570710_ก่อนฉันที่สีมาฯโดยพ่อครู เรื่อง บุญกับกุศลอย่างพิศดาร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570710_ก่อนฉันที่สีมา อโศก โดยพ่อครูสมณะ เรื่อง บุญกับกุศลอย่าง พิศดาร วันที่ 10 กรกฎาคม 2557 ที่สีมาอโศกเช้าวันที่ 10 ก.ค. 57 พ่อครูพาหมู่สมณะสิกขมาตุ ออกบิณฑบาตภายในชุมชนสีมาอโศก โดยเดินบิณฑบาตเวียนรอบเมรุหลังใหม่ ที่ชาวสีมาอโศกสร้างขึ้น มีญาติโยมบางท่าน นำไม้กวาดทางมะพร้าวถึง 3 อัน ใส่บาตรพ่อครู พ่อครูว่าโอ้โหใส่ไม้กวาดเลยหรือ?...แล้วพ่อครูก็รับไม้เท้ามาถือให้ดู....วันนี้มีญาติธรรมและศรัทธาชนจากภายนอกมาร่วมใส่บาตรเป็นจำนวนมาก ก่อนที่ประมาณ 09 . 00 น.จะได้ฟังเทศนาธรรมก่อนฉัน โดยพ่อครู พ่อครูว่า...เราก็มาฟังธรรม ชีวิตเราเป็นนักปฏิบัติธรรม ผู้ใดไปชอบทำความรับรู้ฉลาดแต่เรื่องนอกๆไปเรื่อยๆ ไม่ฟังธรรมที่เป็นโลกุตระหรืออาริยะ ที่สอนให้เข้าหาตัวตน หาเหตุที่พาทำชั่ว ไม่สบาย ไม่สุขสงบ ที่ก่อความวุ่นวาย ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ท่านไม่ได้ศึกษาอะไรนอกจากความเป็นคน กับความเป็นสังคม ความเป็นสังคมนั้นรวมทั้งโลก เป็นการสัมพันธ์ต่อเชื่อมกันทั้งโลก ถ้าจุดไหนของโลกไม่ต่อเชื่อมกับโลก ทุกข์สุขของเขาก็อยู่กับอวิชชาของโลก แต่ถ้ามาเกี่ยวกับโลก ทุกข์สุขของเขาก็เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับโลก ถ้าจะอยู่กับสังคมต้องเรียนรู้ให้คนเป็นคนดีและอยู่ให้สังคมเป็นสังคมดี ส่วนบางกลุ่มจะอยู่ส่วนตัวไม่คบหากับใครเลย ก็มีเช่นผีตองเหลือง บางทีเขาก็พอรู้ว่ามีโลก แต่เขาไม่คิดต่อเชื่อมโยงกับโลก เขาก็อยู่กันแคบๆไม่ใหญ่โตไม่มาก แม้ขยายขึ้นกว่านั้นก็อยู่กันอย่างมีระบบวิธี มีกลุ่มคณะ ก็เป็นลักษณะของโลก สองแบบ มีมาแต่ไหน แล้วศาสนาพุทธ เป็นแบบผีตองเหลืองอยู่เดียวๆหรือว่าอยู่สัมพันธ์กัน แน่นอนว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาสังคม มีการศึกษาเรียนรู้จิตวิญญาณที่เป็นประธานของส ิ่ งทั้งปวง พระพุทธเจ้าค้นพบความเป็นวิญญาณหรือมโน เป็นพลังงาน
อ่านต่อ
จิตนิยาม เป็นเรื่องลึกซึ้ง เมื่อศึกษาสูงสุดก็จะอยู่เดียวก็ได้อยู่เป็นหมู่ก็ได้ พระพุทธเจ้าเห็นว่าเกิดมาได้ร่างมนุษย์แล้วไม่น่าสูญเสีย ท่านศึกษาทำลายเหตุแห่งทุกข์ได้อย่างไม่เหลือเชื้อ ได้ถาวรยั่งยืนไม่เวียนกลับด้วย จะอยู่กับโลกได้อย่างมีคุณสมบัติวิเศษมาก พ้นอวิชชาแล้ว จิตวิญญาณของอรหันต์ไม่เป็นโทษภัยแก่ใครๆเขาเลย มีแต่ให้ประโยชน์คุณค่าต่อสังคม แม้ท่านจะถูกรังแกข่มเบ่ง ท่านก็ไม่มีจิตไปทำร้ายเขาตอบไม่โกรธเคืองไม่คิดไม่ดีต่อเขา อภัยหมด มีแต่สร้างสรรให้โลกไปตราบตายเลย เป็นคุณสมบัติวิเศษที่พระพุทธเจ้าทิ้งไว้ให้แก่โลก เรียกว่าพุทธศาสนาเป็นความรู้วิเศษสุด ใครจะหาว่าอาตมาหลงใหลคลั่งไคล้พระพุทธเจ้าเกินไปก็ตาม อาตมามีปัญญารู้ว่าหลงหรือไม่ เมืองไทยยังมีบุญคือยังพากันไปนิพพานได้ บุญคือการชำระเหตุแห่งทุกข์ได้ เมืองไทยยังมีบุญคือยังมีหวังชำระกิเลสได้ ทฤษฎียังมีอยู่ ผู้รู้จะหยิบความรู้เหล่านี้มาศึกษาได้ อาตมาก็เป็นผู้หนึ่งที่จะเอาความรู้โลกุตระ อาริยะของพระพุทธเจ้ามาปัดฝุ่นทำให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม หลักใหญ่ที่สุดของพระพุทธเจ้าคือ ปฏิจจสมุปบาท มีนส.หนึ่งขวัญ ใช้ชื่อรองว่า ลูกพ่อโพธิ์ ...เขียนมามีบทหนึ่งที่ว่า...เขาว่า การเดินทางของชีวิต...จุดเร ิ่ มต้นท่ามกลางบั้นปลาย มีสุขๆทุกข์คละเคล้ากันไป นี่แหละหนอชีวิต อย่ามัวฝันลมๆแล้งๆว่าฉันจะต้องเป็นนั่นเป็นนี่ ตัวเราล่ะได้ลงมือทำหรือยัง ก่อนจะสิ้นแสงตะวัน เพราะระหว่างทางที่เดินจะมีมารคอยหลอกล่อตลอด ชีวิตนักปฏิบัติธรรมต้องทวนกระแส น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย สำหรับชีวิตหนึ่งที่เกิดมาพร้อมกับอวิชชา ถ้าเราเพิ่มวิชชา อวิชชาก็ลดลง มันต้องสักชาติหนึ่งสิน่าที่จะเป็นวันของเรา พ่อครูว่า...มันก็จริง อยากได้สิ่งดีก็ต้องลงมือทำ ให้สัมมาทิฏฐิ ตรวจให้ดีศึกษาให้ดี ผู้จะให้หลักเกณฑ์เราหมู่กลุ่มที่จะให้หลักเกณฑ์เรานั้นสัมมาทิฏฐิหรือไม่? ถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิก็จะเสียเวลา เป๋ไป ถ้าสัมมาก็เข้ามา ถ้ามิจฉาก็ออกไป จึงต้องมีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย มีลำดับ จึงเรียกว่าทฤษฎีเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลายที่มีลำดับ ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล เหตุของมันคืออวิชชา แต่ไม่ตีถัวว่าโง่ทั้งหมดไม่รู้อะไรทั้งหมดก็ไม่เชิง แต่พอรู้แบบโลกๆ รู้ได้หรือจริงๆจะสามารถฉลาดแบบโลกๆสร้างก่อ สิ่งเป็นประโยชน์ได้อาศัยแต่ไม่ใช่เรื่องลดละกิเลส ก็เป็นความรู้ คำว่าอวิชชาไม่ได้หมายถึงไม่รู้สิ่งโลกๆ ทางธรรมะนั้นให้เรียนรู้ความรู้ทางโลกได้ แต่ต้องเรียนรู้ความรู้ทางธรรมที่จะลดละกิเลสไปตามลำดับ ความรู้เราต้องแยกว่าเป็นความรู้ทำลายหรือสร้างสรร เราก็เลิกความรู้ที่ทำลาย เอาแต่ความรู้ที่สร้างสรร เราต้องเรียนรู้ภาวะอัตภาพที่ก่อตัวเป็นชีวะ ในอัตตภาวะหรือชีวภาวะ อันนี้ มันเกิดแล้ว ถ้าไม่เรียนรู้ว่าทำอย่างไรจะสลายได้มันก็ไปอีกนาน นานจนอาจจะไม่สามารถสลายได้เลย ไม่มีคำตอบว่าจะมีอะไรมาสลาย แต่พระพุทธเจ้าเรียนรู้วิชชาที่สลายตัวตนได้ มีวิชชาของพระพุทธเจ้า เป็นความรู้หนึ่งเดียวที่สลายอัตตาได้ แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าจะมีความรู้อื่นใดที่จะมาสลายอัตภาพนี้ได้ แต่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าอันไหน เราก็ต้องเรียนรู้ส ิ่ งที่มีก่อน ไม่เสียเวลา ศึกษาแล้วทำให้ได้ ก็ยังเหลือแต่ว่าสูตรของพระพุทธเจ้าที่ทำได้จริง? แล้วใครล่ะที่เข้าใจและทำได้จริง ตัวบุคคลของแต่ละคนต้องเลือกเอง หรือมิตรดีสหายดีแนะนำมาถ้าถูกมันก็ดี แต่สุดท้ายก็ต้องตัวเองเห็นดียืนยัน เป็นมติของตัวเอง จะหาทางพิสูจน์หลักฐานเป็นคำตอบว่าใช่ นี่คือทิฏฐิข้อที่ 10 สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ คำว่า สัมมา เขาแปลว่า ชอบ ฟังแล้วเหมือนเป็นกิเลส อาตมาก็ว่าน่าจะใช้คำว่า ถูกต้อง ดีแท้ ไปเลย จะตรงกว่านะ น่าจะดีกว่า ทำประโยชน์กับคนได้มากกว่า อาตมาก็ใช้ ไม่ได้แย้งถึงทะเลาะโต้เถียงไม่เอาชนะคะคาน แต่อาตมาก็ว่าของอาตมาไป แล้วอาตมาใช้พยัญชนะอธิบายของอาตมา อาตมาอธิบายความหมายของคำว่า บุญ กับกุศล แล้วมันต่างกันในความหมายของสองคำนี้ แล้วมีนัยสำคัญที่คนไทยเอามาใช้แล้ว แล้วไม่ตรงกับบัญญัติเดิมของพระพุทธเจ้า ก็เลยเข้าใจผิดกันใหญ่เลย มีความเห็นของท่าน อาริยาภรณ์ สิทธิธรรมพิชัย ที่เอาข้อเขียนของท่านพุทธทาส มาลงในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ...โดยท่านก็บอกว่า บุญ เป็นสิ่งที่ทำให้ฟูใจ พอใจ ชอบใจ เช่น ทำบุญให้ทานรักษาศีลแล้วก็ฟูใจ อิ่มใจ หรือกรณีที่ทำสิ่งที่ยากหรือเอาหน้า แม้จะไม่เป็นสิ่งที่สู้จะแท้ หรือแม้กรณีที่บุญทำด้วยความพอใจก็ยังอดพอใจดีใจไม่ได้ว่าตนจะได้เกิดในสุคติโลกสวรรค์ให้ตนได้เกิดในภพใหม่ได้ ความหมายของคำว่าบุญคือสิ่งที่ทำให้ฟูใจและให้เวียนไปเกิดในภพใหม่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด อ่านถึงตรงนี้ผู้ที่ได้ฟังจากอาตมาก็คงเห็นว่าท่านให้ความหมายคำว่าบุญ ย่อมแตกต่างจากอาตมาอธิบายแน่ และก็บอกว่าคำว่ากุศล คือสิ่งที่ทำหน้าที่แผ้วทางกีดขวางร้อยรัด เป็นสิ่งที่กำจัดส ิ่ งพัวพันไปในกิเลสตัณหา ทำให้เกิดแล้วเกิดอีก แต่บุญคือการโอบรัดเข้าหาตัวทำให้มีมากขึ้น ในเมื่อฝ่ายที่ถือบุญคือเอามาโอบรัดให้มาก ฝ่ายที่ถือกุศลก็ถือว่าเป็นเรื่องโง่มาที่เอาสิ่งที่เหมือนงูเห่ามาโอบรัดไว้ แล้วฝ่ายกุศลก็ต้องพยายามลดละ และช่วยคนอื่นลดละด้วย และก็ถือว่าฝ่ายบุญนั้นเป็นฝ่ายมืดบอดอยู่ คือเข้าใจการชำระกิเลสนั่นเองในคำว่ากุศล แต่เอาความดีงามกว้างไปใส่ในคำว่าบุญ นี่คือความเห็นของท่านพุทธทาสและท่าน อาริยาภรณ์ สิทธิธรรมพิชัย ขออภัยอาตมาไม่ได้มาลบหลู่ความเห็นท่าน แต่อธิบายเพื่อความเข้าใจ สองท่าน ท่านก็เช้าใจสาระเนื้อแท้ ไม่ใช่พยัญชนะนะ สาระนั้นถ้าหมายถึงสิ่งดีถูกต้องต้องชำระกิเลส ท่านเข้าใจถูก แต่ท่านเข้าใจว่าบุญคือการไม่ชำระกิเลส พยัญชนะคำว่าบุญของท่าน อรรถะจึงหมายถึงการไม่ชำระกิเลส แต่คำว่ากุศลของท่านหมายถึงการชำระกิเลส พยัญชนะกับอรรถะของท่านจึงต่างกับอาตมา อาตมาต่างกับท่าน ที่ท่านตัดคำว่ากุศลกับบุญไปคนละทางเลย บุญนั้นพาเฟ้อ กุศลไม่พาเฟ้อ แต่อาตมานั้นบุญไม่พาเฟ้อ แต่กุศลพาเฟ้อ แต่กุศลของอาตมาพาไปนิพพานได้ กุศลของอาตมาอนุโลมได้ แต่ของท่านทั้งสองไม่มีอนุโลมมีระนาบเดียว เพราะฉะนั้นความรู้ของสองท่านนี้จึงเป็นนิกายเด็ดขาดไม่เหลือนานาสังวาสได้ แต่อาตมานั้นมีนานาสังวาสได้ อาตมาไม่นิยมเป็นนิกาย ไม่นิยมศัตรู ไม่เป็นคนละพวก ขอร่วมด้วย แต่ถ้าท่านจะห้ำหั่นอาตมานั้นอาตมายอมแพ้ การไปข่มคน ไปห้ำหั่นกันมันไม่ดี แต่การตำหนิคัดค้านกันก็ทำได้ อย่างแรงได้ ปฏิโกสนา แต่อย่าให้มีเรื่อง ถ้าเขาจะเอาเรื่องเราก็ยอม แม้พระโมคคัลลานะก็ต้องยอมให้เขาฆ่า สุดวิสัยเขาก็ฆ่าเรา สุดท้ายก็ต้องยอมตาย นี่คือสุดยอดแห่งความยอม ประเด็นที่สำคัญคือ ถ้าเข้าใจอย่างท่านก็ต้องตีทิ้งไปเลยในส่วนที่ไม่ตรงกับท่าน ท่านก็เลยไม่เปิดกว้าง แต่เราต้องอยู่กับโลก เราก็ต้องทำใจยอมรับ และก็พยายามไม่เป็นนิกาย พยายามอยู่รวมกันให้ได้ ใครทำไม่ดีกับเรา เราก็ยอมหรือเลี่ยงได้บ้าง อาจตอแยได้แต่ต้องรับลูกดีดให้เป็น เราเองเรารู้ว่าเราทำ ตอแยเป็นเพียงแหย่ ไม่ใช่ว่าตั้งหน้าตั้งตารบ ขอยืนยันว่าอาตมาใช้สภาวะพวกนี้อยู่ โดยอาศัยศัพท์คำว่าตอแย ของสองท่านนี้รอบของการสูงขึ้นนั้นไม่มี ขออภัยที่ต้องบอกเช่นนี้ การเชื่อนั้นมีสามระดับ มีเชื่อถือ ก็คือเชื่อแต่ยังไม่ทำ ต่อมาก็มีเชื่อฟัง นี่คือรับฟัง แต่ถ้าถึงเชื่อมั่นละก็พาไปทำอะไรทำหมด ให้จูงไปไหนไปหมด คือ ศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละ นั่นเอง ….อ่านแล้วท่านทั้งสองท่านมีระนาบเดียวปิดประตูรับรู้ ส่วนผู้ที่เปิดรับก็เปิดรับจนสุดชั้น แล้วก็จะเปิดประตูรับชั้นต่อไป จะรู้รอบทั้งความวนและความยึดก็จบ ผู้รู้ทั้งจุดวน 390 องศา กับจุดยึด แล้วคราวนี้ยึดถึง 90 องศา ก็ได้แค่ 180 องศา มีแต่ตรงไม่มีโค้งเลย ไม่ได้รอบถึง 360 องศา แม้เขาถึงมาให้โค้งสำหรับคนยึดเขาก็ไม่ยอม อาจโดนดึงจนเป็นศัตรูเลย พวกยึด 180 องศาจึงไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้เลย ทำให้เกิดเป็นสองพวกเป็นนิกาย คือต่างกันจนร่วมกันไม่ได้ แต่ว่านานาสังวาส นั้นอยู่รวมกันได้ จะมีความต่างกันไปตั้งแต่ ทีละองศา แล้วก็แตกต่างกันมากขึ้น จะอนุโลมประสานกันได้ จนเข้าใจร่วมกันใน 90 องศา เป็นจุดสูงสุดของจุดที่สั้นที่สุดของเส้นตรง จะต้องมีเส้นใดเส้นหนึ่งมาร่วมกัน จุดสูงสุดของสองเส้นนี้ก็คือ 90 องศา และก็วนมา 180 องศาเมื่อหมุนรอบมาอีกที ผู้ยึดติดตรงไหนแล้วจะเกิดรอบใหม่ไม่ได้ ภูมิก็ไม่เพิ่ม ในช่วงที่ท่านพุทธทาสท่านก็รับรู้อาตมา แต่ท่านก็ประเมินอาตมาว่าไม่สูงกว่าท่าน จนท่านจัดหนังสือที่อาตมา วิจารณ์ ว่าอยู่ในพวกด่าเรา ส่วนหนังสือของท่านพุทธทาส มีส่วนที่เห็นด้วย ที่ วิจารณ์ และที่ด่า แต่อาตมาว่าอาตมา วิจารณ์ ท่าน อาตมาเห็นด้วยในส่วนที่เห็นด้วย ส่วนไม่เห็นด้วยก็ วิจารณ์ ณ์ แต่ไม่ได้ก้าวล่วงถึงด่าท่าน ถ้าจะว่าด่า อาตมาก็ไปไหว้ครูก่อนแล้วก็บอกไปยาวเลยว่านี่คือวิชาการ ขอวิจัย วิจารณ์ ด้วยเคารพแต่ความรู้ที่ต่างขอ วิจารณ์ ท่านก็ไม่ยอม จัดเราไปพวกด่า ไม่เข้า วิจารณ์ แต่ส่วนท ี่ รวมกันท่านไม่เห็น ท่านตีทิ้ง อันนี้แหละคืออคติซึ่งท่านไม่รู้ตัว ว่าอคติ แต่ปฏิภาณท่านลึกรู้ว่าโพธิรักษ์มีส่วนดี แต่ท่านก็ว่าดีโลกียะ ไม่ได้ดีอย่างโลกุตระ สิ่งใด วิจารณ์ ไม่ได้ในโลก เราก็ไม่ไปแตะ แต่ท่านพุทธทาสท่าน วิจารณ์ ได้ ใครติดยึดก็ย่อมไม่ชอบใจอาตมาบ้าง มาสู่วิชชาที่จะพูดคือ เรื่องอวิชชา ...สังขารมีวิญญาณเป็นปัจจัย หากไม่รู้จักวิญญาณก็จบเลย ก็ไม่รู้จักสังขาร ก็อวิชชาไปตลอด 1 . เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยโง่ๆ จึงก่อสังขารโง่ๆ 2 . เพราะมี สังขาร จึงมี วิญญาณ 3 . มี วิญญาณ จึงมี นามรูป 4 . มีนามรูป จึงมี อายตนะ 6 หรือ ฉฬายตนะ 5 . มีอายตนะ จึงมี ผัสสะ 6 . มีผัสสะ จึงมี เวทนา 7 . มีเวทนา จึงมี ตัณหา 8 . มีตัณหา จึงมี อุปาทาน 9 . มีอุปาทาน จึงมี ภพ (กามภพ, รูปภพ, อรูปภพ) 10 . มีภพ จึงมี ชาติ (กิเลสเกิดบทบาทในมโนกรรม) 11 . มีชาติ จึงมี ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ และอุปายาสะ อโศกนี่เป็นพวกหมวด อโศกะ ยังไม่ถึงวิรชะ อโศกคือกลุ่มต้นตอของผู้ไม่หมอง ไม่เศร้าโศก แม้จะมีกิเลสอยู่ก็จะต้องทำสดชื่น ส่วนกิเลสที่จะมีก็มี วิร ชะ คือพวกยังเสพความสบายใจยินดีปรีดา นี่อธิบายยาก แม้เหลือนิดน้อยเราก็เอาฐานอาศัยจิตที่ร่าเริง ถ้าผู้อนุโลมไม่ต้องอาศัยร่าเริงก็อยู่ได้ แต่ถ้าอนุโลมไม่ได้อย่าทำจะลงเหวได้ อโศกะคือข้อ 36 ของมงคล 38 ส่วนวิรชะ กับเกษม เป็นข้อต่อมา ฐานของอโศกเป็นฐานอโศกะ ปางหน้าก็จะไปขึ้นวิรชะ กับเกษม เมื่อสังขารไม่เอาใจใส่ศึกษา คำว่าสังขารใดๆ ถ้าปฏิเสธวิญญาณในสังขารแล้วจบ การจะรู้จักวิญญาณต้องมีผัสสะ เช่นตากระทบรูป มีธาตุรู้ มีปสาทรูปละโคจรรูป รู้ร่วมกันในอุปาทายรูป 24 ซึ่งในรูป 28 มีดินน้ำไฟลมอีก 4 เป็นมหาภูตรูปทั้ง 4 เมื่อเรามีปสาทรูป เมื่อตากระทบรูป ก็ต้องเห็น ต้องได้ยิน อาการได้ยินได้เห็นคือวิญญาณ มันเป็นวิสยรูป เป็นวิสัยของสัตว์โลก มีตากระทบรูป หูกระทบเสียง ก็เกิดรูป รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ วิญญาณ เกิดเมื่อจิตเรารับรู้ เสียง ภาพ กลิ่น รส สัมผัส ก็ เกิดวิญญาณ รูปคือภาวะที่ถูกรู้โดยวิญญาณรูปมีทั้งเป็นรูปธรรมและนามธรรม
คำว่า กาย นั้นต้องศึกษารู้ว่า มีทั้งรูปและนาม มีทั้งสัมผัสให้เกิดวิญญาณ ทางทวารนอก ทั้ง 5 จึงเรียนรู้กำจัดกิเลสในกามาวจรได้ แต่การไปนั่งหลับตาดับแล้วเรียนรู้แต่ภายใน เป็นการลัดขั้นตอน ไม่ใช่ของจริง ไปเรียนรู้แบบดำดิ่งไม่รู้ได้ แต่พระพุทธเจ้ามีวิธีดึงเอากิเลส ลึกๆออกมาให้รู้ได้ โดยมีผัสสะเป็นปัจจัยเป็นสมุทัย เรียนรู้ไปตามขั้นตอน เป็นโสดาบัน หลุดพ้นอบายมุขแล้ว จะมีอบายมุขอยู่ไหน คุณไปเจอที่ฮ่องกง เขมร มีบ่อนพนัน มันก็ทำอะไรคุณไม่ได้ คุณมีอิสระเสรีทั่วทั้งโลกเลย คือเอกราชทั่วทั้่งแผ่นดิน ชนะทุกทิศ 11 ทิศเลย ชนะบุเรงนองด้วย เพราะบุเรงนองชนะ 10 ทิศ เราชนะ 11 ทิศ เมื่อชนะอบายได้ก็เรียนรู้สิ่งเหลืออย่างลืมตาเปิด แล้วฆ่ากิเลสรูปภพ ไม่ต้องหลีกเร้นที่ว่าปฏิสัลลีนะ ในพระไตร ปิฎก ล. 17 จิตหลีกเร้นนั้นไม่ใช่เอาร่างกายหลีกเร้น แต่เป็นการทำที่จิต เรื่องการดับเหตุแห่งทุกข์ของศาสนาพุทธเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ เข้าใจเขาด้วย แม้เขาจะลบหลู่หรือทำร้ายเรา เราก็ไม่ถือสา ไม่ดูถูกคนอวิชชา ไม่ดูดไม่ผลักแต่อาศัยได้ เช่นโยมเข็มทอง บริจาคที่ให้สีมาฯ จะบอกให้อาตมาออกไปเมื่อไหร่ก็ได้เลย อาตมาให้คืนแล้วจะออกไปเลย เราไม่ยึดมั่นถือมั่น ถ้าเรามีบาปของเราจะต้องเจ็บปวดก็ต้องยอม คำว่า วจีสังขาร นั้นไม่ใช่วจีกรรม เพราะเขาเข้าใจคำว่า กาย กับคำว่าสังขารไม่ชัด ยิ่งไปฟังภิกษุณีธรรมทินนาอธิบายว่าการเข้านิโรธนั้น วจีสังขาร กายสังขาร จิตสังขารดับตามมาตามลำดับ ถ้าดูพวกนั่งหลับตาดับก็ถูกตามนี้ลำดับนี้เลย แล้วขาออกจากนิโรธล่ะ จิตสังขารเกิดก่อน กายสังขารตามมา แล้ววจีสังขารเกิดทีหลัง ถ้าไม่เข้าใจวจีสังขาร นั้นก็จะยาก การไม่พูดออกมาแต่คิดนึกปรุงแต่งเป็นคำพูดในจิตนี่คือวจีสังขาร หมายความว่าอย่างนี้จะพูดอย่างนี้ จะด่าคำว่า เหี้ยม แต่ยังไม่ด่า มีแต่ปรุงแต่งพูดในใจ หากเข้าใจอย่างนี้ไม่ได้ คำว่าวจีสังขารไม่ได้หมายถึงวจีกรรม ก็ไม่สามารถรู้ปรมัตถ์ว่า วจีสังขารเกิดเมื่อใดดับเมื่อใด อาตมาขอบอกว่าที่ท่านธรรมทินนาหมายถึงวจีสังขารอันนี้ ถ้าเข้านิโรธแบบพุทธนั้น วจีสังขารจะดับก่อน คือชำระกิเลสเป็นอภิสังขารก่อน ท่านรู้แล้วผ่านฐานปัญญาคือตักกะ วิตักกะ สังกัปปะมาก่อนแล้วมากรองที่ฐานเจโต คือ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ท่านจะรู้ว่าวจีสังขารนี้จะออกไปไหม? ควรก็ออกไป ไม่ควรก็ไม่ออกไป ท่านได้กรองแล้ว พระอาริยะจึงพูดไม่เป็นภัย แม้จะเป็นคนไม่เป็นอาริยะขั้นอเสขะก็รู้การดับวจีอันควรก่อนเลย นอกจากวจีอันแรงก็พูดออกมาไม่มีการ กรองโดยแรงของกิเลสเลย เมื่อกลับกัน เมื่อเวลาเกิดขึ้น จิตเกิดก่อน ต้องดับกิเลสก่อน เมื่อมีนิโรธแล้ว ขบวนการจิตสังขารเกิดก่อนแล้วกายเป็นตัวกลาง เมื่อจิตสังขารเกิดก่อน วจีสังขารจึงเกิดทีหลัง ผู้ไม่รู้สังขาร ไม่รู้วิญญาณก็ไปนิพพานไม่ได้ การจะเรียนรู้วิญญาณต้องรู้นามรูป มีญาณของคุณไปรู้การกระทบสัมผัส ต้องรู้นามของสิ่งที่ถูกรู้ได้ เวทนา เป็นนาม ธรรมารมย์เป็นนาม แม้จะเป็นสัญญา ปรุงแต่งเป็นธรรมารมย์เป็น เวทนาในภายใน คุณก็สามารถรู้ได้ถ้าอ่านเป็น และก็รู้ว่ามันเป็นส ิ่ งปรุงแต่โดยสรีระของมันไม่มี พระพุทธเจ้าใช้คำว่ามโนไม่มีรูปร่าง เป็นตัวรู้ที่ล่วงรู้หมด ส่วนจิตนั้นเป็นตัวกลางมีทั้งนอกและใน ส่วนคำว่าวิญญาณทั้งทั้งโลกและทั้งในด้วย วิญญาณเป็นกายใหญ่เลย สรุปแล้ว คำว่านามรูป คือการกระทบกับสิ่งที่ถูก รู้ และเมื่อกล่าวว่าเป็นนามก็คือนามธรรมทั้งหมด ส่วนคำว่ากายนั้นไม่ขาดข้างนอก ขาดข้างนอกถือว่าเป็นนามกาย ส่วนนามรูปนั้นอยู่แต่ภายใน เมื่อคุณไม่รู้นามรูป คุณไปเรียนอะไรต่อก็ไม่ไหว ต้องรู้อายตะ 6 ที่มีการ กระทบ แม้มีอายตนะแต่ไม่มีผัสสะ คุณปฏิบัติไม่มีตากระทบรูป หูกระทบเสียงก็เรียนรู้สังขาร วิญญาณไม่ได้ ตามปฏิจจสมุปบาท เรียนรู้ผัสสะ เวทนา ตัณหา ตัณหาคือเหตุหลัก อาการอุปาทาน ภพชาติ มีจริงก็เรียนรู้จากตัณหาที่เป็นภพ ชาติที่เกิดอยู่ แล้วดับตัณหา ภพชาติ ถ้าผัสสะโดยเหตุมันตาย เป็นอสังขาริกัง มันจะสังขารอย่างไรก็ไม่มีเหตุแห่งทุกข์มาสังขารร่วม พระอรหันต์มีอสังขาริกัง แต่สังขารได้ ท่านไม่มีสุขทุกข์แล้ว ท่านผัสสะได้มากกว่าปุถุชน แม้ปุถุชนก็ผัสสะแล้วทนได้ก็ไม่แสดงออก ถ้าอดไม่ไหวแสดงออกมาก็อาย เป็นธรรมดาธรรมชาติอยู่แล้ว ถ้ามาเรียนรู้เสียเลยก็จะหัดฝึกให้ถูกต้อง ต้องเรียนรู้ผัสสะเวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ มันเป็นตัวเดียวกัน กับอุปาทานที่เป็นพลังงานนิ่ง แล้วเมื่อมีผัสสะก็จะออกมาทำงานเป็น เวทนา เป็นภพ ชาติ ต้องมีผัสสะจึงเกิดอาการกิเลส พระพุทธเจ้าสอนให้เผชิญผัสสะ ถ้าไม่มีผัสสะก็แค่นึกคิดเอง เป็นของไม่จริง มีผัสสะเป็นสมุทัย ต้องเรียนรู้เวทนา 108 ที่ท่านพุทธทาสทิ้งไปไม่ศึกษาเรียนรู้ก็ตัดไปทำให้ไม่ลึกซึ้งได้กว่านี้ เพราะดับตัณหาจนสิ้นเกลี้ยง อย่างอื่นในปฏิจจสมุปบาทก็ดับไปหมด ทั้งภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ อุปายาสะก็ดับไปหมด...