571225-ความรัก ๑๐ มิติ(๑๔ ) วนบ. สัมมาสิกขาพาหมดกามหมดอัตตา.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข21 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

571225-ความรัก 10 มิติ( 14 ) วนบ. สัมมาสิกขาพาหมดกามหมดอัตตา พ่อครูว่า… วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก วันนี้เราจะเรียน ความรัก 10 มิติ กัน มี น.ร.สัมมาสิกขา มากันจากทุกโรงเรียน ก็เลยอบอุ่น หายหนาวเลย แต่ว่าอย่าเอาแน่นอนกับอากาศ อย่าไว้ใจ ให้เตรียมเครื่องกันหนาวมาบ้างนะ คนเยอะๆนี่ยากในการอธิบาย เพราะต่างภูมิธรรมกัน มากๆเข้าก็ภูมิธรรมที่จะเข้าไปหยังรู้สิ่งลึกก็ยาก ไม่ใช่ไปว่าผู้คนนะ แต่ว่ามันเป็นไปตามยุคสมัยที่ภูมิธรรมของคนเฉลี่ยต่ำ หมุนเวียนกันไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ อย่างดีหรือไม่ดี ดีถึงขีดก็มีเสื่อม จนเสื่อมสุดแล้วก็จะถึงเริ่มต้นใหม่เวียนไป แล้วพัฒนาไปสู่ดีใหม่ ไปถึงขีดหนึ่งก็เสื่อมลง วนเวียนไปเช่นนี้ ก็พอเข้าใจกัน ไม่ได้สงสัยอะไรกัน พระพุทธเจ้าตรัสใน ธัมมจักกัปปวัตนสูตร ว่า คนมีส่วนสองด้าน นี่แหละ และไม่ได้ดับเหตุแห่งความสุดโต่งสองข้าง จึงเอียงไปข้างในข้างหนึ่งตลอดเวลา ยุคนี้ยิ่งเอียงมาก ข้างสองข้างนี้เรียกว่า กาม ข้างหนึ่ง และ อัตตา อีกข้างหนึ่ง มีสองอย่างนี้ เป็นคำสอนบทแรกเลยที่พระพุทธเจ้าประกาศ เรียกว่าธัมมจักกัปปวัตนสูตร ว่ามีเหตุแห่งทุกข์สองด้านนี้ ด้าน กาม ก็คือ หลงดูดดึง เป็นความรัก ว่าเป็นสุข ส่วนด้าน อัตตา นี่ ก่อเกิดเป็นความทุกข์ อัตตาเป็นคำรวม แม้ความเป็น กาม ก็เป็นอัตตา โลกธรรม ก็เป็นอัตตา หากไม่รู้ในอัตตา หรือลึกลับในอัตตา เราก็จะถูกความเป็นอัตตาครอบงำ ให้ยึดเข้าฝั่ ง รักหลงสุข แต่พอ จมกับอัตตา อย่างไร ก็คือทุกข์ แม้เป็น อรหันต์ หรือ พระพุทธเจ้า ก็ ยังเหลืออัตตา ไม่ปรินิพพาน เป็นปริโยสาน จนไม่เหลืออัตตาเลย ก็ต้อง มีอัตตาไว้อาศัย พระอรหันต์ขึ้นไป จนถึงพระพุทธเจ้า ก็มีตัวตนรูปนามขันธ์ 5 ยังมีภาวะของสิ่งประกอบกัน เรียกว่าอัตตาอยู่ รูปนาม

อ่านต่อ

ขันธ์ 5 เรียกว่า ภาราหเว ปัญจขันธา พลังงานที่เป็นมนุษย์นี่ สามารถทำลายได้เลวร้ายยิ่งกว่าเดรัจฉาน พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ให้เลิกทำเลวร้ายได้เด็ดขาด เพราะ จิตวิญญาณ นี่ สะสมอัตตา ไว้ ใน อัตตามีพลังจิตนิยาม เกิดภาวะที่ไม่หมดกาม เป็น ความใคร่อยาก เอามาทับถมอัตตา ตัวตน ให้ เกิดอัตตาโดยอวิชชา ด้วยความไม่รู้ จึง ต้องล้างอวิชชา สุดท้ายรู้จักอัตตาที่เห็นเหตุ แล้ว ล้างเหตุที่พาทุกข์ พาเลวเสื่อม พาทำสิ่งไม่ดีงาม ทำบาป ถ้าเอามาบำเรอตัวตน ที่อยากหรือต้องการ ก็คือ กาม เอามาเสพรส ราคะ โทสะ โมหะ แต่ถ้าไม่ได้อยากเอามาบำเรอ ราคะ โทสะ โมหะแล้ว มันหมดเหตุที่จะเอามาบำเรอแล้ว ความมุ่งหมายของพระอาริยะของ อรหันต์ จึง เป็นความอยากที่ไม่มีอัตตา ทำลาย มีแต่อัตตาที่อาศัยทำคุณค่าประโยชน์ต่อโลก ทุกวันนี้ ความเข้าใจเรื่อง ธัมจักกัปปวัตนสูตรไม่ถูกต้อง แค่เรื่องคำว่า มัชฌิมาปฏิปทา คำว่า ปฏิปทาแปลว่าทาง แต่คำว่า มัชฌิมา ไม่ได้ แปลว่า สาย แต่มันคือ ความเป็นกลาง เลย ไม่มีอันตา ไม่มีข้างไหน ในกามและอัตตาเลย เป็นกลาง สูญ ว่าง นิวทรอน เลย แต่เขาไปแปลว่า ทางสายกลาง อันนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด แต่ถ้าแปลว่า ทางไปสู่ความเป็นกลาง หรือ วิธีปฏิบัติ ทฤษฎี ที่จะพาไปสู่ความเป็นกลาง อาการกลางๆ มัชฌิมา ความหมายเท่านี้ ทำให้ศาสนาเพี้ยนไปไกลเลย พระพุทธเจ้าสอนให้คนหมด ทั้งกามและอัตตาได้ สุดยอดแห่งการสร้างคน ทำให้คนมีคุณสมบัติวิเศษสุดของโลก เป็นวิชาที่สุดยอด ที่ทำให้คนดีที่สุด วิเศษที่สุด ประเสิรฐที่สุด ให้แก่โลก อย่างมีหลักประกัน ไม่กลับกลอก เปลี่ยนแปลง เป็นคนที่ไม่มีโทษภัยเลย มีแต่ทำให้แก่มวลมนุษยชาติ เป็น พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) อย่างแท้จริง ธรรมะพระพุทธเจ้า เริ่มต้นที่รู้กายในกาย รู้จักสักกายะของตน รู้พิจารณา กายในกาย อย่างสัมมาทิฏฐิ พาเกิดมรรคผลจริงๆ ยิ่งสูงไปรู้กายของนามธรรม ของ เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ก็ยิ่งเป็นโลกุตระสำคัญ นร.สัมมาสิกขา หากจบไปได้ แต่ความรู้โลกๆ แต่ ไม่ได้ความรู้โลกุตระ ก็ ไม่ได้ชื่อว่าจบสัมมาสิกขา คนใดก็แล้วแต่ หากไม่ได้โลกุตรธรรม ไม่ได้ธรรมะที่พยายามสอน พาฝึกพาเรียน และก็เรียนตามหลักสูตรกระทรวงด้วยไม่ได้น้อย จบไปก็เรียนต่อกับวิชาการโลกๆได้ ต่อ ป.ตรีโทเอก ได้ไม่บกพร่องหากตั้งใจ แต่ที่ให้คือ โลกุตรวิชชา วิชชาของพระพุทธเจ้านี่ที่สัมมาสิกขามี เจตนาตั้งใจด้วย แต่ถ้าใครจบไปแล้ว ไม่ได้โลกุตระก็เป็นโมฆะนักเรียน เป็นน.ร.สูญเปล่า เหมือนโรงเรียนอื่นๆ เราผลิต น.ร. มา 20 กว่าปีแล้ว ผลิตคนให้สังคมมาเป็นพันคนแล้ว ก็เจตนาเลยว่าให้ได้ความรู้ของพระพุทธเจ้า แต่หลักสูตรวิชาการของโลกนั้น ก็สอนให้ได้ด้วย และวิชาที่แท้จริงของมนุษยชาติอย่างสังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเมืองก็ได้ด้วย ได้พาไปศึกษาฝึกฝนอบรม ไม่ใช่ให้แต่วิชาการนะ ทำอย่างเจตนาให้ได้ โดยเฉพาะสังคม น.ร.สัมมาสิกขาอยู่กับสังคมมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่เรียนแต่ในกล่อง ที่ไม่ได้สัมผัสรู้แจ้งรู้จริงกับสังคม ของเราเป็นบวร มี บ้าน วัด โรงเรียน ด้วย อยู่กับหมู่บ้านชุมชน เราก็ร่วมไปกับหมู่บ้านชุมชนไป ไม่ว่าจะ งานสังคมภายใน บางทีไป งานสังคมภายนอก เป็นน.ร.ที่อยู่ในสังคม ไม่ใช่ไปอัดอยู่ในคอกในกล ่ อง อัดแต่ความรู้วิชาการ ไม่รู้จักสังคมจริง ธรรมชาติจริง รู้แต่ตรรกะเหตุผลวิชาการเท่านั้น แต่ไม่ได้สัมผัสซึมซับกับความจริง สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เราสอนจริง ถึง สาธารณโภคี อยู่แบบคอมมูน ที่เผื่อแผ่แบ่งกันกินใช้ไม่เหมือนกับข้างนอกเลย อยู่กันอย่างกงสี ครอบครัวใหญ่ เป็นพ่อแม่พี่น้องญาติลูกหลาน เป็นภราดรภาพ เป็นเจตนาแล้วก็ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น อาตมาจึงมั่นใจว่า ได้สร้างคนให้แก่สังคมประเทศชาติ จริง ตามที่เราจดทะเบียนเป็น ร.ร.ทางนิตินัยด้วย สมณะสิกขมาตุ ผู้ใหญ่ ที่เข้าใจก็มาช่วยกันสอนอย่างสมัครใจ เต็มใจ ช่วยกันทำมา ผู้มาช่วยทำก็คือ ผู้เข้าใจมีปัญญาความรู้ว่า จะสอนเด็กไปทำไม สอนเพื่ออะไร ก็ต้องรู้องค์รวมว่า เราสอนแบบไหน ครูบางคนมีวิชาการมาก เราก็ไม่ได้ให้มาสอน แม้จะเก่งแค่ไหนก็ตาม เพราะจะปนเรื่องที่เราไม่ปรารถนาให้มาแพร่เชื้อที่เราไม่ต้องการ เราก็มีแกนหลักในการให้ความรู้แบบสัมมาสิกขาคืออะไร? สรุปว่าน.ร.ที่มาเรียนที่นี่ ถ้าไม่ได้ความรู้ของพระพุทธเจ้าไปก็คือ โมฆะนักเรียน แต่ถ้าได้แต่ความรู้โลกก็ได้ แต่ว่าเสียดายที่ไม่ได้ความรู้ของพระพุทธเจ้า อยากให้ได้อันนี้ ส่วนวิชาการความรู้โลกเราให้อยู่แล้ว เด็กที่จบไปจากที่นี่ ไม่ได้มีมาตรฐานด้อยกว่าข้างนอกเลย ก็ขอขอบคุณผู้ที่มาช่วยกันสร้างคนให้แก่มนุษยชาติ ผู้ที่มาแล้ว หรือจะมาช่วยอีกก็อนุโมทนาด้วย เป็นประโยชน์แท้ต่อโลก น.ร.ที่มาเรียนที่นี่รู้ตัวให้ได้ทุกคนว่า เรามาอยู่ที่นี่ เป็นผู้ที่จะมาศึกษาว่าจะได้สิ่งที่ อาตมาและผู้ร่วมช่วยกันเจตนาให้กันนี่ เราอยู่กันอย่างขาดทุนคือกำไร อย่างที่ในหลวงว่า น.ร.จะน้อยจะมากก็ไม่ล้ม ตราบเท่าที่มีครู เงินทองไม่เกี่ยง ไม่มีเงินเลยก็ไม่ล้ม เหลือน.ร.คนเดียวก็ไม่ล้ม สอนต่อได้จนจบหลักสูตร เป็นเรื่องเหนือชั้นกว่าโลกเขาเป็น เราเป็น ร.ร.สร้างยุวชนให้แก่ประเทศชาติ ที่เป็นหน้าที่ของรัฐ เราก็ช่วยรัฐอย่างจริงใจ เราไม่ได้มาคุยตัวนะ เรามาให้แก่น.ร.โดยไม่ได้คิดจะเอา ไม่เคยคิดค่าเรียน เรียนจบแล้วก็ไม่ได้เรียกร้องเอาอะไร ให้เขาได้ทำดีต่อประเทศชาติ ไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝงว่า จะได้ลาภด้วยวิธีซับซ้อน ได้ยศ ตำแหน่งหรือสรรเสริญ ก็ไม่ได้เอา หรือจะเป็นความภาคภูมิใจในสิ่งที่เป็นคุณค่าประเสริฐ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย วันนี้เป็นวันคริสมาสต์ ก็พูดเรื่องดีๆ ถ้าใครมีสติปัญญาฟังให้ดี พวกเรามารวมกันตามประเพณีของสัมมาสิกขาที่เรียกว่า ค่ายยุวชนอโศกสัมพันธ์ หรือ ยอส. ก็ให้มาร่วมกันให้มากที่สุด ให้เกิดสามัคคี แบ่งปันกัน เป็นสังคมศาสตร์ที่ประเสริฐ เราก็มีวิธีทำ ได้ผล ได้ประโยชน์กัน เรามีเวลา ความรู้ก็ทำ เพื่อให้ได้รับสิ่งดีๆแก่ชีวิต เป็นการศึกษาที่แท้จริง ด้วยความตั้งใจให้เกิดคุณค่าประโยชน์แก่น.ร. ความรักที่กลางๆของสากล เรียกว่า ความรักของพระเจ้า ที่จริงนัยเก่าก่อน ที่จะมาเป็น ศาสนาคริสต์ อิสลาม ศาสนาเก่าก่อนคือ ศาสนาฮินดู มีพระเจ้าเรียกว่า พระพรหม เป็นศาสนาเก่าแก่ พระพรหมมีความรักแบ่งเป็นสี่อย่างคือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คือ ความรักเมตตาต่อมวลมนุษยชาติ แล้ว ลงมือช่วย ใครเป็นลูกพระพรหม ก็จะลงมือช่วย พระเจ้า ไม่มีรูปร่างมาช่วยใคร ท่านก็ ถ่ายทอดความรักของท่านมาให้แก่มนุษย์ เป็น ความรักที่บริสุทธิ์ ไม่เห็นแก่ตัว ให้คนเป็นคนดี ไม่ว่าจะศาสนาไหน พระเจ้า เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ประเสริฐสุด เป็นนามธรรม ของ เทวนิยม คือยอดสุดคือพระเจ้า แต่ทำให้เป็นพระเจ้าไม่ได้ ถ้าจิตใจของคนมี คุณสมบัติ พรหมวิหาร ก็คืออันเดียวกับพระเจ้าก็คือ พระบุตร ถ้ามีทฤษฎีความรู้เท่าใดก็พาไปสู่ผลเช่นนั้น อย่างอโศกนี่มี ทิฏฐิ หรือ ทฤษฎี เช่นนี้ เราเรียนตาม สัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้า จึงให้ผลได้ ให้คนได้รับประโยชน์ ตามการศึกษาของพระพุทธเจ้า ที่ท่านเรียกแยกว่า อเทวนิยม กับ เทวนิยม นั้นมีความต่างกันที่ว่า ทิฏฐิ หรือทฤษฎีต่างกันก็แน่นอน แต่ว่าของ พระพุทธเจ้า เรียนรู้เข้าถึงจิตวิญญาณ ทำจิตวิญญาณอย่างมีทฤษฎีวิเศษ ท่านเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ มีสูตรต่างๆสำคัญๆ สูตรใหญ่คือ อาริยสัจ 4 ที่เป็นหัวใจของศาสนาพุทธ ที่รวมไว้ครบ หรือแยกเป็น โพธิปักขิยธรรม หรือจะเรียกสั้นๆว่า ไตรสิกขา ก็ได้ ถ้าเข้าใจ รู้ ฤทธิ์ หรือ อิทธิ และมีญาณรู้ ฤทธิ์ทางธรรม และฤทธิ์ทางโลกด้วย เป็นความเก่งพิเศษ มี อิทธิวิธญาณ คำว่า วิธ คือความหลากหลาย ผู้มีความรู้แบบพุทธ มีความรู้แบบอิทธิวิธญาณ อยู่ใน วิชชา 8 ข้อที่ 1 คือ เอโก ปิ หุตาวา พหุทาโหติ แปลเป็นไทยว่า หนึ่งเป็นความหลากหลาย ก็ได้ เป็นญาณวิเศษ อันที่ 1 เลย อิทธิวิธญาณ หมายความว่า ถ้าผู้ใดเข้าใจสิ่งหนึ่งของพระพุทธเจ้าแล้วจะเข้าใจสิ่งอื่น เป็นเนื้อเดียวกันหมดเลย เช่น ถ้าเข้าใจสิกขา 3 เรียกว่า ไตรสิกขา แล้ว อย่างเป็นหนึ่งเลยสมบูรณ์ จบไตรสิกขาก็จะรู้ตลอดไปหมดเลย ทั้งโพธิปักขิยธรรม อาริยสัจ 4 หรือ มรรคองค์ 8 รู้หมดเลย หรือความรู้ทั้งหลายจะย่นย่อลงเป็นหนึ่งเดียวก็ได้

ตอบประเด็น ถามว่า… ปฏิบัติธรรมอย่างไรจะได้บุญ? พ่อครูว่า ...ฟังดีๆนะ เรียนออกไปจากสัมมาสิกขา จะต้องให้ได้อันนี้ คำว่า บุญ นี่แหละสำคัญที่ผิดพลาดกันในสังคมมนุษย์ คำว่าบุญ มาจากคำว่า ปุญญะ นิยามคำว่าปุญญะคือ สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ แปลว่า ชำระกิเลสจากสันดานให้หมดจด ก็ต้องปฏิบัติให้ชำระกิเลสจากสันดานให้หมดจด บุญไม่ได้ว่าทำแล้วจะได้รวย ได้สวย ได้หล่อ หรือได้โลกธรรม ต้องเข้าใจให้ถูกต้องคมชัด ไม่เช่นนั้น ปฏิบัติธรรมเพื่อให้ได้บุญ แต่ได้โลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขนั้นผิดเลย บุญคือ เครื่องมือกำจัดกิเลส ก็ต้องเรียนรู้ให้สัมมาทิฏฐิ เมื่อเรียนถูกทฤษฎีพระพุทธเจ้า ท่านให้อ่านกิเลสเป็น ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จะเกิดจิตวิญญาณ ตัว จิตวิญญาณที่มีกิเลส ร่วมประชุมเป็น กายสังขาร ต้อง อ่านอาการสังขาร ออก ว่ามันมีการ ปรุงเป็นจิตวิญญาณที่อยากได้ เรียกว่า เปรต อยากได้มา เรียกว่า โลภ อยากได้มาเสพรส เรียกว่า ราคะ อยากทำลาย ก็เรียกว่า โทสะ เราก็ชำระกิเลสนี่แหละ จึงจะได้บุญ สรุปว่า ต้องปฏิบัติธรรม ลดกิเลส แล้วเรียนรู้กิเลสจากกระทบสัมผัสทวาร 6 แล้วอ่านวิจัยกิเลสให้ออก แล้วกำจัดกิเลสให้หมด

ดญ.โมกข์ (แก้วกลั่นพร) ถามว่า… อยากทราบว่าที่หนูไม่พอใจเสียงรอบข้าง หนูก็จะดับจิตไม่ให้ได้ยิน แล้วก็ไม่ได้ยินจริงๆ พ่อครูว่า ...เผื่อว่า น้องโมกข์ที่พูดมา เป็นสภาวะจริงของเขา ก็เป็นการรวมจิตให้ แล้วตัดทวารหู ตา ไม่ให้ได้ยิน แม้ไม่ให้เห็นก็ทำได้ เป็นวสี อำนาจการรวมจิต ทำได้กำหนดจิตไม่ให้รับเสียงหรือภาพ หรือรสก็ตาม ถ้าทำได้ก็เป็นสิ่งที่ติดตัวมา เป็นความพิเศษของจิต แต่ถ้าเราปิดไม่รับฟังเสียงของใครที่พูดให้เราไม่ชอบใจ ก็ดีที่ได้ปิดประตูฟังสิ่งที่เราไม่ชอบใจ แต่ไม่ดีอย่างที่ พระพุทธเจ้าสอนว่าให้รับรู้ เสียงที่มากระทบ เป็นเสียงที่เราไม่ชอบใจเราก็รับฟัง แม้บางทีเขาด่าเรา เขาด่าถูกต้องด้วย เขาด่าดี ด่าเก่ง หรือหยาบก็ตาม แต่เขาด่าถูก เราก็ ต้องรับฟัง เขา คำพูดหรือ เสียงที่ไม่ต้องอารมณ์ เรา เราก็ ต้องรับฟังความหมาย ของสิ่งที่เขาพูดว่า มัน ถูกหรือผิด ตามที่เป็น จะพูดอย่างหวาน หรืออย่างด่า ถ้าพูดผิด เราก็เข้าใจว่าผิด เราจะโต้ตอบบอกว่า พูดผิดนะก็ทำ แต่ถ้าคิดว่าพูดแล้วจะเถียงกันเปล่าๆ เราก็ไม่พูด แต่ว่า แม้พูดผิดเราก็ไม่โกรธ หรือเขา พูดไม่ดีเราก็ไม่โกรธ เราก็รู้ว่าเขาพูดไม่ดี เราจะไม่เอาอย่างไม่เอาตาม หรือ เขาพูดดีก็น่าศึกษา แต่ถ้าเรา ไม่รับเสียง มันก็เก่งดีอย่างหนึ่ง พ้นทุกข์แบบ เจโตสมถะ แต่ ไม่ใช่โลกุตระ ไม่ใช่อาริยธรรมของพระพุทธเจ้า ที่ให้รับรู้ความจริงว่าอะไรดีหรือชั่ว เราจะแก้ไขอย่างไร หรือเขาพูดผิดเราก็อย่าไปรับมา ศาสนาพุทธไม่สอน ให้คนไม่รับรู้โลก แต่รู้โลก แล้วตัดสินได้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี เราถูกกระทบเราก็ไม่ถือสา เรารับรู้ได้ว่า เขาโกรธเราก็รู้ เราเอาประโยชน์ได้ก็ทำ เขาว่าเราไม่ดี แต่เราไม่ได้เป็นอย่างเขาว่า แต่เราดีอย่างที่ตรวจสอบแล้วนะว่าเราดี เขาคงไม่รู้ความจริง เขาไม่มีข้อมูลพอ ไม่ฉลาดพอ เขารู้ไม่ได้ก็เลยว่าเราผิด ก็เท่านั้น ความผิดก็อยู่ที่เขา เขาข้อมูลไม่ครบ ไม่ใช่เรา หากเรา จะแก้ไขให้เขารู้ก็แก้ หากไม่สมควรก็ปล่อยวางเสีย หากเขา ตำหนิเราถูกต้อง แม้เขาเจตนาร้าย ก็นับว่าดี ขอบคุณเขา

ถามว่า… จะลดอาการกามอย่างไร พ่อครูว่า ...อาการกามก็มีตามสรีระ คนมีความไม่บกพร่อง ก็มีฮอร์โมน เมื่อไม่มีคุณธรรม ก็เกิดอาการกามจะทำอย่างไรให้หมด ก็ต้องศึกษา ถามผู้ใหญ่ นักบวชดู ถ้าสนใจจริงก็ถามว่า เราเกิดอาการอย่างไรก็รู้ แล้วถาม ไม่ใช่ไปนั่งสมาธิแล้วดับไม่รับรู้นะ ใส่ใจศึกษา ปฏิบัติ

ถามว่า… หนูอยากรู้ว่าหลวงปู่อ่านความคิดของคนอื่นได้ไหม? และจิ๋วแต่แจ๋วคืออะไรคะ? พ่อครูว่า ...อ่านได้บ้าง ไม่เก่งเท่าไหร่หรอก จากที่เรียนธรรมะพระพุทธเจ้าบ้าง ก็อ่านได้บ้าง แต่พระพุทธเจ้าอ่านได้มาก หรือคนที่พยายามฝึก ก็จะอ่านได้ มีเอตทัคคะทางนี้ และ จิ๋วแต่แจ๋ว คำว่าจิ๋วก็แปลว่า เล็ก คำว่าแจ๋วก็แปลว่า ดี คือว่า เล็กๆนี่แหละดี ไปหลงใหญ่โต ไม่ดีหรอก …จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน