570709_เอื้อไออุ่นที่สีมาอโศก.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570709_พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ เทศน์รายการเอื้อไออุ่นที่สีมาอโศก วันที่ 9 กรกฎาคม 2557 พ่อครูว่า… วันนี้เอื้อไออุ่น แต่เอาไปเอามา ก็เป็นเทศน์ทุกที คราวนี้ให้เป็นเอื้อไออุ่นซักทีนะมีอะไรถามไถ่ก็ว่ากันมา ญาติธรรมชื่อยายเข็มทอง ซึ่งเป็นผู้บริจาคที่ดินให้สร้างสีมาอโศกเป็นคนแรกบอกว่า.. ดิฉันไม่ได้ไปร่วมงานอโศกรำลึกเพราะหกล้ม กระดูกสันหลังยุบไป 1 ข้อ หมอว่าจะผ่าไหม? ก็ไม่ผ่า ตายก็ตาย มีคนถามว่าอยู่กับใคร ก็อยู่กับศีลค่ะ ไม่คิดกลัวอะไร ตายแล้วก็ไม่กลัว ดิฉันไม่อยากรักษาเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ดี ไม่ได้ฟังธรรมพ่อครู อาราธนาพ่อครูอยู่ถึง 151 ปี พ่อครูว่า..ตอนนี้อาตมาอายุ 80 ถ้าจะอยู่ไปถึง 151 จะต้องอยู่ไปอีกกี่ปี … เอ้าเด็กๆบวกลบเลขดูซิ ...ก็อีก 71 ปี ก็ตอนนี้ก็ครึ่งวัย ตอนนี้ก็วัยกลางๆอยู่นะ _ ยายเข็มทองว่า...ดิฉันว่าพ่อท่านอยู่ถึงแน่นอน พ่อท่านไม่มีกิเลสไม่ฟุ้งซ่าน อยู่ได้ถึงแน่นอน พ่อท่านยังกระฉับกระเฉง พ่อครูว่า..คนเราไม่แน่นอน บางคนแข็งแรงอยู่ดีๆ เอ้ารุ่งเช้าไม่หายใจก็ได้ ว่ากันไปตามบารมีคน _ ยายเข็มทองว่า...ก็ขอเรียนถามว่า...ถ้ามีศีลทุกข้อถึงข้อ 8 และไม่เป็นศีลสังวรด้วย แต่ทำได้เป็นปกติ และรู้สึกว่าอารมณ์ดีดูที่อารมณ์ ดูแต่กิเลสให้ละกิเลส แต่ว่าภาษาดิฉันตก ได้ 0 แน่นอนเรื่องภาษา อ.เป็นต้น นาประโคน เขียนบทกลอนมาให้พ่อครูอ่าน...พ่อครูอ่านแล้วก็ว่าดี แล้วบอกว่าเข้าใจว่าขอซักชาติได้ไหม? เป็นอย่างไร?...เกิดมามนุษย์ต้องเอาอันนี้ต้องเอาธรรมะที่เป็นโลกุตรธรรมให้ได้ แต่คนทุกวันนี้เอาแต่โลกียะตะพึดเลย คนกลุ่มน้อยที่มาฟังอาตมา จริงๆก็รู้แล้วว่าดี แล้วจะเสียไปชาติหนึ่งทำไม ให้อาตมาสักชาติได้ไหม ก็ไม่ได้ให้มาเป็นทาสอาตมาใช้ให้ไปทำเป็นบาป เป็นอกุศลอาตมาก็ไม่ได้ไปใช้ จริงๆอาตมาเป็นคนไม่ค่
อ่านต่อ
อยเป็นคนใช้คน เพราะว่าอาตมาถือว่าการใช้คนเป็นความไม่ประเสริฐของเรา ยิ่งบังคับใช้เลย ก็เป็นคนที่ชั้นต่ำมากเลย แต่ถ้าเผื่อว่าคนเต็มใจที่เราพาทำ เห็นดีเห็นงามบอกว่าอย่างนี้ดี แล้วเขาก็ขมีขมันมาช่วยกันทำ อย่างนี้อาตมาถือว่าอาตมาทำให้เกิดความประเสริฐแก่คน คนที่มาทำก็ประเสริฐ เราก็ประเสริฐ เราก็ไม่ได้ไปชี้ใช้อะไร ตอนนี้ทางบ้านก็น่าสงสาร ไม่ได้ดูทางทีวี แต่คนที่มีอินเทอร์เน็ตก็ได้ดูบ้าง คนที่ชี้ใช้คนก็เขาดูว่ายิ่งใหญ่ แต่อาตมากลับเห็นว่าถ้าไปชี้บังคับใช้เขานั้นลดความดีงามเลย แต่เราเป็นคนที่พาทำความดีงามแต่เขาก็ไม่เข้าใกล้ ไม่มาทำมันก็จะดูไร้ค่าเลย คนทุกวันนี้เข้าใจความยิ่งใหญ่ความประเสริฐแท้อย่างไร? อย่างมีอำนาจยิ่งใหญ่ชี้ใช้ เป็นตัวหัวหน้าใหญ่ที่ใครต้องทำตาม ต้องลนลานวิ่งตามอย่างนี้? มันมีสองทาง ถ้าเราทำตามคนที่เรานับถือก็ดี แต่ถ้ารีบทำตามเพราะกลัวอันนี้ไม่ดีเลย มันมีสองนัยว่าวิ่งตามอย่างไร? นัยของธรรมะกับโลกีย์อาจคล้าย แต่มีนัยสำคัญที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่ละชาติเราบูชาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านเลิศเยี่ยม ผู้รู้ก็เอามาขยายความตามที่รู้ อาตมาก็เอามาขยายความ เมื่อมุมต่างก็ใช้วิจารณญาณของตน อันไหนเห็นว่าดีก็เอา อันไหนไม่เห็นควรก็ไม่เอา เพราะอาตมาไม่นิยมการบังคับ การบังคับนั้นไม่ยิ่งใหญ่อะไร ต้องใช้ปัญญาตัดสินว่าอะไรประเสริฐ ถ้าคนยินดีเห็นด้วยตามพระพุทธเจ้าตรัส กับคนเห็นด้วยกับเทวฑัตพูด ก็ตามภูมิปัญญา มีอิสระแท้ ก็เป็นการชี้บอกด้วยว่าใครมีปัญญาแท้ ขอบอกพวกคุณว่าใครฟังอาตมาเข้าใจก็มีปัญญา ใครฟังไม่เข้าใจก็ไม่มีปัญญา อาตมากำลังบอก แล้วเราฟังไม่เข้าใจแสดงว่าเราไม่มีปัญญาตามพ่อท่านได้นะ นี่ไม่ถือดีถือตัว แต่คนถือดีถือตัวก็จะหาว่าด่าเรานะ นี่คือถือตัว แต่อาตมาไม่ได้ด่าใครนะ อาตมาพูดตามสัจธรรม จะเป็นข้อสอบให้คุณด้วยนะ ข้อสอบน่ะโกรธทำไม แล้วคนโกรธฉลาดหรือโง่ คนถือดีก็โกรธ แม้แต่ไม่ใช่อาตมาใครก็ตามพูด พูดผิดหรือถูกก็ตาม เขาว่าเราผิด แล้วเขาไม่ใช่คนที่เรานับถือด้วย เขาว่าเราไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้เราก็โกรธ คุณใหญ่ขนาดไหนมาว่าเราอย่างนี้ แล้วที่เขาว่าเรานี่ถูกไหม จับเนื้อมาตรวจเรา ถ้าเขาว่าเราถูก ก็ต้องขอบคุณเขา สาธุ ว่าเราถูก ไม่ได้จ้างมาด้วย บอกเราถูกต้องขอบคุณ แต่ถ้าเขาว่าเราผิด เขาก็ไม่ฉลาด เขาไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง เราพิจารณาอย่างไม่ลำเอียงเรามีปัญญารู้จริงๆ คุณก็ไม่ต้องไปโกรธเขา เขาไม่ฉลาดรู้มันก็อยู่ที่ตัวเขา คุณไม่ได้ไปเป็นตัวเขา หรือเขาว่าเรา เราก็ไม่ได้ไปว่านะ เขาว่าเป็นกรรมของเขา เขาขายขี้เท่อตัวเอง ถ้าเขาว่าเรา เราก็เฉยๆไม่โกรธใจเราก็เย็น ตรวจสอบแล้วเราไม่เป็นอย่างเขาว่า ถ้าจะบอก คนโกรธก็จะตอบไปไม่ดี แต่คนไม่โกรธก็จะตอบดีๆ ถ้าเขาว่าแล้วเราไม่โกรธเลย นั่นคือคุณสูงเจริญ หรือว่าถ้าเราระงับได้แล้วตอบเขาดีๆ ควรทำอย่างนี้แม้จะโกรธเราก็ควรทำอย่างนี้ นี่คือลักษณะเจริญ ใครทำแล้วเจริญ เขาจะว่ามาย้อนแย้งเราก็ทำใจเย็นๆ ค่อยๆพูดคุยเหตุผล อาตมาว่าคนไม่ได้ขี้โกรธไม่ได้ถือดี เขาจะคุยกับเราดีขึ้นนะ ถ้าเรามีของจริงถูกต้องก็จะรู้ เขาจะรู้ว่าไปแสดงขี้เท่อ ก็จะขอโทษ แต่นี่ไม่น่ะส่วนมาก ก็ชกกันก่อนเลย แทนที่จะพูดกันก่อนแต่ชกกันก่อนแล้วจะได้พูดกันไหม ก็ยิ่งชกกันใหญ่เลย โลกเป็นอย่างนี้ ใครจะว่าอาตมาหลงใหลธรรมะก็ดีกว่าหลงไมเคิล แจ็คสัน หรือแม้แต่หลงคนดังๆ ที่ทุกวันนี้เขาหลงกัน แล้วเป็นเรื่องไร้สาระที่จะไปหลงอย่างนั้น เสียวัตถุ เสียเวลา เสียเงิน เสียแนวคิด แต่ถ้ามาตอบปัญญาธรรมะโลกุตรธรรมได้มาก ก็ไม่ค่อยจะสนใจเท่าไหร่ เงินจะน้อยจะมากเขาก็ไม่สนใจ ถ้าจะใช้เงินก็มาทำอย่างนี้ดีกว่า ในสังคมอาริยะจะเห็นได้ โลกทุกวันนี้ไม่เข้าใจอาริยชน ขอบคุณพวกเราที่เข้าใจแล้วมาช่วยกัน แต่ขอให้เป็นของจริง ให้บุคคลมีภูมิธรรมจริงเป็นอาริยะมาพาทำเผยแพร่ ตั้งแต่เด็กจนโตจนแก่จนตาย กันไปหลายคนแล้ว นี่ก็มีเมรุใหม่ คงไม่มีใครอยากจะเป็นคนแรกที่จะฉลองเมรุนี้หรอก ให้สวยก็สวยไป ยังไม่อยากใช้บริการ ก็ดี ชีวิตนี้ยังไม่ขึ้นเมรุก็พยายาม ขอสักชาติได้ไหม ไปใกล้เมรุก็ยังไม่อยากตาย แล้วจะเอาเวลาไปทำไม? ก็ขอสักชาติเอาเวลามาศึกษาธรรม ผู้ที่เร ิ่ มต้นมากับอาตมาตั้งแต่ต้นมาจนถึงวันนี้โดยอาตมาไม่ได้เอาอามิสล่อ พาไปลำบากก็อดทนไปกับอาตมา อย่างน้อยคนที่ไปร่วมด้วยก็ต้องรู้ค่าว่าไปอย่างนี้มีประโยชน์มากกว่าเอาเวลาทำกับอบายมุขหรือโลกธรรม แล้วไปกับอาตมาก็ลำบาก แถมถูกด่าว่าด้วยก็ยังทำมาร่วมกัน ถึงอย่างไรอาตมาก็ว่าอาริยธรรมของพระพุทธเจ้าเกิดแล้ว ขอบคุณพวกเราที่ร่วมกันทำ ยืนยันคำเดียวว่าอาตมาไม่ได้เอาอามิส ลาภ ยศ สรรเสริญล่อ คุณเอาตัวเองมาทำเอง ด้วยปัญญาของคุณ ไม่ได้ถูกหลอกมา ใช้ปัญญาตัดสินเอง อาตมาว่าเป็นอาริยธรรม คนที่มาทำนี่ชัดเจนว่าคุณรู้ ไม่เช่นนั้นคุณไม่มาทำหรอก คนโลกๆเขาใช้อามิส ล่อหรืออำนาจบา ตร ใหญ่บังคับทำ มันไม่เหมือนกัน อาตมาทำได้แค่นี้ตายตอนนี้ก็ไม่เสียดาย ถือว่าอาริยธรรมเกิดขึ้นแล้ว ก็ปลาบปลื้มใจ ว่าธรรมะพระพุทธเจ้าเกิดได้เป็นได้ คนก็รับได้ เอาชีวิตของเขามา หลายคนไม่คิดเอาชีวิตไปข้างนอก หลายคนอาตมาไม่สั่งมากก็ทำ ยิ่งเห็นความจำเป็นว่าต้องขมีขมันทำก็เห็นว่าคนนี้มีปัญญาเข้าใจ อาตมาว่าจะสร้างพระใหญ่ๆ จะสร้างสถานที่ ภูเขา แม่น้ำ ขยายอาณาเขต อาตมาก็ไม่ได้คิดจะสร้างเพื่อเป็นเจ้าของหรือมีอำนาจบา ตร ใหญ่เหมือนคนโลกคิด แต่อาตมาทำเพื่อให้เป็นที่รวมกันเพื่อไปสู่การบรรลุธรรม ไม่ได้ทำเพื่อขยายลาภ ยศ สรรเสริญอย่างโลกียะ แต่มันเห็นควร เช่นขณะนี้นะ อาตมาไปที่วังน้ำเขียว ไปดูสถานที่ว่ายุคนี้ คุณอำนาจบอกอาตมาว่าสามารถพัฒนาได้เป็นสาธารณโภคี ร่วมกันกินกันใช้แม้จะมีส่วนตัวอยู่บ้าง แต่มีที่กลางมีแล้ว อย่างหมวยก็ให้เป็นที่ส่วนกลาง เป็นมูลนิธิเชื่อม ถ้านำมาสานต่อเชื่อมกันแต่ไม่คิดขยายพื้นที่โดยไม่มีบุคคล แต่อาตมาดูแล้วว่าถ้าคนย่านนี้มารวมกันก็ได้ เป็นภูมิทัศน์ที่เป็นสวิสเซอร์แลนด์ประเทศไทย เป็นเสนาสนะสัปปายะ ดูแล้วก็น่าจะเกิดเป็นอีกแหล่ง อาตมาไม่พยายามเพ ิ่ มชุมชน เพราะคนเราก็ไม่มาก สมณะเราก็ไม่เพ ิ่ ม อาตมาว่ามาถึงวันนี้แล้วเหตุปัจจัยมันได้ เป็นเครื่องกระตุ้นโดยสถานที่ ถ้าเทียบวังน้ำเขียวกับภูผาฟ้าน้ำ ก็ดูว่าใกล้กัน องค์ประกอบอาจไม่ยิ่งใหญ่เท่าภูผาฯ แต่ว่ามีสิ่งที่ดีๆหลายอย่าง ก็ถ้าเป็นไปได้ก็ให้คุณอำนาจเดินเรื่องดู ไม่เอาที่ไปเบียดเบียนใคร ให้มีความเห็นร่วมกับคนอื่นๆ เราก็จะได้สร้างนิคมอาริยธรรม ที่เป็นของส่วนกลาง ถ้ามที่มากก็ต้องช่วยกันดูแล มีคนมอบที่มาให้ 19 ไร่ แต่มีเงื่อนไข อาตมาก็บอกคืนเขาไปเลยถ้ามีเงื่อนไข เขาตั้งชื่อมาด้วยชื่อผัวเมียแล้วก็บอกว่าจะต้องสร้างเป็นพุทธสถานโดยเร็ว มีลักษณะระบุเป็นนายใหญ่ อาตมาก็คงจะรับใช้ไม่ไหว ก็คืนไปเถอะ เขาก็พาซื่อนะ ไม่คิดร้ายอะไร แต่สำหรับอาตมาเขาไม่รู้ว่าทำอะไรกับอาตมา แต่คุณฟังแล้วคุณจะไม่กล้าทำอย่างนี้กับอาตมา ขออภัยว่า เป็นผู้ดีต่างกัน ขออภัยต่อผู้ที่พูดถึง ไม่ได้ลบหลู่นะ รู้ว่าคุณมีกุศลจิต ที่จะบริจาคไปในทางดี ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเลย แต่แนวคิดการปรุงแต่งสังขารของเขามีแค่นี้ แล้วพวกเราจะเข้าใจว่าอาตมาไม่ได้คิดแนวต่ำ ไม่ได้เอาเขามาย่ำยีดูถูก แต่ถ้าเข้าใจเช่นนั้นก็ขออภัย ยกตัวอย่างมาประกอบว่าให้พอเป็นไป อย่าดันอะไรมาก อาตมาก็ยังบอกท่านสมณะเตชพหุชโน ว่าให้ไปดูแลบ้าง แต่ท่านก็ถนัดที่จะไปตามที่ต่างๆ แล้วจะเกิดการโยงใยหากันเอง จริงๆอาตมาก็ไม่อยากก่อให้เกิดชุมชนเพราะมันเหนื่อย ยิ่งเป็นสังฆสถานอีกก็ต้องแบ่งสมณะไป สมณะก็ไม่เพ่ิม มีตายไปอีก ก็ยิ่งร่อยหรอ แต่ตอนนี้ยังไงก็จะเพ ิ่ มสิกขมาตุเพ่ิมอีก 1 รูป ถ้าสมณะสึกหรือตายก็เพ ิ่ มสิกขมาตุไม่ได้อีก แต่อาริยบุคคลก็ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบวช ฆราวาสก็เป็นถึงอรหันต์ได้ อาตมามีอาริยบุคคล นี่ก็พูดจริง อาตมาก็ไม่ได้อยากชี้ ชี้ไปแล้วก็จะไปเพ่งบุคคล เอาจริตไปวัด มันก็จะเพี้ยน อยากให้อ่านเนื้อหาสัจธรรมเอง แล้วจะรู้ว่าอย่างนี้โสดาฯ สกิทาฯ ตอนนี้อาตมาขยายโลกุตรธรรม 46 เร ิ่ มที่เข้าใจ กายในกาย รู้จักกาย รู้จัก กายสังขาร ที่มันลดละองค์ประชุมที่มีสังขาริกัง แล้วกำจัดลงไปจนเป็นอสังขาริกัง ไม่มีกายของสัตว์อยู่ในนี้ แล้วกายก็เป็นเวทนา จิต ธรรม พิจารณาสติปัฏฐาน 4 ก็จะรู้กาย กายในกาย กายในเวทนา กายในจิต กายในธรรม จะรู้องค์ประชุมที่เป็นเวทนาในเวทนาก็คือ กายในกายของเวทนา แล้วเวลาดับจริงๆก็ดับกายในกาย ที่เป็นอกุศลเหตุ เมื่อดับอกุศลในเวทนาก็จะเหลือแต่กายที่สะอาด กายดับไม่ได้หมายถึงองค์ประชุมรวมของเวทนาทั้งหมดดับ เราต้องเข้าใจบริบทของ กายของเวทนา กายของจิต กายของธรรม แล้วในกายของเวทนายังมีกายที่ต้องกำจัด เมื่อฆ่าได้กายก็บริสุทธิ์เจริญเต็ม อารมณ์ของเราประกอบด้วยเหตุ ด้วยสมุทัย อาริยสัจ 4 ประกอบด้วยสมุทัย โลกทั้งโลกประกอบด้วยสมุทัย เมื่อดับสมุทัยของโลกียะหมด คุณก็เป็นโลกุตระเต็มๆ โลกนิโรธดับเพราะดับโลกสมุทัยที่เป็นเหตุหมด เหลือแต่โลกโลกุตระเต็มๆ ล. 16 ข. [ 43 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มี (โลเกนัตถิตา) ในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ มีในโลก (โลเกอัตถิตา) ย่อมไม่มีโลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะจึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ พ่อครูว่า...ที่จะให้ไม่มีคือ โลกสมุทัย แล้วสิ่งที่จะให้มีคือโลกนิโรธที่เป็นเนื้อแท้แห่งชีวิตที่ต้องควรมีควรได้ ผู้ที่มีโลกนิโรธแล้วก็คือคนที่ไม่มี ในสัมมาทิฏฐิ 10 ท่านใช้คำว่า นัตถิ กับอัตถิ เช่นคุณทำทานเสร็จแล้ว นัตถิ ก็คือไม่มีผลเลย เพราะไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่รู้ว่าผลที่จะได้จากทานคืออะไร? คุณทำทานคุณก็เอาเงินไปถวายแสนล้าน อย่างวอเรน บัฟเฟต เลยนะ เงินของเขาใหญ่เป็นล้านๆ ทำทานทีละ 80 % ของที่เขามีอยู่ เขาไปทำทาน 8 แสนล้านบาทเขาเหลืออยู่อีก สองแสนล้านบาทอีก ใจถึงไหม? คุณทำทานคุณให้เงินไปแต่คุณมนสิการไม่เป็น คุณทำใจยังไง คราวนี้เอาทองเท่านี้ไปถวายหลวงตาบัวก็ตั้งใจว่าสาธุขอให้ได้มากกว่าเดิม ทำทานไปเท่าหัวแต่ขอทองมากกว่าหัวไหม? คุณทำใจให้กิเลสโลภมากขึ้น ถวายทองเท่าหนวดกุ้งคุณก็ขอให้ได้มากกว่าหนวดกุ้ง นี่คือทำใจนัตถิโลเก ไม่ได้ดับสมุทัยคือความโลภ นี่คือนัตถิทินนัง ทานที่ทำแล้วทำใจในใจไม่เป็น ตั้งจิตผิดทำใจผิดก็ไม่ได้ผล ในการปฏิบัติมรรคองค์ 8 สอนทำทานก็ผิดกันแล้ว แล้ววิธีปฏิบัติที่ไปสู่ทาน คือยิตถัง แต่เขาแปลว่ายัญพิธี แต่จริงๆก็คือปฏิบัติ คือ ทาน ศีล ภาวนา ซึ่งศีลก็คือวิธีการปฏิบัติ หลักปฏิบัติ แต่ปฏิบัติแล้วตามวิธีที่คุณเรียนมาบำเพ็ญมา เงินคุณใส่เก๊ะไป แล้วมาปฏิบัติกับอาจารย์ แต่ไม่ได้ทำให้จิตรู้จักกิเลส ไม่รู้สักกายะ ไม่ได้ลดกิเลส ไม่ได้ทำใจในใจก็ไม่จับสักกายะถูกนิโรธก็ไม่ได้ทำ สมาธิคุณก็ได้แต่นั่งหลับดับตาไป ก็นัตถิยิตถัง ปฏิบัติให้ตายอย่างไรก็ไม่ได้มีมรรคผล อาตมาพูดนี่ไม่ได้ยกตัวเองเลย แต่คนจะเห็นว่ายกตัวเอง แต่มันเป็นสัจจะความถูกมันก็ข่มความผิด จิตอาตมาไม่ได้มีจิตข่มคุณ แต่คุณอาจเข้าใจว่าข่ม แต่อาตมาไม่ได้ดิบดีอะไรกับการข่มคุณ อาตมาไม่แข่งคุณหรอกที่คุณสอนผิด จะใหญ่คนนิยมขนาดไหน ไปนิยมของผิด อาตมาไปริสยาทำไม คุณควรริสยาอาตมาต่างหาก แม้คนน้อยแต่สอนถูก แต่คนไปนิยมคนสอนผิดก็น่าสงสารนะ คนทำไมไปหลงตามคนผิดก็ได้แต่น่าสงสาร ก็ได้แต่อยากให้คุณหยุดสอนเถอะ จะไปริสยาทำไม่ให้ทุกข์ ถ้าอาตมาริสยาจะต่ำหรือสูงก็ต่ำ และสำคัญคืออาตมารู้ว่าทำใจริสยาเป็นอย่างไร แล้วอาตมาก็ทำใจไม่ให้ริสยาได้ ไม่มีริสยาในจิตจริงๆ อาตมาก็ถูกแล้ว คุณจะว่าอาตมาริสยาเขา คุณพูดผิดอาตมาไม่ได้ริสยาเลย พระพุทธเจ้าท่านว่าคนผิดไหม? แล้วท่านว่าคนผิดแล้วท่านก็ไม่ได้ริสยาคนแต่อย่างใด พระพุทธเจ้าไม่ริสยาคนผิด ทีคุณเชื่อพระพุทธเจ้าแต่อาตมาคุณไม่เชื่อ แต่อาตมาเป็นจริงอย่างนั้นไม่ได้หรือ? อมตะบุคคลเป็นคนไม่ตาย แต่เขายังอยู่นะมีชีวิตอยู่ แต่กิเลสเขาตายนิรันดรแล้ว เป็นได้อย่าง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) เขาหมดกิเลสแล้วจะดับจบไม่ต่อภพภูมิเมื่อไหร่ก็ได้ ผู้จบภพภูมิไม่ได้ก็ไม่เป็นอรหันต์ คุณทำนิพพาน 3 ไม่เป็นก็ไม่เป็นอรหันต์ สุญญตนิพพาน คุณไม่ตายก็ทำเป็นแล้ว อนิมิตนิพพานคุณก็ทำเป็นแล้ว และอัปปนิหิตตนิพพาน สูงสุดคุณทำเป็นจึงได้ชื่อว่าอรหันต์ คุณอาจทำสุญญตนิพพานหรืออนิมิตตนิพพานได้แต่ทำอัปปนิหิตตนิพพานไม่ได้ก็เป็นอรหันต์ไม่ได้ ต่อเมื่อทำอัปปนิหิตตนิพพาน วิมุติ นิโรธได้จึงชื่อว่าอรหันต์ การที่ไม่ต่อภพภูมิ เป็นอรหันต์แล้วไม่ต่อภพภูมิก็เป็นสิทธิ์ท่านแต่ท่านจะไม่ดับเวียนมาเกิดอีกก็ได้ แต่จิตที่ดับสนิทแล้วไม่เกิดอีก มันมีลิงลมอมข้าวพอง แต่จิตจริงของท่านไม่เกิด อย่างอาตมาเล่าของตนเองและของพระพุทธเจ้าว่าต้องไปตามวิบาก พระพุทธเจ้าท่านในชาติที่เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิบัติธรรมไม่ได้ฝึกหัดศาสนาพุทธเลย นั่งระลึกชาติแล้วออกมาพรวดเดียวเลยแต่ก็ไม่หมดต้องคุยกับเทวดาบ้างในแนวลึก ส่วนอาตมาก็ต้องปฏิบัติบ้างเพื่อทวนของเก่า เขาบอกว่าถ้าไม่นั่งสมาธิหลับตาไม่มีทางได้นิพพาน แต่อาตมาว่าถ้าไปนั่งหลับตาดับไม่มีทางได้นิพพานแม้ไม่ปฏิบัตินั่งหลับตาดับเลยก็นิพพานได้ มีหลักฐานในบุคคล 4 1 . บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ แต่ไม่ได้โลกุตระ 2 . บุคคลผู้ได้โลกุตระ แต่ไม่ได้เจโตสมถะ 3 . บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ และได้ทั้งโลกุตระ 4 . บุคคลผู้ไม่ได้เจโตสมถะ และไม่ได้ทั้งโลกุตระ การสอนให้ทำใจได้แค่เทวดาโลกีย์ตั้งจิตว่าจะต้องได้ตอบแทนอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ถ้าคุณทำแล้วไม่ได้อย่างนั้นอย่างนี้ก็จองเวรจองกรรม บอกว่าอาจารย์สอนอย่างไรกันว่าให้ทำบุญใหญ่แล้วจะได้แต่ไม่ได้สมใจอยากได้ ทำทานหมดตัวแต่อาจารย์ว่าจะได้แต่ไม่ได้ สักสองสามทีไม่ได้ก็หนีเลย แต่บางคนได้บ้างไม่ได้บ้างก็พออยู่ แต่คนที่ไม่ได้จนหมดตัวก็ต้องถอนตัวเพราะหมดศรัทธา การไม่รู้จริงพาคนลงนรกหมด คนเราหลงอยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แค่สอนว่าทำทานหรือปฏิบัติธรรมจะได้รวย แค่นี้ก็ไม่ใช่ทางนิพพานแล้ว ต้องปฏิบัติบำเพ็ญเพื่อหมดกิเลสแล้วคุณจะรวย อย่างนี้ไม่ใช่ แล้วพระพุทธเจ้านิพพานไหม?นิพพานแล้วท่านรวยไหม มีกี่กหาปนะ นี่รวยอะไรกันเล่า แต่เป็นพระพุทธเจ้านะ คือสอนกันย้อนแย้งพระพุทธเจ้าไปหมด อาตมาก็ย้ำขยายความให้ดีขึ้นลึกซึ้งขึ้น มีคำถามเอื้อไออุ่น 1 คำถาม? ถามปัญหาพาคนหลง?..สมัยก่อนเมื่อ 30 ปีที่ผ่านไปเมื่อนั่งสมาธิจิตสงบจะมีนิมิตเห็นอะไร บางทีเพื่อนบอกว่าอีก 4 วันจะกลับ แต่ผ่านไปสองวัน เรามีนิมิตนั่งสมาธิว่าเพื่อนจะมาก่อน แล้วอีก 5 ชม.เพื่อนก็กลับมาได้...? อีกวันหนึ่งเกิดนิมิตขณะเดินเห็นคล้ายกับโดนผีหลอก เห็นพระสองรูปเดินไปข้างหน้าแล้วแยกเข้าไปในซอย ผมก็ถามคนที่นั่นว่าเห็นพระสององค์มาไหม? เขาก็ว่าไม่เห็น แต่อีกสองชม.พระสององค์นี้ก็มาและบอกว่าจะมาหานานแล้วแต่ก็ไม่ได้มาซักทีวันนี้ก็เลยได้มา การนั่งหลับตาทำสมาธิแล้วนึกเอาว่ากิเลสจะหมดหรือไม่หมดนั้นไม่จริงเพราะกิเลสขณะนั่งสมาธินั้นเป็นเพียงสัญญา มีแต่ความจำที่นึกคิดเอาแล้วคุณก็ตรวจสอบจากความจำ เหตุการณ์เมื่อนั่นเมื่อนี่ กิเลสเราไม่มีเหตุการณ์นั้นนี้ตอนนั้นเขาด่าเราเราก็ไม่โกรธ ตอนนี้เราเห็นทองคำก็ไม่ได้อยากได้ แต่คุณก็รู้ว่าคุณไม่มีก็เพียงในสัญญา สัญญาไม่ใช่ของจริงสัญญาเป็นเพียงความจำ แต่สัญญาจะจริงก็ต้องกำหนดรู้เดี๋ยวนี้ วิญญาณเกิดเลย ขณะตากระทบรูป เช่นกระทบก้อนทองคำตกอยู่ วิญญาณผีขี้โลภก็เกิด กลัวคนเห็นก็รีบหยิบ แล้วเอาละวะ จะเอาไปให้ตำรวจไหม แน่นอนมันต้องมีเข้าของแน่ แต่ความอยากได้เป็นของกูก็ตัดลัดเลย อยากได้มากกูไม่บอกใคร ยังไม่อยากให้ใครรู้ ถึงแม้จะให้ใครรู้ก็อย่าไปบอกใครนะ ข้อสำคัญคือไม่คิดคืนด้วย บอกเดี๋ยวเขาเอาคืน คุณอ่านจิตของคุณหรือเปล่าว่าคุณโลภ นั้นไม่ใช่ของคุณ คุณอ่านจิตคุณก็จะเห็นความโลภ แต่ถ้าคุณอ่านจิตขณะปัจจุบันเห็นผีขี้โลภ เราไ่ม่ทำตามมัน เราก็ไปประกาศหาเจ้าของ แล้วคุณก็ทำ คุณก็รู้ว่าจิตคุณไม่อยากได้ แล้วเอาไปประกาศหาเจ้าของสำเร็จ หรือแม้คุณจะมีจิตอยากได้เสียดายจัง ไม่อยากคืน แต่คุณก็จำนนไม่อยากให้กิเลสมาก ก็เอาคืน เขาจะหวงแหนไหม เขาอยากได้คืนไหม? เขาก็ตามหา เราก็ไม่เอาของเขา ถ้าเขารู้ขึ้นมาคุณเจอแน่ หรือคุณได้ทำบาป ได้เอาของเขาจริง เป็นอจินไตยเป็นกรรมวิบาก ลึกซึ้ง ถามว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่ากิเลสเราเหลือหรือไ่ม่? ตอบก็ต้องรู้อาการจิต จนคุณสร้างก้อนทองคำเราก็ให้เขาได้ ยิ่งของคนอื่นเราก็เห็นเลยว่าเราไม่ได้อยากได้ หรือเอาแค่ลูกแก้วมังกรของเรา คุณให้เขาได้ไหม คุณจิตหวงแหนไหม ก้อนทองคำอาจให้ได้ พวกนี้เล็กๆน้อยๆคุณให้ได้สบายอันนี้รักมากก็ให้ได้ อันนี้หวงมากก็ให้ได้ สุดท้ายไม่หวงอะไร คุณจะรู้ว่ากิเลสคุณไม่มี ยิ่งเกื้อกูลกันชีวิตนี้มั่นใจว่าอยู่ได้ จะมีโจทย์ให้เราอ่านจิตเราเสมอ อ่านตรวจสอบเรื่อยๆ จะมีสิ่งติดมากติดน้อย ติดมากก็อยากได้มาก ติดน้อยก็อยากได้น้อย เราก็จะลดลงเรื่อยๆ สิ่งสุดท้ายที่เราติดก็จะรู้ อะไรมีค่าแค่เรายังติดก็จะรู้ หรืออะไรไม่มีค่าเลยแต่เราก็ติดยึด อุปาทานไว้ มันพลาดหายไปก็อาลัยอาวร มันไม่มีอาการพวกนี้เลย ต้องอ่านจิตตัวนี้เป็น หยาบ กลาง ละเอียด ที่นี้คุณเองคุณนั่งสมาธิิจิตเบาว่างไม่มีตัวตน สว่างใส เป็นสมาธิฤาษีใช่ไหม?..ตอบ ใช่ เพราะความว่างของสมาธิพุทธนั้นว่างอย่างไม่ใช่แบบอาภัสรา แต่เป็นแบบอาโลกา ปัญญาของพุทธเป็นแสงสว่างโลกๆ ที่มีจักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง(อาโลกา) มีจักขุมาปรินิพพุโพติ มีแสงสว่างกระทบรู้เสมอ คำถามของคุณนี้เป็นแสงสว่างของจิตใสสว่าง ถามว่านั่งสมาธิจิตในสว่างนั้นลืมตาก็มีได้ จิตในสว่าง แต่ว่านั่งสมาธิหลับตานั้นไม่ใช่คำตอบของนิพพานพุทธ สมาธิพุทธ เพราะคุณไปปั้นแสงสว่างในภพได้ ในภวังค์ได้ อาภัสราเป็นรูปภพชนิดหนึ่ง เป็นอากาสาฯ เป็นการปั้นนิมิต ของใครของมันเป็นแสงสว่าง แต่ก็อาภัสราเป็นกายอย่างเดียวกัน มันว่างเป็นอากาสาฯไม่มีที่ขั้น โล่งว่างไม่มีนิวรณ์เลย สบาย ซึ่งอุเบกขานั้นว่าแต่ไม่ว่างอย่างอนันโต อากาโสติ คุณเรียนพยัญชนะก็ไปทำอย่างนั้น ปั้นอย่างนั้น ปั้นนิมิตเอา แต่ของพุทธนั้นทำความว่างอย่างเป็นขั้นตอน ศาลานี้ว่างจากช้างก็เอาช้างออก ศาลานี้ว่างจากงูก็เอางูออก ศาลานี้ว่างจากคนก็เอาคนออก เหมือนจิตคุณว่างจากอบายมุขก็เอาอบายมุขออก ตามขั้นตอนไปเป็นลำดับ คนมีความว่างก็จะรู้ว่าว่างจากอะไร คนไม่มีนั้นไม่มีอะไรก็จะต้องรู้ ไม่ใช่ไม่รู้ ดับไปหมดอย่างไม่รู้ตัวตน ตั้งแต่สักกายะ อัตตา อาสวะ ก็คืออาการของกิเลสระดับต่างๆที่เกิดจากอะไร?ที่เราติดยึด เราก็ต้องอ่านออกว่าเราชอบหรือชังเราก็ต้องล้างออก ตั้งแต่แท่งก้อนวัตถุ ถึงนามธรรม ก็ตรวจสอบได้ ถ้ามีญาณปัญญาเข้าใจสัจจะจริง แล้วที่ถามมาถึงนิมิตไปเจอจริงก็เป็นเรื่องที่คุณเอาไปคิด แล้วเราก็หยิบมาว่าเรามีนิมิตเก่ง อย่างนั้นไร้สาระ ต้องมารู้กิเลสแล้วจัดการกิเลสได้อย่างนี้เก่งกว่า อาจรู้ว่าอ.สมเกียรติจะมาวันนี้แล้วก็มาจริงๆ อย่างนี้ไม่เก่งเลย แต่ควรเก่งในการล้างกิเลสต่างหาก เป็นอรหันต์ได้ เก่งทายนิมิตอย่างนั้นไม่พาเป็นอรหันต์แต่อย่างใด ในสมัยที่พ่อท่านจะได้เป็นพระพุทธเจ้า (อาตมาตอบยังไม่ได้เลย) มีคนได้ตำแหน่งพระอานนท์หรือยัง? (ไม่รู้คนถามมานี่ผู้ใหญ่หรือเด็ก) ถึงเป็นผู้ใหญ่ก็ขอตอบว่า ถามมากไปแล้วไอ้หนู เกินไปแล้วไอ้หนู เหมือนท่านธัมมทินนาท่านตอบวิสาขอุบาสิกาว่าท่านล่วงเลยปัญหาไปแล้วถามสิ่งที่เลยปัญหาไปแล้วตอบนิพพานไปแล้วยังถามต่ออีก ถามว่านิพพานมีอะไร? ..อาตมาตอบได้ว่ามีกำปั้น อ้าวจริง ผู้บรรลุนิพพานแล้วกำปั้นก็ยังเหลือ ดีไม่ดีกำปั้นจะทุบหัวคุณอีก แต่ท่านธัมมทินนาคงไม่ตอบตลกอย่างอาตมา ก็นิพพานแล้วก็ยังมีกำปั้น มีภาษา พูดได้ (พ่อท่านไอ) ก็ว่าเป็นสัญญาณ เทวดาก็เตือน ก็ดี ก็คิดว่าการบรรยายธรรมะครั้งนี้มีอะไรใหม่ๆเยอะเลย แม้ใช้พยัญชนะเก่าแต่มีแง่เชิงใหม่ได้อานิสงส์ 5 ของการฟังธรรม 5 ประการ ผู้ใดฟังธรรมแล้วเกิดอานิสงส์ 5 ประการนี้ทุกที อรหันต์เป็นอันหวังได้ ถ้าฟังธรรมแล้วเข้าใจจะเกิดอิทธิบาท 4 ...จบ