580628_วิถีอาริยธรรม สันติฯ เอื้อไออุ่นงาน ๓๕ ปีศิษย์เก่าพุทธธรรมสันติอโศก.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580628_วิถีอาริยธรรม สันติฯ เอื้อไออุ่นงาน ๓๕ ปีศิษย์เก่าพุทธธรรมสันติอโศก
ส.เพาะพุทธว่า...วันนี้ได้โอกาสในงานบุญ เป็นงาน ๓๕ ปีแห่งโรงเรียนพุทธธรรม สันติอโศก มีญาติธรรมที่มาร่วมกิจกรรม ต่อเนื่องจากสวนบุญผักพืช พ่อครูดำเนินกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง จากขอนแก่น ไปอุดรธานี แล้วไปสู่จ.เลย จากนั้นมาแสดงธรรม ที่สวนบุญผักพืช แล้วมาแสดงธรรมที่สันติอโศก กทม.
วันนี้พ่อครูจะสำเสนอประเด็นสมถะและวิปัสสนา เป็นประเด็นเก่าแต่จะนำเสนอแบบใหม่ อาตมาเรียกว่าวิปัสสนาโน อาตมามีถ้อยคำของท่านเจ้าคุณประยุต ปยุตโต ว่าคนปัจจุบันมักจะใช้กล้ามนิ้วมากกว่ากล้ามเนื้อ พ่อครูก็มีถ้อยคำต่อไปอีกว่า จนกล้ามเน่า ก็เป็นประโยคที่รวมกันระหว่างของท่านเจ้าคุณปยุตฯ กับพ่อครูว่า คนปัจจุบันมักจะใช้กล้ามนิ้วมากกว่ากล้ามเนื้อ จนในที่สุดกล้ามก็เน่า
พ่อครูเคยให้ประโยคทองหนึ่งคือ Every things happen for the best. ก็เลยอยากฝากบอกท่านทั้งหลายว่า วิปัสสนาคือการใช้ปัญญา เข้าถึงความจริงในจิต อ่านกิเลสรู้จัดการกิเลสได้ จะเป็นการวิปัสสนาอย่างหนึ่งได้ใช่หรือไม่?
พ่อครูว่า..คำนี้หยิบขึ้นมาพูดตอนนี้ดีเหมือนกันเป็นคำเก่า ที่ทางศาสนาพุทธทั่วไปใช้กันหมด สองคำนี้คือ สมถะ กับ วิปัสสนา ก็มีนิยามกันพอสมควร เขาหยั่งไม่ถึงความจริง และไม่ครบรอบถ้วน อาตมาจะไขความดู
คำว่าสมถะ กับวิปัสสนา สมถะคือพลังงานจิตชนิดหยุด ส่วนวิปัสสนาคือพลังงานเคลื่อนที่ หรือสมถะคือเจโต ส่วนวิปัสสนาคือปัญญา หรือวิชชา เป็นพลังงานสองขั้วสองแบบที่คนจะต้องมีสองอย่างสองแบบนี้ไม่ขาดกัน เพราะธรรมะที่เป็นความมีชีวิตคือมีธาตุรู้ แต่ถ้าความไม่มีชีวิตก็มีอย่างเดียว ทางวิทยาศาสตร์ก็พิสูจน์ได้ว่า ทุกอย่างไม่มีอะไรอยู่หนึ่งเดียว ถ้ามีหนึ่งเดียวก็ไม่มีความมี มันก็เป็น
อ่านต่อ
๐ จะเรียกว่า ๐ กับ ๑ หรือ ๑ กับ ๒ ก็ตาม จะเรียกเพศชายกับหญิงหรือบวกกับลบ ชอบกับชัง ผลักกับดูดก็เป็นธรรมะสอง เทวธัมมา
ถ้าเป็นจิตนิยาม ศึกษาได้ แต่พีชนิยาม มีสองอย่างในตัวแต่เขาไม่มีฉฬายตะเรียนรู้ได้ต้องเป็นจิตนิยามถึงมีทวาร ๖ รับได้ทั้งนอกและใน โดยเฉพาะมาเป็นคน
สรุปแล้วเป็นคน นั้นสำคัญที่ธาตุรู้ เป็นเอกเป็นหนึ่งเลย ทีนี้รู้ไปก็รู้มาก รู้มากก็ยากนาน เลวร้าย รู้มากเป็นพิษภัยต่อโลกต่อสังคมมนุษยชาติทั้งนั้นเลยทุกวันนี้ โลกมันไม่เดือดร้อนทุกอย่างเพราะคนรู้มาก คนไม่รู้จริงๆนี่ไม่ค่อยทำลายอะไร มันทำอะไรไม่เป็น แต่คนรู้มากทำลายอะไรบรรลัยหมด
คำว่า สมถะ แปลว่านิ่งหยุด ส่วนวิปัสสนาแปลว่าเคลื่อน จนมีบทบาทธาตุรู้มากขึ้นเรียกว่าปัญญา แต่ที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าคำว่าปัญญาแปลว่ารู้ความจริงตามความเป็นจริง ฉลาดซื่อสัตย์มีประโยชน์ตน_ท่าน แต่ว่าฉลาดอีกแบบหนึ่งที่บาลีท่านเรียกว่าเฉกา ไม่ใช่ปัญญา เป็นฉลาดไม่มีปัญญา เป็นทุจริต ชั่ว เก่งได้เหมือนกันอาตมาเรียกว่าเก่งฉิบหาย แต่ปัญญาแท้จริงนี้เก่งมีประโยชน์คุณค่าพัฒนา พวกเก่งชั่ว นั้นยังหลอกคนอื่นว่าตนเองดีอีกต่างหาก แต่ที่จริงใช้ค่ายกลทำให้เกิดทำร้ายตนเองและผู้อื่น
คนมีกิเลสเห็นแก่ตัวก็ใช้ความฉลาดเฉโก แต่ทั้งหมดไม่ได้อยู่ในคำว่าวิปัสสนาเลย คำว่าปัสสะแปลว่าเห็น หรือรู้ มันเป็นการรู้จากการสัมผัส กระทบ ตากระทบรูป เห็น หูกระทบเสียงได้ยิน รู้ทั้งนั้น รู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัสเสียดสี รู้ทางใจสัมผัส เกิดการสัมผัสเรียกว่ามีปฏิกิริยา เริ่มมีปฏิกิริยาแล้วสัมผัสกัน กระทบกันไปกันมารอบเดียวก็เกิดreaction เป็นปฏิฆสัมผัสโส เป็นการเคลื่อนที่กระทบกันแล้วเกิด Action – Reaction ทวนไปทวนมา อันนี้แหละเกิดเรื่อง จากปฏิกิริยาก็มีเรื่องมีเหตุ มีนิทานมีสมุทัย ปัจจัยต่อไปยาวไปในโลก
พวกไม่รู้ก็เลยดับหมด ตาก็ไม่ให้รู้ หูไม่ได้ยิน แม้จิตก็ดับให้หยุดหมดเลยไม่คิดนึก ไม่รับรู้อะไรเลย นิ่งบื้อดำหมด ให้จิตสงบ เขาก็เรียกว่านิโรธ นี่นิโรธของพวกสมถะ
นิโรธกับสมถะต่างกัน สมถะแปลว่าสงบ ส่วนนิโรธคือดับฆ่าให้ตายไปเลย แต่ความไม่ละเอียดของคนก็ไปทำความสงบโดยดับ นิโรธ แต่สมถะคือสงบหยุด ส่วนนิโรธคือดับ ดับอะไร ก็ไปดับจิตทั้งจิต ธาตุรู้ทั้งหมด ในพวกนั่งหลับตาสมาธิ มันก็ไม่รู้อะไร สงบหยุดอย่างไม่มีวิปัสสี ไม่รู้เห็นอะไรเลย ก็คนละเรื่องกับวิปัสสนา
ผลสำเร็จของ วิปัสสนาคือนิโรธลืมตา แต่ของพวกดับคือไปดับทั้งหมด แบบหลับตา เขาดับได้แต่เวทนาและสัญญาของตนเท่านั้นเอง ไม่ให้ธาตุจิตทำหน้าที่ แต่มันก็สังขารไปตามพลังงานที่มี พลังงานของชีวะแม้จะดับมันอย่างไร หากไม่ฆ่ามันให้ตายให้มันหายไปจากจิตเลย ถ้าแค่ดับไปสะกดไว้ พลังงานนั้นมันก็จะเป็นพลังงานถูกกดไว้ แต่ไม่ใช่มันไม่ทำงาน มันแตกตัวของมันอยู่ แม้จะเป็นนิวตรอนก็ทำงานของมัน แล้วเป็นนิวเคลียสมันก็ทำงาน ยิ่งเป็นอะตอมมีอิเล็กตรอนก็ทำงานอยู่เป็นพลังงาน ๓ หรือพลังงาน ๔ คือนิวตรอนมีทั้งfusion และ fission มีทั้งแบบแตกกระจายและแบบจับตัวกัน
ของพุทธนั้นดับได้ มีอายตนะเชื่อมต่อได้แม้อยู่แต่ใน คำว่าธรรมะคือธาตุที่ทรงไว้ซึ่งนามธรรม ผู้ที่สามารถทำให้จิตเกิดดับหรือนิโรธ โดยรู้ๆ ไม่ใช่กดข่ม แต่ดับโดยล้างตัวเหตุ ที่เป็นอกุศลเจตสิก คืออาการจิตอกุศล คุณสัมผัสรู้มันเลย แล้วปหาน ๕ ตทังคปหาน วิกขัมภนปหาน สมุจเฉทปหาน นิสรณปหาน ปฏิปัสสัทธิปหาน
คำว่าสมุจเฉทปหานคนมักเข้าใจไม่ได้ ไปแปลว่าขาด อย่างในพระไตรฯล.๑๖
ถ้าวิญญาณไม่หยั่งลงในท้องแห่งมารดา ถ้ามีมีวิญญาณ นาม/รูปจะขาดในท้องแห่งมารดาไหม?....ก็ตอบว่ามีไม่ได้เลยพระเจ้าข้า นาม/รูปก็หยั่งลงไม่ได้ เพราะวิญญาณไม่หยั่งลง คนไทยฟังแล้วก็จะใช้คำว่านามรูปจะมีได้ไหมก็เข้าใจง่าย แต่ว่าใช้คำว่าขาดนี้ คนก็จะงง มันน่าจะแปลให้ง่ายว่า จึงไม่มีนามรูปใดมา เมื่อวิญญาณไม่หยั่งลง นาม/รูปก็ไม่หยั่งลง ก็ไม่มีอะไรจะขาด เพราะไม่มีแต่ต้นแล้วจะเอาอะไรมาขาด ไปฉีกความว่างจะขาดได้อย่างไรมันต้องมีอะไรอยู่ ถึงฉีกได้
การมีปัสสติ หรือวิปัสสะ คำว่าวิคือยิ่ง คนที่อวิชชาก็ไม่รู้อย่างย่ิง เป็นนรกได้เลย แต่คนมีวิชชาก็รู้อย่างย่ิง เป็นอย่างยิ่งอย่างดี
คำว่าวิปัสสนานั้นมีสมถะไหม ก็มีความสงบ กิเลสตัวใดตายไปก็คือสงบจากกิเลสตัวนั้น กิเลสตายอย่างไม่กลับมาเลย ถาวร อย่างรู้ๆเห็นๆไม่ได้กดข่มไว้ เป็นการเปิดทั้งในและนอก นอกขาดแล้วก็ไปล้างต่อภายใน ในรูปภพ อรูปภพอีก นั่นคือสมถะของพระพุทธเจ้า แต่พวกนั่งสมาธิกดข่มไม่รู้จักสมุทัย เขาได้แต่กับจิตไปทั้งยวง เหมือนเขาเองเขานึกว่าเขาจับโจรในบ้านหลังใหญ่ เขาก็เลยเผาบ้านหลังใหญ่ เขานึกว่าเขาทำลายโจรเสร็จแล้วแต่ว่าโจรไปอาละวาดที่อื่น ไม่รู้ว่าโจรไปไหนๆ แต่ว่าเผ่าบ้านโจร ที่จริงคือกดข่มไว้ แต่นามธรรมจิตวิญญาณมันทะลุไปไหนๆได้ จับมันไม่ได้ แต่ของพระพุทธเจ้านี้จับตัวได้เลย รู้เลยว่านี่แขน หรือขา อันไหนก็รู้ ถูกตัวจริงไม่ใช่ตัวปลอม มีมนสิการละเอียด ลงไปถึงจุดเกิดคือสมุทัยแล้วฆ่า
ตทังคปหานคือทำกิเลสให้สูญได้แต่ละขณะๆ องค์แห่งแต่ละๆๆ ทำนี่แหละจับตัวแม่นๆ อย่าเอามาก จัดทีละปริตตัง ไม่เอามามากแต่ไม่ได้อะไร แต่เอาแน่นๆเนื้อๆให้มันตายทีละอันเลย ผู้ใดสามารถกำจัดได้อย่างถูกจริง กำจัดได้อย่างปัญญารู้ๆเห็นๆ มันอ่อนแรงจางคลาย จนดับ มันดับได้ทีหนึ่งไม่ดิ้นแล้วคือสมุจเฉทปหาน มันไม่ดิ้นแล้วทำได้ครบ คุณทำมาอย่างไร วิธีปฏิบัติให้ดับอย่างเห็น นิโรธต้องทำให้แจ้งไม่ใช่ทำให้ไม่รู้เรื่องดับไปแล้วว่าตนได้นิโรธอันนี้ไม่ใช่ของพุทธ อาตมาพูดมา ๔๕ ปีแล้วก็ไม่เห็นมีสักรายที่ว่าตนทำผิดมา
ความต่างของสมถะสายวิปัสสนากับสมถะของสายเจโตสายดับ อาตมาเรียกว่า รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง
รู้จักคือเผชิญหน้ากันมา เคยสัมผัส เคยเห็นเคยรู้ รู้แจ้งคือรู้ให้ครบเพ่ิมขึ้นๆ จนในที่สุดรู้จริง แต่ของสมถะฤาษีจะไม่รู้จักเลย แม้แต่สมถะแท้ๆก็ไม่ถูกต้อง ไปหลงสมถะแบบสะกดจิตไม่รับรู้ในภวังค์คือสมถะ ส่วนลืมตา ก็สงบได้แต่มันรู้พร้อม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็รู้ครบพร้อม รู้ความหมุนความวนของมัน รู้วิสัย รู้นิสัยของมันหมด มันเอานิสัยเอาวิสัยมาทำกับเราก็ไม่ได้ ให้เราเป็นทาสมันไม่ได้ เราคือโลกุตระมีพลังงานเหนือพลังงานที่มันหมุนจัดมา มันจะควงดาบปืนมาก็สู้เราไม่ได้ พระพุทธเจ้าว่าลูบคลำพระอาทิตย์ได้ด้วยฝ่ามือ มือเราอยู่เหนืออำนาจโลกีย์ฤทธ์แรงอย่างไรก็ไม่ระคายเราเลย นี่คืออุตตระหรืออนุตตระ เป็นอำนาจอยู่เหนือด้วยปัญญา มีสติเป็นอธิปไตย มีความรู้รอบพร้อม ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ตื่นรู้พร้อมไม่ใช่นิโรธแบบสติไม่รู้เลย แต่สติมันโตมี รู้นอกในพร้อมตื่นทุกอาการ ๓๒ ทุกเซลล์ ทุกอวัยวะ สัมผัสตรงไหนถึงกันหมด เป็นทฤษฎีสัมพัทธภาพของพระพุทธเจ้า เป็นทฤษฎีลึกซึ้ง ต่อเนื่องเป็นอิทัปปจยตา อาการ ๓๒ มีธาตุรู้คืออาการ ๓๓ แต่ผู้ปฏิบัติไม่รู้หรอกว่าไต ตับเราทำงานอย่างไร แต่ผู้รู้จะมีพลังงานพิเศษรักษาโรคภัยหรือความไม่สมดุลในอวัยวะภายในได้ เช่นเป็นเนื้องอกที่ตับ ก็ใช้พลังงานจัดการออกไปได้
พวกเจโตก็รักษาอาการพวกนี้พอได้ ส่วนวิปัสสนา สามารถรวมพลังเจโตนี้ไปใช้ได้จะยิ่งชัดกว่าสายเจโตอีก ปัญญาจะใช้พลังงานได้ตรงกว่า ส่วนเจโตไม่ค่อยตรงเป่าถ้าละเอียดก็ยากจะยิงให้ตรง แต่จะเปลี่ยนสถานะพลังงานได้ นั้นถ้ามันน่ิงจับตัวแน่นแข็งจะเปลี่ยนยาก แต่ของพระพุทธเจ้าให้กระจายมันออก เหมือนศัพท์ฟิสิกส์เรียกว่า ฟิวชั่น คือละลายแล้วหลอมเอาสิ่งที่ดีมารวมกันใช้งานได้แต่พวกอวิชชาก็เอามาใช้ไม่ได้ มันจึงได้ส่ิงนี้เกิดโดยตนเองจัดสรร ไม่ใช่ว่าให้ธรรมชาติจัดสรร โดยศัพท์ง่ายๆคืออุทธัจจะกุกกุจจะ กับถีนังมิทธัง
ถ้าเรียนรู้เจโตปริยญาณ ๑๖ ก็ใช้ศัพท์ว่า สังขิตตังจิตตัง กับวิกขิตตังจิตตัง คือรวมเป็นธาตุหนักที่ขจัดธาตุที่เลวออกไปแล้วได้ รวมตัวกันเข้าเรียกว่าสมถะ มันกระจายออกไปเรียกว่า ถ้าตาคุณเห็นก็เรียกว่าปัสสนา ถ้าตาไม่เห็นก็กระจายหายไป อย่างฟิชชั่นนี่กระจายไปเรื่อยๆมันก็เล็กลงๆ ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า half life แม้จะแตกกระจายออกไปเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่มันก็หายไปทีละครึ่ง สุดท้ายมันก็สูญ แต่เขาไม่รู้ว่าสูญตรงไหน มันเล็กละเอียดลงไปเรื่อย ฃ
แบบสมถะที่เขาทำกันทั่วไปมีตลอดโลกอยู่นี้ มีแต่พุทธเท่านั้นที่มีสมถะที่เป็นนัยของวิปัสสนา หมดศาสนาพุทธ ก็จะมีสมถะนัยเดียวเท่านั้น
คำว่าวิปัสสนานั้น ต้องอย่างลืมตา ไม่ใช่แบบหลับตาดับไม่มีสัมผัสเลย วิปัสสนาต้องรู้นามธรรม รู้รูปธรรม ต้องรู้ว่ามันมาปรุงแต่งอย่างไร แล้วกำจัดมันได้คือวิปัสสนา แล้วพอกิเลสตายก็คือสมถะ ตายเห็นๆเลย นิโรธแบบสัจฉิกรณะ สัจฉิกตาเลย มันตายต่อต่อหน้าต่อตาแจ้งๆ กระทบอย่างแรงเลยแต่กิเลสไม่เคลื่อนไหวเลย อาการกิเลสไม่มีเลย มันเหลือน้อยหรือมากก็รู้
คำว่าอาการต้องรู้ตั้งแต่อาการข้างนอก มือไกว ขาเดินอย่างไรก็ต้องรู้นี่คือกายภายนอก แล้วต้องรู้ไปถึงจิตภายในรวมเรียกว่า กาย ด้วย พระพุทธเจ้าว่าถ้าทำได้ตั้งแต่ตอนเป็น ตายไปก็ไม่มีกาย แล้วถ้าทำได้ให้มีจิตว่างจากกิเลสเราก็มีญาณรู้ว่าจิตเราว่างจากกิเลสแล้ว เช่นเราไปติดมะม่วง แล้วเขาก็บอกราคา แพงเท่าไหร่เราก็จะซื้อ อย่างไม้ร่มนี่มีคนจะซื้อภาพของเขา ให้คิดราคาเท่าไหร่ก็จะสู้ ไม้ร่มก็เลยบอกว่าเท่าไหร่ก็ได้นะ ฝรั่งก็ว่าเอา ไม้ร่มก็เลยตีราคารูปละ ๑ บาท แต่เขาก็ไม่กล้าซื้อ ๑ บาท เขาก็ให้เท่าที่ควรให้
วิปัสสนาคือข้างนอกรู้ด้วยแล้วข้างในก็ดับด้วย มีสมถะในตัว นี่จบ แต่ถ้าข้างนอกสัมผัสครบ แล้วคุณก็ยังดับไม่ได้ ข้างนอกครบนี่คือความจริง แต่ถ้าไม่มีข้างนอกนี่ไม่ใช่ความจำ บางทีเป็นความเจ้อด้วย เพราะไม่ได้มาจากสัญญาจริง แต่เพ้อเจ้อฟุ้งไปเอง ความจริงต้องมีครบ พอนิโรธข้างนอกได้ ข้างในยังมีเศษรูปราคะ อรูปราคะ เป็นอนาคามี มีนิโรธแล้ว คนก็มีภาษาว่าต้องภูมิอนาคามีจึงเข้านิโรธได้ก็เลยไปนั่งหลับตาเข้านิโรธ แต่ว่าที่จริงคือลืมตานี่แหละแต่สังโยชน์ ๕ ไม่มี มีแต่กิเลสภายใน มีองค์ประชุมทั้งนอกและในมหาภูตรูปและครบรูป ๒๘ กิเลสก็ไม่มี อย่างนี้เรียกว่าสัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แม้ข้างนอกจะไม่มีแล้วเหลือแต่นามกาย เหลือกายที่นามธรรมเท่านั้นอยู่เหนือรูปกาย
ลืมตาก็สูญ หลับตาก็สูญ ตายไปก็ไม่มีรูปกาย มีแต่นามกายที่เหลือ อุทธัมภาคิยสังโยชน์ที่เหลือ แต่ถ้าดับ รูปภพ อรูปภพ แม้เศษ มานะ อุทธัจจะ อวิชชาก็ไม่เหลือ คนๆนี้ก็ไม่มีกายแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า แม้คนพาลหรือบัณฑิตหากอวิชชาตายไปก็จะมีกาย คนที่สำคัญผิดว่ากายเป็นแต่เพียงดิน น้ำ ไฟ ลม คนนี้ก็ตีลังกาว่าพระพุทธเจ้าพูดผิดว่า ตายแล้วก็มีกายอยู่
รูปคือส่ิงที่ถูกรู้ แม้ภายในนามก็ถูกรู้ได้ นามก็กลายเป็นรูป เป็นนามรูป อนาคามีก็มีอยู่
แต่เมื่อยังไม่หมดภาวะร่างภายนอก สัมผัสภายนอกก็กิเลสศูนย์ แต่ว่าอนาคามีก็มีกิเลสภายใน ส่วนอรหันต์สงบทั้งนอกและใน ทั้งหมดก็อย่างตื่นๆรู้นี่แหละไม่ได้หลับใหล ผู้ที่เป็นปุถุชนจะยึดถือทั้งข้างนอกและในการฝันจึงเลวร้าย เป็นฝันร้าย แต่อนาคามีไม่มีการปรุงกับภายนอกแล้ว หลังจากนั้นอนาคามีไม่มีวิบากส่วนเหลือที่รุนแรงหรือไม่แรง ถ้ามีวิบากแรง ในฝันก็จะมีส่วนพลังงานดึงเอาสัญญามาปรุงแต่งสังเคราะห์สังขาร คุณไม่มีอำนาจคุมมันได้หมด อันไหนแรงก็คุมไม่ได้อันไหนคุมได้มากก็ดับไป จนกว่าจะดับไปหมด อนาคามีก็มีฝันที่แรงได้บ้างแต่ไม่ได้ฝันอะไรมากมันจะค่อยดับไป ไม่ฝันร้าย
อรหันต์ตอนตื่นหากไม่กดปุ่มเดินเครื่องมันก็ไม่ติด แต่ถ้าหลับแล้วมันก็เดินเครื่องอยู่แต่จะเหลือฝันอยู่แต่ฝันเบามาก ถ้าฝึกวิปัสสนาญาณ ญาณที่คุมข้างนอกได้มากๆ พลังงานข้างนอกที่เป็นพลังงานใหม่ อรหันต์ตอนนอน ถ้าตั้งจิต
ส.เพาะพุทธว่าที่พ่อครูได้พูดอยู่บ่อยๆว่า มีเทวดามาบอก
พ่อครูว่า...เทวดาคือพลังงานเรื่องดี ส่วนที่ไม่ดีคือมารที่ชวนไปเลว แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังมีมารมาชวนไปเลว เข้าใจแล้วจะรู้ว่ามีเศษเหลือ แต่พระพุทธเจ้าท่านมีพลังมากกว่ามาร มารก็ทำอะไรไม่ได้ แม้อรหันต์ก็มีมารมากวน จะกวนได้ก็ในฝันเท่านั้น ถ้าผู้ใดนั่งสมาธิหลับตา จะกดจิตคุณหมดเลยไม่ให้รับรู้ แต่ไม่ได้หมายความว่าพลังงานข้างล่างหมาไล่เนื้อจะไม่มี มันก็ไล่คุณแต่ว่าคุณหลบมันอยู่ มันวิ่งไล่เพื่อทวงวิบาก คุณดับมันก็คือหลบเลี้ยวไม่ให้เห็น ก็คือดับ หลับก็ไม่ฝันด้วย แต่คุณทำกำบังหลบก็ไม่ฝันร้าย นั่งเก่งตลอดชีวิตก็ไม่มีฝันร้ายกวนเลย ดีไม่ดีนึกว่าตนเป็นอรหันต์ด้วยเขาบำเพ็ญได้แค่นี้ เขาไม่ได้เข้าถึงpotential energy ที่เป็นพลังงานแตกตัวอยู่ตลอดเวลา มันยิ่งไม่ได้มันยิงอาฆาตมากขึ้น
เป็นอรหันต์ลืมตาเป็นๆล้างหมดไม่มีกิเลสกวนแม้ในฝัน มารที่จะช่วนไปเลวก็น้อยลงๆ มีแต่จะคบกับส่ิงดี อรหันต์เจโตเก่งก็หลับไม่ฝันเลยหรืออนาคามีดับได้ส่วนหนึ่ง ถ้ามีเจโตสมถะดี ไม่เปิดจิต หลับก็ไม่ฝันแต่ถ้าอนาคามีไม่ใช้เจโตเปิดจิตมันก็จะทำงานในฝัน คุณนอนนี่สติตื่นไม่มีมันไปเต็มที่ ชวนปรุงแต่งเต็มที่เลย
ในอรหันต์ อาตมาพูดได้สะดวกใจเพราะอาตมาประกาศอรหันต์ไปแล้ว ใครจะเชื่อหรือไม่อาตมาไม่เดือดร้อน อรหันต์แล้วจิตฝันไหมก็ฝัน เขาไม่เรียกฝัน เขาเรียกว่านิมิต ตั้งเครื่องเปิดไว้มันก็เกิด อาตมานี่เปิดไว้ตลอดเลย เพื่อได้นิรุติมาสอนพวกเรา อย่างอาตมาตอนเริ่มนอนให้หลับสนิทก็หลับสนิท แต่ว่าพอถึงเวลาที่ตั้งใจ จิตก็เดินเครื่อง ย่ิงพักได้พอก็จะทำงานได้เต็มที่ พระพุทธเจ้าก็คุยกับเทวดา แต่มารก็มาทวง แล้วท่านเป็นเทวดาแท้จริง ไม่เป็นมารแล้ว อรหันต์ไม่มีมารแล้ว อนาคามีมีแต่มารในตนกวนแต่ตนเองเท่านั้น
แม้แต่ผู้อรหันต์ก็ฝันเพราะปณิหิตตังจิตตัง ตั้งเป็นฝัน แล้วเอามาใช้งาน อาตมาตอนใหม่ๆก็ไม่ได้มีงานมาก ก็สบาย ตอนเร่ิม สงบสนิทสบาย แต่พอมาทำงานแล้วทำงานยากด้วย ต้องตั้งเตาปฏิกรปรมาณูเพื่อสันติที่ใหญ่กว่าของนาซ่าอีก เพื่อทำพลังงานกัมมันตภาพรังสีที่เป็นปรมาณูเพื่อสันติภาพ ในโทรทัศน์มีเพลงสันติภาพตั้งสามเพลง เพลงสันติภาพผี สันติภาพผี ชี้ใครหลอกคน มันมีสันติภาพจริงอยู่ไหน หากันอยู่ไหน หรือไกลสุดกู่ แล้วมีสันติภาพประกาศิต คั้นมาเป็นบุญด้วย ส่วนสันติภาพกลางๆก็ว่ากันไปทั้งโลกและธรรม ต้องใช้โพชฌงค์ ๗
อาตมาเลยต้องตั้งเตาปฏิกรปรมาณูเพื่อสันติ ใหญ่กว่าที่ไหนๆ ไม่ได้ใช้พลังงานฟิสิกส์แต่เอาพลังงานของกรรมมาใช้ ของไอสไตน์ Space and time of continuum. แต่ของอาตมานั้น Khama and time of continuum
ถ้าพลังงานทางไฟฟ้าแม่เหล็กแสงเสียงก็ไปทางนั้นอีกอย่าง แต่ของพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านรวมลงที่เวทนา เป็นสูตรของพระพุทธเจ้าที่เอามาเป็นตัวหลักได้เลย ถ้าไอสไตน์เอามาใช้ก็จะได้แต่เราทำคนละทางกัน
ผู้รู้อาการของพลังงาน ยิ่งรู้พลังงานระดับจิต หรือพีชะ ยิ่งรู้พลังงานที่มี Khama and time of continuum ถ้าคุณไม่เคลื่อนก็ไม่รู้ตัว คนอื่นเขาพาเคลื่อน แต่ถ้าคุณเคลื่อนเองก็จะกำหนดได้เอง คนไหนจะเคลื่อนต้องรู้ทั้งตัวเองและหน่วยของพลังงาน ทางฟิสิกส์เขาก็ยังไม่ชัดจะเรียกแสงว่าโฟตอนหรือควันตัม อะไรเป็นตัวนิ่งอะไรเป็นตัวเคลื่อน เขาก็เถียงกันอยู่ เอาอะไรมากั้นแสง แล้วแสงลอดได้ถ้ามันบังไม่หนาพอ ก็ทะลุได้ แต่ถ้ามันหนาทึบมากก็ไม่ทะลุ เรื่องวิทยาศาสตร์มันเกิดตามเหตุปัจจัยไปคุมมันไม่ได้ ถึงที่สุดพลังงานนิวเคลียร์เขาก็ไม่สามารถคุมได้สำเร็จหมด เขาก็รู้แต่ว่ามันมีสองอย่างคือฟิชชั่นกับฟิวชั่น
ของพระพุทธเจ้าให้รับผิดชอบเฉพาะจิตวิญญาณเรา ตัวไหนเป็นพลังงานพิษที่ไปทำลายอย่างอื่น เช่นสิ่งแวดล้อมเสียก็เพราะคนนี่แหละมันทำให้เสียเร็วโลกอายุสั้นเพราะคน โลกใบไหมไม่มีสัตว์คนเกิดโลกนั้นอายุนาน แต่ถ้าโลกไหนเกิดคนที่เรียกว่าเจริญแต่ที่จริงคือเสื่อม เป็นหายนธรรมไม่ใช่วัฒนธรรม มันเกินเวอร์ทำลาย พลังงานของวัตถุให้มันอยู่ตามธรรมชาติแล้วจะไปตามอายุ เหมือนกับคน ที่เซลล์เจริญถึงขีดแล้วจะเสื่อมมันก็มีอายุของแต่ละสัตว์โลกทั้งนั้น
ถ้ามันสมดุลก็ไม่ต้องทำอะไรมันก็จะอยู่นาน หากไม่สมดุล จัดจ้านไปทางไหนก็เสื่อมเร็ว ถ้าชรตาก็เสื่อมลง ถ้าธรรมชาติมันเป็นของมันเองแต่ถ้าเป็นคนมันไม่หยุดการเร่ง ตัณหาคือตัวเร่ง ย่ิงเร่งมาบำเรอชีวิตก็ยิ่งสั้น มีสปาร์คทั้งรักและชังทำให้อายุสั้น พระพุทธเจ้าให้รับผิดชอบชีวะของเรา ซึ่งชีวะระดับพีชะจะมีสองหน่วยไม่เคลื่อนที่ แต่ถ้าเป็นชีวะที่เคลื่อนที่ได้ ใหญ่มาเรื่อยๆ แม้พีชะก็มีอัตโนมัติในตนมีสัญญา สังขาร มันไม่ไปรังแกใคร ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น มันไม่เอาเกินมันหรอก ธาตุพีชะนี่ ถ้าปุ๋ยมากก็เกินไป มันตายเลย พีชะไม่เป็นภัยต่อข้างเคียง
พระพุทธเจ้ารู้จักจิต ที่มีสามหน่วย ครบวงวน เป็นวงรี สามเหลี่ยมไม่เท่ากันก็ตาม แต่พอเร่งแรงให้หมุนก็พาเคลื่อน เช่นดาวหางมันมีวงโคจรเป็นวงรี ดาวหางคือองค์รวมของอาโป ไปแจกธาตุน้ำให้แก่ดวงดาวให้เป็นเชื้อของชีวะที่จะเกิดพืชสัตว์ต่อไป ระดับพืชไม่เป็นพิษภัยอรหันต์จะทำพลังงานของตนให้เป็นระดับพืชแต่แถมว่ามีความฉลาดด้วย มีปัญญาด้วย มีพลังงานส่วนเหลือ
เพศชายนี่มีพลังงานแฝง ไม่ใช่แค่ XY แต่มี XXY แฝงอยู่ แต่คนไม่ศึกษาก็ไม่รู้ ว่าชายมี XXY แล้ว Y ที่เป็นอาริยะนี่เหนือชั้นกว่า ๔ กว่า ๕ ผู้เป็นอรหันต์แล้วมี XX แล้วยังมี Y อีกที่ใช้งานได้เป็นสี่ ทำเป็น X ก็ได้ เป็น Y ก็ได้ เป็นพลังงานที่ปรับเป็นกุศลหมดแล้ว ถ้าไม่รู้ฝ่ายชายมีพลังงานแรงกว่าหญิง แต่ถ้าอวิชชา Y ก็ไม่ได้สัดส่วน แต่หญิงนี่ x ได้สัดส่วน เพราะฉะนั้นหญิงที่เร็วไวไหวพริบเร็วกว่าหญิงอวิชชา
ชายที่ Y ดีก็เป็นช้างเท้าหน้า เมื่อเรียนรู้หมดชายจะได้ XXY แล้ว Y นี่มีพลังงานจะให้เป็น X ก็ได้ Y ก็ได้ มีพลังงานเหนือกว่า X อีก
วิปัสสนาคือกำจัดตัวรวนได้ ไม่ได้ฆ่าทำลายด้วย แต่เปลี่ยนจากพลังงานเลวมาเป็นพลังงานดี มีพลังงานเสริมไม่ใช่พลังงานสูญ แต่สมถะนั้นพลังงานมีแต่ก็มัดแขนขาฝังดินอีก แต่มันก็ไม่ได้สูญไปไหนเลย เสียเวลาเปล่าไปนั่งหลับตาสะกดจิต ให้มาเรียนตามลำดับ ได้แล้วนั่งหลับตาก็ได้ศึกษา ได้เรียนรู้ถูก
อุภโตภาควิมุติ ได้ทั้งสองแบบ ได้ทั้งภายนอกภายในครบ รู้จักนามกายที่ไม่สัมพันธ์กับรูปกายแล้ว เรียนรู้สร้างสติ ปัญญา ผู้อรหันต์อุภโตภาค ได้ฝึกจิตทั้งนอกและใน สวนอรหันต์ที่ฝึกนอกอย่างเดียวจะไม่เก่งภายใน แม้อรูปภพ รูปภพ ขณะสัมผัสกับของจริงก็ไม่มีอาสวะ แต่ว่าอนุสัยจริงๆ เป็นอรหันต์แล้วนะถือว่าอรหันต์ระดับหนึ่ง เป็นอรหันต์หรืออรหัตตมรรค มีสัตตักขัตตุปรมโสดาบันของอรหันต์ จะมีเชื้อตระกูลสุดท้ายที่จะดับเรียกว่าเอกพีชี จะให้เกิดเต็มครบ ๗ อรหันต์จะทำพลังงานครบ ๗ ที่อาตมาหยิบมาดูเป็นปิรามิด ๓ ขาสองตัวต่อกัน เอาตรงจุดกลางรวมกันเป็นแกนหมุน เป็นอัปปนาเจตสิก ทำงานด้วย ๗ แต่ถ้า ๙ แล้วหยุดเลย หรือถ้าไม่หยุดก็สุดสงบ หมุนได้สงบมาก ทศนิยมของความไม่ได้สัดส่วนน้อยมาก หากหมดทศนิยมไม่หมุนเลย ถ้าไม่มี ๑ เลยเอาแต่หยุดท่าเดียว ไม่มีโมเมนตัมเลยมันหยุดดื้อๆเลย
สรุปแล้วอรหันต์จะทำงานท่านเป็นอมตบุคคลท่านอนุโลมเท่าที่รู้อัตตาคืออะไร พลังงานจะมาฉุดมีเท่าไหร่ท่านไม่ได้รักหน้าตาแล้ว ท่านก็ประมาณได้ถูก ท่านตั้งจิตทำงาน อย่างอาตมานี่ตั้งจิตเปิดเครื่องตลอด ซึ่งโลกมันแรงมาก ก็ต้องมีพลังงานที่แข็งแรงพอ เพื่อสู้แรงโลกธรรมได้
อาตมาประมาณแล้วออกไปทำงานไม่เสี่ยงหรอก ถ้าไม่แน่ใจว่าถึง ๗๐หรือ ๘๐ % ไม่ทำ ถ้าไม่ถึงก็จะเสียของเปล่า ส่งข่าวถึงพล.อ.ประยุทธ ให้ทำในโอกาสที่ควร อาตมาทำมา ๔๕ปี แล้วแคล้วคลาด มีวิบากพอควรถือว่ากำลังพาพวกเราฝึก ได้วิบากขนาดหนึ่งพอควร
ถ้าเป็นพุทธที่ถูกต้องสัมมาทิฏฐิ จะได้ลำดับได้สัดส่วนดี ถ้าผู้ที่ผิดจังหวะดีไม่ดีถอยหลังด้วย ไม่เข้าร่องเข้ารอยพวกวิตักกะจริต พวกศรัทธานี่เป็นอย่างไรก็ตั้งหลักเดินท่าเดียว คุณตั้งหลัก จะไปส่วนไหนของโลก ให้สั้นที่สุดเร็วที่สุด ตั้งแล้วเดินไปเดี๋ยวก็ถึงแต่พวกวิตักกจริตเดียวก็ไปทางโน้นทางนี้ ไปแล้วก็เปลี่ยนทางอีก ก็เลยไม่ถึงสักที
ส.เพาะพุทธว่า...วันนี้ได้ฟังประเด็นอรหันต์แล้ว คนไหนที่ควบคุมกรรมของตนได้คนนั้นคือเจ้าของเวลาที่แท้จริง คนผู้เข้าถึงกาลเวลาที่แท้จริงคืออรหันต์ และสมถะของพุทธโดยแท้จริงเป็นเรื่องเสริมไม่ใช่เรื่องสูญ เป็นการเปลี่ยนอกุศลเป็นอกุศล
พ่อครูว่าถ้าอรหันต์จริงอนุสัยหมด แล้วกลับมาอาศัยอนุสัย คำว่าอนุแปลว่าน้อยๆ สยะคือมีอยู่ คือไม่ได้เอาตัวตนมาอาศัย ไม่ได้ยึดว่าเป็นตัวตน ไม่ได้เอาตัวตนมาเป็น แต่ขอเป็นตัวตนเพื่อใช้งาน เรียกว่าอรหัตตา พ้นความลึกลับแล้ว วิกขัมภนปหานคือกดข่มแล้วกำจัดกิเลสไม่สำเร็จด้วยแต่สมุจเฉทปหานนี่ทำได้สำเร็จ กำจัดกิเลสได้สำเร็จ อรหันต์นี่จิตไม่น่ิงนะ เพราะท่านตั้งจิตทำงาน
ส.เพาะพุทธว่า..อรหันต์นั้นท่านมีพักในเพียร แล้วในเพียรก็มีพัก ใช่หรือไม่?
พ่อครูว่า..ถ้าบอกเช่นนั้นก็เป็นโวหาร เพราะท่านจะประมาณไม่ให้เกินกว่านั้น ความร้อนไม่ให้เกิดมากเกินท่านประมาณไม่ให้เกิดพลังงานเกินไป สิ่งที่ท่านไม่ให้เกิดความร้อนมากนั่นคือท่านพักแล้วท่านสมถะแล้ว
ส.เพาะพุทธว่า...วันนี้ได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน คือพ่อครูบอกว่าอรหันต์คือทำให้พลังงานตนเป็นแบบชีวะ แต่ทว่าแต่ต่างที่ท่านมีจิตวิญญาณ แต่พีชะจริงไม่มีเวทนา แต่ไม่เอาส่วนเกินไม่รุกรานคนอื่น พระอรหันต์นี่เอาคุณสมบัตินี้มาใช้ แล้วให้ประโยชน์แก่คนอื่นด้วย
พ่อครูว่า..มีผู้ถามเรื่อง ดีชั่ว สุขทุกข์ ที่เป็นธรรมะสองมีคำอธิบายอย่างไร? ตอบว่า....ใช่ ที่ติดยึดนี่ ในดีชั่วแล้วจะต่อไปที่สุข ทุกข์ก็ขอไว้โอกาสหน้า
_ดิฉันเข้าใจว่า กายมีรูปนามถ้าทางพลังงานคือนิวเคลียสมีภาวรูป ๒ คือปุริสภาวะนิวตรอน ด้วยอิตถีภาวะด้วยคือโปรตอน โปรตอนคือปุริสภาวะ ถ้าทำงานกับอิเล็กตรอนที่เป็นอิตถีภาวะ ที่เป็นพลังงานที่ดี ถ้าไม่สามารถควบคุมภาวะนิวตรอนได้ อิตถีภาวะคืออิเล็กตรอนก็เป็นตัวเลวได้ แต่ถ้าคุมได้ก็ใช้เป็นพลังงานดีได้ เป็นสามหน่วยที่ไม่ทำพิษภัยกับใคร
_เนื่องจากดิฉันเคยเป็นครูพุทธธรรมวันอาทิตย์แล้วจะมีอีกหรือไม่ ตอบ...ก็ตอบไม่ได้ว่าจะมีไหมแต่ตอนนี้เรามีโรงเรียนเป็นนิตินัยแล้วแต่รร.พุทธธรรมก็คนมาทำน้อย
ความหมายที่ชัดแจ้งของพุทธธรรมคือธรรมะที่ทรงไว้ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ในตัวเรานี่แหละมีธรรมะ ซึ่งมีคุณลักษณะที่ต้องดี ต้องจริง เป็นต้น ผู้มีส่ิงไม่ดีแม้น้อยก็คืออธรรม แล้วต้องสัมมาทิฏฐิแบบของพุทธด้วย ถ้าได้แต่บัญญัติแต่ไม่มีส่ิงทรงไว้ก็ไม่ได้ แต่ถ้ามีสิ่งทรงไว้แล้วแม้จะไม่มีบัญญัติก็ไม่เป็นไร ...จบ