571220_สรรค่าฯ(๒๒)วนบ. เรื่อง กวฬีการาหารอย่างพิสดาร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571220_สรรค่า สร้างคน ( 22 ) วนบ. เรื่อง กวฬ ิง การาหารอย่างพิสดาร
พ่อครู… วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก อีก 7 วันเราก็จะเข้าสนามรบ ว.บบบ. แล้ว วิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม เริ่ม 28 ธ.ค. 57 – 3 ม.ค. 58 ปีนี้จะเป็นรุ่นที่ 3 ปีที่แล้วเราไม่ได้จัด เรามีรุ่น 1 และรุ่น 2 ไปแล้ว หลายคนก็ได้เข็มที่ 1 และ 2 ไปแล้วจะมาเอาเข็ม 3 ก็มาได้ เข็มที่ 1 เรียกว่า บุกเบิก เข็มที่ 2 เรียกว่า บากบั่น เข็มที่ 3 เรียกว่า เบิกบาน เข็มที่ 4 เรียกว่า บูรณ์บุญ พูดถึงคำว่า บุญ อาตมาก็หนักมาก เพราะคำว่าบุญนี้ ถูกบวชเป็นไทยแล้วแปรรูปเป็น กุศล ไปแล้ว แม้อาตมาก็พลอยถูกครอบงำ ใช้ภาษานี้ติดปาก ระหว่างบุญกับกุศลเลย ซึ่ง กุศลก็มีบุญด้วย และ บุญก็เป็นกุศล ที่ ยิ่งใหญ่ที่สุด แล้ว ถ้าผู้ใดฝึกฝนกุศลโลกีย์ แล้วอ่านจิตเป็น อ่านอาการจิตเป็น จับสักกายะ ได้ เมื่อมี สัมผัส ก็เกิด ปสาทรูป มี โคจรรูป ที่เป็นการเริ่มบทบาท ที่มีรูปกับนามทำงาน มีตากระทบรูป ธาตุพลังงานก็ใช้ประสาททำงาน เมื่อเกิดโคจร เกิดบทบาทของสัตว์โลกที่จะดำเนินไปตามวิสัย พอเริ่มดำเนินก็เป็น กรรม ตั้งแต่ กายกรรม ข้างนอกเลย วจีกรรม แม้ที่สุดมโนกรรม แต่มโนนี่ลึกจะยากไป กายกรรมคือ องค์ประชุมทั้งนอกและใน ใน วิโมกข์ 8 ข้อ มาถึงวันนี้ก็พอจะมีผู้ที่รับได้ ค่อยๆเข้าใจการทำใจในใจ (โยนิโสมนสิการ) การทำ กายในกาย ว่าเป็นเช่นนี้ กายในกายนี่เกี่ยวกับจิต จิตเป็นตัวสำคัญด้วยซ้ำไป องค์ประชุมมีทั้ง รูปและนาม มีอาการ ที่เรียกว่า สักกายะ กายคือเวทนา กายก็คือจิต องค์ประชุมนี่แหละ เป็นเวทนา เป็นจิต แม้เป็นธรรมะที่ทรงอยู่กับเรา มันเป็นอัตตาของเรา เป็นสัตว์ด้วย มันมีชีวิตสัตว์ เรียกว่า สัตตาโอปปาติกา แล้วมันอยู่ที่ไหน สัตว์นี่ มันอยู่ใน นรก ไง สวรรค์
อ่านต่อ
ไง มียมบาล มีเง็กเซียนฮ่องเต้ไหม ควบคุม ก็เข้าใจกันไปไกล ที่จริงมันอยู่ในตัวเรา อยู่ใน กายยาววา หนาคืบ กว้างศอก พร้อมสัญญาและใจเรานี่ ถ้าเข้าใจไม่ตรงก็อ่านไม่ได้ ต้องกำหนดหมายรู้ชัดเจน ว่าเป็น สัญญา ให้เกิดการรู้แจ้ง เป็น ปัญญา รู้กามสัตว์ รู้อบายสัตว์ ในกามภพ ต่ำที่สุดเรียกว่าอบาย โอฬาริกอัตตา นี่คือ อัตตาตัวต้นตัวหยาบตัวแรก ที่จะต้องเรียนรู้ให้ชัด เรียกว่า สักกายะ ใครไม่เข้าใจ จับอ่านอาการไม่ออก ก็คือ ไม่มีดวงตา ไม่มีวิปัสสนาญาณ ไม่มีญาณวิเศษ คือความรู้ที่วิเศษ ไม่ใช่ความรู้โลกๆ แต่เป็นความรู้ที่สัมผัสอาการอย่างรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง อ่านออกด้วย แม้ตอนแรกจะสัมผัสได้ รู้องค์รวมของการประชุม เป็นหมวดหมู่ขององค์ประชุม เป็น กายสังขาร จิตสังขาร กายสังขาร นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ร่าง ไม่ได้หมายถึง แขนขา รูปร่าง ยิ่งอธิบายไปว่า จะนั่ง ยืน เดิน นอน ก็ไปเห็นว่า กายคือ ตรงนี้ เดี๋ยวก็ทำ ท่านั้นท่านี้ อิริยาบถ แม้มันจะเปื่อยเน่าสลาย เขาก็ปลงแค่นั้นว่า เป็นความไม่เที่ยง แต่เป็นรูปธรรมที่ชัด มันไม่คงที่ ไม่ว่าจะรูปหรือนาม ดิน น้ำ ไฟ ลม รวมกันเป็นร่าง มันก็ไม่เที่ยงแท้ สลายแยกธาตุไปในที่สุด ก็เห็นแค่ตรงนี้ ยึดอยู่กับรูปธรรมแค่นี้ แล้วมันเป็นทุกข์ไหม? ก็แปลง่ายว่า ตั้งอยู่ไม่ได้ร่างนี้ ก็เป็นทุกข์อันนั้นก็ใช่ แต่ว่าไม่ใช่ที่พระพุทธเจ้าให้เราเรียนรู้ ให้พิจารณาตรงนั้นหรอก ถ้าเราจะให้ ไม่ทุกข์ก็ต้องสั่งให้มันอยู่ถาวร ตลอดกาล แต่ว่าถ้าจะยึดว่า มันต้องเปลี่ยนแปลง สลายได้ จึงไม่ทุกข์ มันก็ได้ดังใจอีก แต่จะไม่ให้มันสลายถึงจะไม่ทุกข์ อันนี้ก็ได้ดังใจอีก ก็ได้แค่นั้น ก่อนจะได้สมใจนั้น มันก็มีสเปคไว้แล้ว ว่าจะ ต้องเป็นอย่างนี้ ๆ แต่ละคนก็ไม่รู้ตัวหรอก แต่สเปคไว้แล้ว กำหนดว่าต้องได้ขนาดนี้ ได้เค็ม ได้หวาน เปรี้ยวขนาดนี้ ต้องได้เงินเท่านี้ๆ แต่ไม่เห็นพอใจเสียที เห็นแต่อยากจะได้เพิ่มขึ้นๆ แต่ ได้ดังใจก็สุข บำเรอความอยากก็ได้สุข ถ้าเราอ่าน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ คือ นาม 5 อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสใน ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งผัสสะก็จัดในนามธรรม ตัวสำคัญคือ เจตนา ซึ่งเป็น บาป เป็น บุญ เป็น กุศล อกุศล ได้ ถ้าไม่ชัดก็ไม่รู้ตัว เจตนานึกว่าทำกุศล แต่ได้บาปกันเยอะเลย เช่น เจตนาทำทาน แต่ตั้งจิตขี้โลภ สัญญาวิปลาส กำหนดหมายทำใจในใจเพิ่มกิเลส โลภยิ่งกว่าเก่า แทนที่จะกำหนดใจในใจให้ลดกิเลส เขาไม่รู้สัจจะตรงนี้ แล้วสอนกันเต็มโลกเลย เราไม่ต้องพูดถึงศาสนาเทวนิยมเลย เขา ทำกุศลได้บาป กันเต็มเลยในศาสนา เทวนิยม แม้ในพุทธก็เพี้ยนไปแล้ว ขออภัยที่เหมือนกวาดเขาทิ้งเลย
พระไตร ปิฎก เล่ม 16 ข ้อ 240 3 . ปุตตมังสสูตร [ 240 ] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาร 4 อย่าง เพื่อความดำรงอยู่ของสัตว์โลก ที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร 4 อย่างนั้น คือ 1 . กวฬีการาหาร หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง 2 . ผัสสาหาร 3 . มโนสัญเจตนาหาร 4 . วิญญาณาหาร ภิกษุทั้งหลาย อาหาร 4 อย่างเหล่านี้แล เพื่อดำรงอยู่แห่งสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ
พ่อครูว่า... วิญญาณ เป็นสามัญนามของ พลังงานธาตุรู้ ทั้งหมด แล้ววิญญาณแจกไปเป็น เวทนา สัญญา สังขาร(เจตนา ผัสสะ มนสิการ) กวฬีการาหาร คืออาหารคำข้าวที่มีครบ ที่จะอยู่ประจำกับชีวิต ทิ้งไม่ได้ เป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องกินอาหาร แล้วมันก็มีความสำคัญที่มีกิเลสซ้อนในนั้น เนียนลึก เพราะติดมาตั้งแต่เป็นเดรัจฉานเป็นสัตว์เซลล์เดียว นอกนั้นเครื่องอุปโภค บริโภค สัตว์มันไม่เกี่ยว ไม่สะสมยึดเป็นเรา เป็นของเรา แต่พอวิวัฒนาการจากสัตว์ขั้นต่ำมาเป็นมนุษย์ ก็สะสมกิเลสมาหนาหนัก มาไม่รู้กี่ล้านๆชาติ มันจึงหนาหนัก มาเป็นสัตว์โลกคนแล้ว ต้องมายึดติดกับเรื่องภายนอก เช่น เสื้อผ้า ต้องประดิษฐ์ประดอย หลอกกันมากี่ล้านชาติแล้ว แม้ภิกษุสมณะก็ให้ พิจาณาทุกคำข้าว เอามาท่องด้วยก่อนฉัน หรือแม้แต่ในปาติโมกข์มี มัตตัญญุตา จ ภัตตสมิง หรือใน อปัณกปฏิปทา คือให้ลดละ อ่านกำจัดเจตนาที่เป็นกามสัตว์ เราก็กำจัดให้ถูกตัวมัน ก็ได้ผล โดยมีเจตนาเป็นวิภวตัณหา จะดับภพกาม ที่เราติดตัวนี้แหละ เช่นมะละกอ ฟักข้าว เป็นต้น ที่อยู่ข้างหน้านี้ มันต้องสัมพันธ์กันหมดในอาหาร 4 เมื่อเกี่ยวข้องกับเหตุปัจจัยคืออาหาร ซึ่งพระพุทธเจ้ามี นิทานในกวฬีการาหาร
[ 241 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กวฬีการาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร ภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า ภรรยาสามี 2 คน ถือเอาสะเบียงเดินทางเล็กน้อย แล้วออกเดินไปสู่ทางกันดาร เขาทั้งสองมีบุตรน้อยๆ น่ารักน่าพอใจอยู่คนหนึ่ง เมื่อขณะทั้งสองคนกำลังเดินไปในทางกันดารอยู่ สะเบียงเดินทางที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยนั้น ได้หมดสิ้นไป แต่ทางกันดารนั้นยังเหลืออยู่ เขาทั้งสองยังข้ามพ้นไปไม่ได้ครั้งนั้น เขาทั้งสองคนคิดตกลงกันอย่างนี้ว่า สะเบียงเดินทางของเราทั้งสองอันใดแลมีอยู่เล็กน้อย สะเบียงเดินทางอันนั้นก็ได้หมดสิ้นไปแล้ว แต่ทางกันดารนี้ยังเหลืออยู่ เรายังข้ามพ้นไปไม่ได้ อย่ากระนั้นเลย เราสองคนมาช่วยกันฆ่าบุตรน้อยๆคนเดียว ผู้น่ารัก น่าพอใจคนนี้เสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็มและเนื้อย่าง เมื่อได้บริโภคเนื้อบุตรจะได้พากันเดินข้ามพ้นทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น ถ้าไม่เช่นนั้นเราทั้งสามคนต้องพากัน พินาศหมดแน่ ครั้งนั้น ภรรยาสามีทั้งสองคนนั้น ก็ฆ่าบุตรน้อยๆ คนเดียวผู้น่ารัก น่าพอใจนั้นเสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็ม และเนื้อย่าง เมื่อบริโภคเนื้อบุตรเสร็จ ก็พากันเดินข้ามทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น เขาทั้งสองคนรับประทานเนื้อบุตรพลาง ค่อนอกพลางรำพันว่าลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย ดังนี้ เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นอย่างไร คือว่าเขาได้บริโภคเนื้อบุตรที่เป็นอาหารเพื่อความคะนอง หรือเพื่อความมัวเมา หรือเพื่อความตบแต่ง หรือเพื่อความประดับประดาร่างกายใช่ไหม ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า หามิได้ พระเจ้าข้า จึงตรัสต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้น เขาพากันรับประทานเนื้อบุตรเป็นอาหารเพียงเพื่อข้ามพ้นทางกันดารใช่ไหม ใช่ พระเจ้าข้า พระองค์จึงตรัสว่า ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า บุคคลควรเห็นกวฬีการาหารว่า [เปรียบด้วยเนื้อบุตร] ก็ฉันนั้น เหมือนกันแล เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้กวฬีการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ความยินดี ซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณ เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณได้แล้ว สังโยชน์อันเป็นเครื่องชักนำอริยสาวกให้มาสู่โลกนี้อีกก็ไม่มี ฯ
พ่อครูว่า...เขาพากันไปล่า โลกธรรม กาม อัตตา คือทางไกลกันดารที่ไม่รู้ทิศทางไม่รู้เรื่อง ว่าเป็นทางทุกข์ทรมาน กันดารมาก กว่าจะรู้ทิศทางหันทิศทางมาปฏิบัติได้ถูกก็นานมาก ไปแล้วพร้อมกับมีอาหาร ที่พยายามจะเดินทางสู่นิพพาน แต่ไม่รู้ว่านิพพานคืออะไร แต่ก็หลงทิศทางไปโลกีย์อยู่นั่นแหละ นี่คือทางไกลกันดาร แล้วก็มีอาหารคือ ความพร่องของความอยากได้ ที่ไม่มีวันเต็ม อัตราก้าวหน้าของความอยากนั้น ระดับยกกำลังเลย ไม่ใช่แค่บวกหรือคูณเท่านั้น โกงกันระดับแสนล้าน ล้านล้านไปเลย อาตมาหวาดเสียว หากเขาโกงสำเร็จที่เขาตั้งงบฯไว้ 2.2 ล้านๆ บาท ต่อไปเขาจะทำอีกกี่ล้านๆ อัตตาก้าวหน้าจะไม่ใช่แค่คูณ จะยกกำลังไปเรื่อยๆ คำว่าเสบียงเล็กน้อยนี่คือความอยากที่ไม่เคยพอเลย เขามีอำนาจที่จะทำได้ มี สิบ เบี้ยใกล้มือ คือทำชั่วโกงได้ เหมือนฆ่าลูกเอาเป็นเสบียงไปกิน เขาเดินทางไกลกันดาร พวกคุณนี่ออกมาได้ อย่าไปเลยทางนั้น ซึ่งในพระไตร ปิฎก บอกว่าเขาเดินทางไกลหาทางออกไม่ได้ เพราะมันคนละทิศกับทางออกเลย ทางกันดารยังมีเหลืออยู่ เพราะคนละทิศกับนิพพานเลย ฆ่าลูกได้คือ เลวสุดเลวเลย แล้วเสร็จ แล้วเขาเอามาไว้เป็นเนื้อเค็มเนื้อย่าง เอามาเป็นสมบัติ เป็นเบี้ยต่อไส้ เพื่อจะได้สมบัติอื่นมาอีก เหมือนเขาได้กินเนื้อบุตร เพื่อจะได้เดินทางต่อ แล้วบอกว่าถ้าไม่กินเราจะต้องพินาศ ก็เหมือนว่าถ้าเราไม่โกงนี่ เราจะพินาศนะ สุดเลวเลย แล้วก็ทำจำไม่ได้ว่า ได้โกงไป เหมือนจำไม่ได้ว่าได้กินเนื้อบุตรไป บอกว่าเราไม่ได้โกง เราเป็นตถตาแล้ว ลืมหมด แล้วว่าหาทางทำดีอีก ก็คือทำชั่วต่อไปอีก หน้ามืดตามัว เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นชั่วเป็นดี เขาว่าดีก็จะเดินๆๆๆไป แต่ถึงนรกสุดทางเลย เขาไม่ได้ทำเพื่อโลกีย์เล็กๆ ไม่ได้เพื่อประดับตกแต่ง ไม่ได้เพื่อยังร่างกายเท่านั้น ไม่ได้เพื่อมัวเมาด้วย แต่เขาจะไปนิพพาน ที่สูงสุดที่เขาหมายนั้น แต่มันตรงกันข้ามกับโลกุตระ คือสุดโลกันตะ คือสุดยอดนรกเลวที่สุด เขาจะเดินทางไปถึงที่สุดให้ได้ แต่ตรงกันข้ามกับนิพพานเลย อาหารคำข้าวคือ กิเลส มันเหมือนกินเนื้อบุตร คนเขาจะยกกันว่าอาหารที่สุดยอดเลิศยอด ต้องกินเหลา กินหรู ให้ตนได้มีอำนาจที่สุดในโลก รวยที่สุดในโลก ทุกคนต้องซูฮกฉัน นี่คือความอยากใหญ่ของผู้เป็นมหาอำนาจในโลก นี่คือ ความต้องการของมนุษย์โลก คือทางสูงสุดที่จะไป แต่แท้จริงคือ ทางยากทางลำบากกันดาร ทุกวันนี้มหาอำนาจเขาต้องพยายามรักษาอำนาจของเขาให้ได้ แต่ว่ามันทำได้ยากนะ แต่คนก็แย่งกันเป็นในโลกนี้ นี่คือ ทางกันดารที่สุด สรุปว่า อาหาร กวฬีการาหาร เต็มไปด้วย ผีกาม และผีชั้นหนึ่ง ชั้นยอด ผี เทวบุตรมาร ด้วย นอกจากตนเองไม่รู้จักเทวบุตรมาร ตนเองก็เป็นเทวบุตรมารด้วย แล้วแถม แพร่พันธุ์เทวบุตรมารไปเท่าไหร่ หลอกคนทั่วโลกว่า ฉันเลิศยอดยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว...ใครจะไปก็ไปนะ ใครจะเอาก็เอานะ อาตมาพอแล้ว จริงๆแล้วอาตมาผ่านมากี่ชาติต่อกี่ชาติ อาตมาเคยเป็นพระเจ้าแผ่นดินระดับไหน เจ้ามหาอำนาจระดับไหน อาตมาไม่สามารถรู้ได้ แต่อาตมาเชื่อว่าอาตมาเคยผ่านมา แม้อาตมาจะระลึกชาติได้ว่า ได้เคยเป็นอย่างนั้นมาได้ อาตมาก็ไม่ปรารถนาจะไปเป็นเช่นนั้นแน่นอน ในบัดนี้เลย ไม่เอา ถ้าอาตมาจะพูดอีกเป็นเรื่องเล่น คือให้อาตมาไปเป็นนายกฯตอนนี้ ไม่เอา เพราะเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ อาตมาเป็นโพธิรักษ์อย่างนี้ จะยากหรือง่ายอาตมาสบายกว่า พล.อ.ประยุทธ์ หรือปูยิ่งลักษณ์ หรือทักษิณ เยอะเลย นอกจากสบายแล้ว อาตมายังได้เสียสละ ไม่ได้พูดเล่นนะ แล้วพวกเราจะมาเอาไหม ความเสียสละ มัน ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่เลิศยอดกว่า อันนี้แล้ว ในกวฬีการาหาร ต้องเรียนรู้กามคุณ ไม่อย่างนั้นคุณก็งมงาย ได้เบี้ยสอดไส้คุณเอากิเลสเป็นพลังงานในการเดินทาง แล้วเอาไปต่อเลวร้ายฆ่าลูกแล้วก็ยังงมงายว่าลูกฉันไปไหน แล้วกินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้องเอง แล้วก็บอกว่าไม่ได้กิน คือมันมืดมัวไม่รู้อะไรเสียเลย แย่จริงๆ มนุษย์ กาม นี่คือ ความใคร่อยาก ตั้งแต่อยาก อบายมุข แม้ล้างอบายมุข ก็ยังอยากใน กามภพ แม้ล้างกามภพ ก็อยากใน รูปราคะ แม้ล้างรูปราคะได้ก็ยังอยากใน อรูปราคะ ได้ จนกว่าจะหมดภพ ล้างเหตุที่มีความอยากบำเรออัตตา ตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียด ให้หมดภพ หมดชาติ อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ไล่ถึงอากิญจัญฯ ทั้งอากาสาฯ วิญญานัญจาฯ แล้วรู้เศษที่เหลือ ธุลีละอองของอรูป จิตว่าง อากาโสวิญญานัญติ อ่านวิญญาณให้สะอาด มี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา อุเบกขา ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ อยู่ในโลกทำงานได้เหมาะควร อนุโลมได้ดีขึ้น ช่วยโลกได้ดีขึ้น เป็น คนดีมีประสิทธิภาพ มีกำลังของอุเบกขาสูง นี่คือหลักสูตรของพระพุทธเจ้า เรียนเลย อาตมาจะเรียนให้จบเพื่อกอบกู้โลก ตอนนี้เราก็กอบกู้โลกน้อยๆก่อน
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น ตุ๊กทะเลธรรมถามว่า … potential คืออะไรกันแน่ ความสามารถซ่อนเร้นเป็นอย่างไร? พ่อครูว่า… คำว่า potential แปลว่า สิ่งแฝง ยังไม่เอาออกมาทำงาน เป็น พลังงานศักย์ หยุดนิ่ง ไม่ได้หมายถึงว่าไม่มี เป็นแต่เพียงไม่ได้เอาออกมาทำงาน แล้วที่บอกว่าดึงออกมาใช้ วิธีของพระพุทธเจ้านี่คือ วิธีดึงเอาพลังงานศักย์ไปใช้ โดยทำตามลำดับเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย potential เหมือนจิตไร้สำนึก เป็นอาสวะทำงานแตกตัวภายใน เราไม่รู้ได้ แต่เขาเอาไปอธิบาย แบบโลกีย์ ว่าคือพลังงานเก่ง วิเศษ มันเป็นได้สำหรับ คนมีของเก่า ฝึกมาอย่างชำนาญ หากคุณดึงเอาสิ่งที่คุณเคยมี ทำงานได้ในชาตินี้ก็ได้ เพราะแต่ละได้ได้ฝึกฝนโลกีย์ เก่งทางด้านไหนๆ ก็เรียกว่าเป็น พรสวรรค์ talent มันมีในนั้นหากเอาออกมาใช้ได้ ก็ได้จริงๆ แต่มันไม่ง่ายมันยาก บางคนทำได้ บางคนมีออกมาจนล้นเลย เป็นสิ่งที่เกินมันมีมาเก่า ไม่ต้องฝึกยาก นี่คือสิ่งที่เรียกว่าวิบาก เป็นกุศลหรืออกุศล บางคนทำชั่วได้เก่งมากเลย สุดท้ายต้องถูกประหารชีวิตจนได้ เป็นต้น ก็ มีได้ทั้งกุศลและอกุศล ของพระพุทธเจ้านั้น สั่งสมโลกุตระ ไม่ได้แค่โลกียะ พระพุทธเจ้าจบทั้ง 18 วิชาในตักศิลา ท่านได้เกียรตินิยมหมด ท่านผ่านมาไม่รู้กี่ชาติ มี potential หมด แต่พร้อมทั้งโลกุตระ ท่านก็มี แต่ถ้าคุณไม่สะสมโลกุตะเลย คุณก็ไม่มี คุณต้องสะสม จึงมีได้ แต่ละชาติที่สะสม ก็มีวาระที่จะเอาออกมาใช้ อย่าง พระพุทธเจ้ามีพุทธุป บ าทกาละ แล้ว แต่ท่านก็ต้องใช้เวลา กว่าจะตรัสรู้ แต่ละคนหากจะค้นอดีตมา ก็เยอะมาก แม้จะไม่เหมือนกันทุกแขนง แต่ก็เป็นความรู้โลกีย์ ที่มีคุณค่าก็เยอะ แต่ที่เป็นความรู้เหลวไหลก็มาก เราก็เลิกมาแล้ว จนเป็นกัลยาณชน แล้วมาเป็นโลกุตรชน ก็สะสมพลังงานไป จนสักวันก็ดึงเอามาใช้ได้ ที่ว่าอยากจะเป็นนักเขียน เป็นนักโน่นนักนี่ ก็เป็นได้ หากเป็นสุจริต แต่ก็วนเวียน สมบัติผลัดกันชม คุณเก่งอันนี้ ก็มีคนมาเก่ง แล้วก็แย่งกันเก่ง ไม่รู้กี่ชาติ มา โลกุตระ ดีกว่า ไม่ต้องแย่งกับใคร ปลอดภัย แน่นอน สามารถเอามาใช้ได้ เป็น พลังงานจลน์ ไม่ใช่แค่พลังงานศักย์
_อาหารนั้น เราต้องตัด คือ รสติดยึดในอาหาร ที่เราไปกำหนดเอาเองทั้งนั้น สัญญา ย นิจจานิ ไว้ทั้งนั้น ไม่ยอมคลาย ไม่ยอมวางเสียที ไปติดยึดทำไม? เช่น เราติดอันนี้แล้ว เราก็สัญญา กำหนดไว้ ว่าอร่อย ติดใจไว้ สั่งสมมาไม่รู้กี่ชาติ แต่ชาตินี้มาล้าง แต่กินทีไรมันก็อร่อยจะล้างได้อย่างไร ? เราก็ต้องพยายามไป พิจารณาให้เห็นว่า เพราะเราไปยึดมั่นถือมั่น ว่ามันอร่อยจริงๆ ต้องหาวิธีล้าง อาตมามีวิธี คุณอร่อยอันนี้นะ คุณกิน กินแล้วคายออกมา กินเคี้ยวให้พอสมควร แล้วคายออกมาเป็นก้อนแหยะๆ คายออกมา แล้วกินใหม่ คุณจะรู้ว่า ก็ที่คุณชอบนี่แหละ คุณก็เคี้ยว อันเดียวกัน คุณไปติดรูป ก็เอาทำลายรูป คุณก็กินไปใหม่ คุณจะจางคลายไปเรื่อยๆ เคี้ยวจนมันกลายเป็นรากหมาแล้ว อ้วกหมาแล้ว ก็ลองทำดู จะรู้ว่าอาหารที่เราว่าอร่อยนี่ พอผสมเสลดน้ำลาย มาดูรูปสิดูว่ามันจะอร่อยอยู่ไหม?
ถามว่า… เวลาเราเจอผัสสะ เราจะใช้บทใดมาทำใจ คือว่า ถ้าไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วจะมีสภาวะอย่างไร? เช่น ถ้าติดข้าวเหนียวนี่จะทำอย่างไร? พ่อครูว่า ... สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คำว่ากายนี้ เป็นอย่างไร? คือ หมายถึงองค์รวม ก็คือ วิโมกข์ทั้ง 8 ข้อนี้แหละ ต้องเรียนไปตามลำดับ ตั้งแต่ข้อที่ 1 จนถึงสุดท้าย เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ รูปีรูปานิปัสสติ คุณต้องมีรูป คุณต้องรู้รูป แล้วก็หมายความว่า ต้องเห็นอย่างมีผัสสะนะ ปัสสติ เช่น ตากระทบรูป หรือมีการกระทบสัมผัส หูกระทบเสียง เป็นต้น นี่คือ ปัสสติ อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิปัสสติ คือ รู้ภายใน จนถึงรูป ถึงอรูป แม้ภายนอก กามาวจร ก็รู้หมด ต้องรู้อย่างปัสสติเหมือนกัน สุภันเตวอธิมุตโตโหติ ข้อนี้ทำได้เป็นผลแล้ว เกิดแล้วมีแล้ว ได้สิ่งที่ดีแล้ว โหติแล้ว ได้สิ่งน่าพึงใจ ตามที่มีทิฏฐิ เรียกว่างามหรือดีน่าพึงใจ อากาสนัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ สัญญาเวทยิตนิโรธ
เมื่อทำได้ถึงขีดขั้นก็ สัมโพธิปรายนะ ไม่มีทางถอย จนวิโมกข์ ได้ผลถึงอรหัตตผล ต้องเข้าใจว่าเป็นการ สัมผัสภายนอกหรือภายใน กับธาตุรู้ของคุณ ต้องมีสองเสมอ จึงเกิดวิญญาณ ไม่มีเหตุปัจจัย ไม่เกิดวิญญาณ จนแม้แต่เหลือภายใน มนายตนะ กับ ธรรมายตนะ เป็น อรูปฌาน แล้ว จิตเฉยว่าง วางเฉยแล้ว ก็ดูความจางความว่าง ให้เบาบาง อากาสาฯอีก แล้วที่เกิดอาการว่าง จิตเราลดละไปได้ ก็มีองค์ประชุมที่เป็นกาย มีรูปนาม เหตุปัจจัยเดิมอยู่ แต่จิตเราได้แล้วไม่ติดแล้ว เช่น เราเคยติดรสอร่อยอยู่ เราก็เรียนรู้อ่านอาการติดยึดในขณะผัสสะเห็นของจริง ถ้าไม่มีผัสสะ ก็ดึงเอาแค่ความจำ ประสพการณ์ มาปรุงเหมือนเคี้ยวเอื้อง เอามาเรียนได้ แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องสด เป็นเรื่องแห้ง คิดได้ล้างได้อย่างนั้น พอเจอเรื่องสด มันจัดกว่า จริงแท้กว่า มันสู้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าเลยว่าเอาที่สู้กันสดๆดีกว่า เอาตั้งแต่แบบง่ายๆหยาบก่อน แล้วก็ล้างแบบละเอียด มีการลงบัญชีบ้าง เตวิชโชว่า เราได้เท่าไหร่ ทำอย่างไร แก้ไขอย่างไรก็พยายามพากเพียรเอาใจใส่ เรียนรู้จิตเจตสิก รูปนิพพาน ลดละปฏิบัติจริง จะเห็นว่ากิเลสถูกกำจัดด้วยปัญญา จะเห็นว่าจริงหรือไม่ มันไม่ใช่ของจริง เป็นเหตุปัจจัยผสมกันอยู่ ที่จริงมันไม่มีเลย เช่น ฟักข้าวนี้ เราติดมัน แล้วพอเราได้กินฟักข้าวนี้ วันหลังได้ลูกใหม่มา มันก็ไม่ใช่ของเก่า รูป รส กลิ่นมันอาจคล้ายของเก่า แต่ไม่เหมือนไม่ใช่หมดหรอก เปลี่ยนไป แต่เรายึดว่าต้องได้อย่างเก่า มันไม่มีอะไรเก่าหรอก มันมีอันเดียว หมดอันนั้นก็หมดเลย นี่คือนัยละเอียด หากคุณ มีไฟปัญญา ไฟฌานจริง มัน ล้างความโง่ ความผิด ทำให้ถึง คุณจะรู้ว่ามันจางคลายได้ จะเชื่อมั่นในพลังปัญญา เห็นจริงเชื่อมั่น มีอินทรีย์พละ ในขณะที่ปฏิบัติ มีองค์ประชุมเช่นเดิม ติดข้าวเหนียวเราก็ยุดกิน กินแต่ข้าวสวยจะตายไหม กินข้าวกล้องรับรองไม่ตาย ดีไม่ดีจะดีกว่าข้าวเหนียวด้วย
… จบ