571223_พุทธชีวศิลป์(๒๓) วนบ.เรื่อง บรมสมบัติของอาริยะ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571223_พุทธชีวศิลป์( 23 ) วนบ.เรื่อง บรมสมบัติของอาริยะ
พ่อครูว่า...วันนี้อังคารที่ 23 ธ.ค. 25 57 ขึ้น 3 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเมีย ที่ บวร ราชธานีอโศก วัน เวลาเลื่อนไป ไม่หยุด เวลาไม่พัก ไม่เหนื่อย ไม่หยุด ไม่รอ ไม่มีหายไปไหน ตราบเท่าที่มีเอกภพ ทุกอย่างเป็นทศนิยม แม้ทศนิยมลบหรือบวกก็เคลื่อนไป ถ้าบวกก็เป็นภาวะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ตั้งอยู่นาน หรือเคลื่อนต่อเร็วหรือช้าก็แล้วแต่ ก็เป็นทศนิยมไปอีก หมุนเวียนไม่มีจบ สำหรับวัตถุในเอกภพ และแม้แต่พลังงานก็ไม่หยุด มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ หมุนเวียนในวัฏฏะสงสารได้ อย่างทุกวันนี้ พีชะทั้งหลายเสื่อมไปเยอะเลย พีชะก็ไม่เที่ยง แม้ จิตนิยามก็ไม่เที่ยง ที่ เที่ยงมีอย่างเดียว ในมหาจักรวาล คือ นิพพาน ในจิตของอรหันต์ ผู้เจริญสูงสุดในโลกนี้ ใน นิยามชีวิต 5 อย่าง อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ หมุนเวียนอยู่นิรันดร ก็เป็นไป มีพลังวิเศษทั้งทางฟิสิกส์และนามธรรม เป็นได้ขนาดเกินสามัญ ซึ่งเขาอาจเรียกว่าพลังลึกลับหรือวิเศษ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิปาฏิหาริย์ หรือ อาเทสนาปาฏิหาริย์ เป็นต้น เราก็รู้แล้วมีได้ แต่ไม่หลงใหล เรามี อานุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ ตามปราชญ์เอกแห่งจักรวาล ที่จะเอาพลังงานเหล่านี้มาใช้เป็นประโยชน์ต่อโลก และมนุษยชาติ นี่คือความรู้สุดยอด แต่ที่พูดไปนี่เป็นโครงสร้าง อาตมาก็ยังมีไม่รอบ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ถึง อาหาร 4 ที่เป็นเครื่องยังชีวิตของสัตว์ให้อยู่ได้ คนไม่รู้ ก็ใช้เป็นโทษ แต่คนที่รู้ก็จะใช้เป็นคุณ โดยเฉพาะรู้นามธรรม จิตวิญญาณ ที่รู้คุณโทษที่แท้จริง ทั้งโลกีย์และโลกุตระ ทั้งหยาบ และละเอียด นอกจากรู้แล้ว ก็ยังทำได้ ผู้ทำได้ถึงนามธรรม ถึง ปรมัตถธรรม ซึ่งเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง จิตเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง นั้นจริงที่สุด เป็นประธานคือควบคุมพลังงานใ
อ่านต่อ
นตน แล้วรับผิดชอบ จะมี สัปปุริสธรรม มหาปเทส แล้วทำมีกรรมกิริยาบทบาทในโลก เป็นคุณอย่างเดียว ไม่เป็นโทษแก่อะไรเลย นี่คือเรียกว่า จิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ที่รู้ชัดถึงคุณและโทษ ส่วนของปุถุชนจิตวิญญาณก็เป็นประธาน ทั้งกรรมกิริยา จนถึงวัตถุในโลก กลายเป็นคนที่ทำโทษมากกว่าคุณ เพราะอวิชชา มีการทำลายมากกว่าสร้างสรรค์หรือรักษา ผู้หมดกิเลสแล้ว จะเวียนตายเวียนเกิดในโลกอีกกี่ชาติ ก็ไม่ก่อโทษ มีแต่ประโยชน์ต่อโลก แต่คนปุถุชนจะก่อโทษต่อโลก จนโลกถูกทำลายล้างไป เป็นการล้างโลก สัตว์ที่เหลืออยู่ไม่ตายก็อยู่ไม่ได้ เพราะเป็นพิษต่อชีวิต มันทำจนอยู่ไม่ได้ สัตว์โลกอยู่ไม่ได้ คนนี่แหละเป็นคนทำ แล้วก็ตายไปจนไม่เหลือ จนกว่าจะปรับตัวใหม่ได้รูปใหม่ คลายพิษไป แล้วกลับมาสังเคราะห์เป็นโลกใหม่ เช่น ดาวอังคาร อาตมาไม่ชัด แต่พอรู้ว่าดาวอังคาร เคยมีสัตว์เกิดแล้ว ที่ไม่ชัดเพราะว่า เกิดแล้วแล้วก็สูญไปนี่ เจริญระดับไหน เพราะบางทีเจริญไม่ถึงมนุษย์โลกุตระ จึงทำลายล้างเร็ว ยิ่งเป็นปรมาณูยิ่งเร็วมาก เป็นสิ่งที่เด า เอาไม่ได้ มันเกิดในวัฏฏสงสาร
สิ่งที่จะย้ำกับชาวนิสิต ว.บบบ. ที่จะมาสอบรุ่นที่ 3/2558
1 . ปิดรับสมัครนิสิต ว.บบบ.รุ่น 3 วันที่ 25 ธ.ค. 57 เวลา 18 . 00 น. ถ้าใครมาสมัครหลังจากนี้จะให้เข้ากลุ่มสมทบ ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมได้ แต่ว่าไม่ได้รับเข็มพระธรรม โดยผู้สมัครควรเข้าพื้นที่อย่างช้าคือเย็นวันที่ 26 ธ.ค. 57 อย่าลืมนำเครื่องกันหนาวมาด้วย พวกเต็นท์หรือเสื้อกันหนาว หมวก เป็นต้น
2 . ลงทะเบียนเรียนที่ ชั้นล่าง เฮือนศูนย์สูญ วันที่ 27 ธ.ค. 57 เวลา 07 . 00 - 09 . 00 น. และเวลา 12 . 00 - 16 . 00 น. กับสมณะประจำกลุ่ม ที่จะมารอรับอยู่ที่โต๊ะลงทะเบียน โดยจะมีการจัดกลุ่มให้กับผู้สมัครเข้าเรียน เป็นกลุ่มๆตามลักษณะ แผนกวิชญ์ (จบป.ตรีเป็นต้นไป) และ แผนกชาญ (ไม่จบป.ตรี) และแยกกลุ่มตามจำนวนเข็มที่ได้รับ โดยขอความร่วมมือกับผู้สมัครที่จะไม่เปลี่ยนกลุ่มโดยไม่จำเป็น เป็นการฝึกลดละอัตตาในเบื้องต้น ก่อนเข้าเรียนไปด้วย
3 . เมื่อลงทะเบียนเสร็จ ให้ผู้สมัครถ่ายภาพกับช่างภาพที่บริเวณโต๊ะลงทะเบียน พร้อมทั้งเลือกเบอร์เสื้อ ว.บบบ. สำหรับผู้ที่สอบได้คะแนนพอมีสิทธิ์รับเสื้อได้
4 . ปีนี้ จะมีการสอบวิชาการ ในวันสุดท้ายของงาน คือวันที่ 3 ม.ค. 58 ตอนเช้ามืด และจะเฉลยข้อสอบในตอนเย็นวันที่ 3 แต่ภายในงาน จะยังไม่ประกาศผลสอบ เนื่องจากต้องมีการตรวจสอบผลการสอบให้เรียบร้อยก่อนประกาศผล โดยจ ะ กำหนดประกาศผลสอบ ว.บบบ.รุ่นที่ 3 ในงานพุทธาภิเษกฯ ที่ไพศาลี จ.นครสวรรค์ ระหว่างวันที่ 1 - 7 มี.ค. 58 และจะมีกำหนดให้มีพิธีรับเข็มพระธรรม ปัญญาบัตร และเสื้อ ว.บบบ. ในงานปลุกเสกฯ ที่บ้านราชฯ วันที่ 11 เม.ย. 58
5 .นัดประชุมสมณะและสิกขมาตุ เรื่องว.บบบ. วันที่ 26 ธ.ค. 57 เวลา 14 . 00 น. ที่บ้านราชฯ
มาเข้าสู่รายการ พุทธชีวิศิลป์ ...อาหารเป็นเครื่องอาศัย สัตว์โลกต้องใช้อาหารเป็นเครื่องอาศัย อาหารปริเยติทุกข์ เป็น ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ต้องแสวงหาอาหารมาใช้อาศัย พระอาริยะก็รู้ทุกข์นี้ไม่ได้รังเกียจอะไร เต็มใจภูมิใจที่จะเป็น แล้วเครื่องอาศัยมี 4 อย่าง สรุป อาหาร 4 มี กวฬีการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ปุถุชนไม่รู้จัก วิญญาณที่มีต่ออาหาร เลยกลายเป็นผี เป็นเทวดาเก๊ หลงลาภ ยศ บำเรอตน สร้างอำนาจให้ตนใหญ่โตไปเรื่อยๆ กวฬีการาหาร นั้น รวมทั้งบริโภค และอุปโภค การ บริโภค คือ เสพเป็นสุขทาง กามคุณ ส่วน อุปโภค ก็เอามาเป็น ของตัวของตน เป็นโลภะ เพราะไม่รู้กาม ไม่รู้ความต้องการ ไม่รู้เครื่องอาศัยโลกีย์ ก็เป็นเช่นนั้น ส่วนผู้มารู้โลกุตระจะรู้วิญญาณดี โสดาบันจะรู้ทิศทางความเจริญของชีวิต รู้โทษภัยแล้ว หมดโทษภัยไปเรื่อยๆ
ในคำว่า อิจฉา แปลว่า ความอยากกลางๆ แต่ว่า อิสสา คือความ ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี ส่วนอิจฉา ภาษาบาลี หรือสันสกฤติ คือริษยา แต่คนก็เรียกเพี้ยนจากอิสสาเป็นริษยา คำว่าอิสสานี่อีสานเรียกถูก แต่ภาคกลางเรียกว่าอิจฉา จึงผิดไปจากความหมาย เราจะรู้เครื่องอาศัย ที่จะไม่เป็นโทษภัยต่อโลกต่อสังคมอย่างแท้จริง เป็นหลักประกันเอก ในกวฬีการาหาร ทั้งอุปโภค บริโภค ก็เป็นกามเป็นความใคร่อยากบำเรอกิเลสทั้งสิ้น แต่ถ้าเราเรียนรู้ไม่ติดยึดได้ ก็จะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง เป็นประโยชน์ต่อโลกอย่างแท้จริง ท่านจะมีสัปปุริสธรรม มหาปเทส ที่จะจัดสรร เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง อย่างอาตมานี่ทำ แต่ไม่เก่งได้เท่านี้ อาตมาไม่ใช่สายทำงาน อย่างเป็น นักกรรมกร อาตมาสายกรรมการ ก็เลยไม่ค่อยจะกรรมกรเก่ง คือเป็นผู้ลงมือทำมีฝีมือทำเลย แต่ทำอย่างโลกุตระคือ รับใช้สังคม ไม่ได้ทำเพื่อตนเอง ส่วน กรรมการ นั้นใช้ความรู้ สายปัญญาจะมาทางนี้ ส่วนสายเจโตจะไปทางการงาน จะเกื้อกูลกัน ทุกอย่างในโลกต้องมีผัสสะ จึงมีความจริง ถ้าคนเราไม่รู้จักความจริง ก็จะงมงาย จมอยู่แต่กับตนเอง ถ้ามิจฉาทิฏฐิจะจมอย่างฤๅษี หาวิธีกดข่มไปชาติหนึ่งๆ อัตตาก็ยิ่งหนักซับซ้อน เห็นแก่ตัวชนิดไร้ประโยชน์ต่อโลก กินใช้ของเขานะ แต่ดีที่ไม่เปลือง อย่างศาสนาเชน ของพระมหาวีระ ที่มีความรู้ใกล้เคียงกับพุทธ เขาเชื่อกรรมวิบาก แต่ไม่มีโลกุตระ ไม่เรียนรู้ผัสสะ ไม่มีผัสสะ ก็ไม่ได้เรียนรู้โลกุตระ แม้พุทธในประเทศไทยปัจจุบัน ก็โน้มเอียงไปทางนั้น ถ้าไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนา 3 ที่เป็นความจริง ไม่รู้จักโลกจริง ไม่รู้จัก รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่รู้ แม้ผู้ที่เป็นอรหันต์ ก็อรหันต์ขี้โย สูบบุหรี่มวนใหญ่ อรหันต์ติดน้ำปานะ ก็ไม่รู้ว่าตนติดกามคุณ ไม่รู้จักเวทนา 3 ที่เป็นสภาพความจริง แต่พอจะเรียนธรรมะก็ไปนึกเอานึกว่าเป็นความจริง ความจริง คือ ต้องมีองค์ประกอบของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ครบ แล้วเรียนรู้ รูป 28 ปฏิบัติถึง ทำรูปทั้งหลาย ที่เป็น ชีวิตินทรีย์ ที่เป็นเหตุ เป็นสัตว์ที่ไม่พ้นสังโยชน์ ก็ฆ่าชีวิตของสัตว์โลกีย์ เป็น โอปปาติกสัตว์ สัตว์ทางจิตวิญญาณ สัมผัสแล้วมี ปสาทรูป โคจรรูป มี อาการรูป เป็น อิตถีภาวะ ที่เป็นส่วนกิเลสที่ไม่หมด ก็ล้างเหตุแห่งอิตถีภาวะไปเป็นรอบๆ เรื่องๆ ก็ได้ปุริสภาวะเป็นรอบๆเรื่องๆ สุดท้ายก็ได้เป็น สัปปบุรุษ หรือ สัตบุรุษ ก็คือ เอกบุรุษ สุดท้าย ซึ่งไม่ใช่เพศหญิงชายแบบร่างรูป แต่เป็นภาวรูป 2 ที่เรียนรู้ได้ใน หทยรูป ชีวิตรูป อาหารรูป จนทำให้สำเร็จ จิตก็จะรู้ประมาณ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ในการออกมาอยู่กับโลกเขา วจีวิญญัติ เป็นตัวบงการทั้งหมด จัดสรร อภิสังขาร เป็นสัจจานุโลกมมิกญาณ เพราะมีสังขารุเปกขาญาณ จะมีความรู้ในวิการรูป และลักขณรูป จะทำเร็วหรือช้า จะอนุโลมขนาดไหนก็ได้ จึงเป็นกัมมัญญตาที่สมบูรณ์ ออกมาเป็นกายกรรม วจีกรรม จากวิการรูปที่กำหนดได้ เสร็จแล้วก็อยู่กับ ลักขณรูป 4 รู้ อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา จะรู้ว่าสิ่งที่เที่ยงมีอย่างเดียวในจักรวาลคือนิพพาน นอกนั้นเป็นสิ่งไม่เที่ยง เราจะสามารถทำให้ เกิดสันตติ หรือชรตา ก็ได้ เราอยู่กับโลก จะรู้สิ่งที่อาศัยที่จะสร้างไว้แก่โลก เป็นพระเจ้า เป็นอรหันต์แล้ว ก็คือพระเจ้าที่ท่านมีบารมี ท่านทำเท่าที่ทำได้ ใครจะว่าเก่งหรือไม่ ท่านก็ไม่หวั่นไหว ไม่ริสยาใครจะทำได้เก่งกว่าอาตมา ถ้าทำได้ก็น่าเชิดชูบูชานะ ผู้ที่ท่านไม่มีกิเลสแล้ว จะรู้จักประมาณในการทำงาน ถ้าเสียงไม่คุ้มค่า ก็ไม่ทำ ไม่เป็นผลดีต่อโลก ก็ไม่ทำ เพราะไม่ได้จะหวังที่จะได้อะไรอยู่แล้ว เราทำเท่าที่เราทำได้ อย่างที่เราออกไปร่วมทางการเมือง เราก็ทำได้เท่านี้ก็ดีแล้ว แต่เขาไม่มานิยมเรามากก็ดีแล้ว ถ้านิยมเรามากเราจะตายเอา อย่าไปน้อยใจเสียใจที่เขาไม่มานิยมเรา หากเขานิยมเราจะยากลำบากหลายประตูเลย ก็ไปตามควร แต่ไม่ได้เป็นคนมาซูคิสต์หรือซาดิสม์ก็ไม่ใช่ เรื่องน่ายินดีก็ควรทำ เรื่องอาหารนี่ เป็นเครื่องอาศัย ผู้เป็นโลกียะใช้กามในการอาศัย ก่อโทษภัยต่อตนและโลกมาก ก็ใช้กำลังแห่งอวิชชา อยากได้มาเป็นสวรรค์ อยากได้มา ก็เป็นทุกข์ ไม่รู้ว่าทุกข์สุข ที่แท้จริง อย่างเวทนากับตัณหานี่ไปด้วยกัน เพราะมีเวทนาจึงมีตัณหา เมื่อไม่รู้ความต้องการ ไม่รู้การเสพอารมณ์ เพราะไม่รู้เครื่องอาศัยทั้ง 4 ที่พระพุทธเจ้าท่านเล่าได้ซับซ้อน อย่าง ปุตตมังสสูตร พระพุทธเจ้าท่านเล่าว่า กวฬีการาหาร นั้นเหมือนพ่อแม่และลูกที่จะเดินทางทางไกลกันดาร แต่มีเสบียงคือ โลกธรรม สุดท้ายเสบียงคือฆ่าลูกกิน ก็คือ ใช้โลกียะโลกธรรมเป็นเสบียง ที่ชั่วถึงขั้นฆ่าลูก ทั้งชั่วโง่ และลืม เต็มรูป จนไม่รู้ว่ากินเสบียงคือ กินลูกตน แล้วหลงไม่รู้ว่ากินลูก กินเศษแห่งความชั่วหยาบเลวทรามมาเลี้ยงชีวิตตน แล้วจะเป็นสัตว์อะไร กินลูกตนเพื่อเป็นเสบียงไปทางไกลกันดารที่ไปแสนยาก ลำบาก จริงๆ ทางไปโลกุตระนี้โปร่งโล่ง ไม่กันดาร แต่เขาไม่รู้ สรุปคือ ทั้งชั่วสุดชั่วโง่สุดโง่ ลืมสุดลืม ตนเองกินลูกเป็นเนื้อแห้ง กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้อง เช่น นักการเมือง นักธุรกิจ ปุจจุบันที่ไม่รู้ว่าเขาทำลายสังคมขนาดไหน เขาทำชั่วขนาดไหน หากเขารู้เขาจะไม่ทำ แต่เขาไม่รู้ เขานึกว่าเขาเป็นประโยชน์ต่อโลกต่อสังคมด้วย เขาทำทานทำให้ด้วยซ้ำ แต่ก็เอากุ้งตกปลากระพงตลอดเวลา สรุปว่ามันสุดชั่ว สุดโง่ สุดขี้ลืม ทำชั่วขนาดไหน ก็ว่าฉันทำอะไร? จนไม่รู้ว่าเดินทางไกลไปไหน ไม่ได้เรื่องกันดาร คุณมาแย่งความจนกับแย่งความรวย อันไหนยากกว่ากัน เราก็ว่าความจนนี่ทำง่าย แต่พูดกับคนรวยมากนี่ เขาก็ว่ายาก เพราะเขามีมากแล้วจนไม่ลงหรอก ทั้งโง่ สุดชั่ว สุดขี้ลืม สรุปนิทานพฤติกรรมผัวเมียคู่นี้ ในกวฬีการาหาร ก็คือผัสสะ มโนสัญเจตนา และวิญญาณาหาร ไม่ได้แยกกันนะ เครื่องอาศัยทั้ง 4 นี่เป็นองค์รวมเป็นกาโย โลกีย์ อวิชชา คือนักล่าอุปโภคบริโภคด้วยความใคร่อยาก เขามีภูมิปัญญาฉลาดที่จะเอามาบำเรอตน ไม่รู้ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา แต่ลึกเขารู้ว่าเสียสละดี แต่ว่ากิเลสพาเขา มักได้มักใหญ่ จะเป็นเจ้าโลก ขออภัยที่จะต้องพูดเช่นนี้ ในศาสนาแต่ละศาสนา ก็ช่วยคนได้พอสมควร แต่ไม่สมบูรณ์ วนเวียนสมบัติผลัดกันชม สุขทุกข์ กันไป ถ้าสามารถเรียนรู้สัจธรรมโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า จะเกิดสังคมเป็นสุขที่นาน ไม่ใช่ไม่เสื่อมแต่ว่าอีกนาน ก็สมบัติผลัดกันชมอีก ผู้ที่เป็นคนรวยจะอยู่ไม่นาน แต่ว่าถ้าเป็น โลกุตระจะสุขนาน สงบสุขยั่งยืน คนเขามองว่าอโศกเป็นศาสนาพุทธที่เหมือนกับทุกสำนัก ที่เมื่อเจ้าสำนักอยู่บริวารก็อยู่ได้ อยู่กับโลกไป ก็เป็นความเจริญพื้นๆโลกียะ แต่ว่าพอเจ้าสำนักไม่อยู่ ก็เสื่อมไป เขาก็มองว่าอโศกพอโพธิรักษ์ตายไปก็จะเสื่อมเหมือนสำนักอื่น แต่โดยสัจจะไม่ใช่ เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้หัวหน้ารู้คนเดียว เก่งคนเดียว แต่ พระพุทธเจ้าสอนให้สร้างคนให้มีความรู้วุฒิภาวะทำงานระบบหมู่ เป็นป ระชาธิปไตย สุดยอด คอมมูนสุดยอด ถ้าจะพูดว่าเผด็จการสุดยอดก็อธิบายได้ เป็นเผด็จการที่ไม่ใช้เผด็จการ จะใช้ก็คือ เขาให้ใช้ไม่เบียดเบียนใคร นึกถึงในหลวงเลย ในหลวงทรงมีสิ่งที่ท่านมี จะเรียกว่าอำนาจหรือว่าอภิสิทธิ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าท่านเบ่งเอา แต่ทุกคนให้ท่าน ประชากรยกให้ท่าน ให้ท่านบัญชามาเลย ท่านตรัสก็รับรองว่าได้ แต่อาตมาว่าปางนี้ท่าน บำ เพ็ญเป็นเตมีย์ใบ้กับพระมหาชนก สุดยอดแล้ว พระเจ้าอยู่หัวท่านตรัสว่าให้ บริหารแบบคนจน หรือ ขาดทุนคือกำไร เป็นการแสดง สัจจะเท่ากับไปด่าคนทั้งโลกนะ อาตมาไม่ได้ว่าในหลวงด่าใคร แต่กำลังอธิบายสัจจะลึกซึ้ง ท่านตรัสคือทำไมคนทั้งโลกไม่เอา มาแบบคนจน สิ แต่พาคนไปรวยนี่จะอยู่ได้อย่างไร จะถึงกลียุคก็เพราะแนวคิดทุนนิยม แต่ในหลวงเราไม่ใช้ศักดินาเลย แต่ท่านก็ตรัสถึงขนาดนี้ พวกเราต้องพยายามทำให้ถึง พวกเราจบหลักสูตร ว.บบบ. ให้ได้ขั้นบูรณ์บุญ แค่ร้อยคนก็เถอะ รับรองว่า จะเคลื่อนจักรที่เป็นธรรมจักรนี้ไปได้จริงๆ โดยธรรม เพราะยุคนี้เป็นยุคที่คนแสวงหาทั้งโลก แต่เขาไม่รู้ว่าเขาแสวงหาอะไร เหมือนแม่พ่อที่ฆ่าลูกกิน เขาเดินไปโลกีย์แต่ไม่รู้ว่าเขาต้องการอันนี้ แต่เขาก็ต้องเดินไป ชั่วหนักหยาบ ยิ่งเป็นมหาอำนาจยิ่งชั่วหนัก เอาเปรียบหนัก จะรักษาเป็นมหาอำนาจให้นานเท่านาน แต่มันก็สมบัติผลัดกันชม ไล่ดูสิว่ากี่ชาติแล้ว อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น ถ้าเป็นโลกีย์นั้นไม่ตลอดรอดฝั่ง แต่โลกุตระนั้นนานกว่า ยั่งยืนกว่า เขาก็ต้องการยั่งยืน แต่ก็ต้องมีสิ่งสัจจะจึงอยู่ได้ยั่งยืน สัจจะนั้นคงทนยั่งยืน ไม่ต้องอยากหรอก ให้ทำตามสัจจะ เขาก็ว่าอโศกถ้าโพธิรักษ์ตายไปก็สลาย อาตมาก็ว่าให้ดูไป ถ้าอโศกเป็นสัจจะก็อยู่ได้ สัจจะเนื้อแท้มากก็ไปได้นาน มีเนื้อสัจจะน้อยก็ไปได้ไม่นาน ก็อยู่ที่ตัวพวกคุณจะมาเป็นเนื้อจริงแค่ไหน เป็นโลกุตระสาระ เป็นอาริยสาระแค่ไหน ไม่ใช่อารยะแบบที่ในหลวงว่าก้าวหน้าอย่างถอยหลังอย่างน่ากลัว เราไม่เอานะ จิตวิญญาณใครทำได้จริง จะมีบรมสมบัติของอาริยะ ของ ชาวบุญนิยม คือ ปัญญา ซื่อสัตย์ น้ำใจ เสียสละ สี่อย่างนี้คือ บรมสมบัติ คือความจริง
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น 571218-21 Sms และข้อความ รายการธรรมาธรรมะสงคราม
0824039xxx … น มัสการ พ่อครู ทุกๆศาสนาต่างก็มีจุดหมายสำคัญอันเดียวกันคือต้องการสั่งสอนให้มนุษย์เป็นคนดี แต่ละศาสนาก็มีพิธีกรรมอันเคร่งครัด และสง่างามเป็นเอกลักษณ์รูปแบบของตัวเอง! พ่อครูตอบ...ดีทุกศาสนา แต่ว่าดีได้เนียน ได้กว้าง ได้ลึก ได้สะอาดสูงส่ง ก็เป็นไปตามสัจจะของแต่ละศาสนา
0824039xxx … เจตนาผู้น้อยที่ถามเช่นนี้ อยากให้พุทธกระแสหลัก เข้าใจพุทธกระแสย่อย ฤาพุทธกระแสอื่นบ้าง! ทั่วเอเซียก็มีพุทธหลายนิกายทั่วโลก ก็มี!แต่ละป ระเทศ ทั่วโลก ต่างก็ทำหน้าที่ในศาสนาของตัวเองกันไป ก็มีแต่ศาสนาบ้านเราทำไมยังก้าวก่ายโจมตีกันอยู่ แล้วจะเจริญได้อย่างไร?
พ่อครูว่า ...คุณอยู่ในศาสนาพุทธก็เลยเห็นว่ามีแต่ศาสนาพุทธว่ากัน แต่คุณไม่รู้หรอกว่าศาสนาอื่นเขาก็รุนแรงถึงฆ่ากันเลย ศาสนาพุทธ นี่ เป็นศาสนาที่ไม่เคยเกิดสงคราม ของศาสนาพุทธที่ทำสงครามกันเอง มีอย่างเก่งก็ แค่นานาสังวาส เป็นนิกาย พุทธก็มีไม่รู้กี่นิกาย ขนาดเขาเอาแบบมีผัวมีเมียได้ ก็ยังมีเลย เป็นนายทุนหลักเลย อย่างมหายานบางเจ้า หัวหน้านิกาย ถ้าถอนเงินจากธนาคาร นั้นธนาคารล้มเลย แต่ก็ไม่ได้ฆ่าแกงกันเลย เหมือนกับคนที่เข้ามาในอโศก พอเข้ามาก็มาเกิดความขัดแย้ง โดยตั้งภพว่าอโศกจะไม่มีความขัดแย้งกันเลย แต่พอเข้ามานี่เจอว่าอโศกขัดแย้งกันเก่ง เพราะอิสรเสรีภาพ แต่ถ้ามีกฎระเบียบเคร่งข่มไว้ กดดันเขาก็ไม่แย้งกันมาก แต่มีสงคราม ก็แตกกันเลย มันเป็นความซับซ้อน คนที่ยกภาพอโศกไว้สูง ก็ไม่ตรง นี่ดูเหมือนวุ่นวายขัดแย้งกัน เพราะอยู่อย่างอิสระ ไม่ได้บังคับเกินการณ์ เป็นมา 40 ปีแล้ว
0824039xxx … การกระทำแบบที่ไม่เคารพศาสนาอื่น นิกายอื่น เช่นกล่าววาจาให้ร้ายดูหมิ่นเหยียดหยาม ฤาเขียนบทความโจมตีซึ่งกันและกัน เป็นการสร้างบาปให้แก่ตนเองไหม? เหตุการณ์นี้ไม่ควรมีในเมืองพุทธ ถ้ายังมีแปลว่าศาสนานั้นยังไม่เจริญเพราะยังมีอคติ มีอัตตาใช่ไหม? แต่ทำไมทุกวันนี้ แต่ละนิกาย แต่ละศาสนาต่างก็หวังชักจูงผู้คนให้มาเป็นสาวกตน เพื่อครองความยิ่งใหญ่ในทางศาสนา! จึงมีการบั่นทอนมุ่งร้ายโจมตีศาสนาอื่น นิกายอื่นตลอดเวลา! พ่อครูว่า ...มันเป็นความเห็นแก่ตัวธรรมดา แต่ของพุทธเราไม่หาบริวาร เราให้อิสรเสรีภาพ ภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อ... หลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า.. เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้นก็หามิได้ ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ, เพื่อคลายกำหนัด, เพื่อดับทุกข์สนิท ฯ (พรหมจริยสูตร พ ระไตรปิฎก เล่ม 21 ข้อ 25 )
0824039xxx … บรรดานักบวชสานุศิษย์สาวก ผู้ที่ยอมรับนับถืออุทิศตนให้กับศาสนาใดศาสนา หนึ่ง จะต้องทำใจตัวเองให้เหมือนกับหมอที่ร.พ.คือ มีแต่จิตใจที่อยากจะช่วยให้ผู้อื่นหายจากความเจ็บปวดทรมาน! ไม่ใช่มัวแต่จะคัดเลือกรักษาเยียวยาเฉพาะคนที่อยู่ในศาสนาเดียวกัน นิกายเดียวกัน! พ่อครูว่า ....นี่พวกมองโลกสวย ขนาดคนพิการนี่ เขาบอกว่าไม่ต้องมาสงสารฉัน มันมีอัตตา หยิ่งผยองนะ แต่ละศาสนาอย่านึกว่าเขาไม่มีความหยิ่งผยองนะ เราก็เคารพกัน ต่างคนต่างทำดี แต่จิตที่ถือดีถือตัวอย่างคนพิการนี่ ขนาดเขาพิการนะ แต่นี่เขาดีอยู่แล้วด้วย
ข้อความจากFacebook ของกนฺตสีโล ภิกขุ … การกล่าวหาคนอื่น ว่าจะโกง (กรณี 2.2 ล้านๆบาท) โดยที่ยังไม่มีหลักฐานนี่ นิสัยเหมือนพรรค ป ระชาธิปัตย์ เลยนะครับ แล้วทีรัฐบาลนี้ใช้เงินตั้ง 3 ล้านๆ ในโครงการเดียวกัน ท่านไม่กลัวโกง และกลัวเป็นหนี้บ้างหรือครับ ? แถมไปตกลงกับจีนเซ็นสัญญาเมื่อไม่กี่วันนี้ ประชาชนก็ไม่ทราบรายละเอียดอีกว่า พ่อครูตอบ ...อาตมาลองนึกว่าอาตมาได้เคยกล่าวว่าเขาโกงนี่เต็มรูปหรือไม่ แต่มันมีรูปรอยว่าให้ชำระกัน อาตมาไม่ใช่ผู้พิพากษา อาตมาก็ไม่ไปตัดสน แต่ว่ามีลีลารูปเรื่อง แม้แต่ทำให้ประเทศชาติเสียหายในการบริหารของเขาอีก แค่โครงการข้าวนี่ 6.8 แสนล้านนะ มันไม่เคยมีใครทำเสียหายขนาดนี้ จะไม่ให้ว่าได้อย่างไร คุณบูชาเขามากไป การยึดถือหรือว่าเห็นดีเห็นด้วยกับใครมาก โดยลำเอียงอคติอยู่ก็ธรรมดาเป็นอย่างที่ว่า ก็มีสิทธิ์มองทุกคนก็ว่าตนไม่เอียง ก็ว่าไป ตอบเท่านี้ ต่างคนก็ต่างว่าก็เถียงกัน แต่นั้นแล้วก็ไม่ใช่หน้าที่ด้วยที่จะมาเถียง มาช่วยกันดีกว่า ให้คนมีหน้าที่เขาทำไป การลูบหน้านี่ ก็ต้องถูกจมูกถูกปากบ้าง ต้องเข้าใจอนุโลมปฏิโลม
กล้าธรรมถามว่า ... ถ้าขับรถแล้วหลับใน เรียกว่าเป็นกายไหม? พ่อครูว่า ... ความเป็น กาย นั้น มีรูปและนาม ประชุมกันอยู่ นามคือ จิตวิญญาณ หากจิตไม่มีสติ ก็เป็นนามที่บกพร่อง อย่าว่าแต่ไม่มีสติเลย มันหลับไป แต่มันต้องรับผิดชอบอยู่ มันขาดทั้งกาย ทั้งนามทั้งจิตที่รับผิดชอบเลย มันขาดกาย ขาดนามด้วย ขาดทั้งรูปและนามในการกระทำด้วย คือมันไม่ใช่กาย ยิ่งกว่าอีก คือกายนี่คือสูงสุดแล้ว พระอรหันต์ ทำงานอยู่กับกาย มีกายวิญญาณสูงสุด แม้แต่ท่าน นอนหลับ กายของท่านคือ องค์ประชุมของรูปนามที่ตัดภพ เป็นองค์ประชุมของนามเท่านั้น ไม่ได้ใช้สติควบคุมเหมือนตอนตื่นเต็ม อรหันต์ ก็ อยู่กับกายวิญญาณ เป็นนามกายที่แท้จริง เท่าที่ท่าน มีสติมันโต ท่านก็ทำ เท่าที่ท่านตั้งเรื่อง ไม่มีเรื่องโลกีย์ แต่ เป็นนิมิตที่ทำงานกุศล คำว่ากายมีทั้งนามและรูป แม้จะไม่มีรูปเลยก็เป็นกายได้ คำว่ากายนี้ต้องครบพร้อมทั้งรูปและนาม ที่คุณถามมาว่าเป็นกายไหม? ...จึงต้องศึกษาความเป็นกาย ให้ลึกซึ้ง
กล้าธรรมถามว่า … ถ้านั่งสมาธิแล้ว ไม่รับรู้ภายนอกเลย ไม่ใช่กายไหม? พ่อครูว่า… มันเป็นนามกายภายใน 1 . รูปรูป คือ วัตถุ ภายนอก ไม่มีความรับรู้อะไร 2 . รูปนาม คือ สิ่งที่ถูกรู้ คือมี สิ่งที่ถูกรู้เรียกว่า รูป และ สิ่งที่มารู้เรียกว่า นาม มันเข้าไปรวมกัน แต่ไม่มีปสาทะ หรือโคจรสมบูรณ์ ไม่มีภาวะสังเคราะห์สังขารกัน ในใจคนนี่มีรูปกับนาม คือ มนายตนะ (นาม) และ ธรรมายตนะ (รูป) ถ้ามัน ไม่ทำงาน ก็เป็น รูปนาม แต่ถ้า ทำปฏิกิริยากัน จะเป็น รูปกาย กายนี้จะมีนามธรรมร่วมเสมอ ถ้าคนตื่นอยู่สามารถจัด ปริเฉทรูป ได้ จะควบคุมรับมากหรือน้อยก็ได้ หรือไม่รับเลย อย่างพระพุทธเจ้าเดินในโรงกระเดื่อง ท่านไม่รับข้างนอกเลย ฟ้าผ่าวัวตาย 4 คนตาย 2 ก็ไม่รับรู้ คือท่านตัดกรอบของท่าน เป็นปริเฉทรูป 3 . รูปกาย คือ มี องค์ประชุมรูป ภายนอก กับนาม 4 . นามกาย คือ เข้าไป อยู่แต่ภายใน 5 . นามรูป คือมี สิ่งที่ถูกรู้โดยนาม คือ ธาตุรู้ แล้วไปรู้ ถ้ารู้รูปข้างนอกก็คือ รูปกาย ถ้าแค่ไปประชุมกันเฉยๆ ก็เป็นรูปกาย แต่ถ้าเข้าไปรู้ในนามเลย ก็เรียกว่านามรูป คำว่านามรูป พระพุทธเจ้าจึงแยกเป็นนาม และรูปคือ มหาภูตรูป และอุปาทายรูป สองอย่าง
สุขแสงบุญ ถาม ...ไปทำงานที่อุทยานบุญนิยม ไปเห็นข้าวต้มมัดที่ชอบ ก็เดินโฉบไปดู เจอจ้าวแรกก็ไม่กิน แต่ว่าพอไปเจอจ้าวที่สอง รู้สึกอยากกิน แต่ว่ารู้ว่าเป็นกิเลส ก็เลยอดได้ ไม่กินหรอก พ่อครูว่า … ใช้ภาษาว่าอยาก คือตัณหา ก็ดีที่เราได้ระงับความอยากได้ แต่ก็ให้พิจารณาต่อว่า เราจะซื้อไปนี่จะไปกินหรือจะไปแบ่งให้คนอื่น ก็พิจารณาว่าเราสมควรซื้อไหม ถ้าไม่ก็เป็นกิเลส มันแส่หาทำไม มี ปัญญาเห็นความไม่เที่ยง ของกิเลส แล้วเราก็ เห็นทุกข์จากการเกิดกิเลส แล้วเรา พิจารณาทำให้กิเลสลด ได้ ก็ทำให้กิเลสหมดตัวตนได้ แต่ถ้า ไม่พิจารณาก็ได้แต่เจโต แต่คน มีแต่เหตุผลก็ได้แต่ตรรกะ แต่คนมีปัญญาแล้วทำให้ได้จริง ก็ไม่ช้านานก็ได้อรหันต์ พิจารณาให้ถูกเถอะ
สม.ผาแก้วถาม.. .รู้สึกว่าพ่อครูอธิบายได้ละเอียดพิสดารมากกว่าทุกครั้งเลย ใน ปุตตมังสสูตร ก็เลยนึกถึงอีกสูตรหนึ่งว่า อาทิตตปริยายสูตร [ 55 ] ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำบลอุรุเวลา ตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จจาริกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่ตำบลคยาสีสะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ 1000 รูป ล้วนเป็นปุราณชฎิล ได้ยินว่า พระองค์ประทับอยู่ที่ตำบลคยาสีสะ ใกล้แม่น้ำคยานั้น พร้อมด้วยภิกษุ 1000 รูป ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ว่าดังนี้:- ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ก็อะไรเล่าชื่อว่า สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นของร้อน รูปทั้งหลายเป็นของร้อน วิญญาณอาศัยจักษุเป็นของร้อนสัมผัสอาศัยจักษุเป็นของร้อน ความเสวยอารมณ์ เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย แม้นั้นก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร? เรากล่าวว่า ร้อ น เพราะไฟคือราคะ เพราะไฟคือโทสะ เพราะไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด เพราะความแก่และความตาย ร้อนเพราะความโศก เพราะความรำพัน เพราะทุกข์กาย เพราะทุกข์ใจ เพราะความคับแค้น. โสตเป็นของร้อน เสียงทั้งหลายเป็นของร้อน ... ฆานะเป็นของร้อน กลิ่นทั้งหลายเป็นของร้อน ... ชิวหาเป็นของร้อน รสทั้งหลายเป็นของร้อน ... กายเป็นของร้อน โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นของร้อน ... มนะเป็นของร้อน ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน วิญญาณอาศัยมนะเป็นของร้อน สัมผัสอาศัยมนะเป็นของร้อน ความเสวยอารมณ์เป็นสุข เป็นทุกข์หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข ที่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย แม้นั้นก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร? เรากล่าวว่า ร้อนเพราะไฟคือราคะ เพราะไฟคือโทสะ เพราะไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด เพราะความแก่และความตาย ร้อนเพราะความโศก เพราะความรำพัน เพราะทุกข์กาย เพราะทุกข์ใจ เพราะความคับแค้น. ….จบ