581104_ธรรมาธรรมะสงคราม ปฐมอโศก พุทธกับพราหมณ์แท้จริงคือสิ่งเดียวกัน.docx
เนื้อหาในไฟล์
581104_ธรรมาธรรมะสงคราม ปฐมอโศก พุทธกับพราหมณ์แท้จริงคือสิ่งเดียวกัน
พ่อครูว่า วันนี้วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2558 แรม 8 ค่ำ เดือน 11 ปีมะแม ส่วนจะสิ้นปีแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็วันที่ 5 ปฐมอโศกเราก็จะจัดงานกัน เป็นงานประจำปีงานมหาปวารณา จัดโดยอาศัยวันบวชอาตมาคือวันที่ 7 พฤศจิกายน เป็นตัวหลักในการที่จะจัดงาน ก็จะใช้เวลาปวารณาของสมณะประมาณ 2 วัน จากนั้นจะเป็นงานวันเกิดชุมชนปฐมอโศก จะเป็นวันอาทิตย์กับวันที่ 7 เป็นตัวหลักในการจัดงาน วันที่ 7 อยู่ใกล้กับวันอาทิตย์เท่าไหร่ก็จะเชื่อมโยง ส่วนมากจะเป็นวันศุกร์เสาร์อาทิตย์ คำนวณที่ใกล้กัน ทั้งหมดเป็นสี่วัน วันที่ ๕-๘ ปีนี้ตกวันนี้
ที่นี่พอดีอาตมาบวชครบมา 45 ปี ทำงานศาสนามา ก็ขอขยายความตรงนี้นิดหน่อย 25 ปีก็เป็นการเริ่มต้นทำงานมา เป็นการทำงานที่ยากมาก เป็นการทวนและหักโค่นกับกระแสหลัก ยิ่งกว่านั้นคืออาตมามาคนเดียว ไม่มีใครมาร่วมเป็นลูกคู่ หนักมากเลย และกระแสหลักคือประชาชนมีความเข้าใจความเห็นองค์รวมของความเป็นศาสนาพุทธ อย่างที่เขาเข้าใจกัน เป็นความรู้องค์รวมของชาวไทย ชาวพุทธไทยทั้งหมด เป็นความรู้ว่าศาสนาพุทธต้องเป็นอย่างนั้นแหละ เป็นเอกภาพเช่นนี้
คือ เข้าใจว่าศาสนาพุทธนั้น จะต้องเป็นปฏิบัติธรรมระดับโลกุตระ จะได้มรรคผลต้องไปปฏิบัติธรรมในป่า ต้องไปนั่งหลับตา ทำสมาธิก็คือต้องนั่งหลับตา ซึ่งทิฏฐิของอาตมาขัดกับเขา ทิฏฐิของอาตมาการทำสมาธินั้น มีอยู่ในชีวิตประจำวัน อยู่ในการคิด การพูด การกระทำ อาชีพ เปิดทวารรับรู้ มีตาหูจมูกลิ้นกายใจ สัมผัสกับรอบข้างสิ่งต่างๆ แล้วทำจิตให้เป็นเอกคตา แต่เขาเข้าใจว่าต้องไปทำสมาธิแบบนั่งหลับตา แม้แต่เรื่องศีล ศีลของพระพุทธเจ้ามีจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ซึ่งตอนนี้ เขาไม่มีกันแล้ว อาตมาทำอย่างเป็นจอมยุทธผู้ยากไร้
อ่านต่อ
เป็นจอมยุทธกำพร้า ก็เลยยาก
45 ปีนี้แบ่ง สามเป็นช่วงที่อาตมาได้ทำมาคือ ๑๕ _๑๕ _๑๕ ตอนนี้ก็ออกผลพอได้ ก็เลยเรียบเรียงการบรรยายมาในงานนี้ นี่ยังเรียบเรียงยังไม่เสร็จ แบบประเมินผลว่าทำงานมา 45 ปีไม่เสียหลาย แต่จะยากสาหัสขนาดไหนก็ยังมีผลได้ เขาจะโค่นอาตมาให้ได้ แต่อาตมาก็พยายามรักษาตัวรอดเป็นยอดดี จนมาถึงวันนี้ได้ ก็เลยเกิดมวลกลุ่ม สร้างหมู่กลุ่มที่มีปัญญา เป็นชาวอโศก ที่อาตมาตั้งชื่อว่าเป็นระบบบุญนิยม จนบัดนี้ก็ได้ทำงานมาสมกับที่อาตมาเหน็ดเหนื่อย พอเป็นไป ได้ขนาดนี้ก็วิเศษมากแล้ว มีผู้เข้าใจก็มาร่วมเป็นมวลชาวบุญนิยมสามารถปฏิบัติกับสังคมได้
อาตมาต้องใช้วิธีการว่า ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาออกป่า แต่เป็นศาสนาที่มีใจยินดีในป่า อาตมายินดีในป่า แต่ว่าไม่จำเป็นต้องออก ก็เลยสร้างป่าอยู่ในเมือง ตั้งแต่มีชุมชนเริ่มต้นปฐมอโศก ใครจะคิดว่าแต่ก่อนเป็นท้องนา ท้องนาทั้งนั้นเลย ซื้อมาแต่แรก 40-50 ปีได้ ต้องมาถมดินไปอีกเป็นเมตร ภูเขาแม่น้ำลำธารน้ำตก ปลูกต้นไม้ปลูกป่าเอาหินมาใส่ แม้แต่ที่สันติอโศก ที่ดินที่นั่นนะแพง
จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล อาตมาภูมิใจที่ให้คนมีศีลได้ อย่างจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นศีลที่บ่งถึงความเป็นศาสนาพุทธ มหาศีล ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงใน พรหมชาลสูตร (เถรวาท) มีรายละเอียดดังที่ปรากฏใน พรหมชาลสูตร (เถรวาท) ของพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค มีดังต่อไปนี้ พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะพื้นที่ ดูลักษณะที่ไร่นาเป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัดเป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอดูรอยเท้าสัตว์ พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉัน โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือ ทายลักษณะแก้วมณี ทายลักษณะไม้พลอง ทายลักษณะผ้า ทายลักษณะศาสตรา ทายลักษณะดาบ ทายลักษณะศร ทายลักษณะธนู ทายลักษณะอาวุธ ทายลักษณะสตรี ทายลักษณะบุรุษ ทายลักษณะกุมารทายลักษณะกุมารี ทายลักษณะทาส ทายลักษณะทาสี ทายลักษณะช้างทายลักษณะม้า ทายลักษณะกระบือ ทายลักษณะโคอุสภะ ทายลักษณะโคทายลักษณะแพะ ทายลักษณะแกะ ทายลักษณะไก่ ทายลักษณะนกกระทา ทายลักษณะเหี้ย ทายลักษณะช่อฟ้า ทายลักษณะเต่า ทายลักษณะมฤค พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือดูฤกษ์ยาตราทัพว่า พระราชาจักยกออก พระราชาจักไม่ยกออก พระราชาภายในจักเข้าประชิด พระราชาภายนอกจักถอย พระราชาภายนอกจักเข้าประชิด พระราชาภายในจักถอย พระราชาภายในจักมีชัย พระราชาภายนอกจักปราชัย พระราชาภายนอกจักมีชัย พระราชาภายในจักปราชัย พระราชาพระองค์นี้จักมีชัย พระราชาพระองค์นี้จักปราชัยเพราะเหตุนี้ หรือเหตุนี้ พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉัน โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือ พยากรณ์ว่า จักมีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราสดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินถูกทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินผิดทางดาวนักษัตรจักเดินถูกทาง ดาวนักษัตรจักเดินผิดทาง จักมีอุกกาบาดจักมีดาวหาง จักมีแผ่นดินไหว จักมีฟ้าร้อง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักขึ้น ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักตก ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักมัวหมอง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักกระจ่าง จันทรคราสจักมีผลอย่างนี้ สุริยคราสจักมีผลอย่างนี้นักษัตรคราสจักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เดินถูกทางจักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เดินผิดทางจักมีผลอย่างนี้ ดาวนักษัตรเดินถูกทางจักมีผลอย่างนี้ ดาวนักษัตรเดินผิดทางจักมีผลอย่างนี้ อุกกาบาตจักมีผลอย่างนี้ ดาวหางจักมีผลอย่างนี้ แผ่นดินไหวจักมีผลอย่างนี้ ฟ้าร้องจักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรขึ้นจักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรตกจักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรมัวหมองจักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรกระจ่างจักมีผลอย่างนี้. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือพยากรณ์ว่า จักมีฝนดี จักมีฝนแล้ง จักมีภิกษาหาได้ง่าย จักมีภิกษาหาได้ยาก จักมีความเกษม จักมีภัย จักเกิดโรค จักมีความสำราญหาโรคมิได้ หรือนับคะแนน คำนวณ นับประมวล แต่งกาพย์ โลกายต-ศาสตร์. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือ ให้ฤกษ์อาวาหมงคล ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์หย่าร้าง ดูฤกษ์เก็บทรัพย์ ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์ให้ลิ้นกระด้าง ร่ายมนต์ให้คางแข็ง ร่ายมนต์ให้มือสั่น ร่ายมนต์ไม่ให้หูได้ยินเสียง เป็นหมอทรงกระจก เป็นหมอทรงหญิงสาว เป็นหมอทรงเจ้าบวงสรวงพระอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหมร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธีเชิญขวัญ. พระสมณะโคดมเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล HYPERLINK "https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B5%E0%B8%A5#cite_note-3" [3] สรุปแล้วก็คือสุดท้ายเป็นการปรุงยา ใส่ยา ผ่าตัดต่างๆนานาทั้งนั้น ก็เป็นหมอรักษาซึ่งไม่ได้แม้แต่เป็นหมอเป็นแพทย์มาบวชก็ต้องหยุดรักษา ชอบเป็นชีวิตของเขามันเสียงไปรักษาไม่ได้มาบวชเป็นพระเป็นเจ้าแล้วไปรักษาให้ไปถอยไม่ได้ต้องเลิกดังของเราหมอมาบวชแล้ว ก็ดูแลพระสงฆ์ด้วยกันได้ แต่ไม่ใช่ไปเป็นอาชีพหมอรักษาคน แต่ก็ใช้วิชาความรู้ของตนเองได้ เป็นนักบวชเป็นหลัก
มัชฌิมศีลคือสิ่งที่ขยายละเอียดขึ้น ตั้งแต่การไม่ให้พรากพืชคาม มาไม่ให้ทำการละเล่นต่างๆก็ขยายจากศีล ๕ ศีล ๘ แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่มีแล้วจุลศีลมัชฌิมศีลมหาศีล เขาละเมิดกันไปหมดแล้วด้วย เขาก็เจอแต่วินัยเท่านั้น 227 ข้อ ข้อมีศีลเท่าไหร่เขาก็บอกว่ามีศีล 227 แทนที่จะบอกว่าจุลศีลมัชฌิมศีลมหาศีล
จุลศีลมี 26 มัชฌิมศีลมี 10 มหาศีลมี 7 ข้อ แล้วพระนี้ไม่รู้เลยนะว่ามีศีล แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าแม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง ทุกวันนี้เราจะมาพูดเด็ดไปเลย ไม่ประนีประนอม อะไรผิดก็ว่าผิดอะไรถูกต่อว่าถูก ถ้าพูดออกไปแล้วเขาไม่มีเปลี่ยนแปลงเลย คุณพูดแบบให้จบให้ผ่าไปเลย
ภูมิพระโพธิสัตว์มากอบกู้ศาสนา ส่วน ส่วนสมาธิ เขาก็เป็นมิจฉาสมาธิ ในพระไตรปิฎก เขียนบอกไว้ว่าจะต้องปฏิบัติมรรค 7 องค์ จริงจะเกิดเป็นมรรคองค์ที่ 8 สัมมาสมาธิ ตั้งแต่มีสัมมาทิฏฐิ ให้เกิดส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ปุญญภาคิยา ไปตามลำดับ จนหมดสาสวะไปสู่อนาสวะ เกิดการเรียนรู้ศีลสมาธิปัญญา ทำให้เกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ให้เกิดสัมมาทิฏฐิแล้วมัคคังคะ เกิดผลเป็นสัมมาสมาธิ ให้มีธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีสติ ธัมวิจัย วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา ทำแล้วจะเกิดผลไปตามลำดับจากมรรค 7 องค์ จิตที่เป็นอธิจิต เป็นสมาธิก็จะเกิด โชคดีที่มีสิ่งเหล่านี้ในพระไตรปิฎกเอามาอ้างอิงยืนยัน ไม่เช่นนั้นอาตมาแหลกเป็นผงไปแล้ว
อาตมาอ่านพระไตรปิฎกเล่ม 9 นี้แล้ว ในพระสูตร รวมไว้หมดแล้ว เหตุนิทานสมุทัยปัจจัย เป็นลักษณะของศาสนาพุทธว่ายืนยันอย่างนี้นะ อาตมาว่าปีหน้านี้จะนำ พระไตรปิฎกเล่ม 9 นี้มาเขียนหนังสืออีกเล่ม 1 จากเล่มนี้ที่เขียนมาปีนี้ที่ชื่อว่ายอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ใช้มหานิทานสูตร เขียน แล้วเล่มต่อไป ปีหน้า ก็จะใช้พระสูตร ทั้ง 13 สูตรในเล่ม 9 นี่แหละเขียนหนังสือที่ชื่อว่าเพชรพุทธ ๑๓ กะรัต
ถ้าไม่มีพระไตรปิฎกช่วยไว้ก็จะแย่เลย ทำงานมา 45 ปีก็ยิ่งชัดว่าไม่ได้เข้าใจตนเองผิด ว่าเป็นโพธิสัตว์ และจะมากอบกู้สิ่งที่ผิดเพี้ยนให้กลับคืนมาให้ได้ ให้พุทธแท้คืนมาเท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น พระพุทธเจ้าทั้งองค์ฉันไม่สามารถทำให้ศาสนาพราหมณ์มาเป็นพุทธได้หมด ยิ่งยุคนี้ไม่มีทาง พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตั้งชื่อ ศาสนาของท่านนะ แต่มันมีคำเรียกว่าพุทธอยู่แล้ว ก็เป็นชื่อศาสนาของพระองค์ แต่คำว่าพุทธคือผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน คำว่าความรู้นี้มีเยอะเช่นโพธิ คำว่าโพธิกับพุทธะเป็นอันเดียวกัน เขาก็เรียกว่าศาสนาพุทธท่านไม่ได้ตั้งชื่อของท่านหรอก
จริงแล้วศาสนาพุทธกับศาสนาพราหมณ์เป็นอันเดียวกัน เมื่อใดมันเพี้ยนเป็นเทวนิยมก็เป็นพราหมณ์ ต่อไปพุทธก็เพี้ยนไปก็จะเป็นพราหมณ์ไปหมด ส่วนศาสนานี้ก็กลับมาเป็นศาสนาโพธิ์ไง เป็นศาสนาของอเทวนิยม ก็สะดุดตั้งแต่เห็นพระไตรปิฎก เขียนหนังสือทางเอกก็เลยเอาคำว่าพราหมณ์กับพุทธมาเขียน เมื่อพูดมันเพี้ยนไป ก็เลยกลายเป็นพราหมณ์ พระพุทธเจ้าเรียกว่าพราหมณ์มหาศาล มีศักดินาเช่นทุกวันนี้ ทุกวันนี้ก็เป็นพระมหาศาล ได้เขียนไว้ในหนังสือทางเอกไว้ เขียนไว้นานแล้วอาจมีความผิดพลาดเรื่องไวยากรณ์ ก็ยอมรับว่าไม่ได้เป็นผู้รู้ผู้ศึกษานักรู้ ยืนยันว่าไม่ได้แปลว่าผิด อาจผิดเพี้ยนเรื่องไวยากรณ์ภาษาตามระบบที่เขาเรียนมา แต่อาตมาเอาเนื้อหาธรรมะที่มีภูมิมาบรรยาย ก็ใช้ความจริง แปลตามจริง ท่านว่าผิดก็รับผิด ท่านถูกก็ตัดสิน อาตมาไม่ได้เป็นผู้ผิด แต่เป็นเพียงผู้แพ้ ไม่ได้เล่นลิ้นนะ แล้วก็อย่างไรชาตินี้ต้องมาเขียนเพลงผู้แพ้ เขียน ตั้งแต่อายุ 20 ปี แต่อาตมาอุตริ แต่งเพลงตั้งแต่อายุ 14 ปี ก่อนเดินทางเข้ากรุงเทพอีก ตอนอายุ 15 ปี เป็นคนบ้านนอก
ได้มาทำงานศาสนา 45 ปี ตั้งแต่อยู่วัดมหาธาตุ บอกเลยตั้งแต่ต้น ว่าจะบรรยายให้ตายภายใน ๕ วันก็ได้ เขาต้องเอาตายแน่ ยุคพระพุทธเจ้าลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ตายไปเยอะ 60 องค์แรกก็ไปตายเยอะ พระโมคคัลลานะ ที่มีฤทธิ์เก่งมากแค่ไหน ก็ยังตายเพราะศัตรูศาสนามาทำร้าย สมัยก่อนฆ่ากันจริงสมัยนี้มันก็ยิงกันได้ฆ่ากันได้ ก็เลยถึงต้องใช้สัปปุริสธรรม 7 ประการทำงานมาถึงวันนี้ก็รอดปากเหยี่ยวปากกามาได้พอสมควร ก็ไม่มีอะไรแรงร้ายมากนัก มีระเบิดครั้งหนึ่งที่หน้าสันติอโศกไปยังรักษาอนุสรณ์ไว้ นอกนั้นก็ไม่มีใครมาจากจริง แต่มีคนมายิงแต่ยิงไม่ ออก 2 ครั้ง ก็เลยตกใจหนีไปเลย เขาก็รู้อยู่ว่านี่คือวัด ก็เป็นไปตามบารมีเป็นตามกุศล
ขนาดพระโมคคัลลานะก็ยังมีคนฆ่าตาย เป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย คานธีเป็นโพธิสัตว์ก็ถูกยิงตาย ก็ไม่มีปัญหา แล้ววันที่ 18 กุมภาพันธ์ 57 เขาก็ว่าไม่กลัวหรือที่อยู่บนเวที อาตมาก็ไม่มีอะไร ก็ไม่ได้เกิดความไม่ปกติแต่อย่างใด อาตมา เคยเล่นไสยศาสตร์มา ก็เข้าใจว่าจิตมีพลังสามารถทำให้เกิดโรคเกิดภัยแล้วทำให้เกิด การหายจากโรคภัยได้อย่างน่าอัศจรรย์ มันเป็นไปตามธรรม ที่จะต้องมารู้เรื่องจิต ในทางไสยศาสตร์บ้าง เป็นพระโพธิสัตว์ต้องเกิดมารู้ทุกอย่าง จะเกิดมาเป็นผู้บริหาร หรือคนเล็กที่สุด ตามฐานะทางโลกก็ต้องเกิดมาศึกษา
ก็เลยมีของเก่ามาทำงานศาสนา ก็ทำให้เข้าใจ สิ่งเหล่านี้ ว่ามาตามบารมี บอกตรงๆว่า ต้นเองไม่เคยเชื่อว่าเป็นโพธิสัตว์ รู้แต่ว่า เป็นโพธิสัตว์ตอนแรก จนกระทั่งมาทำงานก็เลยมั่นใจว่าใช่ มีสิ่งรองรับมาอยู่ด้วย ถ้าไม่มีสิ่งรองรับเราก็ไม่ใช่ ไม่สงสัยไม่กลัว ถ้าเอาสัจจะธรรมะสอนพวกคุณ ถ้าอาตมา ไม่จริงสักวันหนึ่งคุณก็จะรู้ความจริง ว่าจะมาเป็นความหลง แต่นั้นมา 15 ปีแล้ว มีเหตุปัจจัยรองรับ ยิ่งมีพระไตรปิฎก มารองรับด้วย ก็ยิ่งมั่นใจ แต่อาตมาไม่ใช่นักศึกษา ไม่มีสักใบปริญญา มันก็เป็นไปได้ตามที่ควร ถ้ารู้ว่าเป็นโพธิสัตว์ บรรยายก็เอาของเก่ามาสอน ไม่เอาของเก่าแล้วจะเอามาจากไหน ไม่มีสำนักอื่นเขาสอนแบบนี้ ของเรามันทวนกระแสจากเขา แล้วก็พอดีมาตรงกับพระไตรปิฎก ก็เลยมีเครื่องรองรับว่าใช่ แล้วพวกคุณก็มาปฏิบัติได้ ถ้าไม่ใช่ พวกคุณจะมาล่าลาภยศสรรเสริญโลกียสุขสารพัดต่างๆนานา กันแล้ว
บางพวกก็พาสะกดจิตนั่งหลับตา หรือแบบสว่าง ตัวสำคัญก็คือธรรมกาย สะกดจิตแบบสว่าง ก็สายธรรมกาย ส่วนสายอาจารย์มั่นก็เป็นสะกดจิตแบบดับหลับตา ส่วนท่านพุทธทาส ก็เอาแต่ปัญญา ส่วนท่านประยุทธ์เอาแต่ตำรา ไม่ได้อธิบายสมาธิแบบอาตมา
ทำงานมา 45 ปีแล้วก็เห็นว่ามีผล ที่จริงมั่นใจตั้งนานแล้วแต่แรก แต่ไม่เคยหลงตัว ว่าเราเป็นโพธิสัตว์ระดับนี้นะ มีความรู้ทางศาสนามาคนเดียว ไม่มีใครช่วยหรอก เราต้องช่วยศาสนาให้ได้จริงๆ จนรู้มาเล่นด้วย ว่าเราเป็นผู้ต่อศาสนานี้ให้ครบห้าพันปี ไม่ได้รู้รวดเร็วอย่างพระพุทธเจ้า ในวันเพ็ญเดือน 6 ท่านระลึกรู้ ว่าเป็นพระพุทธเจ้า ก็รู้เป็นรอบแรก แล้วก็มาระลึกทบทวนอีก 49 วัน ดึงของเก่าขึ้นมาอีก อาตมาดึงขึ้นมา 15 ปีก็ได้เท่านี้ พระพุทธเจ้าท่านก็ทยอยออกมาเมื่อมีเหตุปัจจัยก็จะสอนสาวกอย่างนั้นอย่างนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อาตมาก็ยากกว่า มาถึง 45 ปีก็ทยอยออกมาเล่นด้วย
อาตมา ตั้งใจ ว่าจะอยู่ที่ 151 ปี เพื่อเปิดเผยต่อ แล้วเราก็ไม่เก่ง ในนิรุกติปฏิภาณอรรถะธรรมะ ที่จะเรียบเรียงอธิบาย ไม่สมบูรณ์แบบ ชัดเจนเข้าใจได้ รู้กว้างขวาง ยังไม่เก่ง แต่ก็ไม่ท้อถอย มันต้องฝึกฝนศึกษา ศึกษาเพื่อที่จะ ไปสู่ความเป็นพระพุทธเจ้า เป็นสิ่งที่ดีให้คนได้รับสิ่งประเสริฐ ในอาริยธรรม
คำว่าอริยะ คำว่า อารยะ และมีคำกลางๆคืออาริยะ ก็เลยหยิบคำว่าอาริยะมาใช้ เพราะคำว่าอารยะเขา เอาไปใช้กว้างมากในเรื่องของโลก คือ civilization ความเจริญรุ่งเรืองของโลก เขากำหนดเช่นนี้ แต่พระอริยะเขาก็กำหนดอย่าง พิมพ์ไปอีกอย่างเป็นพวกจิตนิยม ส่วนอารยะก็เป็นพวกวัตถุนิยม ก็เลยใช้สองคำนี้ไปกับเขาไม่ได้ มันเอียงโต่งสองฝั่งอย่างนี้ตลอดกาลและนาน คำว่าอาริยะนี้มีในคำว่าพระศรีอาริยเมตตรัย ก็เลยไปยืนยันได้ ว่ามีคำนี้นะ คำว่าศรีอาริย์ ก็ค่อยยังชั่ว ก็เลยพอทำเนา
มาถึงตรงนี้ก็ขออ่าน sms
คุณเอื้อมพร คำนวณศิลป์ จากเดนมาร์ค ส่งมาทางไลน์บุญนิยมทีวี กราบนมัสการค่ะ ใกล้จะถึงงาน 45 ปีพ่อครู ดิฉันจึงขอรายงานผลการทำปฏิบัติบูชา สั้นๆค่ะ ดิฉันฟังธรรมพ่อครูทุกวัน ผ่านทาง You Tube ไม่สามารถดูบุญนิยมทีวีได้ค่ะ เพราะอยู่ไกลถึง เดนมาร์ค กินเจมาได้ 2 ปีแล้วค่ะ พยายามตรวจจิตตนเองเสมอ แต่ก็พลั้งเผลอบ้าง รู้สึกว่าอัตตา กับตัวโกรธ เป็นของคู่กัน พยายามฆ่ากิเลส แต่ไม่ทราบว่าทำได้แค่กดข่ม-วิขัมปณปหาน หรือว่าทำได้เลื่อนขั้นเป็น ตทังคปหานบ้างแล้ว ไม่ทราบวิธีตรวจสอบค่ะ เพิ่งจะดู/ฟัง พ่อครูเทศน์ ธรรมาธรรมะสงครามจบ ชอบใจที่พ่อครูพูดว่า ของสองอย่าง ไม่มีอะไรที่เหมือนกันทีเดียว แม้แต่ฝาแฝดก็ไม่เหมือนกัน 100% ฟังพ่อครูเทศน์ เกี่ยวกับกาย หลายครั้งมาก แต่ทุกครั้งก็ได้แง่คิดมุมมองใหม่เสมอ กราบขอบพระคุณค่ะ -
sms 3 November 2015 0817541xxx ต้องออกกฎหมาย ใครซื้อ ขายเสียง ต้องผิดทั้งคู่ ผู้ซื้อฟาล์วและชดใช้ ค่าเลือกตั้งซ่อมและติดคุกด้วย ผู้ขายติดคุก แต่ทำไมไม่ทำ เพราะอะไร แล้วจะได้คนดีได้อย่างไร แก้ซื้อเสียงได้ คือแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ถ้าโกงเลือกตั้งได้ พอเข้าไป ก็โกงได้ทุกอย่าง ตอบ...ใช่แล้วทุกวันนี้ไม่ใช่แค่ซื้อเสียงแต่ซื้อคนซื้อเจ้าหน้าที่ไปหมดแล้ว ถ้าแก้ทุจริตนี้ได้ก็แก้ได้หมด
0897146xxx พระศรีอาริยะเมตรไตยคือใครในพุทธประวัติ ครับ 0822712xxx พอหมดยุคพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ก็เกิดกลียุคทีนึงทุกครั้งใช่มั้ยครับ ตอบ… ใช่ ศาสนาพุทธจะเจริญถึงขีดสุดแล้วก็เสื่อมลง กว่าจะถึงกลียุคก็เสื่อมหนัก พูดก็บอกว่าเป็นไฟประลัยกัลป์ สวนทางคริสต์ก็บอกว่าเป็นน้ำท่วมโลก เขาก็สร้างเรือโนอาห์ อาตมาก็สร้างทำนาวาบุญนิยมไทยลงเรือนาวาบุญนิยมเขาก็ไปรอด ของเรานาวาบุญนิยมทางโน้นจะเรียกโนอาห์ก็แล้วแต่
0893867xxx นมก.พ่อครูฯน่าจะมีผ้าชุบสมุนไพรนำมาพันคอให้สมุนไพรซึมระเหยเข้าไปรักษาลำคอได้!หมอปฐมอโศก น่าจะช่วยท่านได้!
หมู่กลุ่มสาธารณโภคีจะช่วยสืบสานความเป็นศาสนาเมื่อพ่อครูไม่อยู่ 0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูอธิบายยุคพระศีรอาริยฯที่มีแต่ผู้บำเพ็ญเพียรให้จิตบริสุทธิ์ในตนเท่านั้นที่จะได้พบพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปในอนาคตกาล!
0893867xxx การปฏิบัติตนเพื่อตายแล้วไม่เกิดต้องปฏิบัติให้ถึงขั้นอนาคามีโดยละสังโยชน์ 5 คือละ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา! จนบรรลุเจโตปัญวิมุติได้! ที่พ่อครูบอก ยากจริงๆเฮ้อ!
ตอบ... เข้าใจถูกแล้ว อนาคามีนี้ ไม่มาเกิดได้ ถ้าไม่มีวิบากมากมาย ปรินิพพานได้ แต่จะนานช้ามาก บอกไม่ได้ว่านานขนาดไหน แต่ไม่มาเกิดอีกได้ ก็มีทุกข์ตามประสา ตายไปแล้วก็มีทุกข์ตามวิบาก แม้จะเหลือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ก็ทุกข์ เป็นสิ่งที่ยังล้างไม่สนิท มาก่อพิษกับเราอยู่ จะบอกว่านรกสวรรค์ไม่มีจริงไม่ได้หรอกสำหรับผู้มีอาสวะอนุสัย แต่คนหมดแล้วนรกสวรรค์ก็หมดไม่มี ถ้าคุณไม่หมดก็ยังต้องมีต่อไป สรุปแล้วอนาคามีจะเบา แต่ก็ต้องมีวิบาก ทุกข์หนักกว่าตอนเป็นๆ สายไปแล้วอยู่ตัวคนเดียว ไม่ได้พบกับใครหรอก ที่พบนั้นเป็นของปลอมหมดเหมือนคุณฝันไปเจอคนนั้นคนนี้ ตายไปแล้วจะทุกข์ทรมาน กว่าความจริงในปัจจุบันร้อยเท่า ระยะยาวนานมาก จนกว่าจะมีวิบากมาตัดรอน
แล้วในพุทธประวัติ คำว่าศรีอริยเมตไตรยคือชื่อตำแหน่ง เหมือนกับพระทุกวันนี้ที่มีตำแหน่งสมเด็จ ถ้าองค์นี้ตายไปก็มีองค์อื่นมาแทนที่ตำแหน่งนี้ ศรีอริยเมตไตรยคือพระพุทธเจ้า องค์ต่อไป แปลว่าผู้มีเมตตาสูงสุด จะบอกว่าเป็นใครก็คือพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปจากองค์สมณะโคดม จะเป็นใครถ้าทางเถรวาทก็เดาพระอชิตตะ ทางมหายานก็เดาพระกัสสปะ ก็ว่ากันไป ตามรสนิยม อาตมาไม่รู้ก็บอกไม่รู้ แต่พอหมดศาสนาพุทธของพระสมณโคดม ที่มีอายุศาสนาสั้นที่สุดคือห้าพันปี พระพุทธเจ้าองค์อื่นอายุศาสนายาวกว่ามาก เป็นล้านปีก็มี และช่วยรื้อขนสัตว์ได้น้อยที่สุด แต่ไม่ใช่ว่าท่านไม่เก่ง เพราะคนบรรลุธรรมจะหายาก ของหายากนั้นจะเป็นสิ่งที่มีค่าสูงมาก ไม่อยากพูดให้พวกเราหลงว่า พวกเราเป็นอาริยะที่มีค่าสูงมากตามหลักเศรษฐศาสตร์ เพราะเป็นอุปสงค์ที่สูงมากในสังคม อาตมาก็เลยภูมิใจดีใจมาก พวกเรามาเป็นอาริยะได้
ก็อยากจะขยายความไปถึงส. ศิวรักษ์ และหลายคนที่ฝากมาเช่นอาจารย์เจิมศักดิ์ก็ฝากมา เขากลัวว่าอาตมาตายไปแล้ว ศาสนาที่อาตมาทำไว้จะเสื่อมสลายไป เหมือนท่านพุทธทาส อาตมาตอบไปว่าไม่ใช่หรอก
ทำไมพระพุทธเจ้าองค์เดียวสร้างศาสนาได้แล้วสืบทอดมาได้จนทุกวันนี้ อาตมามาก็ทำแบบนั้นนัยเดียวกัน ท่านพุทธทาสท่านไม่ได้สร้างหมู่กลุ่ม ท่านประยุทธ์ท่านก็ได้แต่สอนแต่ไม่ได้สร้างหมู่กลุ่ม ก็ต้องขอบคุณท่านที่ได้สืบทอดสิ่งที่ดีๆ เนื้อหาพุทธมาให้เราใช้ต่อ ส่วนอาตมา ได้สร้างหมู่กลุ่มเป็นหมู่บ้านเป็นชุมชนจนมีสาธารณโภคี ยืนยันได้ว่า เป็นสาธารณโภคีถึงขั้นฆราวาสในยุคนี้ ยุคพระพุทธเจ้าท่านมีสาธารณโภคีในฆราวาสไม่ได้ ก็เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นสมัยทาส แต่ยุคนี้ทำได้ คนเคารพอิสระเสรีภาพ สาธารณโภคีเป็นคอมมูนที่ยิ่งใหญ่มากเป็นปู่เป็นทวดของคอมมิวนิสต์
ประชาธิปไตยหรือคอมมิวนิสต์สมบัติส่วนกลางเป็นของประเทศ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ สมบัติทุกอย่างเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน แต่ก็ต้องแบ่งแจกให้ประชาชนใช้ ซึ่งพระเจ้าแผ่นดิน ที่มีทศพิธราชธรรม ทำให้ประชาชนมีความอยู่เย็นเป็นสุข ส่วนพระเจ้าแผ่นดินองค์ไหนที่ไม่มีทศพิธราชธรรม เอาแต่เป็นของตัวของตนก็แล้วไป แต่ก็เป็นสมบัติของส่วนกลาง แต่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ถือสิทธิ์ให้คนเดียว แต่ก็มีพระเจ้าแผ่นดินบางองค์ที่มีทศพิธราชธรรม และท่านมีสิทธิ์ก็ไม่เห็นจะได้ เพราะเป็นสังคมยุคนั้นยุคพระพุทธเจ้าเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คนไม่รู้สิทธิมนุษยชน เป็นยิ่งกว่าควาย เป็นทาส ทำอะไรไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็ได้แค่ทำให้คนที่มาอยู่ในอาณัติของท่าน
พระพุทธเจ้านี้มีรัฐอิสระ โดยมีธรรมนูญมีธรรมวินัยของท่าน มีศีลเป็นธรรมนูญ ให้มาเข้ารีตมาใช้ธรรมวินัยใช้กฎหมายใช้ธรรมนูญของท่าน จะไปที่ไหนก็มีธรรมนูญของท่านไป พระเจ้าแผ่นดินแต่ละที่ที่ท่านไปก็ยอมยกให้คุณธรรมของพระพุทธเจ้า พระเจ้าแผ่นดินแผ่นใหญ่อย่างแคว้นมคธ กับแคว้นโกศล ที่ใหญ่ที่สุดก็ยังยอมให้พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าแม้เป็นกษัตริย์มาก่อนแต่ก็เป็นแคว้นเล็กกว่า แต่พระมหากษัตริย์แคว้นใหญ่ก็ยอมให้คนของท่านมาเข้ารีตพระพุทธเจ้า
พระเจ้าอชาตศัตรู มาไขประเด็นในสูตรที่ ๒ พระพุทธเจ้าถามว่า ถ้าคนมาเข้ารีตของพระพุทธเจ้า เป็นคนของท่าน ท่านจะเอาคนของท่านคืนไหม ราชศัตรูก็บอกว่าอยู่กับพระพุทธเจ้าเลย นี่คือประชาธิปไตยแท้ ที่พระพุทธเจ้าธรรมะก่อน ไม่ถือสาคือสี จะเป็นลูกเจ้าลูกไหนมาก่อน เมื่อบวชแล้วก็เท่ากัน ปลดแอกวรรณะปลดแอกทาส เป็นอิสระเสรีภาพ อิสระเสรีภาพหมด เอาคุณงามความดีเป็นหลัก ศีล 5 เคารพศีล 8 ศีล 8 เคารพศีล 10 ศีล 10 ต้องเคารพจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล
บวชก่อน คนมาบวชทีหลังต้องเคารพ แต่ผู้มาบวชก่อนจะเคารพผู้มาบวชทีหลังด้วยคุณธรรมก็เป็นเรื่องส่วนตัวได้ ต้องรู้สมมติฐานจากสมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ ถ้าผู้มาบวชก่อนไม่ได้เป็นอริยะ จะเบ่งขี้แตกของพระอริยะก็เรื่องของเขา จะบาปจะเวรอย่างไรก็เรื่องของเขา
ยุคนี้ทำได้ถึงสาธารณโภคี ชุมชนปฐมอโศกนี้เป็นชุมชนสาธารณโภคีแรกเริ่ม ตอนแรกก็ไม่ได้รู้ว่าเป็นสาธารณโภคีนะ แต่รู้ว่าต้องมาใช้มากินส่วนกลางร่วมกัน แต่มาเจอหลักฐานในสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 มาธิบายคนก็ยังเข้าใจยาก พวกศึกษาแต่บัญญัติก็ว่า สาธารณโภคีมีแต่ในพระสงฆ์ แล้วพระยุคนี้ ก็ทำไม่ได้สะ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive