีก็เป็นมิติตื้นๆ ดังนั้นท่านภิกษุณีจึงบอกว่าไม่ได้คิดอย่างนั้น แต่วิสาขาอุบาสกก็ยังไม่ค่อยเข้าใจก็ถามอีก วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ธรรม คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร อย่างไหน ย่อมดับไปก่อน? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ วจีสังขารดับก่อน ต่อจากนั้นกายสังขารก็ดับ จิตตสังขารดับทีหลัง พ่อครูว่า...ภิกษุณีก็พูดตามน้ำอุบาสิกาวิสาขาไปว่าเข้า สัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่งวจีสังขารเป็นปากทางถ้าดับกิเลสเสร็จ แต่ถ้าจิตไม่ทำงานก็ไม่เกิดกายสังขาร แต่ถ้าทำงานต่อ ก็เกิดกายสังขาร ซึ่งวจีสังขารเป็นขั้นต้น เมื่อดับกิเลส การดับกิเลสเป็นกระบวนการทั้งกายและจิตสังขาร วจีสังขารก็เป็นส่วนหนึ่งของจิตสังขาร ไม่ได้เกี่ยวกับกายเลย เมื่อจัดการอภิสังขารจัดการกิเลสแล้ว ถ้าสังขารไม่เกิด วจีสังขารก็ไม่เกิด แต่ถ้าจะเกิดวจีสังขารก็จะเกิด จะดับก่อนก็ได้ เมื่อวจีสังขารจะทำงานก็เกิดองค์ประชุม ถ้าวจีสังขารดับก่อน การเข้านี่วจีสังขารดับก่อน แต่ถ้าจะออกนี่จิตสังขารดับเกิดก่อน ก็คือจิตที่จะทำให้กิเลสลดนั้นดับก่อน กิเลสอกุศลจิตดับก่อน จึงก่อเกิดวจีสังขารได้ ถ้าไม่ให้เกิดก็หยุดได้ถ้าพักเลย แม้ดับกิเลสได้ก็พักได้ แต่ถ้าจะออกนั้น อัปปนา พยัปปนา เจตโนอภินิโรปนาก็คอยกรองอยู่ได้ วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็การออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เป็นอย่างไร? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ มิได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ว่าเรากำลังออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติว่าเราออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว ก็แต่ความคิดอันนำเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น อันท่านให้เกิดแล้วแต่แรก วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็เมื่อภิกษุออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ธรรมคือกายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร อย่างไหน เกิดขึ้นก่อน ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เมื่อภิกษุออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ จิตตสังขารเกิดขึ้นก่อน ต่อจากนั้นกายสังขารก็เกิดขึ้น วจีสังขารเกิดขึ้นทีหลัง พ่อครูว่า...ภิกษุณีก็เลยพูดตามน้ำว่าออกจากนิโรธก็คือเมื่อไม่มีกิเลสแล้วจะออกก็ได้ไม่ออกก็ได้ คือจิตสังขารก็เกิดก่อน ซึ่งการถามนี้เป็นเรื่องยาก ที่เป็นเรื่องจิตอัตโนมัติ แม้คนทำได้ก็ไม่รู้ว่าจะตอบถูกหรือไม่เลย อย่าเอาไปออกข้อสอบเลยนะ วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ผัสสะเท่าไร ย่อมถูกต้องภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญา เวทยิตนิโรธสมาบัติ? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ผัสสะ 3 ประการ คือ ผัสสะชื่อสุญญตะ (รู้สึกว่าว่าง) ผัสสะชื่ออนิมิตตะ (รู้สึกว่าไม่มีนิมิต) และผัสสะชื่ออัปปณิหิตะ (รู้สึกว่าไม่มีที่ตั้ง) ย่อมถูกต้องภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ พ่อครูว่า...สุญญตะคือความว่าง ส่วนนิมิตก็คือเครื่องหมาย อนิมิตก็คือไม่มีเครื่องหมายอะไร ส่วนอัปปณิหิตะท่านแปลว่าไม่มีที่ตั้ง หรือ ปรารถนา อัปปณิหิตะคือไม่ปราถนาอะไร ไม่ตั้งอะไร เขาแปลว่าเหมือนไม่มีอะไร แต่ที่จริงต้องมี จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ที่จริง วิสาขาฟังก็น ่า จะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจก็เลยถามต่อ ซึ่งแปลว่าเหมือนกับว่าเสวยความว่างไม่มีจิตตั้งหรือปราถนาอะไรอยู่เฉยๆ วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ มีจิตน้อมไปในธรรมอะไร โอนไปในธรรมอะไร เอนไปในธรรมอะไร? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ มีจิตน้อมไปในวิเวก โอนไปในวิเวก เอนไปในวิเวก พ่อครูแถมให้ว่า...กระโดดโลดเต้นในวิเวก เพราะเหตุแห่งความวุ่นวายทุกข์นั้นหายไปแล้ว ทำอย่างไรจิตก็วิเวกตลอดเวลา เดาไม่ได้ทางโน้นเขาก็จะไปหาที่สงบ ทั้งวิเวกของจิตก็ไปหาที่สงบหมด ทั้งกายและวจีและจิตวิเวก ไม่พูดอะไร ยิ่งใช้งานไม่ได้ขัดกับของพระพุทธเจ้าที่ใช้งานได้ดี เรื่องเวทนา [ 511 ] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า เวทนามีเท่าไร? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เวทนานี้มี 3 ประการ คือ สุขเวทนา 1 ทุกขเวทนา 1 อทุกขมสุขเวทนา 1 วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็สุขเวทนาเป็นอย่างไร ทุกขเวทนาเป็นอย่างไร อทุกขมสุขเวทนาเป็นอย่างไร? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขสำราญ อันเป็นไปทางกาย หรือเป็นไปทางจิต นี่เป็นสุขเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่เป็นทุกข์ไม่สำราญ อันเป็นไปทางกายหรือเป็นไปทางจิต นี่เป็นทุกขเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่มิใช่ความสำราญ และมิใช่ความไม่สำราญ (เป็นส่วนกลางมิใช่สุขมิใช่ทุกข์) อันเป็นไปทางกาย หรือเป็นไปทางจิต นี่เป็นอทุกขมสุขเวทนา พ่อครูว่า...เขาถามเหมือนว่าเขาอยู่ในนิโรธแบบเข้าภวังค์นะ แต่ก็เดาเขาไม่ได้ เขาก็ถามลุยไปสรุปแล้ว ไม่ว่ากายหรือจิต นิโรธแล้วนั้น ก็คือ ถ้าสุขเวทนาก็คือสำราญ ถ้าเป็นทุกข์ก็ไม่สำราญ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ไม่สุขไม่ทุกข์ ตอบกำปั้นทุบดินเลย วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็สุขเวทนา เป็นสุขเพราะอะไร เป็นทุกข์เพราะอะไร? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ สุขเวทนา เป็นสุขเพราะตั้งอยู่ เป็นทุกข์เพราะแปรไปทุกขเวทนา เป็นทุกข์เพราะตั้งอยู่ เป็นสุขเพราะแปรไป อทุกขมสุขเวทนา เป็นสุขเพราะรู้ชอบเป็นทุกข์เพราะรู้ผิด วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อนุสัยอะไร ตามนอนอยู่ในสุขเวทนา อนุสัยอะไร ตามนอนอยู่ในทุกขเวทนา อนุสัยอะไร ตามนอนอยู่ในอทุกขมสุขเวทนา? พ่อครูว่า...ก็ตอบกำปั้นทุบดินเลย แต่ที่ไขคืออทุกขมสุข...ท่านแปลว่า สุขเพราะรู้ชอบ(สัญญาณ) ส่วนทุกข์เพราะรู้ผิด(อัญญาณ) ทุกข์เพราะกำหนดอะไรไม่เป็น ไม่ใช่ว่าอสัญญีนะ แต่มีสัญญา ถึงขั้นกำหนดได้ด้วยว่าอะไรชอบ จึงทำการงานอันเหมาะควรได้ แต่ทุกข์เพราะรู้ผิด เป็นตัวไขชัดเลยว่านิโรธพุทธเป็นแบบมีปัญญา มีการงานอันชอบดี แต่นิโรธ ฤ าษีไม่ทำการงานอะไรไม่รู้เรื่อง ถามไปก็ตอบไม่ได้ แต่ท่านธรรมทินนาตอบได้ชัดเจน นิโรธลืมตารู้แจ้งหมด เมื่อไม่มีทุกข์สุขแล้ว ก็อทุกขมสุข เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา ขออาริยะทำได้เป็นนิโรธ จิตก็รู้และทำงานอย่างควร ถ้าไปทำอย่างไม่ชอบไม่ควรคุณก็ทุกข์ ถ้าทำอย่างชอบอย่างควรก็ไม่ทุกข์ แต่ท่านแปลตามภูมิว่า ผิดหรือชอบ แต่ที่จริงคืออัญญาณ เป็นตัวมีปัญญา ทำการงานอันชอบเหมาะควร เป็นฐานนิพพาน อุเบกขามี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุกัมมัญญา ปภัสรา ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคานุสัย ตามนอนอยู่ในสุขเวทนา ปฏิฆานุสัย ตามนอนอยู่ในทุกขเวทนา อวิชชานุสัยตามนอนอยู่ในอทุกขมสุขเวทนา วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ราคานุสัยตามนอนอยู่ในสุขเวทนาทั้งหมด ปฏิฆานุสัยตามนอนอยู่ในทุกขเวทนาทั้งหมด อวิชชานุสัยตามนอนอยู่ในอทุกขมสุขเวทนาทั้งหมด หรือหนอแล? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคานุสัย ตามนอนอยู่ในสุขเวทนาทั้งหมด หามิได้ ปฏิฆานุสัย ตามนอนอยู่ในทุกขเวทนาทั้งหมด หามิได้ อวิชชานุสัย ตามนอนอยู่ใน อทุกขมสุขเวทนาทั้งหมด หามิได้ วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ธรรมอะไรจะพึงละได้ในสุขเวทนา ธรรมอะไร จะพึงละได้ในทุกขเวทนา ธรรมอะไรจะพึงละได้ในอทุกขมสุขเวทนา? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคานุสัยจะพึงละได้ในสุขเวทนา ปฏิฆานุสัย จะพึงละได้ในทุกขเวทนา อวิชชานุสัยจะพึงละได้ในอทุกขมสุขเวทนา พ่อครูว่า...ถ้าทำได้ถึงอทุกขมสุข คืออุเบกขาแล้ว ละอวิชชานุสัยก็ไม่ทุกข์ไม่สุขเลย แต่ถ้ายังสุขอยู่ จะละในสุขก็ต้องละราคะ แต่ถ้าละในทุกข์ก็ละปฏิฆะ ส่วนผู้ทำฌาน 1 หรือ 2 ก็ทำให้นิวรณ์ไม่มีได้แต่ก็หนักมีโทมนัสแต่ก็มีปีติซ้อน ยังต้องควบคุม หรือมีอาการเคร่งคุมอยู่ ยังไม่คล่อง ไม่เบา มีวสี แต่รู้ว่าไม่ได้ทุกข์อย่างเคหสิตะแล้ว คือทุกข์เพราะไม่เก่ง ในสังกัปปะ มีวิจัย วิจาร วิมุติ วิจักขณ์ จนดีขึ้นเรื่อย การวิตก วิจารก็ลดลง หรือหายไป มีแต่ปีติ แต่ต่อมาปีติก็ลดมีสุขเป็นฌาน 3 พอฌาน 4 ก็มีอุเบกขาเป็นเอกัคคตา มีสุขไม่ทุกข์แล้ว จะถามว่าจะทำอะไรในอทุกขม สุ ขก็คือ อวิชชานุสัยนั่นเอง คือทำได้ทั้งหมด ทะลุจบ วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ราคานุสัยจะพึงละเสียได้ในสุขเวทนาทั้งหมด ปฏิฆานุสัยจะพึงละเสียได้ในทุกขเวทนาทั้งหมด อวิชชานุสัยจะพึงละเสียได้ในอทุกขมสุขเวทนาทั้งหมด หรือหนอแล? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคานุสัยจะพึงละเสียได้ในสุขเวทนาทั้งหมด หามิได้ ปฏิฆานุสัยจะพึงละเสียได้ในทุกขเวทนาทั้งหมด หามิได้ อวิชชานุสัยจะพึงละเสียได้ในอทุกขมสุขเวทนาทั้งหมด หามิได้ ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกมีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ย่อมละราคาด้วยปฐมฌานนั้น ราคานุสัย มิได้ตามนอนอยู่ในปฐมฌานนั้น อนึ่ง ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นอยู่ว่า เมื่อไร เราจะได้บรรลุอายตนะที่พระอริยะทั้งหลายบรรลุแล้วอยู่ในบัดนี้ ดังนี้ เมื่อภิกษุนั้นเข้าไปตั้งความปรารถนาในวิโมกข์ทั้งหลายอันเป็นอนุตตรธรรมอย่างนี้โทมนัสย่อมเกิดขึ้น เพราะความปรารถนาเป็นปัจจัย ท่านละปฏิฆะได้ด้วยความโทมนัสนั้นปฏิฆานุสัยมิได้ตามนอนอยู่ในความโทมนัสนั้น อนึ่ง ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ย่อมละอวิชชาได้ด้วยจตุตถฌานนั้น อวิชชานุสัยมิได้ตามนอนอยู่ในจตุตถฌานนั้น [ 512 ] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งสุขเวทนา? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคะเป็นส่วนเปรียบแห่งสุขเวทนา. วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งทุกขเวทนา? ธ. ปฏิฆะเป็นส่วนเปรียบแห่งทุกขเวทนา วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งอทุกขมสุขเวทนา? ธ. อวิชชาเป็นส่วนเปรียบแห่งอทุกขมสุขเวทนา วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งอวิชชา? ธ. วิชชาเป็นส่วนเปรียบแห่งอวิชชา วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งวิชชา? ธ. วิมุติเป็นส่วนเปรียบแห่งวิชชา วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งวิมุติ? ธ. นิพพานเป็นส่วนเปรียบแห่งวิมุติ? วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งนิพพาน? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ท่านล่วงเลยปัญหาเสียแล้ว ไม่อาจถือเอาส่วนสุดแห่งปัญหาได้ ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เพราะพรหมจรรย์หยั่งลงในพระนิพพาน มีพระนิพพานเป็นที่ถึงในเบื้องหน้า มีพระนิพพานเป็นที่สุด ถ้าท่านจำนงอยู่ ก็พึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน