580831_ธรรมาธรรมะสงคราม ปฐมอโศก อิทธิบาท ๔ โดยพิสดาร .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข14 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580831_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่ปฐมอโศก เรื่อง อิทธิบาท 4 โดยพิสดาร โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

_ อ.กฤษฎา … วันนี้ผมก็มาดำเนินรายการอีกครั้งหนึ่ง วันนี้มีอาทิวเมฆกับคณะก็ไปทำงานเรื่องช่วยประชาชน เกี่ยวกับการทำกสิกรรมการใช้จุลินทรีย์ พ่อครูว่า...ก็เป็นจิตวิญญาณของนักการเมือง คือจิตวิญญาณช่วยคน ทำงานรับใช้ประชาชนทำงานเพื่อประชาชน นี่คือจิตวิญญาณการเมือง เราก็ไปทำ พรรคการเมืองเราก็มี ภาคประชาชนเราก็มี เราไม่ได้ประกาศอะไรที่พูดนี้ไม่ใช่หาเสียงอะไร แต่พูดถึงความจริงคืออะไร ตอนนี้เขาพูดกันไปใหญ่จนเสียการเมืองแล้ว อาตมาก็นิยามว่า การเมืองคือเพื่อประชาชน ทำอย่างไม่เห็นแก่ตัวเลย จะกี่คนก็แล้วแต่ออกมา

_ อ.กฤษฎา … ที่มาเลเซียก็มีการประท้วง ใส่เสื้อเหลืองด้วย พ่อครูว่า … มันแพร่ไปหมดแล้ว ทั่วไป คือเรื่องของการชุมนุมประเทศไทยเกิดมาแล้วตั้งแต่พ.ศ. 2559 ทำเพื่อประชาชน จนมาหลายครั้งมีผลเกิดขึ้น เป็นการชุมนุมประท้วงที่วิวัฒน์พัฒนาการที่สู่การชุมนุมถูกต้องตามหลักประชาธิปไตยสูงสุด มีผลสูงสุดให้ประเทศไทยมีการปฏิวัติที่สวยงามที่สุด ใครจะหาว่าขี้ตู่อย่างไรก็ตาม _ อ.กฤษฎา … ประเด็นที่ประชาชนออกมาคือเรื่องคอรัปชั่น พ่อครูว่า... ถ้ามีการเห็นแก่ตัวคอรัปชั่นไม่ใช่การเมือง

_ อ.กฤษฎา … ทบทวนนิดหนึ่งตอนนี้จะเข้าสองปีแล้ว ตอนนั้นกองทัพธรรมไปร่วมประท้วง เอาวิถีชีวิตอาริยะไปสู่ประชาชน ให้ความรู้ความเข้าใจ หลายคนมักพูดว่า เป็นกุสโลบายของพ่อท่านที่จะออกมาเพื่อโน่นนี่นั่น เหมือนว่าผมมาถอดรหัสว่า สิ่งนี้คือสิ่งที่พุทธศาสนิกชนควรทำ โดยไม่ได้คาดหวังจะได้อะไรกลับมา พ่อครูว่า...ธรรมะก็เพื่อประชาชน การเมืองก็เพื่อประชาชน อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสนิยามของประชาธิปไตยคือ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็

อ่านต่อ

นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก)

_ อ.กฤษฎา … ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช "พระพุทธศาสนาเปรียบเหมือนเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง" ในอดีตกาลเกิดอะไรขึ้นมา ตัวพระเจ้าอโศกมหาราช ก่อนเจอพระพุทธศาสนา ชีวิตก็วิปลาส แต่อยู่ๆสามารถปรับกระแสตนเองได้ พ่อครูว่า... ก็มีสองคำ คือวิปัสสนา กับวิปลาส คำว่า วิปลาสคือผิดเพี้ยนไปจากสัจจะ หยาบ กลาง ละเอียด หมายถึงคนที่มีสิ่งที่ยังไม่เป็นความจริงที่สมบูรณ์บริบูรณ์สูงสุด ผู้ที่พ้นความวิปลาสสูงสุดคืออรหันต์ ผู้ไม่ใช่อรหันต์ก็มีวิปลาสเหลือ ยิ่งปุถุชนทุกคนคือคนวิปลาสทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าตรัสชัดในนิยามของวิปลาสคือ วิปลาส 3 คือ สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส นี่คือตัวที่เป็นวิปลาสหลักของสำคัญ พอวิปลาส 3 นี้แล้วก็ไป วิปลาสโดยธรรมะ มีวิปลาส 4 ก็มี 1 .ไปเห็นสิ่งไม่เที่ยงว่าเที่ยง 2 .ไปเห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าสุข 3 .ไปเห็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน 4 .ไปเห็นสิ่งไม่น่าพึงใจว่าน่าพึงใจ รวมหมดเลย ในวิปลาสทั้งหลายที่ยังไม่เป็นอรหันต์

_ อ.กฤษฎา... ผมขับรถมาเห็นป้ายเขาติดว่าให้ไปวิปัสสนากัน 9 วัน มันเป็นการวิปลาสหรือไม่ เพราะจะไม่วิปลาสต้องอยู่กับปัจจุบัน แต่นี่เพี้ยนไปแล้วนะครับที่ว่าต้องไปทำกระบวนการเช่นนี้ 9 วัน ชีวิตมันถึงจะดี มันวิปลาสหนักในภาษาคนที่เราเข้าใจ วิปลาสคือคนเพี้ยน คนบ้า แต่ทุกวันนี้ เอามาใช้ในธรรมะเขาเพี้ยนกันไปใหญ่ พ่อครูว่า...เอาความหมายง่ายๆว่า วิปลาสคือความวิปริตผิดเพี้ยน ส่วนวิปัสสนาคือมีญาณปัญญาเห็นแจ้งเห็นรู้ชัด คนละทางเลยกับวิปลาส ถ้าจะพูดไป เขาวิปัสสนากันทุกวันนี้คือวิปลาส ไม่ใช่วิปัสสนา ความเป็นวิปัสสนาคือความเห็นตั้งแต่ เห็นตัวแรกสุดคือ เห็นกาย วิปัสสนาตัวแรกที่จะเป็นโลกุตระคือเห็นกาย หรือเห็นความเป็นกายของตน เป็นโลกุตระตัวแรกในโพธิปักขิยธรรม 37 เป็นกายในกาย ของสติปัฏฐาน 4 เป็นญาณ เป็นโลกุตระตัวแรกด้วย ผู้เริ่มต้นรู้จักกายของตน กายคือเหตุปัจจัยของรูปและนามประชุมประกอบกันอยู่ ปรุงแต่งกันอยู่ มีรูปกับนาม ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เป็นภาวะธรรมะสองเสมอ ทำงานร่วมกันอยู่ แล้วเกิดตัวที่ สามคือตัวเรียนรู้ มันจะมาเป็นธาตุรู้อีกตัวหนึ่ง เรียกว่า สังขาร ค นไม่ได้เรียนรู้ธรรมก็มีสังขารเช่นกัน แต่เขาไม่รู้ตัว มีกายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร เขาก็หลงไปกับวิปลาส

_ อ.กฤษฎา … ติดในรสชาติ ไปเสพรสของมัน พ่อครูว่า … ก็คือมันอวิชชาไปหมด

_ อ.กฤษฎา … เราไปเสพ มโนมันเสพตัวมโนเอง พ่อครูว่า … กายในกาย มันปรุงแต่งตั้งแต่สองอย่าแล้วเกิดตัวที่สามเรียกว่าสังขารก็ได้ เรียกว่าเวทนาก็ชัด เป็นอารมณ์รวม แล้วศึกษาอารมณ์นี้ มันมีเหตุในจิต คำว่าเวทนานี่พระพุทธเจ้าให้ศึกษาต้นจนจบเลย ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ คือสภาพสองนี้ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ทำให้เป็นหนึ่งให้ได้

_ อ.กฤษฎา … ต้องมีสติรู้เท่าทัน พ่อครูว่า … มีผัสสะเป็นปัจจัย ทำในปัจจุบัน เป็นทิฏฐธรรม ไม่ใช่ไปนุ่งขาวห่มขาวปฏิบัติ ได้แต่เปลือกไกลมาก แต่ก็ให้มาทำเป็นลำดับ แต่ก่อนแต่งตัวนุ่งสวยงามก็มาแต่งสีขาวก่อน แต่ถ้าไปจมกับสีขาวอีก ยึดมั่นถือมั่นในสีขาวอีกก็ยุ่งก็ให้ลดละมาตามวิธีการ มีหลากหลายแตกต่างนะ แล้วยังมีลีลาแฟชั่น เสื้อดอก เสื้อสีเรียบ อื่นๆอีก ต้องค่อยลดละไป

_ อ.กฤษฎา... พอพูดถึงประเด็นนี้ ถ้าเกิดการใส่ชุดขาวไปทำกระบวนการ แล้วบอกว่าเอาบุญมาฝาก โพสต์ลงเฟซบุ๊ก ผมว่าเป็นการอวดตัวมากกว่า ว่าผมไปทำโน่นนี่นั่นมา เอาพิธีกรรมมาเป็นตัวหลอก ดูกระแสตรงนี้มาแรง พ่อครูว่า...ไปพูดถึงกิเลสข้างเคียงมาก็เกิดผล ไปนุ่งขาวห่มขาวปฏิบัติธรรมเราก็ได้ทำดีก็รู้สึกดี ก็บอกว่าเอาบุญมาฝาก บุญคือความดี แต่แท้จริงบุญคือเพี้ยนไปเป็นแค่ความดี ถ้าไม่มีจิตแฝงอย่างที่คุณว่าอยากจะมาอวดว่าตนได้ทำดีมานะ ก็มีนัยยะว่า เราไปทำดีเช่นนี้คุณรู้ไหม ไปทำเช่นนี้บ้าง ไปปฏิบัติธรรมลดละมันก็ดี แต่ถ้ามีนัยแฝงก็ต้องเรียนรู้ว่าอย่าให้มี แต่ถ้าพูดเป็นนัย ว่าเอาบุญมาฝาก ว่าให้คุณควรทำบ้าง อย่างนี้เป็นกุศลที่แท้จริงควรทำ แต่คำว่าเอาบุญมาฝากนี่ ถ้าไปนึกว่า เอาของดีมาฝากมาให้เขาได้เลย เป็นลมๆแล้งๆอะไรอย่างหนึ่งเป็นกุศล พอบอกแล้วเขาก็ได้ อันนี้ผิดถนัดเลย ไม่มีชิ้นอันให้ได้เลย เพราะใครปฏิบัติใครก็ได้ของตน จะเอามาแบ่งกัน แม้แต่กุศลก็ไม่ได้ เอาดีไปให้คนอื่นไม่ได้ เช่น เราทำดีอันหนึ่ง คนหกล้มเราก็ช่วยประคอง ดูแลรักษาจนหายดี เราก็ได้ทำดี แล้วเราบอกว่าเอาดีมาฝาก แต่หากเขาไม่ได้ทำดีด้วยกับเราฝากอย่างไรเขาก็ไม่ได้ _ อ.กฤษฎา... ถ้าแม่บอกผมว่า ไปทำบุญมาเอาบุญมาฝาก แต่ถ้าผมมีจิตอนุโมทนาไปกับแม่ เราจะได้รับส่วนบุญด้วยไหม? พ่อครูว่า … คำว่าอนุโมทนาตาม ยินดีด้วยที่เขาทำดี อันนี้เป็นจิตกุศลที่ดี คุณทำดีอันนี้ก็ดีแล้วเห็นดีด้วย ก็ส่งเสริมให้คนทำสิ่งนี้ต่อไป เป็นปัตตานุโมทนามัย คำว่า ปัตตานุโมทนามัย ก็เป็นเรื่องของตน จิตเราบรรลุผล ลดกิเลสได้ เราก็เห็นว่าเรายินดีโอนุโมทนากับตนเอง เป็นปัตตานุโมทนามัย คือการรู้ว่าเราทำให้เขาสละให้เขา ถึงการทานอันนี้ ไม่ใช่ว่าไปอนุโมทนากับคนอื่นที่เขาทำ อธิบายอย่างโลกีย์คือยินดีด้วยที่คุณไปทำทานมาก็สนับสนุนส่งเสริม เป็นโลกีย์ ส่วนโลกุตระต้องทำการลดละกิเลสด้วย แม้แค่จิตเราดีก็รู้จิตของเราว่าได้ทำดี เป็นโลกีย์ เราก็รู้แต่ยิ่งทำให้กิเลสลดละจางคลายคือผลของบุญ ประสิทธิภาพของบุญ ชำระกิเลสให้หมดจากจิตสันดาน บุญไม่ใช่สมบัติเงินทองข้าวของเลย ให้กันไม่ได้ แม้นามธรรมก็ให้ไม่ได้ พอทำบุญเสร็จจบ บุญก็หมด หมดบุญหมดบาป ปุญญปาปปริขีโน คนไม่ชัดเจนปรมัตถ์จะงง บุญกลายเป็นกุศลไปเสีย แต่บุญนี่ดีงามอย่างยิ่งเลย ละกิเลสได้ เป็นโลกุตระแท้ๆ

_ อ.กฤษฎา … วันนี้เหมือนปกิณกะ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เมื่อวานนี้มีการสอบ ว.นบ. พ่อครูว่า … เป็นการทดสอบตนเอง ให้ตนเองได้รู้ว่าผ่านหรือยัง ได้หรือยัง และให้คนอื่นได้รู้ด้วยว่าสำเร็จหรือยัง หรือตนเองจะตรวจสอบตนเอง เตวิชโช เป็นครั้งคราวก็มีได้ ระลึกเรื่องราวที่ผ่านมาว่า อะไรเกิด อะไรเสียหายไป หรืออะไรดีขึ้น มีส่วนเกิดส่วนดับ อะไรก็ตรวจสอบ แล้วเราก็จะรู้ ยิ่งตรวจปรมัตถ์ เราเผลอไปไหม เราสามารถจับจิตทัน วิจัยทัน มีโพชฌงค์ 7 ชัดเจนมีโพธิปักขิยธรรมไหม เราได้ปฏิบัติเป็นภาวนามัย ภาวนาปธานพากเพียรเกิดผล ทบทวนดู การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าให้ทำในขณะมีกรรมกิริยา สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ

_ อ.กฤษฎา... ก่อนเข้าพรรษา ผมได้ถามพ่อครูว่า มีการตั้งใจทำอะไรบ้าง พ่อครูว่า … ตอนเข้าพรรษาจะมีหลายคนตั้งใจเข้ามาอยู่วัด ที่จริง บ้าน วัด โรงเรียน เราเป็นหนึ่งเดียวกัน เราไปอยู่หมู่บ้านปฏิบัติธรรมตลอดปีตลอดชาติ ได้ไปศึกษา พอเข้าพรรษาก็ได้ขมีขมันศึกษา เคี่ยวคร่ำมากกว่าปกติ ตอนเข้าพรรษาก็จะมีคนไปเข้าไปปฏิบัติ เราพาทำทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ส่วนปฏิเวธก็แล้วแต่อีกที แต่ปริยัติปฏิบัติทำตลอดเวลา

_ อ.กฤษฎา … บางทีคุยกับลูกชายบอกว่าบางทีก็ท้อแท้ขึ้นมา สังคมเราบอกว่า stronger together ให้ช่วยกันอย่าท้อแท้ ช่วยกันให้เข้มแข็ง แล้วรูปธรรมควรทำอย่างไร คิดสโลแกนแต่เนื้อในจะทำอย่างไร แต่อย่างเรามาปฏิบัติธรรมต้องเปลี่ยนจากภายใน พ่อครูว่า... ตอนนี้ขออธิบายอิทธิบาท 4 ให้ช้าๆชัด ๆ 150 เฟรมต่อวินาที

อิทธิบาทมี ฉันทะ วิริยา จิตตะ วิมังสา ต้องปฏิบัติทุกกรรมกิริยา คนเราต้องมีอิทธิบาทเป็นตัวหลัก หากไม่มีก็เจริญยาก เราต้องรู้ว่าเรามีฉันทะ วิริยา จิตตะ วิมังสา ไหม เป็นภาวะที่ทำให้เรา เจริญจริงๆ ตัวฉันทะ เป็นมูลกา นำทุกอย่างเลย แม้แต่ในแสงอรุณ 7 ก่อนปฏิบัติมรรค 8 ก็ต้องมีแสงอรุณก่อน มี ฉันทะ มิตรดี มีศีล เป็นต้น ยิ่งมูลสูตรมีฉันทะเป็นมูลเลย ถ้าขาดฉันทะไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ดี จะทำให้เสียหายยิ่งไม่ชอบใจแล้วทำจะเกิดความเสียหาย จะทำงานอะไรให้คิดให้ดีว่า เรากำลังจะทำงานชิ้นนี้นะ ถ้าเราไม่เห็นว่ามีอะไรดีเลย เราไม่ชอบใจ ต้องพิจารณาว่า สิ่งที่ทำนี้ดีไหม สมควรไหมต้องทำไหม หากเราไม่ชอบ ไม่อยากทำไม่ยินดีต้องเปลี่ยนเลย ให้ทำในสิ่งดี สิ่งเจริญ มนุษย์ต้องทำดีเสมอ ต้องตรวจสอบว่าดีแน่หรือ ถ้าใจยินดีแล้วยากแสนยากหนักแสนหนักลำบากแค่ไหนก็ตาม วิริยะจะตามมาเลย เป็นคู่หู ไปด้วยกันมาด้วยกัน เหมือนลมกับไฟ ถ้าไฟบอกว่า กูรุก ลมเอ็งวิ่งเลยนะ

_ อ.กฤษฎา … พ่อครูใช้คำดี ว่าให้ใจโน้มน้อมยินดี พ่อครูว่า … ก็เอาวิมังสามาใช้ ไตร่ตรองว่ามันดีแน่นะ ถ้าพิจารณาว่าไม่ดีก็อย่าไปฉันทะเลยไม่ดี แต่ถ้าชอบแล้วเผลอๆอย่าไปชอบสิ่งไม่น่ายินดี เป็นสิ่งน่ายินดีเป็นวิปลาสไปเสีย ก็ไม่ควรทำ อันนี้คือวิปลาสจนกว่าจะเป็นอรหันต์ ยิ่งเรารู้ว่าวิริยะคือความเพียรให้ทุ่มโถมไปให้เต็มที่ แล้วจิตใจเรามีเท่าไหร่ก็เอาใจใส่เขาแปลกันเบาไป อาตมาแปลว่ามีใจเท่าไหร่ก็ทุ่มเทไปให้เต็มที่เลย นี่คือจิตตะ แล้วจะเกิดผล ตรวจสอบผลดีๆ ให้เอาแต่เนื้อๆ วิมังสา ที่เป็นเศษสิ่งไม่ดีไม่เอา

_ อ.กฤษฎา … ต้องเอาวิมังสาเอาเนื้อๆมาดูก่อน นึกถึงศาสตร์ที่บอกว่าใช้ SWOT คือดูจุดแข็งจุดอ่อนกัน รู้โอกาสและความเป็นไปได้ ว่าควรทำไหม พ่อครูว่า … พระพุทธเจ้าทำมาก่อน input process output outcome

_ อ.กฤษฎา … พ่อครูพูดนี้ครอบคลุมมากกว่าอีกนะ เขาพูดการพัฒนามนุษย์แต่สิ่งที่พ่อครูสอนนี้ยกระดับจิตใจเลย แต่วิชาการไม่เข้าถึงปรมัตถ์ก็ยกระดับจิตใจไม่ได้ พ่อครูว่า … ทุกอย่างไม่มีอิทธิบาทไม่เดิน คนที่มีอิทธิบาทจะมีขยันเต็มที่ตลอด พระพุทธเจ้าว่า ผู้มีอิทธิบาทคืออายูหัง คือตัวอายุ คือคนไม่ตายคือตัวแรงงานผลการตั้งอยู่ ซึ่งลึกซึ้งมาก อิทธิบาทมีอะไรเป็นเครื่องแสดงก็คืออายูหัง คือความพากเพียรวิริยะต่อไปคืออิทธิบาท คือคนพากเพียรเป็นคนเอาการเอางาน ไม่เฉื่อยเนือย เหมือนจะตายแล้วมันไม่เต็มเต็ง คนเต็มเต็งจะกระปรี้กระเป่า เอาการเอางาน พระพุทธเจ้าอธิบายว่า อายุ วรรณะ สุข โภค พละ เขาตัดโภคะออกไปเสีย อายุมีอะไรเป็นเครื่องแสดง มีอิทธิบาทเป็นเครื่องแสดง วรรณะมีศีลเป็นเครื่องแสดง ผู้นี้มีวรรณะดูผ่องใส ผู้มีศีลเป็นเครื่องขัดเกลากิเลสออกก็จะผ่องใส จิตสะอาดมีราศีสะอาดออกมาภายนอก แต่เขาแปลว่าวรรณะคือชั้นก็ถูก คือความเจริญ ศีล 5 เจริญเป็นศีล 8 เป็นศีล 10 ไม่ใช่ว่าวรรณะอย่างพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร จัณฑาล ไม่ใช่เครื่องบอกวรรณะเลย ใครศีลสูงกว่าก็มีวรรณะสูงกว่า ผู้มีสุขคือผู้มีฌาน คือการขัดเกลากิเลสออกได้ เป็นฌานลืมตา อย่างมรรคองค์ 8 เรียนรู้ลดกิเลสได้ สั่งสมเป็นอินทรีย์ 5 พละ 5 เกิดฌาน มีปฏิบัติศีล มีอปัณกปฏิปทา เกิดสัทธรรม 7 คือจิตเจริญคือฌาน ไม่ใช่ว่าสุขเพราะได้กินอร่อยได้ลาภ ได้ยศ ได้รูป ได้เสียง สมใจเป็นสุขอย่างนั้นไม่ใช่ จะสุขต้องมีฌาน ละกิเลสได้ โภคะ มีพรหมวิหาร 4 เป็นเครื่องแสดง มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คือผู้มีทรัพย์มากทรัพย์แท้ แสดงว่าพวกนี้รวย พละ นั้นมีวิมุติเป็นเครื่องแสดง ก็ต้องเข้าใจว่าอะไรเป็นสิ่งที่เจริญ มีอายุเจริญ คืออะไร วรรณะสุข โภคะ พละ เจริญคืออย่างไร

_ อ.กฤษฎา … จริงๆก็อวยพรให้เป็นอรหันต์นั้นเอง ให้ได้ พ่อครูว่า … ก็ถูกต้อง อาตมาไม่ได้พูดเอาเอง อาตมาตอบตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ การไปนั่งหลับตาไม่ได้เกิดงานอะไร อันนี้เราตีหนัก เพราะทีเข้าใจผิดกันว่าการนั่งหลับตาเป็นแกนปฏิบัติมันผิดไปหมดเลย เพราะทิ้งแม้แต่ผัสสะ ถ้าไม่มีผัสสะปฏิบัติธรรมไม่ได้ มันพาหลงกันทั่ว แล้วทำเป็นมีฤทธิ์เดช ยิ่งพระรุ่นใหญ่บอกว่านั่งมานักต่อนัก ไปปลุกเสกนั่นนี่ได้หมด ก็เวรจริงๆ ศาสนาเสื่อมจนไม่เหลือซากเลย

_ อ.กฤษฎา … ถ้าผ่านทางพุทธมณฑล ตรงสะพานโค้งๆ หักเข้านครชัยศรี จะมีป้ายหนึ่ง มีของแปลกๆมา ถ้าแน่จริงต้องขายได้ตลอดสิ เปลี่ยนจากก้อนหินเป็นมังกร ไปเรื่อยๆ เริ่มวิปลาสไปใหญ่ พ่อครูว่า … ต้องข่มสิ่งที่ควรข่ม กำราบสิ่งที่ควรกำราบ อาตมาเกิดมาสืบทอดศาสนา เป็นหน้าที่ของอาตมาที่ต้องตีหนัก ไม่หยุดเหมือนช่างปั้นหม้อเดี๋ยวดินแข็งปั้นไม่ได้ต้องนวดตลอด

_ อ.กฤษฎา … ความพร่ามัวต่อความเข้าใจทำให้ไม่เกิดอิทธิบาทนะครับ พ่อครูว่า … ตัวอิทธิบาทมีคุณภาพในตัวของมัน เราต้องเข้าใจสภาพจิตฉันทะที่เราต้องพอใจยินดี จะหนักเหนื่อยยากอย่างไร ถ้ามันไม่ดี แม้จะง่ายก็ตามหรือมีการล่อหลอกให้เพลิดเพลินสนุกสนานก็อย่าไปยินดีกับมันเลยไม่ทำไม่เสียเวลาแรงงานกับมัน ต้องตรวจสอบ ก่อนจะฉันทะต้องยกวิมังสามาก่อนเลย ตรวจสอบไตร่ตรองก่อนว่าดีไหม ถ้าดีจะยากเย็นแค่ไหนลำบากแค่ไหนก็ต้องทำ ถ้าคนเราไม่มี อิทธิบาท 4 ก็แค่อยู่ไปวันๆกินๆอยู่ๆเหมือนเดรัจฉานไป

_ อ.กฤษฎา … มีทฤษฎีตะวันตกว่า ต้องเปลี่ยนทัศนคติแล้วจะไปได้ดี ให้ระดับ A B C ....Z ถ้าให้ตัวเลขก็จะไม่เต็มร้อย แต่ถ้าเป็นตัวเลขก็ได้เต็มร้อย ถ้ามันมี ทัศนคติที่ดีก็จะพาสู่สำเร็จ

พ่อครูว่า … ต้องรู้ว่าสิ่งที่เราจะทำมันสมควร ดีพอ จำเป็น ก็ทำ แต่ถ้าจำเป็นแต่ไม่ดีไม่ควรจะทำไปทำไม สิ่งจำเป็นมีอีกตั้งมากมายในชีวิต

_ อ.กฤษฎา … ได้สามคำ สมควร จำเป็น ดีพอไหม? ใช้สามคำนี้ไปตัดสินได้ บางทีมันเหมือนอิทธิบาทที่พาเราทำอกุศล พ่อครูว่า... คำว่าอนวัชชะแปลว่าการงานอันควร แต่ที่ไม่ควรทำ ก็เป็นอีกอย่าง คำว่าอนวัชชะ แปลว่าปราชญ์ไม่ติเตียน ผู้ใดจะทำสิ่งใดต้องพิจารณาก่อน ไม่เช่นนั้นคนก็ช่วยทำไปเลอะเทอะ เสียเวลาเสียสิ่งที่ควรทำ

เรื่องวิปลาสเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ในพระไตร รปิฎก เล่ม 21 ข้อ 49 4 นิ ยามนี้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเลย สิ่งที่ชัดเจนมากคือสิ่งที่เป็นทุกข์แล้วไปยึดเป็นสุข เพราะการเกิดใดๆเป็นทุกข์ทั้งสิ้น ศาสนาพุทธจึงดับการเกิด ดับชาติ แล้วทุกอย่างดับ ตามปฏิจจสมุปบาท คนเราหากไม่รู้ทุกข์อาริยสัจ กับทุกข์สามัญลักษณ์ ที่เลี่ยงไม่ได้ ท่านแบ่งไว้ ทุกข์ 10 อย่าง มี 6 อย่างเลี่ยงไม่ได้ อีก 4 อย่างเป็นทุกข์อาริยสัจ ที่เป็นหัวใจศาสนาพุทธ หรือสิ่งไม่น่าพึงใจว่าน่าพึงใจ หรือสิ่งไม่งาม กลับเห็นเป็นสิ่งงามอีก แม้แต่ที่สุดเลย แม้แต่ได้นิพพานแล้วนิพพานก็ไม่ใช่สิ่งน่าพึงใจ อย่ายึดเป็นเราเป็นของเราแม้นิพพานมีแล้วก็ตาม เอาอาศัยไปเท่านั้น สิ่งที่เป็นทุกข์ว่าสุขนี้ชัดเจนมาก ไปหลงของต่ำ เช่นโกง เป็นแสนล้านนี่ เป็นสุข เป็นต้น มันทุกข์นะ จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เขาพาทำ ทักษิณคิดยิ่งลักษณ์ทำ หรือทักษิณริ ยิ่งลักษณ์ยำ สำนวนคุณเปลว สีเงินเขา ถ้าเผื่อว่าไม่รู้ว่าอะไรเป็นทุกข์ไม่รู้ว่าอะไรเป็นสุขนี่ ทุจริตทั้งหลายอกุศลทั้งหลายแม้นิดแม้น้อยอย่าทำ มันเป็นเหตุแห่งทุกข์นะ นึกว่ายิ่งใหญ่หนักหนา ที่เราน่าจะพิจารณาว่าเป็นสิ่งไม่ดีนะ ไม่น่าทำ ถ้าเป็นสัจธรรมจะอยู่อย่างสงบ กิเลสจะพาไปชั่วบ้างก็ลดละไป อาตมาภูมิใจในชุมชนอโศกที่ละเว้นอกุศลได้เยอะ ไม่ต้องบ้าบอกับเขา ก็ทำประโยชน์ให้สังคมไป อย่างเราเปิดโรงเรียนสอนเด็กไม่ได้คิดเงินทองนี่ก็ร่วม 20 กว่าปีแล้ว ผลิตเด็กจบม. 6 มานี่หลายรุ่นแล้ว สอนฟรีก่อนรัฐบาลอีก สอนฟรี เราเจตนาสร้างให้แก่สังคมประเทศชาติ หากเราได้ช่วยกันสร้างคน ได้สิ่งดีมีความรู้ไป เรามีหลัก ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา ทำให้ได้ตามอุดมการณ์เรา ตามปรัชญาหลักเรา ทำให้ได้ สิ่งเหล่านี้หากมีแนวคิดแล้วทำจริง ให้แก่สังคมโลกไม่ว่าสังคมไหนๆจะดีมาก ที่เราพูดนี่ไม่ใช่โฆษณานะ ไม่ได้อยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญอะไร แต่เอามาประกอบให้เห็นของจริงได้นะ

_ อ.กฤษฎา... การทุจริตนั้น ก่อนหน้านี้ผมเห็นพาดหัวหนังสือพิมพ์ ว่าติดคุกตอนแก่กัน ผู้บริหาร ธนาคารที่มีชื่อเสียงในอดีต ลูกหลานร้องไห้กัน เดินเข้าคุกไป ญาติพี่น้องร้องไห้ ผมก็มาระลึกว่า อดีตเขาทำสิ่งนั้น แล้วตอนนี้ ครอบครัวลูกหลานก็ได้รับผล แต่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนเขาได้รับผลกุศล ลูกหลานก็ได้ไปด้วย แต่ตอนนี้เสื่อมลง ลูกหลานก็ได้รับผลด้วย เป็นเหตุปัจจัย พ่อครูว่า … ทุกอย่างมาแต่เหตุ ไม่ผิดเพี้ยนหรอก เหตุเป็นอย่างไรผลก็เป็นเช่นนั้น ผู้ใดเข้าใจก็ให้ซื่อสัตย์ ที่ทำไปแล้วคำสอนพระพุทธเจ้าเป็นสัจจะ ทำแล้วเป็นอันทำ แม้จะไปโกงเลี่ยงล้มล้างได้ว่า เขาตัดสินเราไม่ได้ ก็ไม่จบหรอก เป็นวิบากติดตัวไปทุกชาติ ใครไม่เชื่อกรรมวิบากก็แล้วไปแต่พระพุทธเจ้าสอนไว้เราก็เชื่อ เราเชื่อเพราะเราได้ทำกรรมแล้วตอนนี้ออกผลอย่างไร เราก็เรียนรู้ ตั้งแต่หยาบ จนลึกซึ้ง ถ้าขึ้นชื่อว่าสิ่งไม่ดีงามอกุศลทุจริตแม้นิดแม้น้อยอย่าทำเลย พระพุทธเจ้าสอน ให้ทำแต่สุจริต แม้ทำดีแล้ว ได้ผลช้าก็เพราะวิบากเลย อาตมาทำมา 45 ปีผลต่อสังคมได้แค่นี้ พระพุทธเจ้าท่านทำงาน 45 ปีก็ปรินิพพานแล้ว อาตมานี่ 45 ปีนี่เพิ่งเริ่มต้นหรือเปล่านะ อาตมาจึงขอแถมอีก 70 ปี

_ อ.กฤษฎา … ตอนนี้สังคมเขาวิปลาสถึงกับสแกนกรรมแล้วตัดกรรมอีก เขาแสดงอิทธิฤทธิ์ พ่อครูว่า … เก่งกว่าพระพุทธเจ้าอีก อาตมาไม่กลัวพระพุทธเจ้านะ แต่อาตมากลัวคนที่เก่งกว่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านยังไม่ไปแก้กรรมให้ใครเลย กรรมเป็นของๆตน ตัวเราต้องรับมรดกกรรม เช่นเราไปตีหัวคน หรือคนไปปล้นชิงทรัพย์ตีหัวคน เขาชิงทรัพย์ไปได้ เขาก็ว่าเห็นไหม ทำชั่วได้ดี แต่เขาอ่านดีนี่ผิด กรรมที่ตีหัวคนนี่เป็นกรรมชั่วแล้ว แต่ได้ทรัพย์ที่ปล้นไปนี่ไม่ใช่ได้ดี เป็นวัตถุที่ได้ไปเท่านั้น คนก็พูดว่าทำชั่วได้ดี ทำดีได้ชั่วนี่มันพูดแย้งพระพุทธเจ้า เราเชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ที่ตรัสรู้เรื่องกรรม กรรมสโกมหิ กัมมทายาโท ตนต้องรับมรดกของตน แบ่งใครไม่ได้ ต้องรับมรดกกรรมของตนทุกเม็ดไม่ระเหยระเหิด จนกว่าจะปรินิพพาน กรรมไม่มีเปลี่ยนแปลง ของใครทำแล้วเป็นของตน เป็นสมบัติเป็นผลวิบากของตน แม้จะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว กรรมชั่ววิบากมาเล่นงานท่านไม่ได้ ไม่ได้หมายถึงกรรมชั่วหายไปนะ แต่มันวิ่งมาไม่ถึงท่าน อะไรกั้นไว้ ก็คือกุศล มันทะลุมาเท่าที่ได้ วิธีของพระพุทธเจ้าคือเราต้องเรียนรู้ตัวเหตุที่พาทำชั่วคือกิเลส กรรมอดีตแล้วแก้ไขไม่ได้ ธรรมะพระพุทธเจ้านี้ปฏิบัติที่ปัจจุบันเท่านั้น การเอาอดีตกับอนาคตมาปฏิบัติก็มิจฉาทิฏฐิหมด แล้วสรุปปัจจุบันเป็น 5 อย่างนี้ให้ปฏิบัติปัจจุบันนี้ให้ชัด ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติในปัจจุบันเท่านั้น กรรมเป็นของๆตน ตนต้องรับกรรมของตน วิธีพระพุทธเจ้า ปัจจุบันหาไม่มีกิเลสที่พาไปทำบาป เป็นตัวชักนำ ถ้าทำให้ได้อย่างถาวรยั่งยืนไม่เกิดเลยกิเลสนี่คือสำเร็จ มีหลักประกันว่าไม่สร้างบาปอีกเลย แล้วบุญไม่ต้องทำอีกแล้วทำแต่กุศลท่าเดียว กุศลเป็นกำแพงกั้น ตัววิบากที่จะมาตามทันจะวิ่งไม่ทัน ขนาดเป็นพระพุทธเจ้ายังมีเศษเหลือมาตามทันเลย เจ้าของทั้งสิ้นที่จะต้องทำกำแพงกุศลนี้ให้ได้มากที่สุด

_ อ.กฤษฎา … ทำให้เข้าใจมากขึ้นต้องทำบุญและกุศลอย่างไร? พ่อครูว่า … กุศลเป็นตัวกั้นไม่ให้วิบากบาปมาถึง แต่ไม่ได้หมายถึงว่า วิบากหรืออกุศล กุศลที่ทำไปแต่ก่อนนี้หายไปนะ คำว่าบุญนี่ชำระกิเลสหมด บุญก็จบไป สิ้นบุญสิ้นบาป เรื่องนี้อาตมาว่าไม่น่าจะมีใครอธิบายได้ อาตมามาปางนี้มาอธิบายเรื่องนี้ แต่พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ ถ้าชัดเจนในความหมายของคำเหล่านี้แล้วปฏิบัติจะพาชีวิตพ้นทุกข์แล้วช่วยคนได้ แม้แต่ตอนนี้มหาเถรสมาคมก็ออกนอกรีตไปเกือบครบสมบูรณ์แล้ว ที่พูดนี้ไม่ได้โกรธเคืองนะ แต่รู้ว่าเป็นวิบากของอาตมาเอง มันเป็นเช่นนั้นเอง ถ้าไม่มีอันนั้น อาตมาจะมาถึงวันนี้ไม่ได้ ที่มีวันนั้นทำให้อาตมาต้องมีการถูกห้ามกั้น แล้วได้ฟักตัว เกิดคุณค่าขึ้นมา ไม่เช่นนั้นไม่ได้เช่นนี้ Every things happen for the best. ใครจะว่าอาตมาหลงคำสอนพระพุทธเจ้าก็ว่าไป จะหาว่าหลงเพี้ยนไปก็ได้ แต่อาตมาว่าไม่ใช่ อาตมาทำงานมา 45 ปีก็พิสูจน์มา แม้แต่มหาเถรสมาคมตัดสินอาตมาก็ขอบอกว่าอาตมาไม่ได้ผิด ก็ทำมาถึงวันนี้มีอัตราก้าวหน้าเช่นนี้ก็ยังมุ่งมั่นจะทำเช่นนี่ต่อไป ชีวิตไม่ได้คิดว่าต้องตายตอนนี้ แก่แล้วไม่มีแรงแล้ว อาตมาไม่ยอมไม่มีแรงนะ นอกจากเจ็บป่วยนะ อาตมามีแรงก็ทำไป แล้วก็นอนพัก ก่อนนอนนี่อาตมาจะออกกำลังกายสองสามท่า อาตมาเห็นได้เลยว่า ตอนเย็นนี่ ออกกำลังไม่ได้มีพลังเหมือนตอนเช้า ตอนเช้านี่ออกกำลังได้ดี แต่พอเย็นนี่ต่างกันเลย วันๆนี่ใช้พลังงานหมดไปทั้งวันเลยโดยเฉพาะใจเรา ไปทำให้ใจน้อยใจเศร้าใจเสียทำไม โง่ไปทำทำไม ให้ใจสบายๆ เบิกบานร่าเริง อภิปโมทยังจิตตัง ไม่ว่าเวลาใดก็ตาม คนมาถามว่า น้อยใจ อาตมาว่า ดี น้อยใจนี่คือหมาน้อยตัวหนึ่ง ใจเราก็คือใจเรา ตนเองทำเองทั้งนั้นแหละ โง่ พระพุทธเจ้าสอนให้ทำใจให้เป็น แคล่งคล่อง ตัวมนสิการเป็นตัวจริงในมูลสูตรเลย มีฉันทะเป็นมูลกา มีมนสิการเป็นสัมภวะคือแดนเกิด เป็นการทำใจในใจให้โยนิโสฯ เขาแปลว่าพิจารณาให้ถ่องแท้ ซึ่งถูกเสี้ยวเดียวต้องพิจารณาตั้งแต่นอกถึงใน แล้วก็ทำที่ใจ มนสิ แล้วให้มันโยนิโน(เขาแปลกันว่าพิจารณา) แต่ที่จริงต้องพิจารณาให้ถ่องแท้แยบคาย แต่ลึกไปกว่านั้นคือให้ลงไปถึงที่เกิดสัมภวะ เห็นสิ่งที่เกิดที่จะทำตรงหทยรูป เวลาปฏิบัติต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย รู้เวทนา ทุกอย่างรวมลงที่เวทนา มี 108 ทำใจตั้งแต่ต้นจนจบเลย ในทิฏฐิ 62 ก็จบด้วยเวทนา เว้นเวทนาไปไม่อยู่ในฐานะการปฏิบัติธรรม จบด้วยเวทนา แก้ไขให้เป็นอุเบกขาฐานเป็นเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา ถ้าเคหสิตอุเบกขา มันเฉยพักยก แต่เนกขัมสิตอุเบกขาต้องล้างกิเลสจากจิตจนจิตเป็นอุเบกขาไม่มีเหตุแห่งกิเลสเลยจิตไม่มีทั้งกามและอัตตาเป็นมัชฌิมา เข้าถึงบรรลุความเป็นกลางจิตไม่เอียงไปทางไหนเลย ยิ่งแข็งแรง ในอุเบกขามีคุณสมบัติอีก 5 ประการ ปริสุทธา บริสุทธิ์ ปริโยทาตา แม้จะสัมผัสอยู่กับสังคมกิเลสเขามากเท่าไหร่เราก็สู้ได้ไม่เอียง มุทุ กัมมัญญา คือจิตเจริญมุทุตา แววไว ง่ายในการปรับจิต คือดัดง่าย มุทุคือจิตหัวอ่อนว่านอนสอนง่าย ปัญญาก็เร็ว การปรับตัวหาสิ่งดีก็ไว จัดการจิตไม่ดีได้ไว เมื่อปรับได้ก็พร้อมทำงานทุกอย่างที่เหมาะควรดีงาม ทำงานอย่างไรก็ประภัสสรายิ่งเสริมกันไปยิ่งพัฒนาขึ้น คือความเจริญแบบไม่สิ้นสุดของศาสนาพุทธอย่างที่ว่า นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนานตลอดกาล) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) จิตนี้เที่ยงต่อทุกอย่างแข็งแรงยั่งยืน เป็นหลักประกัน ดีถาวร เสถียร เอาคุณสมบัติอันนี้ไปสร้างสังคมประเทศ เริ่มตั้งแต่โสดาบันก็รู้อาริยสัจ 4 มีโสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยต สัมโพธิปรายนะ เข้ากระแสโลกุตรไม่เวียนกลับ ไปสู่โลกใหม่ ปโรโลโก เข้าสู่โลกใหม่ได้ หนึ่งในนี่ คือ 25 % จะไม่เปลี่ยนได้แล้วแต่ต้องให้ถึง นิยตะ จะแน่นอนไม่เปลี่ยนแน่ ถึง 75 % จากนั้นก็สัมโพธิปรายนะ ไปสู่การตรัสรู้แน่ คุณต้องรู้ว่าคุณมีมรรคผลเท่าไหร่โสดาบันได้เท่าไหร่แล้วได้กี่ส่วนแล้วก็เป็นส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน