580629_ธรรมาธรรมะสงคราม ปฐมอโศก ก้าวข้ามความรักและชังอย่างยั่งยืน.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์25 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580629_ธรรมาธรรมะสงคราม ปฐมอโศก ก้าวข้ามความรักและชังอย่างยั่งยืน

อ.กฤษฎาว่า...ปีนี้พ่อครูออกเดินสายไปหลายๆที่ ส่ิงที่สำคัญที่สุด เวลาผมจัดรายการผมชอบถอดรหัส เพื่อเจริญรอยตามพระอรหันต์ พ่อครูอายุ ๘๒ ปีแล้ว ผมว่า คนอายุเท่าพ่อครูส่วนใหญ่ไม่ได้มีสภาพร่างกายดีอย่างพ่อครู และก็สภาพความคิดพลังสมอง พ่อครูมีอยู่อย่างมากมาย เป็นพลังของ A bomb of love หรือไม่? ผมเองก็ถามตัวเองว่าทำไมพลังของเรามันติดๆดับๆ ทำอย่างไรจะให้มันต่อเนื่อง ยั่งยืน ยาวนาน sustainable จะทำอย่างไรจะเดินตามรอยพ่อครูได้

พ่อครูว่า...ทำอย่างไรจะมีความยั่งยืน โดยเฉพาะมีเงื่่อนไขว่าทำงานอย่างมีอิทธิบาท แล้วมีเงื่อนไขในอิทธิบาทอีกว่าเป็นความรัก เป็นความรักที่มิใช่มิติต้นๆด้วย แต่เป็นความรักเพื่อเกื้อกว้างไปอีกมาก ไม่ใช่แค่เห็นแก่ชาติ แก่สากลอีก แต่เป็นความรักอันยิ่งใหญ่ ที่หาประมาณมิได้ ไม่ได้มีความเห็นแก่ตัวเลย มิติที่ ๗ เป็นความรักสมบูรณ์แบบ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง อาตมาก็ไม่รู้ว่าทำไมอาตมาถึงได้ชื่อว่ารัก แต่ในใบเกิดอาตมามีชื่อว่า สไมย์ เขาก็ตั้งเล่นๆ ไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองชื่อสไมย์ คุณลุงก็ไปให้ท่านติสโส(อ้วน) สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ตั้งชื่อให้ ท่านก็ตั้งว่า มงคล ต่อมา อาตมาก็ตั้งชื่อเองว่า รัก ก็ใช้ชื่อว่า รัก มาตลอด แล้วตอนมาบวช จะใช้ชื่อว่าอะไรดี ตอนนั้นมีนามปากกาธรรมะ ชื่อว่าโพธิรักษ์ แต่จะเอารัก หรือรักษ์ ดี ชื่อเราก็ไม่มี ษ์ มันก็คนละความหมาย ก็ใช้ชื่อว่า รัก ต่อมา

มันเป็นอจินไตยที่อาตมาต้องมาอธิบายเรื่องความรัก ตั้งแต่เขียนความรัก ๑๐ มิติ ก็มีมาจากภูมิรู้เก่า มาถึงทุกวันนี้ ยิ่งมารัก จาก ไอสไตน์ที่ฝากไว้อีก เป็น A bomb of love ที่ให้มาอีก อาตมาก็จะมาขยายความต่อ ตั้งแต่ E = mc 2 + A แล้ว อาตมาเติม A

อ่านต่อ

เข้าไป ก็ตอนนี้ขยายความได้มากขึ้น

แล้วทำไมอาตมาถึงมีอิทธิบาท มั่นคง มีกำลังวังชา แข็งแรงมั่นคง ถามว่าทำอย่างไรจะได้อย่างนี้ ก็ตอบว่า ปฏิบัติธรรมให้ได้มรรคผล แล้วจะได้ตามนี้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆก็คิดเอา อาตมาไม่ได้ฝืนนะที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้เป็นทุกข์ แต่ทำอย่างเต็มใจ สบายใจ มีฉันทะที่จะทำ เหนื่อยก็พัก ไม่เหนื่อยก็เพียรเราไม่พักอยู่ (อัปปติฏฐัง) เท่ากับยังเพียรต่อไป เราไม่เพียรอยู่ (อนายูหัง) เท่ากับพักหรือไม่ต่ออายุอิทธิบาท เราเป็นผู้ข้ามโอฆสงสารได้แล้ว (โอฆมตรินติ)

ถามว่าทำอย่างไรจะได้ ไปซื้อที่ไหนไม่มีหรอก ไปเอาจากคนอื่นไม่ได้ มีทางเดียวเท่านั้นต้องฝึกฝน ปฏิบัติให้เกิดอาริยสมบัติของแต่ละคน

อ.กฤษฎาว่า... ที่พ่อครูไปเดินสาย เป็นการสร้างเหตุปัจจัย ให้เกิดข้ึน เช่นที่เลไลย์อโศก การไปทำและจัดทำเรื่องต่างๆ เพ่ือเหตุแหล่งปัจจัยและผลที่จะตามมา ซึ่งถือเป็นกรรมที่เป็นกุศล เรียกว่า วิสัยทัศน์ เป็นเชิงบวก แต่ว่า บางคนอยู่ในเมืองไทยใหญ่มาก ไม่ได้เกิดเหตุในไทย แต่ไปเกิดเหตุในต่างประเทศ เป็นกรรมวิบากอย่างไร

พ่อครูว่า...ผู้ที่ทำกรรมใด ก็ต้องได้รับผลตอบแทน แม้จะผลัดไป หรือกลบเกลื่อน ให้พ้นไปก็ชั่วระยะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องกรรม เป็นอันทำ ตั้งแต่เริ่มคิด ดำริ เป็นกุศล/อกุศล ทั้งสิ้น เมื่อเร่ิมมีอาการในจิตก็เป็นกรรมแล้ว ยิ่งออกมาเป็น กาย วาจา ก็เต็มที่ สั่งสมเป็นผลวิบาก ศาสนาพุทธ มีกรรมที่ย่ิงใหญ่เหมือน God หรือพระเจ้า

ของเทวนิยม พระเจ้า เป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง เขาขยายความไม่ออก ส่วนกรรมนี่ อาตมาบอกแล้วว่าอันเดียวกับ God แล้ว God มีพฤติกรรมเช่นไร วิเศษอย่างไรได้นั่นแหละ กรรม ท่านให้เกิดการงาน การกระทำของพระเจ้าได้ พระเจ้าไม่ทำสิ่งชั่วเลย ทำแต่ส่ิงดี พระพุทธเจ้าเอากรรมที่คือพระเจ้านี่มาสอน แต่จะให้เกิดเป็นพระเจ้าเองเลย โดยไร้ที่มาไม่ได้ ต้องทำกรรมนี้ให้เป็นคุณวิเศษที่จะเป็นพระเจ้า เกิดจากกรรม พระพุทธเจ้าหยิบเอากรรม มาสอน ให้ประพฤติอย่างเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย จนสุด

คุณสมบัติของ God คือพระพรหม คือมีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา เป็นคุณสมบัติที่เรียนรู้ได้ ประพฤติได้ คือพระพรหม คุณสมบัตินั้นเกิดอย่างจริงใจหรือจะกดข่ม พยายามทำใจให้เมตตาไว้ คุณทำขึ้นมาเมื่อไหร่ดีทั้งนั้น แม้จะกดข่มอย่างไร ให้ออกมาเป็น กาย วาจา ใจ ที่เป็นพรหมวิหารได้จริง แล้วถ้าปฏิบัติถึงจิตก็จะไม่ฝืนเลยในการทำพรหมวิหารจิต

_เมตตาคือเห็นผู้อื่นเป็นทุกข์ แล้วก็อยากให้เขาพ้นทุกข์หรือเป็นสุข เราก็ช่วยเขาบอกเขา _กรุณาคือลงมือทำ พาทำ ถ้ามีแต่เมตตาก็จบในใจไม่ได้ลงมือเลย เช่นนั้นมันก็เป็นเพียงความต้องการทางใจ แต่กรุณามีความลงมือทำ (กรณะ) ทำอย่างที่พาทำได้ จะทำจนไปจับกิเลสออกให้เขาไม่ได้หรอก แม้พระพุทธเจ้าก็ทำได้เพียงชี้ทาง ซึ่งอาศัยองค์ประกอบต่างๆ มิตรดี สหายดี สังคมฯดี ที่เดินสายก็เป็นพรหมวิหาร _มุทิตา ก็รู้สึกเป็นสุขเมื่อเห็นเขาพ้นทุกข์ ยินดีกับเขา ก็จึงทำ _อุเบกขา ก็ปล่อยวางเลิกไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา ทำจบก็จบ

พรหมวิหาร ๔ จึงเป็นอัปปมัญญาที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีประมาณ ผู้ใดทำได้อย่างไม่ฝืน ไม่มีการพากเพียร ให้อย่างอัตโนมัติ เป็นจริงเป็นจังก็เหมือนอย่างที่คุณว่า ทำได้อย่างไร ไม่เหน็ดไม่เหนื่อย ทำได้มากมาย ก็เหนื่อยเมื่อยได้ ก็พัก หายก็เพียรทำไป ไม่มีปัญหาอะไร

แล้วเรื่องวิบากกรรม กรรมเป็นอันทำ เช่นตอนนี้คุณตีหัวคน ผลวิบากคุณทำให้เกิดความเลวร้ายต่อคนอื่น หากเขาโกรธ ก็แก้แค้นตอบโต้ ทันที หรือสองคุณทำผิดกฏหมายก็ต้องรับโทษ แล้วที่บอกว่ามันติดตัวไป มันต้องใช้หนี้บาป มันยังไม่ออกผลทันทีก็เป็นได้ เรื่องที่ว่าจะมีกรรมเสริมต่อ นี่มันมีจริง มีมากหรือน้อย ต้องปฏิบัติธรรมเป็นชาติๆได้ จะมีลักษณะกรรมเช่นนี้ มันลดลงๆ หรือมันจะทำกับเราได้ มีน้ำหนักอย่างไร แม้แต่ในชาตินี้ อย่างอ.เป็นต้น ท่านตาบอด ท่านก็วางได้ ว่าท่านได้ใช้หนี้กรรม ทั้งที่ท่านตาดีมาก่อน แล้วมาตาบอด ท่านก็ระลึกได้ว่าท่านได้ไปจิ้มลูกตาสัตว์ไว้มาก หลายคนก็จะรู้สึกมีลักษณะเช่นนี้ แต่มันจะตรงหรือไม่ แต่มีเหตุปัจจัยร้อยเรียงได้

คนที่หักขาไก่หรือหักคอสัตว์มา แล้วตนก็ถูกบาดเจ็บที่คอก็ได้ แต่คนที่ไม่ได้มีผลกรรมออกผลชาตินี้เลยก็ได้ หรือออกในชาติอื่นก็ไม่ตรงก็ได้ เมื่อคุณปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆจะรู้ว่าผลอย่างนี้ๆ มันสนองเรา อย่างเป็นกุศลหนุน หรือเป็นวิบากบาปตามทัน เราก็จะเข้าใจขึ้น มันจะมีร่องรอยให้เราเห็น ว่าเห็นอย่างนี้สดๆ หรือระลึกไม่ได้หรือได้บ้างก็จะมีเค้า

บางอย่างไม่น่าเจอทางร้ายหรือทางดีเช่นนี้เลย เพราะชาตินี้เราก็ไม่ได้ทำกรรมร้ายอะไร แต่ร้ายก็มาถึงเรา หรือดี ชาตินี้เราก็ไม่ได้ทำดีมากจนต้องน่าจะได้รับผลดี แต่มันก็ได้รับผลอานิสงส์อย่างนั้นอย่างนี้ เป็นบารมี ก็เป็นไป มันน่าอัศจรรย์ ไม่น่าไปคิด อย่างอาตมาไม่ได้คิดหลายอย่าง มีบารมีมาเอง ไม่ได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกล่อ แต่เป็นไปได้ ก็พยายามอธิบายเท่านั้น เพราะพระพุทธเจ้าว่าเป็นอจินไตยนะ

เดินตามรอยพระอรหันต์ สลายความรักและความชังอย่างยั่งยืน

อ.กฤษฎาถามพ่อครูว่า... เรื่องวิบากกรรมมีจริง แล้วกรณีที่ตำรวจใหญ่ที่มีข่าวถูกจับอยู่ต่างประเทศ แล้วมีพระสงฆ์ที่อยู่วัดเบญฯก็โพสต์ให้เห็นเลยว่า ช่วงชุมนุม คนนี้สั่งปิดทางไม่ให้พระบิณฑบาต นี่ก็เลยเป็นกรรมที่ทำกับพระกับเจ้า ก็เราเป็นสังคมพุทธ ก็เลยทำให้คิดว่า เป็นเช่นนี้ได้ แล้วมันเกิดในเมืองนอก จึงเกิดได้ แต่ถ้าในเมืองไทยไม่เกิดได้หรอก เพราะมีอำนาจ มันเป็นบทเรียนสอนได้ว่า การระเบิดของคนนี้บางคนคิดเชิงลบ มันก็ทนไม่ได้ เหมือนท่านนายกฯพูดว่าใหญ่จนเคยตัวหรือเปล่า

พ่อครูว่า...เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องจริง แต่เราไปไล่จับแพะชนแกะไม่ได้หรอก แต่ว่ามันต้องมีเหตุ จึงมีผล อย่างที่อธิบายว่า แต่ก่อนเราหักขากบขาเขียด เราก็เลยถูกบาดเจ็บที่ขาก็มีรูปเรื่องที่เป็นเหตุผล แต่ถึงอย่างไรอาตมาก็ไม่อยากให้ซ้ำเติม คนที่ได้รับวิบากแล้ว อาตมาจะพูดถึงคนที่ทำไม่ดีแต่ยังไม่รับวิบากก็จะพูดให้หยุด แต่คนที่รับผลวิบากแล้วก็ไม่อยากพูดเหมือนซ้ำเติมถึง ส่วนผลดีก็ไม่อยากพูดถึง ส่วนผลร้ายนี่ก็ไม่ได้คิดจะให้คนที่ทำกับอาตมาได้รับผลร้าย อาตมาก็ห้ามทุกคนที่ไปนึกเช่นนั้น มันเหมือนกับเราคิดแค้นเคือง สะใจ พยาบาท คิดเช่นนั้นไม่ดี มามีเมตตากันดีกว่า เขาได้รับวิบากกรรม ทำไม่ดีก็รับไม่ดี อย่าไปนึกสะใจที่เขาได้รับผลตอบแทน สมแค้นเรา เหมือนใจเรามีอัตตาเห็นแก่ตัว ปรารถนาร้ายต่อคนอื่นก็ไม่อยากให้คิดเช่นนั้น

อ.กฤษฎาว่า... ในวันมาฆบูชา ตอนนั้นเราชุมนุมอยู่ เป็นวันใกล้มาฆบูชา แล้วเกิดเหตุด้วย พอเกิดเหตุพ่อครูก็ใช้โทรโข่ง บอกว่าให้ไปช่วยคนเจ็บ ตอนนั้นพ่อครูมีเมตตา กรุณา หรือพ่อครูว่าเขาได้รับวิบากแล้วก็จงอย่าไปซ้ำเติมเขา ผมก็เหมือนถูกสอนมา ว่าเวรกรรมมีจริง กรรมมันทันตาเห็นนะ แต่พอมาวันนี้เราเรียนรู้ปรมัตถ์อีกขั้นหนึ่ง คือเราต้องยกสภาวจิตตนให้สูงขึ้น ให้มีจิตแห่งพรหม พ่อครูแสดงธรรมใกล้ๆก็ท่านเป็นพรหม ไม่ได้คล้อยตามที่ผมเสนอ แล้วขัดแย้งกับเรา ถ้าเราไม่ปฏิบัติธรรมก็รู้สึกว่าพ่อท่านแย้ง แต่เราปฏิบัติธรรมก็รู้สึกว่า พ่อท่านสอนเรานะ ท่านตรึงหมุดมั่นไม่บิดจากตรงนี้ไป สิ่งเหล่านี้ที่ผมได้เรียนรู้จากที่นี่ ให้มีหลักจะอยู่กับสังคมได้อย่างไม่ถูกดึงไปตกต่ำ

พ่อครูว่า..ถ้ามันมีอาการต้องอ่านใจ ถ้าเรามีภาวะสะใจ ถ้าเขาได้รับทุกข์แล้วเราสะใจ เราก็ไม่ดี ถ้าเขาพ้นทุกข์แล้วเรายินดีก็น่าจะดีกว่า ถ้าเขาทุกข์แล้วเราสะใจใจเราก็สะสมความรุนแรงในใจ ทำใจไม่ต้องยินดียินร้ายได้ดีที่สุด ให้เป็นอาการอุเบกขา กลางๆ รู้ความจริงตามความเป็นจริงอันนี้ก็ดี ส่วนที่จะให้ยืนยันก็ว่า วิบากก็เป็นของคน จะออกผลก็เป็นจริง คนไม่เชื่อกรรมไม่เชื่อวิบาก ไม่เชื่อว่ากรรมเป็นของๆตน ไม่เชื่อว่าวิบาก(ผลของกรรม)มีจริง ไม่เชื่อในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แม้แต่พระพุทธเจ้าก็มีวิปากทุกข์ เป็นพระพุทธเจ้าแล้วยังมีเศษวิบาก พระเทวทัตกลิ้งหิน มีสะเก็ดหินกระทบพระบาท ห้อพระโลหิตอีกได้

ผู้ไม่เชื่อกรรมวิบากว่าเราทำกรรมแล้วเป็นของเรา ไม่เอาไม่ได้ ทำแล้วจะเป็นเหตุปัจจัยติดไปในอนาคต มีผลวิบากจริง ถ้าใครไม่เชื่อกรรมก็เท่ากับไม่เชื่อในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ผู้ศึกษาดีๆ จะรู้ว่ากรรมคือ God คือส่ิงยิ่งใหญ่ เป็น Bomb of love ที่อาตมาใช้อธิบายต่อ

ไอสไตน์ค้นพบ Space and time of continuum ส่วน continuum คือส่วนอนุกรมของการต่อเนื่อง เรื่อยๆ ทุกสิ่งที่ไอสไตน์ค้นพบ คือทุกส่ิงทุกอย่างอยู่ในเอกภพ คนไม่รู้ก็เรียกว่ามีช่องว่างที่มีอะไรบรรจุในนั้น แล้วมีการดำเนินเป็นอนุกรมเชื่อมโยงหมุนไปกับกาลเวลา and time นี่คือส่ิงที่ไอสไตน์สรุปผล พลังงานกับสสาร

มีส่ิงที่อยู่ในเอกภพในช่องว่างนี้เชื่อมโยงเป็นอนุกรมกันทั้งนั้น ส่ิงที่ไม่อยู่ในระบบเช่นอุกาบาตก็จะแตกสลายไปในที่สุด

ส่วนอาตมาก็พูดมาก่อนที่จะรับของไอสไตน์ ว่า Kamma and time of continuum หรือ God and time of continuum แล้วกรรมนี้พระพุทธเจ้าสอนไว้หมด ผู้ใดศึกษากรรม คือการกระทำผู้นี้ศึกษา God กรรมคือ doing ,deed ,action เราต้องปรับกรรมที่เราเคยทำแล้วรู้ว่าเป็นกรรมชั่ว หรือเราวนเวียนทำอยู่เดี๋ยวเลิกเดี๋ยวทำอยู่ เราต้องตั้งศีลให้หยุดทำแล้วล้างเหตุที่พาติดยึดหลงว่ามันน่าได้น่ามีน่าเป็น สุขสะใจ จนรู้ว่ามันเรื่องหลอกไม่จริง ล้างกิเลสได้ ก็หมดกรรมที่ต้องไปสังสัคคะกับมันไม่ต้องเกี่ยวข้อง แม้สัมพันธ์แล้วก็ลึกซึ้งซับซ้อน แม้กระทบสัมผัสกับเรา แต่จิตเราไม่มีกระแส กรรมกิริยาที่แม้เขาเจตนาให้เราตอบสนองเราด้วย เพื่อให้เราโกรธ โลภ รักหรือชัง เราไม่มีอาการนั้นในจิตเลย เราก็ทำกรรมพระเจ้า เราไม่โกรธเกลียดเขาแล้ว ถ้าบอกได้เราก็บอกเขา ถ้าบอกแล้วเขาตอบโต้แรงเราก็อย่าบอกเขา แต่ถ้าเราบอกแล้วเขาย่ิงทำชั่วหนักเราก็ไม่ควรทำ ถ้าเราว่าเขาติเขา ดีไม่ดีว่าเขาแรงๆ เขาลดได้ก็น่าทำ หรือเขาลดกิเลสได้ก็ดี หรือถ้าบอกไม่ต้องแรงเขาก็ปรับได้ ก็ยิ่งดีใหญ่

ผู้ใดสามารถเข้าใจได้ ทุกอย่าง คือ Kamma and time of continuum อาตมาเคยให้โศลกว่า ชีวิตคือกรรมกับกาละ ชีวิตคนหากเรียนรู้กรรม มันก็เดินไปกับกาละทุกกาละเราก็รู้กรรม ตั้งแต่คิด เราก็รู้ทัน พูดออกมาก็รู้ทัน องค์ประกอบรวมคือกาย พระพุทธเจ้าว่ากายคือจิตคือมโนคือวิญญาณ มีทั้งนอกและใน คือองค์ประกอบของรูปและนาม ถ้าอวิชชาอยู่ แม้คนพาลหรือบัณฑิตก็ตามหากมีอวิชชาอยู่ ตายไปก็ยังมีกาย เพราะไม่ได้ล้างความยึดติด สรุปแล้วต้องเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า

เราทำกรรมตลอดเวลา หากศึกษาเข้าไปปฏิบัติธรรม กรรมเราจะไม่มีบาปเวร ชั่วโดยไม่ต้องฝืนหรือบังคับเลย มันออกจากจิตเราอย่างสมบูรณ์ แล้วออกมาทางกาย วาจา เพราะล้างเหตุได้สิ้นเกลี้ยง มาจาก มโนปุพพัง คมาธัมมา มาจากจิต สมบูรณ์แบบเลย

ที่ถามว่า อายุตั้งย่าง ๘๒ แล้วทำไมถึงดูมีความแข็งแรงดี อาตมามั่นใจว่าชีวิตคือการงานที่ดี พระพุทธเจ้าว่าเราไม่พักเราไม่เพียร มันมีเวลาโอกาสที่เราทำสิ่งดีเป็นประโยชน์ได้ก็ทำสิ อาตมาไม่ได้ทำเพื่อคนมานับถือหรืออวดเก่ง หรือสร้างลัทธิตนไปทำลายลัทธิอื่นไม่ใช่ อาตมาทำเพื่อสื่อถึงคนที่จะมารับได้ ทำแล้วก็จบ ทำเต็มที่เลย

อ.กฤษฎาว่า...พ่อครูประกาศเป็นพระอรหันต์ ผมมีโอกาสใกล้ชิดพ่อครู ความเป็นอรหันต์กับเราที่กำลังหันไปทางไหนดี ทำอย่างไรจะให้ถูกทิศทาง ผมก็จะพยายามทบทวนตัวเอง เรามีความเป็นไปอย่างไรกับชีวิต เราก็เห็นว่าสุขอัลลิกะ แต่ทุกข์มันอาริยสัจ ผมก็เบื่อตัวเอง เบื่อชีวิต เดี๋ยวเราก็ไปเจอสภาวะเดิมที่เข้ามา มันก็เห็นความเบื่อ ก็ต้องคิดแบบบวก positive thinking แล้วคิดอย่างเดียวมันก็ไม่เกิดอะไร เหมือนเดินขาเดียว

พ่อครูว่า การปฏิบัติต้องไล่เรียงตามลำดับ เอาตนเป็นหลัก เรามีอะไรที่พยาบาทมาก ผลักมากหรือรักมากต้องให้เราไปบำเรออารมณ์ให้สมรัก สมโกรธ เราต้องรู้ตัวเอง มีเหตุอะไรเราก็ต้องอ่านรู้

การพยาบาทอาฆาตเพื่อแก้แค้น กับการพยาบาทแบบไม่อาฆาต แต่ว่าเขาว่าไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ มันไม่ใช่เราติดยึดพยาบาท เพราะเรามีใจพยาบาทก็เลยว่าเขาย้ำซ้ำซากมันไม่ใช่ จะทำเร่ิมต้นอย่างไร หลักของพระพุทธเจ้า คือไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) เป็นหลักยิ่งใหญ่ที่ให้ปฏิบัติแล้ว เราก็เอากรอบขอบเขตที่เรากำหนด หรือจะเอาเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ได้ หรือเอาศีล ๕ เป็นเบื้องต้น ครบแล้วทั้งกายวาจาใจ

ศีลข้อ ๑ ให้ลดพยาบาทแรงๆ เรากระทบสัมผัสกับชีวะ ชีวิต ไม่ว่าจะสัตว์เดรัจฉาน อยู่กับสัตว์ทั้งหมดเราต้องมีสติสัมปชัญญะ ไม่รุนแรงโหดร้ายให้เขาถึงตาย ยิ่งคนเราก็ยิ่งต้องรู้ค่า หรือศีลข้อ ๒ ก็ระวังอย่าบำเรอความโลภ ส่ิงที่ไม่ใช่ของเราอย่าเอา อย่าทุจริตรู้ให้ได้ ตอนนี้เราอาจต้องเอาเปรียบบ้าง เราต้องใช้สอยอยู่ก็พอทำ แต่ว่าโกงการหลอกลวงเราไม่ทำ หรือเรื่องเพศก็กำหนดแค่ผัวเดียวเมียเดียว จัดจ้านก็ให้ลดลงมา ก็ได้ ค่อยๆรู้ความหมายกรอบขอบเขต

ถ้าเราทำได้แล้วก็ดี แต่ถ้าเรายังมีอยู่ก็พยายามสังวรศีล ให้กาย วาจา เราไม่ผิดศีลก่อน เมื่อกระทบสัมผัสสิ่งใด อันนี้เป็นสัตว์เรายังอยากทำร้ายมันเราก็สังวรว่าอย่าทำ หรือของคนอื่นเราไม่ทุจริต หรือราคะก็ตาม โกหกก็ตาม แม้อบายมุข ที่ยังเสพสนุกอร่อยกับอบายมุข มันหยาบมากต้องเลิกให้ได้ โดยเฉพาะสมใจในลาภที่ได้ทุจริตหรือสมใจในการแก้แค้น หรือตะกละมากอยากมากก็คืออบายมุข หรือพยาบาทมากอยู่ในใจแรงๆ ก็คืออบายมุข ส่ิงที่จัดจ้านก็คืออบายมุข หรือแม้แต่รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสจัดจ้านเราก็ต้องลดละเลิก

คนเป็นนักธุรกิจ เอาเปรียบเขาสะสมเป็นหมื่นล้านแสนล้าน ไม่รู้ว่านี่คืออบาย แทนที่จะได้สะพัดให้คนอื่น แล้วมีมากก็ยังไปโลภดูดมาให้กับคนอีก จะได้รวยเป็นอันดับโลก คือความบ้า โหดเหี้ยม เลวที่สุด ยั่วยวนให้คนเอาเปรียบกัน แม้จะออกกฎก็ให้ตนเองได้เปรียบ เช่นจะซื้อที่ แต่มีกฎหมายจะเลิกจบภายในวันนี้ ก็ออกกฎหมายให้ไม่เป็นวันหยุดจะได้เซ็นสัญญาได้ อันแบบนี้เลวสุดแล้ว ไม่เข้าใจสัจจะก็ทำชั่วทำบาป ถ้าไม่เรียนรู้ธรรมะชัดเจน พวกที่สอนให้ไปรวยไม่หยุดนี่บาปมาก

_มีคำถามว่า กระผมเห็นว่าพระธัมมชโย ผิด มีปาราชิกแล้ว แต่กรรมการมหาเถรสมาคม บอกว่าไม่ผิด จะมีความผิดอย่างไร ตอบ ...อาตมาก็ว่าปาราชิกเหมือนกันไปอุ้มกันไม่ได้ ไม่ให้มาเกี่ยวด้วย ปาราชิกนี่ตายไปจากศาสนาพุทธ ๑ ชาติเลย ในศาสนาพุทธ มีพรหมทัณฑ์เป็นสูงสุดแล้ว คือไม่สอน เหมือนเขาไม่มีตัวตนในโลก ไม่บอกไม่สอนไม่กล่าวไม่ตำหนิ นี่คือลงโทษหนัก ส่วนปาราชิกนี่โทษเลวร้ายกว่าพรหมทัณฑ์ นอกจากไม่บอกไม่สอนแล้วปิดกั้นการสอนด้วย เช่นอาตมาแสดงธรรมนี่ ถ้าเห็นสมีมานี่ก็ต้องหยุดเทศน์เลย ให้เขาไปไกลไม่ได้ยินก็ค่อยสอน ถ้าเราเห็นก็ห้ามเด็ดขาด เหมือนตาลยอดด้วน ตายไปแล้วไม่ฟื้น ไม่ใช่แค่บวชไม่ได้ เป็นฆราวาสสมีก็ไปสอนธรรมะอีก แค่ปาราชิกก็ไม่เข้าใจแล้วไปอุ้มกัน ทั้งมหาเถรสมาคมก็หมดแล้ว

อาตมาถึงเวลาทำนานาสังวาสออกมา เพราะมันเป็นไปยากมาถึงวันนี้ย่ิงโจ่งแจ้งชัด ว่าคณะที่ทำอยู่เป็นเช่นนี้ อาตมาก็ไม่คิดว่าปลาดี ไม่มีในข้องนั้น แต่ปลาเน่า ตัวเดียวก็เน่าทั้งข้อง อาตมาถึงลาออกมา ที่พูดนี้ให้แก้ไข ยืนยันสัจจะด้วยเมตตา ถ้าไม่พูดคุณก็นึกว่าตนถูก ไปหลงผิด บอกว่าเทวดาทั้งที่คือสัตว์นรก

อ.กฤษฎาว่า...การปฏิรูปศาสนา ถึงเวลานี้คนที่ออกมาทำก็โดนกระแส

พ่อครูว่า...อาตมาก็ส่งเสริมให้แรงใจให้กำลังใจคุณไพบูลย์ นิติตะวัน แต่อาตมาไม่มีน้ำหนักเท่าหรอก ให้คุณไพบูลย์ทำไปเลย อนุโมทนา เรื่องศาสนาพุทธในเมืองไทยมันแย่มากต้องปรับปรุงกัน

พูดชัดๆว่า ธัมมชโยทำบาปมากเกินเหมือนทักษิณที่เราต้องไปต้าน แล้วเขาไม่หยุดทั้งคู่ ทำอย่างไรเขาจะสำนึก อาตมาก็ว่าจะหยุดก็ดูจะใจดำ เขาก็ทำต่อ อาตมาก็เป็นแรงหนึ่งที่ออกไปช่วย ถ้าอาตมาหยุดคนอื่นหยุดด้วยก็แย่สิ พูดแล้วเหมือนพูดโกรธเพราะอาตมาลงน้ำหนัก

คนที่ทำกับอาตมา อาตมาไม่เคยไปโทษเขาสักคน ไม่ซ้ำเติมเขา เขาทำก็บาปของเขาแล้ว ถ้าอาตมาไม่มีบารมีก็เป็นเป้าให้เขายิ่ง อย่างในวันที่ ๑๘ อยู่บนเวที เขาจะปราบก็ต้องปราบหัวก่อน เด็ดหัวก่อนเลย แต่อาตมาต้องทำงานเห็นว่าควรทำ อาตมาก็ว่า ไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายอะไร แต่คนอื่นเห็นว่าน่ากลัวแต่อาตมาไม่กลัวเลย สรุปคือที่ตำหนิไปก็ด้วยปรารถนาดีไม่ได้ริสยาเลย

ก็ขอตอบประเด็นว่าผิดตามธรรมวินัยอย่างไรก็สมีอุ้มสมีไม่ได้ มีหลักฐาน ว่าโกงเงินมาเป็นของตน เป็นทุจริตกรรมแล้วเขาจับได้ก็ขอคืนเงิน มันมีที่ไหนในกฎหมายหรือว่าในวินัย ท่านว่าแค่เคลื่อนออกจากฐานก็ปาราชิกแล้ว ขณะนี้ผู้ที่มีหน้าที่จะจัดการทางกฎหมายแต่ไม่ทำ ก็ผิดมาตรา ๑๕๗ นะ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งที่ทำได้ ถึงเวลาทำ แล้วควรทำอย่างยิ่งแล้วไม่ทำก็ผิดมหาศาลนะ

เรื่องศาสนาหรือปราบคอรัปชั่น ขณะนี้ควรทำอย่างย่ิงไม่อย่างนั้นแก้ปัญหาไม่ตก เวลาทำหน้าที่คนเสียหายคนผิดเขาก็ต้านก็แย้ง ไปฟังเขาได้อย่างไร โอกาสนี้ถึงเวลาขอให้ทำให้ดีมีธรรมาภิบาล ถ้าถูกต้องแล้วควรเด็ดขาด ไม่ใช่แค่ช่วยไทย จะช่วยโลกด้วย

ไทยเรามีปฏิวัติที่สวยงามที่สุด เป็นโอกาสสุดยอด พระเจ้าส่งมาแล้ว อย่าขบถต่อสัจธรรม ขออภัยที่พูดเหมือน command นายกฯท่าน ขออภัย

คำถาม

_เรื่องบ่อนคาสิโน ที่จะเปิดเสรีจริงๆ พ่อครูจะพาไปประท้วงไหม? ตอบ ...ถ้าถึงเวลาต้องทำก็ต้องทำ ถ้ารัฐเห็นด้วยแล้วส่งเสริมก็ต้องคัดค้าน เพราะว่ามันเป็นส่ิงเลวร้ายมาก นึกว่าเสือร้ายนี้เราจะเอามาเลี้ยงได้นะ มันอวดดีมากๆ แต่ก็ดูท่านนายกฯท่านเบรกไปแล้วก็คงไม่มีปัญหามาก

_ถ้าเพื่อนทำร้ายกัน เราก็ไปมีจิตยินดีในการทำร้ายกัน แต่เราจับจิตเราได้ เราจะบาปไหม? ตอบ...บาป

_มีคำถามว่า พระอรหันต์ดับจิตได้แล้วจึงไม่เกิดใช่ไหม? ตอบ. .. การดับจิตหรือพลังงานได้แล้วของอรหันต์ แล้วเพราะอะไรถึงดับจิตได้หรือเพราะไม่ทำบาป ก็ใช่ คือล้างกิเลสตนออกไปหมด กิเลสนี่คือบาป แล้วบาปที่ทำจะมาตามทวงหนี้ แต่ถ้าจะปฏิบัติต้องทำการล้างบาปปัจจุบัน เกิดเหตุตรงนี้แล้วดับได้ ผู้จะทำได้ต้องอ่านจิตเป็น เช่นจิตยินดีในการเห็นการทำร้ายกันนี่อ่านจิตออกแล้ว แล้วจะกดข่มไว้ก็ตาม ก็ต้องวิปัสสนาว่าจิตร้ายหรือจิตดีก็เป็นของไม่เที่ยงหรอก ก่อนอื่นเอาจิตร้ายให้หยุดก่อน ไม่ให้มันเกิดในใจเราได้ มันไม่เกิดอีกหรอกไม่เที่ยงไม่มีตัวตน แต่มันเกิดเพราะเราไม่มีพลังงานไปดับหรือตัดมัน เราต้องเข้าใจให้ดีใช้ปัญญาในการไปดับมัน กดข่มก็ได้ชั่วคราว เราลดมันได้ แม้มีอยู่เราก็ทำให้มันดับได้ อย่างเห็นๆหลัดๆ คุณนิโรธได้ก็รู้เลย คือโจรตายทันที อกุศลจิตตัวนี้มันหยุด ให้คุณเห็นนิโรธ เห็นความดับของจิต แม้จะกดข่มให้มันดับ มันก็ฟื้นได้ก็ได้อุปการะ แต่ถ้าเห็นได้ด้วยปัญญาว่าเอ็งเป็นตัวร้าย ตัวทุกข์ ต้องมีไฟฌานที่ไปล้างไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ พลังงานปัญญานี้เหนือกว่าพลังงานกิเลส ไปทำลายกิเลสได้จริง ถ้าทำได้ ทำให้จิตราคะ โทสะมันดับได้ ก็รู้ว่ามันดับ

ทำอย่างไรก็ดับ ก็คือตัดวงจรไฟฟ้า ถ้าไม่ตัดมันก็เกิดลีลา เคลื่อนตัวเป็นกรรมกิริยา แต่เราทำให้มันไม่มีอีก ดับกรรมกิริยามัน เพราะพลังปัญญาเราเห็นจริงทำให้ดับได้ นี่คือเราทำให้กรรมตัวนี้ดับ แต่ไม่ได้หมายความว่ากรรมอันอื่นไม่เกิด แต่มีกุศลอย่างยิ่งเกิดได้ด้วย ต้องเข้าใจให้ดี

ถ้าเรามีปัญญา มีพลังงานทำให้ดับจางคลายเช่นนี้ให้เห็นถึงกิเลสที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์จนหมดกิเลสหมดตัวตน ไม่มีพลังงานเคลื่อนไหวเลย ดับ มีนิโรธ

อ.กฤษฎาว่า...ตอนเราเห็น เราจะทำอย่างไรให้หายทุกข์ เพราะมันทุกข์ เราเห็นว่าเราโมโห หัวใจเราเต้นแรง ขึ้นมาเลย มันมีอาการ อาการตรงนี้เรามองทันแล้ว เราก็บอกตนเองว่าอย่าโกรธ สติมันมาแล้ว แต่กว่ามันจะเข้าที่ ก็รู้สึกว่าทรมาน จะทำอย่างไรให้สั้นลง สลัดทิ้งไป ปหานให้ขาดเลย เรารู้ทันแต่ค้างอยู่

พ่อครูว่า..ก่อนอื่นคุณหยุดความอยากให้ได้อารมณ์ดีนั้นก่อน ให้ทำไปตามลำดับ มันอยากให้ได้ ออกไซด์ คุณทำถูกแล้วอยู่ในขั้นเนกขัมสิตโทมนัสเวทนา แต่มีกิเลสซ้อนอยากให้ได้เร็ว แต่คุณทำเหตุปัจจัยไม่ครบ ก็ทำอย่างอาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง อย่างมีจิตซ้อนว่าอยากให้เร็วให้สั้นลง ใจเย็นๆ คุณทำได้แล้วก็ทำต่อไป ถ้ามันแค่กดข่มก็ไม่เทียง แต่ถ้าใช้ปัญญาทำดีแล้วก็ทำอาเสวนา พาวนา พหุลีกัมมัง ทำให้มากทำซ้ำ ทำดียังไม่ได้ดีเพราะทำดียังไม่มากพอ เราไปอยากให้ได้ไวก็เป็นการทำทุกข์ซ้อนทุกข์

_ผมเคยนั่งสมาธิจนสร้างรูปได้ อย่างนี้ไม่ใช่สมาธิพุทธใช่ไหมครับ สมาธิพุทธคือตื่นรู้ รับรู้ใช่ไหม ตอบ ...ใช่ ไม่ใช่สมาธิพุทธ ที่บอกว่าสร้างรูป คือมโนมยอัตตา เป็นรูปที่สำเร็จด้วยจิต ไม่ใช่ของจริง การหลับตาก็มีแต่ความมืด ไม่มีรูป เป็นตามสัจจะ แต่เห็นรูปตอนหลับตา เห็นในใจก็คือล้วนเป็นของที่คุณสร้างขึ้นเองมโนมยัง สำเร็จด้วยจิต การหลับตามีแค่ความมืด การเห็นอะไรก็มีแค่สัญญา เพื่อดูเฉยๆ ต้องรู้ว่าไม่ใช่ของจริง

พระพุทธเจ้าถึงสอนว่าไม่ให้ไปหลับตาทำ แต่ให้ปฏิบัติขณะมีผัสสะ ๖ เป็นปัจจัย ต้องสัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย มีองค์ประกอบครบ พหิทารูปานิปัสสติ ทุกวันนี้ไปนอกรีต นั่งหลับตาสมาธิเห็นอะไรนอกพุทธ มันแค่ meditation แต่สมาธิพุทธเป็น supra meditation ทำการลืมตาในชีวิตแต่ฆ่ากิเลสให้ได้จะมีความแข็งแรงในจิต

การไปปฏิบัติแบบหลับตาก็ได้สองแบบคือ แบบมืด สุภกิณหะหรือว่า อาภัสรา แบบสว่างก็มีสองแบบใหญ่ๆ ซึ่งเป็นมโนมยอัตตา อรูปอัตตาทั้งนั้น

ของพุทธกิเลสดับไป อย่างลืมตาเห็นๆ มี จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ไม่ใช่สายสว่างแบบธรรมกายสว่างแบบอ.มั่น กับพวกสายดับแบบฤาษีไม่รับรู้เลย มีสองแบบ

_อธิศีลหมายถึงอะไร? ตอบ ...คือศีลที่เจริญย่ิงขึ้นไปตามลำดับ มีอธิจิต อธิปัญญา ศีล ๕ เจริญจิตทำได้ตามสมาทานศีล เช่นใจเราไม่โหดร้าย ลดรุนแรงลง ใจเราโลภลดลงเรื่อยๆ เราก็เพ่ิมอธิศีล เช่นศีลข้อ ๑ ไม่ฆ่าสัตว์เราก็เพ่ิมเป็นไม่กินเนื้อสัตว์ หรือแต่ก่อนกินไม่มีมื้อกินทุกอย่าง ก็มากำหนดเหลือวันละ ๓ มื้อ ต่อมาลดเหลือ ๒ มื้อต่อวัน จนเหลือ ๑ มื้อได้ต่อวันเป็นต้น

_ผมโดนเพื่อนแกล้งบ่อยมากๆครับแต่ผมก็ต้องทนเอา แต่เวลาทนไม่ได้ก็เลยระบายอารมณ์ในที่เงียบๆ ผมควรทำอย่างไร ผมทนมาพอแล้วหรือยัง? ตอบ ...ก็ทนต่อไปแต่ก็ไม่ต้องไปหลบหรอก เพื่อนแกล้งเราเพราะเพื่อนรักเรา แกล้งมีสองอย่าง แกล้วให้เสียหายเลวร้ายก็มี แต่ถ้าเพื่อนแกล้งแหย่เล่นคือเขารักเรา ถ้าเขาไม่รักเราเขาไม่เล่นกับเรานะ ต้องเข้าใจให้ดีเพื่อนแกล้งน่ะเพื่อนรัก อย่าถือตัวว่าแกล้งไม่ได้ การเล่นกันเป็นมิตรสหายดี ถ้าคนเกลียดกันจะไม่แกล้งถ้าจะตบก็ตบจริงเลย ทำให้เสียหายเลย จำไว้ ถ้าเขาแกล้งนะเขารักเรา

_ทำไมตายแล้วต้องเกิดใหม่ด้วยครับ ต

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน