340705 รับลูกให้เป็น (กศน.) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ อบรมคณะครู กศน. ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
340705 รับลูกให้เป็น (กศน.) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ อบรมคณะครู กศน. ณ ปฐมอโศก
รับลูกให้เป็น ( อบรมคณะครู กศน. ) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้าที่ 5 กรกฎาคม 2534 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
อะไรๆที่ควรจะได้ปรับ ควรจะได้รู้ ทางด้านจิตด้วย ทางด้านจิตใจถึงเรื่อง ที่มันเกิดขึ้น ที่มันมีอะไร ที่เราเองยังรู้ไม่เท่า รู้ไม่ทันอะไร อาตมาจะพูดกว้างๆนะ จะขยายอะไรต่ออะไรไปให้ฟัง ขณะนี้ที่ปฐมอโศกเรานี่ มันมีการขยายน่ะ มันมีการขยายโดยเฉพาะมันมีนักเรียน มีโรงเรียน เป็นโรงเรียนจริงๆที่เราจะต้องค่อยๆก่อขึ้น แม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นโรงเรียนที่ได้รับอนุญาตตรงๆว่า นับว่าเป็นโรงเรียน หรือว่าเป็นส่วนการศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการว่าเป็นนักเรียนที่มีชั้นเรียนนี่ได้ ที่เราไปขออนุญาตที่เป็นนักเรียนกศน.นี่ เป็นการศึกษานอกโรงเรียน ตามระบบระเบียบของทางการเขา เป็นแต่เพียงว่าเราเองอาศัยทางสันติอโศก เพราะทางสันติอโศกขอได้ เราก็เลยอาศัยว่าเป็นโรงเรียนของสันติอโศก เพราะทางนี้เรายังขออนุญาตยังไม่ได้ก็ตาม ส่วนการกระทำนั้น ไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ได้ผิดอะไร เอามาไว้เรียนที่นี่ แล้วก็ไปพบกลุ่มกันตามระเบียบวิธีเขามีอยู่แล้ว ก็ใช้ได้อยู่นะ เพราะฉะนั้นเราจึงปฏิบัติอย่างนี้แล้วเป็นการสร้างนักเรียนสร้างนักศึกษากันจริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นะ เป็นเรื่องใหญ่ แล้วขอให้พวกเราตื่น ขอให้พวกเรารู้ตัว รับฟังรับทราบ คิดดีๆ อาตมาได้เทศน์มาหลายครั้ง เจาะมาหลายทีว่าการมีนักเรียน การมีเด็กน่ะเป็นเด็กจริงๆ คือเป็นเด็กตั้งแต่ยังไม่ได้ชื่อว่านางสาว ไม่ได้ชื่อว่านาย เพราะว่าอายุยังต่ำกว่า 15 ก็ยังเรียนกัน ยังเป็นเด็กจริงๆ ที่จริงนักเรียนกศน.นี่ ส่วนมากเป็นนักเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ การศึกษาของผู้ใหญ่ การศึกษานอกโรงเรียนเ
อ่านต่อ
ป็นการศึกษาพิเศษ ที่เขาเปิดทางให้แก่ผู้ที่ไม่มีโอกาสได้ไปเรียนตามชั้นเรียนปกติ คือเรียนตั้งแต่เด็กมา คือไล่เรียงมาเรื่อยตามอายุอย่างที่นี่อยู่ อย่างเป็นสามัญ เขาเปิดโอกาสให้ แต่แท้จริงแล้วมันก็ล้มเหลวอีก ในการศึกษาแบบนั้น ทีนี้เราเองพวกชาวอโศกของเรานี่ เราก็เห็นความล้มเหลวของการศึกษาทั้งหมดอยู่ โดยเฉพาะอาตมานี่เห็นความล้มเหลวของการศึกษาทั้งหมดอยู่ อาตมาถึงไม่ได้เห็นว่าพวกเราไปเรียนหนังสือหนังหาอย่างนั้นแล้ว มันจะได้สิ่งที่รวม เป็นสิ่งที่รวมที่ได้มาแล้วมันจะทำให้ชีวิตนี้เจริญขึ้น หรือว่าสังคมพัฒนาขึ้น อย่างที่เคยพูดกันมามากมาย อาตมาก็พูดกันมามากแล้ว สรุปง่ายๆ ก็เพราะว่าไปเรียนแล้ว ก็กลายเป็นผู้ที่จิตวิญญาณไม่ดี จิตวิญ ญาณกลายเป็นขี้โลภ เห็นแก่ตัวจัดจ้านขึ้น เพราะได้อาวุธในมือ ได้ความรู้ แล้วเขาก็ตีราคาความรู้เหล่านั้น เป็นทั้งศักดินาแล้วก็จิตใจก็เป็นนักทุนนิยม เป็นนักล่าลาภ ล่ายศ ล่าสรรเสริญ ล่าโลกียสุขให้แก่ตนเอง จนเกิดวรรณะ เกิดมีศักดิ์ มีชั้น มีการเหนือกว่า เจริญกว่า ดีกว่า ร่ำรวยกว่า มีศักดิ์สูงกว่า แล้วก็ข่ม ข่มขี่เบียดเบียนกัน เป็นทาสของสังคม เป็นสังคมทาสอยู่อย่างเดิม แต่ว่าไม่ใช่ทาสอย่างชัดเจนเท่านั้นเอง แต่ก็เป็นทาสกันอย่างวัฒนธรรม ยังเป็นสังคมที่มีวัฒน ธรรมความเป็นทาสอยู่อย่างเดิม ทาสทางยศศักดิ์ อำนาจ ทาสทางเงินทองร่ำรวย ทาสทางข่มเบ่งในเรื่องของการกินการอยู่ การมีสมบัติพัสถาน การมีศักดิ์มีศรี มีอำนาจ การมีตำแหน่งหน้าที่ การมีความร่ำความรวย ความสวยความงาม อะไรก็แล้วแต่ ที่มันข่มมันเบ่งกันอยู่ในทีไปทั้งหมด มันก็เลยเป็นการข่มเบ่งกันอยู่ในสังคม เป็นสังคมทาสอย่างเดิม คำว่าสังคมทาสนี่แหละเป็นทั้งโลก แก้ไขกันมาตั้งแต่เป็นทาสหยาบๆ ซื้อคนไปเป็นทาสบังคับใช้ แล้วก็มีสิทธิส่วนตัวในคน จะสั่งฆ่าสั่งแกงอะไรทิ้งก็ได้ จนกระทั่งเขาเลิกอย่างหยาบคายอย่างนั้นมา มันก็ยังเป็นทาสกันมาเรื่อยๆ เป็นทาสกันทางทรัพย์ศฤงคาร ส่งส่วยส่งไป แม้ระดับประเทศนี่ ส่งส่วนที่ควรจะได้ไปให้ เอาเปรียบกันน่ะ เป็นทาสทางอาณานิคม เป็นทาสทางระดับประเทศ จนกระทั่งพัฒนากันมา ซับซ้อนมาว่า ไม่เป็นทาสทางอาณานิคมกัน ก็พยายามปลดปล่อยกันแต่ก็เป็นทาสทางอำนาจเงิน อำนาจอาวุธ และอำนาจเศรษฐกิจ อำนาจทางวิธีการที่จะเอาเปรียบเอารัด เรียกเศรษฐกิจนี้อย่างฉ้อฉล ที่จริงเศรษฐกิจเป็นความหมายดีแต่เสร็จแล้วก็มาปฏิบัติเศรษฐกิจเป็นขบถไปหมดน่ะ พวกนี้เป็นเรื่องรายละเอียด อาตมาจะไม่ขยายความ เพราะฉะนั้นจะไม่ได้พูดเรื่องของเรา ในรายละเอียดพวกนี้ อาตมาจะขยายเป็นวันๆ มาฟังธรรมกันบ้าง อย่างน้อยที่สุด ตอนก่อนฉันอาหารนี่ อาตมาก็เล่าเรื่องนั่นเรื่องนี่ ถ้าแม้ไม่ได้ฟังก็เอาเทปไปฟังอะไรกันบ้าง หรือว่าขวนขวายฟังเวลาเทศน์ แล้วบางทีเขาก็เอามาเปิดๆทบทวนอะไร เราก็ไม่ใคร่ใส่ใจฟังมันก็ไม่รู้ มันช้าน่ะ นั่นก็เป็นเรื่องล้มเหลวของที่อาตมาขยายความออกไปให้เห็นว่า การศึกษาก็ศึกษาเพื่อที่จะให้เกิดเป็นคนที่เจริญ เป็นอารยมนุษย์ หรือเป็นอารยชาติอารยชน หรืออาริยมนุษย์นั่นเอง เป็นอาริยชนแต่เขาก็ไม่เข้าถึงจิตวิญญาณ มันเป็นอารยะหรือเป็นอาริยะไม่ได้ เพราะจิตวิญญาณมันยังเป็นนาย ยังเป็นพวกที่ยังข่มเบ่ง ยังเป็นพวกเอาเปรียบเอารัด ไม่เสียสละจริง ยังมีตัวมีตน ยังมีการยินดี ยังมีการได้เปรียบ มันเริ่มตั้งแต่ การติดยึดเอร็ดอร่อย ที่ตัวเองจะต้องเอามาบำเรอตน เมื่อเอามาบำเรอตนด้วยอะไรก็ตามแต่ที่สมใจตนๆ ต้องอยากได้ อยากมี อยากเป็น อย่างเอร็ดอร่อย เป็นอัสสาทะ มีรสอร่อยอยู่ ตั้งแต่แรกเป็นจุดเริ่มต้นที่จิตวิญญาณมันเป็นกิเลส มันก็ต้องสะสมสิ่งอร่อยนั้นอยู่ ทีนี้สะสมอร่อยมากเรื่องมากราว มากสังขารธรรม มากขึ้นไปมากเท่าใดๆ มันก็ต้องร่ำรวยและมีอำนาจและมันก็ไม่หยุดการร่ำรวย ไม่หยุดการมีอำนาจ จึงมีตัวมีตน ไม่ยอมเป็นผู้เสียสละอย่างสมบูรณ์ ไม่ยอมเป็นผู้ให้แก่ผู้อื่นโดยแท้ เพราะต้องมาบำเรอตนน่ะ นี่เป็นความหมายกลางๆน่ะ ถ้าใครเข้าใจแล้วก็ฟังดูดีๆ แล้วจะรู้ว่าเราจะต้องละตัวละตน ละไม่ให้เราเสพอะไร ไม่ให้เราติดอะไรทั้งหมดนะ ซึ่งไม่ใช่รู้ได้ง่ายๆนะ เราปฏิบัติธรรมมาขนาดนี้ เราถึงค่อยรู้ว่าอีกเยอะเลย เราเองยังเหลืออยู่ ทั้งๆที่เราลดไปก็เยอะแล้ว แต่มันก็ยังเหลืออยู่อีกเยอะน่ะ ส่วนคนที่เขาไม่เรียนรู้แล้วนั่นน่ะ อย่าหวังอะไรเสียเลย ว่าเขาจะลดละอะไรได้นะ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ขนาดเรามาเรียนรู้วิธีการอันสำคัญ ซึ่งพระพุทธเจ้าสอนวิธีการให้แก่เราแล้ว ว่ามันเป็นนามธรรม เป็นเรื่องละเอียด แล้วเราจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องยากเย็น ขนาดเอาออกแล้วมันก็ยังเด้งกลับ ก็ยังเหมือนหนังสติ๊กนะ เอาออกมาก็ยังกลับมาคืนอยู่อะไรนี่ มันไม่ใช่ง่ายๆแต่ก็ทำได้ เราจะรู้ว่าปฏิบัติถูกทางแล้ว จะรู้ว่าเอาออกได้ เบาบางได้ แล้วก็มีกำลังได้ มีความเสียสละได้ซับซ้อนลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ดังที่เรากำลังเป็น ดังที่เรากำลังได้ ถ้าเผื่อว่าเสียสละแล้วเราก็จะเห็นคุณค่าจริงๆ ว่าคนเราเกิดมานี่ เรามาฝึกสร้างสรรเสียสละเท่านั้น เป็นอย่างพระเจ้า อย่างที่เขาอธิบายกันในศาสนาอื่น พระเจ้าคือผู้สร้างแล้วก็ผู้ประทาน หรือผู้ให้ผู้เสียสละนั่นเอง สร้างแล้วก็เสียสละๆ แล้วก็ให้หรือประทาน ก็เพราะว่าพระเจ้านี่ถือว่าใหญ่ สร้างๆอะไรๆสิ่งต้องการ ถ้าใครต้องการอะไร ท่านสร้างให้ได้หมด แล้วก็ให้ เป็นผู้ให้ ถือว่าผู้ใหญ่ให้เรียกว่าประทาน ถ้าเด็กให้ ก็ให้ไปอย่างนั้นแหละ ถ้าเด็กให้แก่ผู้ใหญ่ถือถวายนะ ถือว่าถวายด้วยซ้ำ แต่ถ้าผู้ใหญ่ให้ถือว่าประทานให้ ประทานคือผู้ให้ ผู้ใหญ่ให้แก่ใครๆทั้งหมดก็แล้วแต่ ให้ศัพท์ภาษาว่า ประทาน สรุปแล้วมันก็คือว่าเป็นผู้สร้างมาเพื่อให้แก่ผู้อื่น รับใช้ผู้อื่นนั่นเอง ถ้าจะว่าผู้รับใช้เดี๋ยวจะฟังเพี้ยนว่า พระเจ้าเป็นผู้รับใช้ผู้อื่นมันก็ไม่สวย หรือผู้ใหญ่เป็นผู้รับใช้ผู้อื่น มันก็ไม่สวยนะ ที่จริงมันโดยพฤติกรรมแล้วคือผู้รับใช้ทั้งนั้นแหละ จะเป็นพระเจ้า จะเป็นใหญ่ จะเป็นโตจะเป็นขนาดไหนๆ จริงๆก็เป็นผู้รับใช้ เป็นผู้รับใช้สังคม ผู้ช่วยเหลือสังคม เป็นผู้ที่มีคุณค่าไม่เอาเปรียบใคร เป็นผู้เสียสละไปทั้งหมด จิตวิญญาณบริสุทธิ์ ลักษณะ 3 นี่ เป็นลักษณะของจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ เป็นจิตวิญญาณที่เป็นผู้สร้าง ผู้ใดเป็นผู้สร้างขยันหมั่นเพียร เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ สร้างอะไรได้ทั้งนั้น สร้างได้ทั้งโลกเลย เขาถึงบอกว่าพระเจ้านี่ เป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง สร้างได้หมด อะไรต่ออะไรก็พระเจ้าสร้างได้ทั้งนั้น สร้างทั้งหมด เพราะฉะนั้นคุณลักษณะของผู้ที่ศึกษาทางด้านสายที่มีพระเจ้า ก็จะต้องปฏิบัติตน ให้เป็นคนมีความรู้ เป็นคนมีความสามารถเพื่อสร้าง ไม่ใช่เป็นคนขี้เกียจ ไม่ใช่คนไม่เป็นอะไร เป็นคนขยันหมั่นเพียรสร้าง สร้างไปหมด ใครขออะไรก็ให้หมด ในสิ่งที่เป็นความดี ในสิ่งที่ควรสร้างควรทำให้นะ มียกเว้นนะ ไม่ใช่ว่าสร้างผีสร้างซาตาน สร้างความชั่วความเลว ไม่ใช่ พระเจ้าไม่สร้างซาตาน พระเจ้าไม่สร้างความชั่ว พระเจ้าไม่สร้างความเลว ไม่ตามใจคนในเรื่องเลว พระเจ้าจะต้องสร้างแต่เรื่องดี สร้างแต่คุณงามความดี สร้างแต่สิ่งดีและต้องมีปัญญารู้ว่าอะไรดีแท้ๆ เป็นนักเศรษฐศาสตร์อย่างสำคัญ รู้ว่าอะไรสำคัญที่จะควรสร้างลงไป ที่จะควรกระทำลงไป ทั้งเป็นความสำคัญและความเร่งด่วนหรือเป็นความจำเป็นที่จะต้องรีบกระทำขึ้นมา อะไรที่มันมากแล้ว เกินแล้ว พอแล้วก็จะหยุดสร้าง หยุดทำ นี่เป็นนักเศรษฐศาสตร์อย่างนั้น พระเจ้าจะต้องเป็นนักเศรษฐศาสตร์ สร้างแล้วก็ไม่เอามาแลกเปลี่ยน สร้างแล้วก็ไม่เอามาเพื่อที่จะไปให้ซื้อให้ขาย ไปเอาเปรียบเอารัดใคร สร้างแล้วก็ให้ไป แล้วมีปัญญาให้ด้วย ให้แก่คนที่ควรให้ ให้ไปแล้วจะไม่เกิดกิเลสต่อ จะไม่ไปเป็นชั่วเป็นเลว ให้ไปแล้วจะต้องไปดี ให้ไปแล้วจะต้องรังสรรค์ทั้งตัวเขาและสังคม จะต้องดีไปด้วยกันทั้งหมด จะต้องมีปัญญาว่าจะให้ๆกลุ่มนี้ ให้คนนี้ ให้ในเวลานี้ เวลานี้ยังไม่ควรให้ ควรให้เวลาไหน กลุ่มไหน บุคคลไหน กว้างบ้าง ไกลบ้าง ควรให้ใกล้ก่อนไกลก่อน หรืออะไรก่อนก็ต้องรู้ทั้งนั้น และเป็นผู้ฉลาด เป็นผู้มีความรอบรู้ เราเป็นลูกพระเจ้าเหมือนกัน เราต้องทำจิตวิญญาณของเราให้เป็นพระเจ้า จิตวิญญาณของเราเหมือนอย่างความหมายที่กล่าวไปแล้ว และเป็นจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์จริงใจ เป็นจิตวิญญาณบริสุทธิ์ ทำตรงอย่างนั้นจริงๆ ศาสนาไหนก็สอนในนัยคล้ายกัน แต่มีวิธีการสอนที่จะไปให้ถึงจุดสุดท้ายอย่างที่ว่านี้ มันไม่ใช่ง่ายๆ นั่นเป็นคุณลักษณะของผู้ที่ยังมีตัวตน ยังมีอัตตา อัตภาพ ยังมีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ยังไม่ปรินิพพานจากโลกไป ยังเป็นผู้ที่ยังมีอัตภาพอยู่ ศาสนาที่ยังมีอัตภาพ เขาก็ยังสอนแง่นั้น ส่วนศาสนาพุทธเรานั้นสอนทั้งสองแง่ แง่ที่จะเป็นผู้ที่จะดีที่สุด เป็นพระเจ้าหรือเป็นลูกพระเจ้า ก็สอนน่ะ เสียสละอย่างสมบูรณ์สูงสุดก็สอน และวิธีการจะปรินิพพาน คือไม่ติดไม่ยึดเป็นตัวเป็นตน เป็นอัตภาพ แต่เป็นอัตภาพที่เป็นปรมาตมันทีเดียว เป็นผู้ที่มีอัตภาพอันยิ่งใหญ่ บรมอัตภาพนั่นเอง เป็นคนที่มีจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ คือเป็นจิตวิญญาณอย่างพระเจ้า พระเจ้าศาสนาไหนมาแต่ดึกดำบรรพ์ จากไหนก็แล้วแต่ ตั้งแต่พระเจ้าศาสนาพราหมณ์ ศาสนาฮินดู เป็นพระเจ้าอะไรก็แล้วแต่ เหมือนกันหมดแหละ มีคุณลักษณะเอียงไปข้างเดียวกันนั่นแหละ สุดแต่ว่าจะเน้นประเด็นใดก็แล้วแต่ เน้นประเด็นไหนให้ชัดเท่านั้นเอง แม้แต่เป็นพระเจ้าทางศาสนาอื่น ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาอื่นๆใดๆ ทั้งนั้นแหละ นัยคล้ายกัน เอียงเทไปคล้ายกัน มีวิธีการลึกซึ้ง มีวิธีการที่ในรายย่อย ที่สามารถทำให้คนฝึกปรือ เพื่อที่จะให้ไปถึงวิญญาณ ที่เป็นวิญญาณที่เจริญตามความมุ่งหมายได้เก่ง หรือได้ดีมากน้อยกว่ากัน ได้ดีบ้างกว่ากันเท่านั้นเอง ศาสนาพุทธเรานี่เกิดก่อนศาสนาหลายศาสนา แล้วรู้ดีในเรื่องการสร้างคนที่มีชีวิตอยู่ ถ้าที่ผู้เรียนครบสมบูรณ์ทั้งโพธิสัตว์หรือมหายานกับหินยาน กับผู้ที่มีความรู้ทั้งสองด้าน จะรู้ทั้งหินยานหรือเถรวาทนี่ เน้นนิพพาน เน้นปรินิพพาน แต่เน้นไปแล้วก็สุดโต่ง พระพุทธเจ้าสอนสุดโต่งสองอย่าง สุดท้ายก็ไม่เข้าใจ สุดท้ายก็มาโต่งเสียเอง เถรวาทก็มาโต่งทางด้านที่จะสูญ แล้วก็ไม่เป็นคุณค่า ไม่เป็นจิตวิญญาณพระเจ้า กลายเป็นจิตวิญญาณคนเห็นแก่ตัว มีอัตตกิลมถานุโยค ลดกาม ลดอะไรต่ออะไรไปแล้ว แต่ก็ไปเป็นฤาษี จะลดๆ จริงๆก็ไม่รู้ ของพระพุทธเจ้านี่ลดจริงแล้วรู้ ลดกามคุณ 5 ลดอย่างถูกเป็นลำดับด้วย จนกระทั่งหมดกามแล้วก็ไม่หลงโต่งไปในทางอัตภาพด้วยเป็นอัตตา หรือเป็นอัตตกิลมถานุโยคก็ไม่หลง ไม่ว่าจะเป็นพระบ้านพระป่า ไม่ได้หลงทั้งนั้น เป็นพระป่าก็ไปหลงอัตภาพอยู่ในภพในภวังค์ที่ไม่เอาอะไร ส่วนที่มาเป็นพระบ้านก็หลงภพเหมือนกัน ภพความรู้ภพแห่งความเบ่ง ความฉลาดที่เอาเปรียบเอารัดคนอื่น เป็นภพของความเก่ง เป็นภพของความได้ครอบครอง ได้เป็นอำนาจ ได้เป็นใหญ่ ได้เปรียบ ส่วนภพของทางด้านพระป่านั้น ไม่เอาเปรียบใคร ไปเสียสละหมด จนกระทั่งไม่ให้ใคร แต่ของกูไม่แตกสลาย มันเป็นภพที่อยู่เงียบ อยู่สงบ อยู่ไม่เอาอะไร น้อยเกินไป ส่วนทางด้านไม่เอาเกินไปและไม่ให้ใครเลย ส่วนทางด้านพระบ้านก็ทำทีเป็นให้ๆใคร แต่แท้จริงก็เอามากจนเกินไป มีปัญญาซับซ้อนเฉลียวฉลาด เหมือนกับเป็นผู้ที่จะบันดาลจะให้แก่ผู้อื่นได้มากมาย ทำทีเป็นพระเจ้าจริง เป็นพระเจ้าผู้สร้าง ผู้ให้ผู้อื่นได้มากๆ แต่แท้จริงนั่นซับซ้อน กลายเป็นคนเอาเปรียบเอารัดผู้อื่นมาก เบ่งข่มเบียดเบียนอยู่ กลายเป็นสภาพไม่ลึกซึ้งซับซ้อน ในความซ้อนนั้นไม่ลึกซึ้ง ก็เลยได้เปรียบอยู่นา นี่เป็นลักษณะง่ายๆของศาสนา เราเป็นพระเจ้า เราจะเป็นผู้สร้าง ขณะนี้พวกเรา ชาวอโศกนี่ มันโตขึ้น มันใหญ่ขึ้นแล้ว มันก็จะต้องมีแวดวงที่สมบูรณ์ ครบวงจรขึ้นไปเรื่อยๆ ปีนี้เป็นปีที่เกิด โดยเฉพาะการเกิด การเกษตร เราก็ทำอยู่ และก็ขับเคี่ยวกันอยู่ ใหม่ๆก็ทะเลาะกัน เพราะว่าการเกิดอะไรก็แล้วแต่ ใหม่ๆนี่ ในระยะเริ่มต้น เข้าใจอะไรกันไม่ได้หรอก ต่างคนต่างมีอัตตา ต่างคนต่างมีความถือดีมีมานะ มีความถือดีกัน ไม่ว่าแง่ใด ที่เกิดขึ้นมาใหม่ๆ และมีหลายคนจะทะเลาะกันอย่างนั้นนะ ไม่ว่าด้านอะไรต่ออะไร ถ้าไม่ยอมรับกันจริงๆหรือไม่อ่อนน้อนถ่อมตนกันจริง มันก็จะขัดแย้งกันมาก อย่างที่เราเห็นแล้วแต่ละหน่วยแต่ละงาน ถ้าผู้ใดเข้าไปในหน่วยงานใดที่มีผู้ที่เก่งอยู่แล้ว ก็ยอมรับกัน เชื่อฟังกัน งานนั้นง่าย งานนั่นเชื่อฟังกันยอมรับกันนั่นง่าย พอง่ายไปง่ายมา ทีนี้ผู้ไปเรียนไปศึกษาในแผนกนั้น หมู่นั้น กลุ่มนั้น เรื่องนั้นแล้ว พอเวลาชักเก่งขึ้นมา ทีนี้ชักทะเลาะกันอีกแล้ว ถ้าผู้ที่นำมาแต่เดิมไม่ได้ปฏิบัติธรรม หรือปฏิบัติธรรมไม่ได้ลดอัตตามานะ ไม่ยอมฟังกัน เคยถือว่าฉันนี่แหละเก่ง สอนแกมาแท้ๆ เสร็จแล้วแกจะมาแข็งข้อ มาเห็น หรือว่ามาปฏิบัติ ประพฤติแหวกออกไป หรือว่ามีการประยุกต์อะไรออกไป มีการคิดนึก มีความคิดเห็นที่ต่างกันขัดแย้งกันขึ้นมา ก็จะแย้งกัน ก็จะทะเลาะกันอีก มันเป็นเรื่องของกิเลสมานะอัตตาทั้งนั้นน่ะ ไม่ว่าลักษณะที่ซับซ้อนมากกว่าอาตมาพูดไปนี่ อาตมาคงไม่มีเวลาพูดความซับซ้อนพวกนี้มากนักน่ะ ไม่ว่ามันจะทะเลาะกันหมด ไม่ว่าแผนกไหน คุณสังเกตดูได้เลยทุกแผนก แต่ถ้าเผื่อว่าประสานกัน ยอมกัน มีการอ่อนน้อมถ่อมตน มีปรโตโฆสะ โยนิโสมนสิการ คือ มียอมรับฟังผู้อื่น ไม่ว่าตัวเองจะเก่งจะยอดขนาดไหนก็ตาม ถ้าไม่รับฟังผู้อื่นแล้วก็ไม่พยายามลดราวาศอกกันแล้ว เราจะไม่ได้พวก เราจะไม่ได้หมู่ เราจะทำคนเดียว เก่งให้ตายก็ทำคนเดียว แล้วหนักๆๆยาก ถ้าถูกจริงนะ เก่งจริงและถูกจริงก็ได้ แต่ไม่ได้พวกหรอก อาตมาเองคนหนึ่งไม่สามารถทำได้ ทำโดยไม่มีพวก คนเดียวทำเก่ง อาตมาจะถูกต้องมากน่ะ อาตมาก็ไม่ได้หลงตัวหลงตนอะไรหรอก แต่ใช้คำว่าอาจจะ ที่จริงอาตมาเชื่อว่าอาตมาถูกต้องมาก ถึงขนาดนั้นอาตมาก็ไม่สามารถทำคนเดียว อาศัยพวกเราด้วยหลายอย่าง อาตมาต้องโอนอ่อน ต้องยอม ทั้งๆที่รู้ว่าถูก แต่ต้องยอมเสียก่อน ต้องลดราเอาแค่นี้ก่อน แล้วถึงค่อยไต่ขึ้นมาตามลำดับ ไม่เช่นนั้นเราทำคนเดียวไม่ไหวหรอก แบกไม่ไหวแน่ สร้างหมู่กลุ่มขึ้นมาไม่ได้ เพราะว่าอัตตามานะของคนนี่มันไม่ได้รู้ตัวง่ายๆ จะไม่ยอมง่ายๆ ยิ่งจะรู้สึกว่าตัวเองถูกแท้ๆนะ ยิ่งทบทวนเท่าไหร่ก็ยิ่งถูก มันยิ่งแข็งขืนเลย มันยิ่งจะเอาอย่างนี้นะ แล้วมันจะไม่ได้แม้แต่คนที่มากับพวกเรา นี่มานี่ มาศึกษาฝึกฝนนี่ ก็ไม่ใช่ว่าเรามีบุญบารมี แม้ที่คนมีอินทรีย์พละแก่ๆกล้าๆมาทีเดียวเลย เอาอย่างเข้มๆเคร่งๆทีเดียวแล้วก็ได้ มันก็ไม่ได้อีก แต่ก็แตกสลาย และก็ได้น้อย ไม่คุ้ม ไม่ทันเวลา เพราะฉะนั้นคนไหนเคร่งๆ สังเกตุดูเถอะ เข้ากับหมู่ไม่ติด ตัวเองเบ้งๆอยู่อย่างนั้นน่ะ แตกสลาย หมู่ฝูงทุกข์ทรมาน พวกเรานี่ดีอยู่อย่างหนึ่ง เรียกว่าอดทนกัน แม้จะถูกเข่นถูกฆ่า คือแข็งน่ะ เหนียว ถูกเข่นก็อุตสาหะ อดทน ถ้าเป็นที่อื่นน่ะเหรอ แตก พังไปหมดแล้ว พวกเรานี่ ขยายแขนง ขยายแผนก ขยายฝ่าย ออกมาหลายๆอย่าง หลายเรื่อง หลายๆงาน หลายๆอาชีวะ หลายๆอาชีพ หลายๆการกระทำ หลายๆงาน อย่างขณะ ทุกวันนี่นะ แตกหมดแล้ว ระแหงหมดแล้ว อาตมานี่วิ่งไปตัดสินความ วิ่งไปพิจารณา วิ่งไปประนีประนอมไม่ไหวหรอก ป่านนี้เละหมดแล้ว แต่พวกเราได้ฝึกฝนกันมา ก็มีอินทรีย์พละกันมาพอสมควร ขนาดนั้นยังไม่ค่อยไหวเลย เอ้าทีนี้มาเข้าเรื่องโรงเรียน เรื่องโรงเรียนนี่เป็นตัวอย่างปัจจุบัน เรื่องอื่นก็มีอยู่ เดี๋ยวนี้ยังมีอยู่หลายแผนกที่ยังเด่นอยู่คนเดียวแล้วก็ทำมันอยู่คนเดียวแหละที่จะเอาอย่างใจ ที่จะเอาอย่างเคร่งๆนี่แหละ และไม่เข้าใจ และไม่อนุโลมอะไรเลย ลูกค้าก็ไม่มี สมาชิกที่จะมารับเข้ากับการบริการก็ไม่มี แล้วก็ผู้ช่วยผู้ที่ทำด้วยกัน เป็นผู้ที่จะร่วมกันสร้างสรรร่วมกันทำ ก็ถูกกดดันๆ พวกเราอดทนได้ๆ บอกแล้ว แต่สุดท้ายก็แตกระแหง ดูเอาเถอะ มีอยู่ทุกแต่ละแผนก มากบ้างน้อยบ้าง ที่ฟังนี่ พูดโดยทั่วๆไป แต่อาตมาจะจับเรื่องการศึกษา เรื่องโรงเรียนนี่เป็นหลัก ในเรื่องอื่นก็ฟังเอา มันลักษณะคล้ายกัน กิเลสเหมือนกันนะ ผลกระทบก็เหมือนกันนะ คล้ายๆกันนะ มันอยู่ที่กิเลสเป็นหลักทั้งนั้น แล้วไม่มีปัญญาที่จะยืดหยุ่น ที่จะอนุโลมปฏิโลม ทั้งผู้ที่จะเป็นผู้ถูกก็ตาม ยิ่งไม่ถูกแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่เลย ยิ่งนำพาไป เสร็จแล้วยิ่งล้มเหลวไปเละๆ ต้องมาเข้ากลับกัน สุดท้ายต้องปลดผู้ที่นึกว่าตัวเองใหญ่ แล้วก็ต้องถูกปลดๆออกไป แล้วให้ผู้ที่เป็นไปด้วยดี ผู้ที่มีปัญญาเข้าใจขึ้น ค่อยขึ้นมาทดแทน ขึ้นมาทำแทนกัน มาทำขึ้นไป ที่เราได้กระทำกันอยู่ ก็ทำกันไปตามเรื่องราว ตามเหตุการณ์นะ ทีนี้เรื่องโรงเรียน ขณะนี้กดดันหมดเลย ทั้งเด็ก และผู้ที่ร่วมงาน และครูตั้งแต่ครูผู้สอน จนกระทั่งไปถึงครูพี่เลี้ยง กดดันกันหมด เพราะฉะนั้นอาตมาพูดแล้วว่า มันเกิดจากกิเลสที่เราเองมีอัตตา มานะ แล้วก็เลยเกิดสภาพนี้ คนละมากคนละน้อยผสมผเสกันอยู่ ผู้ที่มีมากมีเด่นก็ทำมากทำแรง ผู้ที่ไม่มีมาก ไม่มีเด่น ก็ทำไป ยอมบ้าง ไม่ยอมบ้าง ส่วนผู้ที่ยอมเลยก็ถูกกดดันไปตลอดเวลา และตัวเองก็มีอัตตามานะอยู่จริงๆ เราก็ยอมไม่ค่อยได้ มันก็เลยเกิดการกดดัน ยอมไปสุดที่แล้วมันก็ยอมไม่ได้ มันเกิดการกดดันอยู่อย่างนั้นแหละ ส่วนผู้ยอมได้ ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ผู้ยอมได้ก็ทำไปนะ ทำไปเรื่อยๆ ทีนี้ผลกระทบ ที่มันเกิดให้ครูเขา ก็เป็นอย่างนั้น ก็เพราะว่าไม่ใช่ครูอย่างเดียว เป็นเพราะสมาชิกหมู่บ้านนี้ด้วย คือพวกเราชาวอโศกที่อยู่ในนี้นะ บ้างก็จรมาบางครั้งบางคราว อาคันตุกะจรมาพักมาอาศัย บ้างก็อยู่ประจำนี่แหละ มันก็ไม่ชอบ คือยังไม่เข้าใจ อาตมาก็พยายามเกลี่ยแล้วว่า เรื่องนี้ต้องรับ เรื่องนี่เราจะต้องเป็นต่อไป จนกระทั่ง จนให้บอกให้ฟังให้ชัด เมื่อวานนี้แนะนำให้ฟัง ไม่ได้เป็นลูกของเราแท้ๆ และเป็นแขนงของเราที่จะต้องเกิด เราจะต้องมีลูกๆแบบนี้ ต้องมีในสังคมและเป็นลูกแท้ๆด้วย อาตมาได้ถามแล้วว่า ลูกทางจิตวิญญาณ กับลูกทางสายเลือดที่อยู่ในท้องคลอดออกมา ผสมพันธุ์กัน คนตาบอด หูหนวก แขนด้วน มันยังผสมออกมาได้เลยแบบนั้นน่ะ และไม่ต้องฉลาดด้วย โง่ๆด้วย พวกที่โง่ๆ พวกที่อีเดียด (idiot) พวกที่กึ่งบ้ากึ่งดี ไม่ค่อยรู้เรื่อง มันยังมีลูกเลย ผสมพันธุ์ให้มันถูกเรื่อง เหมือนกับสัตว์เดรัจฉานเท่านั้นแหละ เอาน้ำเชื้อกับไข่เข้าไปผสมพันธุ์กัน และแล้วมันก็ออกมาแล้วได้ลูกแบบนั้น ใครๆก็สร้างได้ ไม่ต้องเอาความเฉลียวฉลาด แต่การสร้างลูกแบบที่เรากำลังทำนี่ ต้องใช้ความเฉลียวฉลาด ต้องใช้ญาณปัญญา เกิดทางจิตวิญญาณ เป็นลูกจริงๆ เป็นลูกที่จะไม่เพี้ยน เป็นลูกที่เกิดจากหน่อ จะไม่กลายพันธุ์ จะเป็นกรรมพันธุ์ เป็นพันธุกรรม เรากำลังสร้างพันธุกรรมให้แก่ลูก ที่จะเกิดมาเป็นคนที่จะมีพันธุกรรม มีพุทธเป็นกรรมพันธุ์ๆ มีจิตวิญญาณอย่างพระ พุทธเจ้าเป็นกรรมพันธุ์ เราเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพระพุทธเจ้า เราเป็นเลือดแท้ของพระพุทธเจ้า เราจะถ่ายกรรมพันธุ์อันนี้ให้แก่คน คนที่จะมาเป็นลูกเรานี่ ไม่ได้เกิดจากท้องเราเอง ไม่ใช่เกิดจากสายเลือดของเราเอง แต่เป็นคนที่เราจะให้เกิดทางวิญญาณและจะมีถ่ายทอดกรรมพันธุ์ทางวิญญาณได้จริงๆ จะเป็นพันธุ์ที่ไม่แปรปรวน เมื่อเป็นพันธุ์ขึ้นมาได้จริง ให้เป็นพันธุ์ของพุทธ ให้เป็นเผ่าของพุทธ มีจิตวิญญาณของพุทธ ซึ่งเราทำจริงๆ ซึ่งอาตมาทำจริงๆน่ะ อาตมาไม่ใช่ทำเล่นๆนะ คุณมองเห็นสัจธรรมอันนี้ให้ได้เลยว่า เรามาสร้าง เรากำลังมาให้การกำเนิด อาตมาใช้คำว่ากำลังตั้งท้อง ขณะนี้กำลังตั้งท้อง ขณะนี้เพิ่งเริ่มปฏิสนธิ เพิ่งเริ่มปฏิสนธินี่ โรงเรียนหรือนักเรียนหรือเด็ก ที่เรากำลังเอามาทำนี่ กำลังช่วยกันปฏิสนธิ ทุกคนเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นผู้ใหญ่ที่อยู่ในนี้แล้ว เป็นองค์ประกอบของมดลูก และอาหารและเครื่องที่จะให้เกิด กำลังปฏิสนธิเข้ามาแล้ว และเราจะต้องไม่ให้แท้ง เราจะต้องให้แกเจริญเติบโตอย่างดี และเกิดได้จริงๆ ต้องให้เกิดได้จริงๆด้วย นี่กำลังประคบประหงมกันอยู่ แต่พวกเราไม่รู้ พวกเราไม่เข้าใจ แรกๆก็ไม่ยอมรับ ก็เกิดภาวะแอนตี้ มันก็แท้งง่ายซิ มดลูกน่ะ ภาวะมีอะไรก็ไม่รู้ ในมดลูกนี่แอนตี้ด้วย เดี๋ยวก็แท้งซิ อะไรนิดอะไรหน่อยก็ไม่ยอม ไม่ยอมรับ ไม่ยอมดูด ไม่ยอมดึง ไม่ยอมรักษา หลุดง่าย ไม่เกาะแม้แต่ผนังมดลูก ไม่เกาะแม้จะไม่มีอะไร ที่จะเป็นอาหารที่ดี ให้แก่สิ่งที่กำลังกำเนิดอยู่ในนั้น อาหารที่ดีก็ไม่มี ไม่เป็นเสนาสนะสัปปายะ เป็นครรภ์ทัพโพ เป็นท้องห้อง หรือว่าเป็นครรภ์ที่มีองค์ประกอบไม่ดี อาหารก็ไม่ดี สถานที่อยู่เสนาสนะก็ไม่ดี บุคคลก็คือตัวตนจริงๆ องค์ประกอบที่เรียกว่าตัวบุคคลนี่แหละ บุคคลนี่ต้องช่วยรังสรร ต้องช่วยพยายามเป็น ต้องตัวงานๆที่จะสอดประสาน ที่จะทำงานทำการ ช่วยเหลือให้สิ่งนี้อยู่ได้ เลี้ยงสิ่งนี้ให้โต ได้บุคคลนี่แหละจะเลี้ยง และมีความรู้คือธรรมะ มีความรู้หรือธรรมะ ก็ยังไม่พอ ถ้าเป็นในมดลูกจริงๆ ก็มีระบบที่มีพลังงานที่ไม่สมบูรณ์ มันก็แท้งได้นะ ฉันเดียวกันเลย ฟังธรรมะดีๆ ฉันเดียวกันเลย เพราะฉะนั้นพวกเราที่อยู่รวมกันในนี้ ก็ต้องรับรู้ด้วยและจะต้องไม่ปฏิเสธ ลักษณะการปฏิเสธนี่ ทางชีววิทยา ทางอะไรนี่รู้ดี แม้แต่ในเรื่องสรีรวิทยา นี่ก็ปฏิเสธ อย่างคนนี่ เอาเนื้อของคนอื่นมาใส่เนื้อของอีกคนหนึ่งนี่ ไม่ได้ง่ายๆหรอกปฏิเสธ เนื้อเหมือนกันนี่ เนื้อคนละคนๆนี่ ก็ไม่เหมือนกัน และเซลล์ก็ไม่รับกัน ปฏิเสธกัน เพราะฉะนั้นพยายามที่จะเปลี่ยนอวัยวะ ทุกวันนี้ยาก กว่าจะเป็นอวัยวะที่พอสอดคล้องกันได้ หลายอวัยวะเปลี่ยนไม่ได้ แม้ทุกวันนี้เขาก็พยายามจะเปลี่ยนให้ได้ เอาใจคนนั้นมาใส่หัวใจคนนี้ด้วยซ้ำ เปลี่ยนอวัยวะสำคัญๆ ยาก ปฏิเสธ มันไม่ได้รับกันได้ง่ายๆนา อะไรก็แล้วแต่ เอามาใส่รวมกัน ไม่ได้รับกันได้ง่ายๆ พวกเราก็มีภาวะอันนี้เหมือนกัน ไม่ได้รับกันได้ง่ายๆ มันลึกซึ้ง มันซ้อนนะ ทีนี้พวกเราต้องทำใจของแต่ละคนให้รับกันซิ เพราะเราเองเป็นเจ้าของจิต วิญญาณ ให้รับรู้ว่าให้รับกัน และต้องยินดีว่า เออ เราจะต้องพยายาม เพราะว่าเรารับแล้ว เราก็คัดเลือกเหมือนกัน เด็กที่อยู่ในนี้ก็จะต้องได้รับการคัดเลือก แต่เราก็จะต้องมีใจเสียก่อนว่า เรายินดีต้อนรับนะ เป็นลูกแน่ๆแท้ๆ เหมือนเรามีลูกจริงๆ คนที่เกิดลูก พอเป็นลูกนึกว่า เป็นลูกเราผสมพันธุ์เสร็จแล้ว แล้วก็คลอดออกมานี่นะ ไม่ว่าพ่อหรือแม่ก็ตาม มันเป็นลูกนี่ รักมันมาแต่เด็ก และเรายังไม่รู้เลยว่ามันจะเด็กดีหรือเด็กไม่ดีนะ โอ๋ รักมัน รูปงามหรือรูปไม่งาม ก็รักมันมา บางคนถึงพิการคลอดออกมาแล้วก็พิการ แล้วก็ยังรักเป็นลูกเลยนะนี่ เราเองนี่นะบอกตรงๆว่าเด็กที่มาที่นี่ เป็นเด็กที่ได้คัดเลือกมาขนาดหนึ่ง อย่างน้อยก็ไม่พิการ คัดเลือกมาแล้วนะว่า เป็นเด็กครบอาการ 32 แล้ว รูปร่างหน้าตาพอสมควร ก็เพราะว่าคัดเลือกแล้วด้วย อะไรต่ออะไร คัดเลือกมาจริงๆ เอาเป็นลูกเต
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive