570709_เทศน์ก่อนฉันที่ศาลาฉันวังน้ำเขียว โดยพ่อครู เรื่อง โลกุตรธรรม ๔๖ .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์341 KB
วันที่แก้ไข30 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570709_เทศน์ก่อนฉันที่ศาลาฉันวังน้ำเขียว โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ เรื่อง เริ่มขยายโลกุตรธรรม 46 วันที่ 9 กรกฎาคม 2557 นาฬิกาที่ฉากหลังที่พ่อครูจะเริ่มเทศน์ ไม่เดินเข็มนาฬิกา แต่เข็มมันขยับไปมา พ่อครู … ว่าถ่านนาฬิกาคงมีแต่พลังไม่มากพอจะเดินเข็ม ได้แต่ขยับเข็ม เป็นที่มาของนาฬิกาไม่เอาถ่าน เพราะว่ามันเดินอยู่บ้างแต่ว่าไม่ค่อยไปที่อื่น จะประดับสวยงาม ราคาแพง ดีไม่ดีเอา สินค้ามาตั้งเพื่อเอาเปรียบ โฆษณาสินค้า แต่ของเราเอาผลผลิตที่เราทำได้มาโชว์ความอุดมสมบูรณ์ มันส่อให้เห็นได้ว่า แค่องค์ประกอบของฉากก็บ่งบอกอะไรได้ ปีหนึ่งก็จะได้มาเยี่ยมเยียน พวกเราก็เป็นชุมชนที่มีศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา ที่มนุษยชาติจะพึงสังวร ว่าอย่างนี้คือกุศล อย่างนี้คืออกุศล ว่าอย่างนี้จะพึงทำอย่างนี้ไม่พึงทำ ผู้มีสำนึกเป็นทิฏฐิ มีสังวรเป็นศีลเป็นหลักเกณฑ์ ส่วนจะหย่อนหรือเคร่งก็แล้วแต่ละคนๆ จริตใครก็ของใคร ผลที่ได้ก็อยู่ที่แต่ละคนมีสติ สัมปชัญญะ เป็นตัวกำหนด แล้วก็ทำตามภูมิของตน ได้ผลดีผลเสียตามแต่ละคน คนเราก็มีการสังวร มีสติสัมปชัญญะตามกรอบแห่งสำนึก ส่วนคนไม่มีสำนึกไม่มีกรอบแห่งศีล ไม่มีกรอบแห่งความสำนึก ปล่อยตนเองไปตามกิเลสไม่มีหนัก คนเช่นนี้มีมาก ไม่มีจุดมุ่งหมายว่าชีวิตจะไปไหน หลงโลกียสุข ลาภ ยศ สรรเสริญ ที่พาสร้างนรก แต่เขาหลงว่าได้สวรรค์ เขาได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญชั่วแวบสุขแล้วก็หายไป เขาไม่เข้าใจว่ายศคืออะไร ยศคือการกำหนดหน้าที่บทบาทให้ทำ แต่เขาหลงว่าเป็นสิ่งน่าได้น่าเป็น ได้มาก็ยินดี ไม่รู้จักสาระของยศ ถ้าคนชั่วก็ใช้ตำแหน่งยศ ทำชั่ว ถ้าได้สรรเสริญทางอบายมุข ทุกวันนี้คนสรรเสริญคนมีอบายมุขเด่น เช่นอบายมุขข้อที่คนไม่ทันรู้ตัวคือ คนที่เก่งทางโกง แล้วใช้ความเก่งทางโกง ฉลาดซ่อนเร้นแล้วโกหกหลอกลวงซ้ำ ค

อ่านต่อ

นเชื่อ เก่งมากคนเชื่อสนิท แล้วคนเชื่อมาก ปกปิดบังไว้มาก คนเหล่านี้คือสัตว์นรก เป็นนรกอบายมุขขุมใหญ่มาก หลอกคนได้เนียน เพราะมีอิทธิพลเป็นผู้บริหาร ให้พัฒนาคนไปสู่จุดหมาย เช่นใช้คำว่าเป็นใหญ่เป็นโตเป็นเจ้าเป็นนาย คำนี้แหละคือหลุมอบายมุขใหญ่ ประกอบด้วยความหลงผิด แล้วปรุงแต่งนรกให้ร้ายแรงสุดที่จะแจกแจง ชำระไม่ออกแล้ว อีรุงตุงนังซับซ้อนในนั้น ยิ่งกว่ามุ่นไหมที่มันยุ่ง ไม่มีทางแก้ได้เลย ให้หายยุ่ง คลายออกมาเป็นเส้นไหมแต่ละเส้น มันเป็นถึงขนาดนั้น พูดกันไม่รู้เรื่อง อธิบายไม่ได้ ก็เหลือคนที่พอพัฒนาได้บ้างก็ช่วยกันไป จึงหาคนที่มาแสวงหาธรรมะได้ยาก คนไปหลงสรรเสริญ อบายมุขเยอะ แม้แต่ด้านบริหารปกครอง บันเทิง เริงรมย์ หรูหร่าฟู่ฟ่าในกามคุณ เฟ้อเกิน ใช้คำว่าศิลปะคำเดียวหลอกกันซับซ้อนจนเป็นนรก แล้วก็หลงตัวตนว่าเป็นผลสำเร็จ ที่เป็นการหลอกด้วยกามคุณแล้วเรียกกันว่าศิลปะ พวกนี้อัตตาเขาโตกว่าพวกนักธุรกิจ นักธุรกิจนี่ง้อคนนะ แต่พวกศิลปินนี่ไม่ง้อคน อัตตาสูง สร้างศักดิ์ฐานะอีกอย่าง ถึงอธิบายพวกนักธุรกิจพอได้บ้าง เข็นครกขึ้นเขา แต่สอนศิลปินนี่เหมือน เข็นเขาขึ้นครก สอนนักธุรกิจเหมือนเป่าปี่ให้ควายฟัง แต่สอนศิลปินนี่เหมือนเป่าควายให้ปี่ฟัง ควายจะดีดเอาและปี่ก็ไม่ฟังด้วย อาตมาก็ต้องพยายามบอก ทุกวันนี้ใกล้กลียุคใกล้สุดท้ายไฟนรกจะไหม้โลก ต้องพูดกันบ้าง ถึงยุคนี้ไม่พูดก็ไม่ได้ ผู้จะกล้าพูดแล้วก็พูดได้ หลบได้ไม่เป็นภัยก็ได้ประโยชน์ อย่างคานธีก็เป็นโพธิสัตว์ทำงาน สุดท้ายก็ไม่พ้นตายด้วยปืน พระโมคคัลลานะสุดท้ายก็ถูกฆ่า เป็นไปตามวิบาก ไปตามธรรม ทำไมคนดีต้องถูกฆ่า เพราะคนชั่วทำร้ายคนได้ แต่คนชั่วไม่ค่อยตายด้วยคนดีเพราะคนดีไปทำร้ายเขาไม่ได้ แต่เขาจะตายเพราะเขาเอง เช่นธรณีสูบ มีวิบากทำเขาเอง สรุปแล้วมนุษย์อยู่กับกรรมวิบากทั้งสิ้น ศาสนาพุทธ มีพุทธบริษัท 4 ไม่มีภิกษุณีก็ไม่ได้ เพราะไม่ครบ แต่ถ้า พระนางมหาปชาบดีโฆตมีไม่ท้วงก็ไม่ได้นะ ก็ไม่มี แต่มีแล้วอายุศานาจะลดลงกึ่งหนึ่ง แต่ต่อไปภิกษุณีจะไม่มี แม้ภิกษุก็จะลดลง เพราะคนโหดร้าย จับเส้นหญ้ามาก็เป็นดาบฆ่าฟันกัน จับอะไรก็เป็นอาวุธ อาศัยความเร็วความฉลาดฆ่าแกงกัน คนเราเกิดมามีวิบาก คือผลของกรรม เป็นผลบุญคือการชำระกิเลส หรือผลบาปที่เกิดจากการสะสมกองกิเลส กิเลสกองลงไปเป็นอนุสัยอาสวะ พอล้างหมดก็หมดอนุสัยอาสวะเป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป เป็นปุญปาปริกขีโณ เมื่อสิ้นบุญสิ้นบาปก็เป็นคนไม่ต้องทำบุญ แต่บุญนั้นเขาใช้ผิดความหมายเป็นคำว่ากุศลไปหมดแล้ว กุศลเป็นความดีงามทั้งหมด ทั้งสมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ คำว่าบุญไม่ใช้สมมุติสัจจะเลย บุญเป็นความดีงามระดับปรมัตถสัจจะ ชำระกิเลสออกจากสันดานให้หมดจน ถ้าหมดก็หมดความเป็นสัตว์โลก เป็นพระพรหม ทุกวันนี้ศาสนาพุทธใช้คำว่าบุญ แม้ศาสนาอื่นก็ใช้คำว่าบุญด้วย ในภาษาไทย ภาษาอื่นไม่มีคำว่าบุญ คำว่าบุญมาจากคำว่า สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ อยู่ในพจนานุกรม ไทย - บาลี - อังกฤษ ซึ่งขยายเรื่องปรมัตถ์นิดเดียวแต่ขยายเรื่องกุศลเสียมากกว่า ท่านธรรมปาละเป็นคนเก็บไว้ ท่านธรรมปาละเป็น อรรถกถาจารย์รูปหนึ่ง คำว่าบุญนั้น ต้องพฤติกรรมชำระกิเลสได้จึงถือว่าเป็นบุญ คนไหนชำระกิเลสได้เป็นคุณงามความดีเลยนะ เป็นดีถึงปรมัตถสัจจะ ถ้าใครทำได้หรือปรุงแต่งจัดการ เป็นมนสิการให้เกิดผล กิเลสถูกชำระ เรียกว่าอภิสังขารก็ได้ ผู้ศึกษาปฏิบัติเป็นพระโยคาวจรต้องจัดการเพื่อจับองค์ประชุมของจิตที่มีญาณกำหนดรู้ แล้ววิเคราะห์หาเหตุในการปรุงแต่ง มันปรุงแต่งเป็นสัตว์นรกก่อนเลย เป็นเทวดา หลงว่าเป็นสุข แต่แท้จริง สุขเท็จ ทุกข์แท้ เป็นนรกแท้ มีตัวเหตุเป็นสัตว์นรกชัดเจน จึงต้องอ่านกายของสัตว์นรกให้ได้เป็นองค์ประชุมของสัตว์นรก เป็นวิญญาณสัตว์นรกเป็นต้น วิญญาณเทวดา วิญญาณมนุษย์ วิโมกข์ 8 สามข้อต้นเป็นเรื่องรูปฌาน อีก 4 ข้อเป็นอรูปฌาน แล้วข้อสุดท้ายเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ ในโลกุตรธรรม 9 มาขยายเป็นโลกุตรธรรม 46 ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิมาแต่ต้น ก็ผิดมาตั้งแต่ต้น ก็ผิดไปตลอดเลย ไม่ถึงโลกุตรธรรม 46 โลกุตระที่ 1 รู้จักกายในกาย จะต้องรู้จักกาย กายไม่ทิ้งข้างนอก รู้จักวิญญาณที่เกิดจากการกระทบทางทวาร 6 แล้วเกิดวิญญาณ เป็นองค์ประชุมแล้วก็เจาะวิจัยหา เวทนาในเวทนา จิตในจิต วิจัยหาตัวร้ายเป็นจิตผี เป็นจิตในจิต เป็น สราคะ สโทสะ สโมหะ เมื่อกำจัดผีได้ก็ถูกตัว เมื่อคุณสามารถรู้ตัวกาย เป็นองค์ประชุมตัวแรกคือสักกายะ ที่เกิดจากการผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่สัมผัสเหตุปัจจัยสดๆที่เราหลงยึดว่าเป็นตัวตน เราก็พบตัวจริงแล้ว ต้องพิจารณาว่าเป็นตัวแท้ของสัตว์นรกจริง อย่างพ้นสงส้ย พ้นวิจิกิจฉาเลย แล้วเมื่อรู้แล้วก็อย่าทำอย่างเล่นหัว ลูบๆคลำๆ ใจดีกับมันไม่ฆ่ามัน มันก็เฮฮาสังสรรกับคุณ คุณก็ไม่พ้นศีลพตปรามาส แต่ข้อที่ 1 ได้โลกุตรมรรค แล้วถ้าได้โลกุตรผลก็เป็นโลกุตรธรรมที่ 2 เป็นโสดาปัตติมรรค และโสดาปัตติผล คุณปหานกิเลสได้ชั่วคราวก็เป็นตทังคปหาน และถ้าไม่แน่ใจว่าถูกแล้วก็ทำต่อทำซ้ำทำอย่างเก่าทำเสพทำคุ้นทำอย่างเคยให้ได้ผลภาวนาแล้วทำให้ได้มาก ก็จะชัดเจนของคุณว่าใช่ คุณก็พ้นสังโยชน์ 3 ไล่เรียงแนวลึก แล้วสัมผัสแนวกว้าง หมุนรอบเชิงซ้อน เป็นสัมมปทาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคองค์ 8 รวมเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 แล้วนับโลกุตรธรรม 9 บวกเข้าไป เป็น โลกุตรธรรม 46 ให้หนูๆที่มาฟังธรรมสี่บวกเลขสิว่า 37 บวก 9 เป็นเท่าไหร... 46 คำว่า กาย ตั้งแต่สักกายะหรือรู้กายในกายนี่แหละที่ต้องรู้ก่อน ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย หากไม่รู้กายก็หงิกทำต่อไม่ได้แล้ว เราต้องมากอบกู้ความรู้พระพุทธเจ้าขึ้นมา ยังดีมีหลักฐานในไตรปิฎก รู้ทั่ว คำว่าบุญต้องมีคุณสมบัติถึงการชำระกิเลส แล้วต้องมีญาณตามรู้ตามเห็น ตั้งแต่ความไม่เที่ยง รู้ว่ามันวนอย่างโลกๆ คนก็หลงว่าต้องตั้งให้มันมีอยู่ ให้เอร็ดอร่อยเป็นโลกียรส ได้บำเรอ กาม บำเรออัตตา เป็นกามสุขขัลลิกะ หรือ อัตตทัตถสุข เป็นสุขเท็จ แล้วหลงว่าน่ามีน่าได้น่าเป็น ก็สะสม วนเวียนไม่ได้ทิ้งไม่ได้ทำลายก็เต็มไปในอัตภาพของตน กี่ล้านชาติ บางทีลืมไปแต่ก็หมกหมักอยู่ บุญคือการชำระ แต่โลกียะนั้นไม่ได้ล้างกิเลส การเรียนอย่างรู้ว่าไม่เที่ยง เป็นไตรลักษณ์แต่เรารู้ว่าให้มันหมุนลดลง ตัดกิเลสได้รอบของมันก็ลดลง ไม่จัดจ้านมากขึ้น เล็กลง ลดลง ตามเห็นความจางคลาย เรียกว่า วิราคานุปัสสะ คุณต้องมีญาณเห็นรู้ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ดับกิเลสให้ได้อย่าง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) คุณจะมีญาณรู้เมื่อปฏิบัติเอง คุณจะมี อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี และปฏินิสสัคคานุปัสสี เป็นการร้อยมาลัยธรรมตามที่พระพุทธเจ้าตรัส การตัดกิเลสฆ่ากิเลส เป็นบุญ เป็นส ิ่ งมีค่าสูงมาก คนก็นิยม ก็เลยเรียกว่าได้บุญ มากกว่าได้กุศล แต่คนได้แต่นิยมภาษา ว่าได้บุญ แต่ว่าเนื้อแท้ไม่ได้ ภาษาคำว่าบุญก็เลยชนะกุศล คำว่ากุศลก็เรียกรวมๆ แต่อยากได้บุญ ไปทำอะไรสารพัดก็เรียกว่าบุญ คำว่าบุญก็เลยเพี้ยนไปไม่เหลือการชำระกิเลสเป็นแต่โลกียะ ไปเหลือโลกียะ บุญก็เลยมีค่าเท่ากับกุศล ตกลงคำว่ากุศลกับบุญก็เลยเหลือแต่โลกียะ ส่วนโลกุตระนั้นสูญ ไม่รู้เรื่องแล้วกันโลกุตระ 9 หรือโลกุตระ 46 อาตมาถูกจับ ท่านเ จ้ าคุณท่านหนึ่งว่า โพธิรักษ์นี่ไม่มีอะไร แม้แต่สักกายะก็ยังไม่รู้เลย สักกายะแปลว่าไม่มีตัวตน แล้วโพธิรักษ์มาอวดว่าเป็นอาริยะก็ไม่พ้นสักกายะ นี่คือคำพูดของเจ้าคุณท่านหนึ่งที่เป็นเปรียญธรรมป.โท ส่วนโพธิรักษ์ไม่มีสักปริญญา แล้วท่านเป็นเจ้าคุณนะ เปรียญ 6 ปริญญาโท เป็นพี่ชายของ จตุพรนะ แล้วท่านก็มองอาตมาก็ยังผิดเลยหาว่าอาตมาอวดตัวตนโสดาบัน แต่ที่จริงแล้วอาตมาอวดโพธิสัตว์ต่างหาก เขาไม่รู้ตัวหรอกว่าเพิ่มกิเลสตัวเองด้วยการเพ่งโท ษ พระอาริยะ ไม่ได้กล่าวโทษท่านนะ แต่เป็นเรื่องที่จริง คำว่าบุญจึงนิยามว่าเป็นอาการทำใจในใจให้กิเลสลดได้จริงๆ เรียกว่าบุญ ถ้าคุณทำให้กิเลสลดได้ แต่ไม่มีญาณรู้ก็ยังไม่สมบูรณ์ต้องมาตรวจสอบด้วยสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย มีสัมมัปปัญญา สำเร็จอิริยาบถอยู่ สรุปแล้วต้องผัสสะด้วยกาย รู้ด้วยปัญญา อย่างเห็นแล้ว คือ จัสสะทิสวา มีผุสสติ คือเห็นๆอย่างปัจจุบัน สรุป กุศล นั้นโลกียะเป็นหลัก ส่วนบุญนั้น โลกุตระเป็นหลัก และกุศลไปถึงนิพพานได้ ถ้าทำถึง เป็นปรมัตถ์ได้ กุศลมีทั้งกุศลโลกีย์และกุศลโลกุตระ แม้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ไม่สันโดษในกุศล จนกว่าจะปรินิพพาน เป็นปริโยสาน พระอรหันต์ที่ทำปรินิพพานได้ก็สูญสิ้นธาตุอัตภาพทั้งหมดไม่วนเวียนในวัฏฏสงสาร สูงกว่าอมตชน คนที่เข้าใจคำว่าบุญอย่างสัมมาทิฏฐิแท้ก็จะทำบุญเป็น ตั้งแต่โลกุตรธรรม 1 จาก 46 ก็จะรู้ตั้งแต่กาย เป็นองค์รวมของวิญญาณ มีจิต เจตสิก ก็รู้บทบาทของจิตที่ทำงาน การปฏิบัติธรรมก็ปฏิบัติขณะมีจิตกับเจตสิก ส่วนผลที่ได้สะสมเป็นมโนข้างใน ได้ผลมาเป็นมโนวิญญาณ จนกระทั่งถึงมโนวิญญาณของอรูปสัตว์ ซึ่งเหนือมาหมดตั้งแต่กายวิญญาณข้างนอกตั้งแต่กามภูมิมา แล้วก็มารูปภูมิ มาอรูปภูมิ เราล้างความเป็นสัตว์ในวิญญาณตั้งแต่กามภพ ซึ่งอบายก็เป็นกามภพขั้นต่ำ จนล้างกามต่ำอบายได้ก็เป็นสกิทาคามี จนฆ่ามันตายหมดในกามภพ ก็เป็นอนาคามี มีแต่โอปปาติกสัตว์ ซึ่งเป็นคำเรียกอนาคามีว่าเป็นอุปปาติกะคือมีแต่สัตว์ในจิตวิญญาณที่เป็นภพใน แต่อยู่เหนือธรรมชาติภายนอกหมดแล้ว จะกระทบสัมผัสกับกามาจรอย่างไรท่านก็ไม่สุขทุกข์แล้ว เหลือแต่กิเลสในภพใน และก็ยังลืมตาสัมผัสกระทบอยู่ ทั้งที่เหลือแต่กิเลสในรูปภพ อรูปภพเท่านั้น ยังรู้เห็นมีการรับรู้เหมือนคนทั่วไปแต่ท่านไม่มีกิเลสเกิดในระดับกามสัตว์ ตายไม่ฟื้นแล้ว ไม่กลับกำเริบ แต่เป็นคนเหมือนปุถุชนทุกคน คนที่มีกามารมย์ ก็เห็นเหมือนกับคนที่เป็นอนาคามี แต่ท่านไม่กระดี๊กระด๊าเหมือนคนโลกๆ แต่ท่านจะอนุโลมไปร่วมรู้ร่วมทำกับเขาไหม ถ้าช่วยเขาได้ท่านก็ทำ แต่ถ้าไปทำแล้วเขาไม่เข้าใจกิเลสเพ ิ่ มท่านก็ไม่ทำ ประเด็นคือรูปาวจรไม่ใช่พวกหลับตา แต่เป็นพวกลืมตารู้ทุกอย่างกับโลก แต่ช่วยโลกได้ ตามที่ท่านจะมีสัจจานุโลมิกญาณปรุงร่วมไปกับเขาได้ ท่านจะไม่ประมาท หากทำไม่ไหวท่านก็ไม่ทำต่อ ท่านไม่มีกิเลสติดโลกธรรม ประเด็น รูปาวจรนั้นก็ไม่หลับตาปฏิบัติ แต่ลืมตาอยู่แล้วปฏิบัติรูปาวจร อรูปาวจร เพราะฉะนั้นบุญของพระอนาคามีนั้นเหลือน้อย เพราะกิเลสท่านเหลือน้อย ยิ่งทำให้กิเลสหมดบาปเกลี้ยงแล้วก็สิ้นบุญสิ้นบาป เป็นอรหันต์จ้อย มีอานิสงส์ของการฟังธรรม ได้ฟังสิ่งใหม่ ฟังสิ่งเก่าซ้ำ ได้เกิดความเข้าใจเพ ิ่ ม ได้คลายความสงสัยและได้ทำความเห็นได้ถูกตรงเพิ่มขึ้น ทุกวันนี้คนไปทำบุญ แต่ได้กุศลและได้บาปด้วย เพราะไปทำบุญตามทั่วไปว่า แต่มีความตะกละเพิ่มเติมต้องการได้มามากกว่าเก่าอีก ยิ่งทำบุญแล้วเข้าใจผิดก็ได้แค่กุศล แต่โดยปรมัตถ์แล้วก็ได้บาปมาก และได้บาปมากกว่าได้กุศลอีกด้วย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน