570713_พ่อครูเทศน์ในงานข้าวคุณธรรม ที่วัดป่าติ้ว เรื่อง ทฤษฎีพ้นทุกข์แบบพุทธ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
ฃ 570713_พ่อครูเทศน์ในงานข้าวคุณธรรม ที่วัดป่าติ้ว เรื่อง ทฤษฎีพ้นทุกข์แบบพุทธ ว ันที่ 13 กรกฎาคม 2557 พ่อครูว่า...เจริญธรรม ซูผู้ซู คน ….ปีหนึ่งก็ได้มาครั้งหนึ่ง หลายแห่งก็ไ่ม่ได้ไป ข้อสำคัญคือต้องทำข้าวแนวที่เราทำ คือแบบสะอาดบริสุทธิ์ พวกเรามีปุ๋ยมี สิ่ง ที่เอื้อ มีฝุ่นดีอยู่ในพวกเรา มีโรงปุ๋ย โดยเฉพาะอำนาจเจริญไปประกวดชนะเลิศข้าวอันดับหนึ่งของโลก เพราะใช้ปุ๋ยงอกงาม พวกเราก็พยายามผลิตให้ดี เป็นศูนย์ข้าวคุณธรรม เราทำของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ ขายสด งดเชื่อ เรื่อง เงินเชื่อ เป็นกันทั้งโลกทุนนิยม เป็นหนี้ก็ผูกคอตายฆ่ากันตายก็เพราะเงินเชื่อ ถ้าใครรักษากฎสามสี่ข้อนี้ได้ก็พ้นทุกข์คือ 1 . อย่าเป็นหนี้ ในชีวิตต้องเลิกหนี้ให้ได้ ทำไม่ได้ก็มาหาพระหาเจ้าปรึกษา 2 . เลี้ยงตนรอด ทำมาหากินเรา ไม่ต้องเบียดเบียนใคร ไม่รบกวนใคร 3 . ทำให้เหลือกินเหลือใช้ 4 . แจก ไม่แจกก็ขายถูกๆ ขายเอาบุญได้กุศล ซึ่งคำว่าบุญกับกุศลนี้ต่างกัน ใครทำได้ 4 ข้อนี้พ้นทุกข์ ชีวิตสบายแน่นอน ใครไม่เชื่อก็ลองทำดู ใครไม่พ้นทุกข์ปรับอาตมาได้ การไม่ต้องเป็นหนี้นี้ดี เราไปหลงว่าอันนั้นอันนี้ก็น่าได้น่ามี เหมือนเขา เขาเอาขี้หมาทาสีมาก็หลงซื้อกัน หมายความว่าของมันไม่ได้เรื่อง ของทิ้งของเน่าก็เอามาหลอกทาสีกลบกลิ่นก็ไปหลงซื้อมาห้อยไปทั่ว เขาบอกว่าถ้าอยากรวยนี่ให้หลอกผู้หญิงเรื่องสวยเรื่องงาม หลอกตรงไหนก็เชื่อ เราอย่าให้เขาหลอก คิดเรื่องหลอกนี่ไม่มีวันจบ ปรุงแต่งกันไม่รู้จบ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทั้งนั้นปรุงเข้าไป สังขารเข้าไปเอามาหลอก หลอกแย่งกันซื้อมากก็ขึ้นราคา โลกทั้งโลกทำเช่นนี้ เป็นของหลอกจริงๆ พยายามเรียนรู้ให้ทันลดละอย่าติดหลง พยายามเข้าหาสาระ เสื้อผ้าก็กันร้อนหนาว กันอุจาด กันแมลงสัตว์กัดต่อย นี
อ่านต่อ
่คือสาระ แต่ทุกวันนี้ใส่เสื้อผ้าก็เพื่อสวยงาม เขาหลอกอย่างไรก็ถูกอย่างนั้นไปเชื่อเขา เสียงก็หลอกกันไปต่างๆนานา เชื่อเขาไปหมด จะเป็นกลิ่น สัมผัส เย็นร้อนอ่อนแข็งมันเป็นอุปาทาน ที่ไปหลงว่าน่ามีน่าได้น่าเป็น ได้สัมผัสเสพ อัสสาทะ ก็ได้แค่นั้น พระพุทธเจ้าเรียกว่าเรื่องหลอก อัลลิกะ เป็นความสุขที่ไม่มี พระอรหันต์ไม่มีรส แซ่บ นัว หรือสุขเพราะรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสเสียดสี พระอรหันต์ไม่มีอาการนั้นในจิตเลย สัมผัสเท่าไหร่ก็ไม่เกิด นี่คือผู้หลุดพ้น แต่ถ้ายัง แซ่บ ยังสวย ยังไพเราะ ยังหอมอยู่ อย่างนี้มันหอมมันเหม็นก็เป็นเรื่องของมัน มันก็มีกลิ่น ไปตามธรรมชาติ แต่มันมีของแปลกปลอม ที่เราพอใจไม่พอใจอันนี้แหละของกิเลส มันเค็มมันเผ็ดก็รู้ อาการของจิตมันมีแทรก ต้องอ่านให้ดี ผู้ไหนลดกิเลสได้ก็ตรงอ่านแยกให้ออกว่า รสธรรมชาติ กับรสกิเลสมันต่างกันอย่างไร ต้องแยกอาการออก ถ้าแยกไม่ออก แยกไม่เป็นก็ไม่บรรลุเป็นอรหันต์ แยกได้จึงทำการดับได้ถูกนิโรธได้ถูกทาง พระอรหันต์แต่ไม่รู้รส รูป กลิ่น เสียงที่ติด บอกว่าอันนี้ แซ่บ เอามาอีกเด้อ ติดขนม ติดน้ำหวานน้ำเปรี้ยว เท่านี้ก็อ่านไม่ได้ เพราะโสดาบันแท้ก็รู้แล้ว มันติดมากก็ลดมาเลิกได้เป็นโสดาบัน รู้สาเหตุ ว่าการ แซ่บ การนัว รสอัสสาทะ รสอร่อย อิฏฐารม ณ์ เป็นอย่างไร มันแรง มันเบา อย่างไรก็รู้ ถ้ามันเหลือน้อยก็เบาถ้ามันเหลือแรงก็หนัก เหลือน้อยกับหมดก็ต้องรู้ว่ามันมีอยู่นะ ก็จะยากตรงนี้แหละเหลือน้อยกับหมด ไม่สังเกตก็ไม่รู้ว่ามันมี ไปหลงว่ามันหมด แต่มันก็มี มันไม่ตายง่ายๆนะ เชื้อจุลินทรีย์เชื้อกิเลสมันไม่ตายง่ายๆ อย่าไว้ใจมัน นี่เป็นเรื่องปรมัตถ์ เรื่องโลกก็บอก เรื่องข้าวแสนตันก็เอาจริงกันให้ได้ ตอนนี้ คสช.ก็ตะแคงหูใส่พวกเราอยู่ ทำให้ดีๆ เรื่องข้า ว อินทรีย์เราพอมีชื่อเสียงพอสมควร ก็พยายาม แม้เขาไม่เอาเราก็ทำของเรา สร้างให้เป็นหลักฐานของมนุษย์ อย่างน้อยที่สุดเรามีเหลือเกิน ขายไม่ออก เราก็แจกกัน ไม่ต้องหลงรวย คนหลงรวยนี่ไม่ดี ถ้ารวยแล้วดี พระพุทธเจ้าไม่ทิ้งสมบัติออกบวชหรอก คนมีน้อยก็ยังไม่สละก็แย่แล้ว อาตมาพาทำสาธารณโภคี เราไม่มีสิทธิ์ดึงเอาของส่วนกลางเป็นของตัว แต่เรามีสิทธิ์ร่วมใช้ จะสุรุ่ยสุร่ายใช้เกินเฟ้อก็มีคนบอก เราก็กินใช้ตามสมควร สาธารณโภคีนี้สูงกว่าคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์ก็ต้องการแจกจ่ายให้ทั่ว ถ้าคนแจกไม่มีอคติ ไม่ลำเอียง ไม่เห็นแก่ตัวก็อยู่กันอย่างสงบ ทั่วถึง โลกต้องการเช่นนี้ ประชาธิปไตยก็ต้องการเช่นนี้ กิเลสมันโลภมาก มันก็เอาเปรียบไป ผู้บริหารถ้าไม่โลภก็แจกจ่าย ซื่อสัตย์สุจริต ผู้ใดเหมาะสมก็แจกจ่าย อาตมามีชีวิตกี่ชาติก็แล้วแต่ก็พาทำเช่นนี้ จะเป็นระบอบไหน จะเป็น สมบูรณายาสิทธิราช มีหัวหน้าใหญ่ก็ถ้าไม่มีกิเลสก็ย ิ่ งดีมาก มีคุณธรรม สัปปุริสธรรม 7 ประการ ก็จะแจกจ่าย สังคมก็สงบสุข สังคมโลกต้องการคุณธรรมมากที่สุด นอกนั้นเขาทำได้ทุกอย่างเรื่องเทคนิคโลกเก่งมากแล้วมีมากแล้ว ไม่ขาดแคลน แต่คุณธรรมขาดแคลนมาก เราต้องรีบทำ ของขาดแคลน สร้างคุณธรรมใส่ตนเอง เราต้องสร้างให้ทัน ให้พอ ให้เหลือ เพราะคุณธรรมขาดแคลนมากในโลก พลโลกมี เจ็ดพันกว่าล้าน ก็ขาดแคลนคุณธรรมมากที่สุด เราสร้างให้เต็มที่เลย คนรวยคุณธรรม คือคนไม่รวย ....รวยคุณธรรมแต่ไม่รวยทรัพย์วัตถุ สมบัติพัสถานไม่รวย รวยคุณธรรมคือคนพอ เสื้อผ้าหน้าแพรก็พอเพียง ไม่หลงสวยงามใหญ่โต เอาพออาศัยไม่เน่าเสีย พอเป็นไปพออยู่เราก็เป็นคนง่ายไม่มักง่าย เป็นสุภระ เลี้ยงง่ายไม่เรื่องมาก ไม่เป็นคนไปยากมายาก กินยากอยู่ยาก คนเช่นนี้ทุกข์ คนเลี้ยงง่ายไม่มักง่าย แต่เป็นคนไม่ติดยึด ทำมากสร้างมากแต่ไม่หวงแหน ทำแล้วแจกจ่ายให้ อยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ ทำสร้าง สิ่ง ที่สมควร สิ่งไม่ควรไม่สร้าง เช่นสมมุติว่า ในโลกนี้ไม่มีคนกินเหล้าสักคนเลย จะสร้างโรงเหล้ามาทำไม? แจกก็ไม่มีใครเอา อย่าว่าแต่ขายเลย นี่คือหลักสัจธรรม เราไม่ต้องไปล้มโรงเหล้าโรงฝิ่น แต่เราทำสร้างคน ให้มีคุณธรรมว่าอย่าไปอยากได้อยากมีอบายมุขอย่างนั้น แต่ถ้าคนไปติดมีมากกว่าคนไม่ติด คนก็ไปเอาขึ้นหลังคาไปเอาเหล้าเลย มันก็ขายได้ต่อไป ศาสนาพุทธไม่ได้สอนอย่างอื่นมาก แต่ให้รู้ความติด เลิกความติด จนไม่ติดได้ แต่อาศัยได้ โดย ไม่ติดยึด เช่น ไม่ติดข้าวอร่อย แต่เรารู้ว่าข้าวคุณภาพดีอย่างไร มันหอม มันอ่อนแข็งอย่างไร ดีอย่างไรเราก็รู้ ว่ามันเป็นคุณภาพข้าวดี แต่เราไม่ติด ไม่เกิดอาการใจฟู สัมผัสแล้วมันหอม หวาน เราไม่ยึดไว้ มันตรงสเปคเราไปยึดไว้ก็ติดสิ แต่ถ้าเราไม่เกิดอาการฟูใจ เป็นอิฏฐารม ณ์ เรารู้คุณภาพมันอ่านออก แต่เป็นของดี เป็นเครื่องอาศัยที่ดี แต่ใจเราไม่ฟู ไม่กระเพื่อม ไม่ดูดไม่ดึง นี่คือปรมัตถ์สูงระดับ นิพพาน เป็นอาการ ลิงค นิมิต อุเทส มันไม่มีรูป เสียง กลิ่น แต่มันมีอาการไหว สิ่ง นี้ชอบ ก็มีดูด สิ่ง นี้ชังก็มีอาการผลัก มันไม่มีรูปให้ดู แต่มันมีอาการ อันนี้ชอบมันดูด ไม่ชอบผลัก แต่อันนี้ไม่ดูดไม่ผลักก็กลางๆ แต่รู้คุณภาพว่ามันดีไหม แต่ก่อนเราไปหลงว่ามันมีสาระ แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่ามันไม่มีสาระให้เราก็ไม่เอา แม้ สิ่ง มีสาระเราก็ใช้ได้แต่ไม่มีอาการกระเพื่อมของใจเลย ศาสนาพุทธนี้ไม่แยกปฏิบัติธรรมว่าต้องไปนั่งหลับตาทำ แต่มรรคองค์ 8 นี้มีครบหมด ไปนิพพานได้ กระทบก็ให้รู้ กำลังทำอาชีพก็ให้รู้ขณะทำงาน มีคนมีของมาเกี่ยวข้อง ตะหลิวมันหักก็ไม่ต้องไปโกรธมัน ไม่ถือสา คนก็เช่นกัน เขาก็เป็นของเขา เป็นเหตุปัจจัยให้เรารู้กิเลส มีผัสสะแล้วเกิดกิเลสก็จับให้ทัน กำจัดให้ได้ เป็นของจริง ในทุกกัมมันตะ ในอาชีวะ ปฏิบัติเช่นนี้แหละไปนิพพานไม่ใช่ไปนั่งหลับตาไม่ทำการงาน ที่มิจฉาทิฏฐิว่าไปอยู่ป่าเขาไม่ทำการงานนี่คือไปนิพพานนี่ผิด แต่เราก็รู้ธรรมวินัยว่าทำกับข้าวขุดดินนี่ผิดวินัยเราก็ไม่ทำ ไม่ต้องปลูกผักก็ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องอยู่กับการทำกับข้าว ไม่ต้องอยู่กับการปลูกพืชผัก ก็อยู่ได้สอนบอกเขาได้ แต่อย่าให้เกินเป็นกิเลส เช่นทำกับข้าว ก็ไปหลอกเขาให้เกิดกิเลสเพ ิ่ ม เช่นให้ แซ่บ หลาย เรารู้ว่าปรุง แซ่บ หลายก็เป็นกิเลส เราก็ลด แซ่บ ลงมา แต่ว่าถ้าไม่ แซ่บ เลยคนก็ไม่กิน ตายก่อนก็ได้ เราทำช่วยเขาได้ เป็นต้น อย่างอื่นก็เช่นกัน ต้องลดกิเลส อย่าลดคุณภาพธาตุอาหารโภชนาการ แต่ลดรส กลิ่น ที่ติด ไม่ใช่ลดธาตุที่ให้คุณค่าเลี้ยงร่างกาย นี่คือสาระ ไม่ต้องเสียเวลาเปลืองกับมัน เราไ่ม่ได้แยกปฏิบัติ เมื่อตนเองทำได้ก็สอนคนอื่นได้ ถ้ามีหลักวินัยว่าห้ามทำก็ไม่ต้องทำ จะมีข้อกำหนดสูงให้ลดละก็เลิกละ อย่างสมณะมีกำหนดวินัยเช่นนี้ทำไม่ได้ แต่สิกขมาตุให้ทำได้ก็ทำ บอกให้ทำ เช่นบอกให้ตัดต้นไม้ไม่ได้ ฆราวาสมาถามพระท่านก็บอกให้ตัดไม่ได้ แต่สิกขมาตุนี่ตัดต้นได้ สิกขมาตุตัดสินไม่ได้ก็มาถามสมณะ สมณะก็บอกสิกขมาตุ แล้ว สิกขมาตุไปบอกให้ฆราวาสไปตัดต้นไม้ได้ไม่ผิดวินัย ก็เป็นโซ่ข้อกลางช่วยกันได้อยู่อย่างสาธารณโภคี เรามาพูดเรื่องข้าวแสนตัน ทุกวันนี้พวกเรารวมกันแล้วเรื่องข้าวคุณธรรม เราได้ปีละเท่าไหร่ ได้เป็นพันตัน ซึ่งพันกับแสนนี้ไกลกันนะ ใครไม่หวังแต่อาตมาหวังไม่ได้ชาตินี้ก็ชาติหน้า มันไม่เสียหรอกถ้าทำได้มาก คนทั้งโลกกินข้าวกันมากที่สุด ดีที่สุด มากันหลายแสนปีแล้ว อาตมาว่าชาวอโศกเป็นตัวตั้งของมังสวิรัติถือว่าได้ ผู้ใดยังไม่กินมังสวิรัติยังไม่เป็นอโศกแท้ ต่อไปเราจะทำข้าวคุณธรรม ถ้าเราสามารถเป็นผู้นำเป็นเจ้าแห่งข้าวคุณธรรม ให้มันมากกว่านั้นก็ได้ ทำงานอื่นด้วยไม่ขาดแคลน ถ้าเรารักษาสถานะนี้ได้ เช่น ปีนี้ได้สัก สองพันตัน ถ้าได้สิบพันก็หมื่น สิบหมื่นจึงเป็นแสน ก็ยังไกลกัน เอาอย่างนี้ให้ได้ ห้าพันตัน ปี 58 นี้เอาสัก ห้าพันตัน เสร็จแล้วตรวจสอบมันได้สี่พันตันสอบได้ไหม ถ้าเราจะเอาห้าพันแต่ได้สี่พันก็สอบได้ สัก 80 % แต่ถ้าเราได้ต่ำกว่าสองพันก็สอบตกเลยขายหน้าตายเลย ถ้าเคยได้สองพัน ก็มาเป็นสามพันก็มีอัตราก้าวหน้า เราทำนี่แหละทำเป็นอาชีพสร้างข้าว ใครเคยได้ยินอาตมาว่า ข้าวไม่ใช่สินค้า ข้าวคืออาหารที่ต้องแบ่งปันกันกิน คำว่าแบ่งปันนี่ถ้ามีความจำเป็นต้องขายก็ต้องขายตามจำเป็น แต่ไม่ใช่เป้าหมายอย่างทุนนิยมที่มุ่งขายเอากำไรให้ได้มากที่สุดเป็น Maximize profit นี่คือบาปมากเป็นของตนและ เป็นโทษภัยต่อโลกด้วย นี่เป็นงานการเมืองภาคประชาชน ช่วยคนทำมาหากินให้ถูกต้องสมสัดส่วนตามหลักเกณฑ์สังคม ไม่ต้องไปหลงโลก อาตมาภูมิใจพวกเราชาวอโศกไม่ไปหลงอบายมุข คนทางโลกเขาเอาดารามาหลอก เอานักฟุตบอลมาหลอก เขาเอาของปรุงแต่งมาหลอก แต่ชาวอโศกนี่เหมือนคนบ้านนอกไม่มีใจอยากได้อยากมีอยากเป็นอย่างเขาเลย แม้ว่าเราไม่ได้ก็ไม่ตกต ่ำ ไม่ขาดกินอยู่ เพราะอย่างนั้นเป็นส่วนเกิน เราไม่มีก็ได้ ไม่มีกลับยิ่งเจริญ ไม่มีการสูญเสีย เวลา ทุนรอน แรงงาน เราได้กลับมาทำสาระไม่สูญเสีย เวลา ทุนรอน แรงงานไปกับสิ่งไร้สาระ นี่คือหลักเศรษฐศาสตร์ เลิกอบายมุขไม่ต้องเสียเวลา ทุนรอน แรงงานไปกับอบายมุข นี่คือหลักเศรษฐศาสตร์ ตามหลักพระพุทธเจ้า ทำได้แต่รูปธรรมก็เป็นโสดาปัตติมรรค ถ้าทำได้ถึงใจก็เป็นโสดาปัตติผล กับเรื่องอบายมุข เขาจะทำมาหลอกล่อเราอย่างไรก็รู้ทันไม่หลง เพราะมีทั้งปัญญาและจิตหลุดพ้นแล้ว เร ิ่ มต้นที่ศีล 5 ที่ว่าเราติดหยาบๆ ไม่ต้องเหมือนใคร แต่เรารู้ว่าเราติด เราทำใจให้เลิกติดยึดได้ เราจะได้มาสร้างมาก่อนทางธรรม เอาแรงมาสร้างปัจจัย 4 มาสร้างบริขาร แม้แต่โทรทัศน์ แว่นตา หรืออย่างอื่นก็เป็นบริขาร ที่เฟ้อเกินเราก็ไม่เอา อย่างคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งมีสิ่งเฟ้อเกินมาก เราก็ใช้พอสมควร แต่ถ้ามันมีความเร็วมาก แต่มันมีสิ่งเฟ้อมาก มันก็แพง แต่ถ้าจิตผู้ใดไม่มีกิเลส ก็จะรู้ว่ามีสิ่งดีสิ่งแฝงไม่ดีอะไร ถ้าจำเป็นแม้แพงเราก็ใช้ แต่ถ้าไม่จำเป็นเราก็ไม่ใช้ สิ่งเกินเฟ้อในคอมฯมีสัก 70 ส่วน สิ่ง ที่ต้องใช้ได้ก็แค่ 30 ส่วน เครื่องคอมฯอาตมาเขาหาให้ทั้งดีและเร็วแต่อาตมาใช้ในสิ่งที่จำเป็น ทำเท่าที่อาตมาจำเป็นก็หมดเวลาแล้ว เราทำอย่างไม่ให้ตนเองเสื่อม เสื่อมแน่ๆคือกิเลสมากขึ้น ความเจริญคือต้องให้กิเลสตาย ศาสนาพุทธสอน สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ ให้อยู่กับโลกอย่างเหนือโลก แต่พวกโลกันตะนั้นหนีโลก เข้าป่าเขาถ้ำ พระพุทธเจ้าสอนไม่ให้หนีออกป่า แต่มันมีภาษาป่า เพราะยุคพระพุทธเจ้าตอนออกบวชก็ออกป่า ในศาสนาพุทธไม่มีคำว่าพระป่าพระบ้าน เพ ิ่ งมาแยกกันในภายหลัง แล้วไปหลงอีกว่าจะบรรลุธรรมต้องเข้าป่า มันเป็นความดำ แต่ไปเข้าใจว่าขาว เข้าใจว่าพระป่าเป็นพระสัมมาทิฏฐิเสียอีก ศาสนาพุทธนั้นสอนให้มีลักษณะตรีลักษณ์ คือโลกุตระ โลกวิทู โลกานุกัมปายะ คือเหนือโลก รู้โลก ช่วยโลก สามหลักนี้ที่เห็นสัญญลักษณ์มือของ พระพุทธาภิธรรมนิมิตนี้ ศาสนาพุทธนี้อยู่กับโลกอย่างเหนือโลก ตั้งแต่ กาม ในกามหยาบมีอบาย หมดอบายก็มาล้างกามต่อ จากโสดาฯมาเป็นสกิทาฯ ทำอย่างลืมตา ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาหรือไปเพ่งกสิณ เพ่งพระพุทธรูปให้จิตจดจ่ออยู่กับพระพุทธรูปหรือเพ่งแก้วใส อย่างนี้เป็นลักษณะกดข่ม สมถะ แต่พุทธต้องพิจารณาว่ามันไม่เที่ยงอนิจจัง แล้วมันก็ทำให้เราทุกข์ หากเราลดมันก็ลดลงได้ และในที่สุดมันหายไปได้หมดได้ มีนิโรธ เราก็ทำอีกให้หมดถาวร มันไม่เที่ยงก็เที่ยง กิเลสไม่มีนี่แหละเที่ยง เป็นนิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) ฟังดีๆ ทำให้มันถูกมันไม่ยากทำได้ ทำไปแล้วเป็นอรหันต์ไม่รู้ตัวเลย เมื่อรู้ตัวก็สำเร็จเสียแล้ว ทำได้อย่างนี้เลย พิสูจน์ได้ว่ามันมี อ่านรูปธรรมนามธรรม จิต เจตสิก อ่านนามรูปได้ มีนามรูป ปริเฉทญาณ ให้รู้ตัวกิเลส สักกายะ อัตตา ลดให้มันน้อยลงๆ ตัวอัตตาก็น้อยลงเหลือเพียง อนุสัย อา สวะ จนมันหมดไปได้เลย ทำได้แล้วก็อยู่กับโลกเขา แต่ก่อนนี้ไปเป็นลูกมือของห้างขายเหล้ายา แต่ตอนนี้เราก็เลิกแล้ว ทำแต่สิ่งที่ควรทำเอาเวลา แรงงาน ทุนรอนมาทำสิ่งดี เศรษฐกิจก็ดี เราเลิกอบาย ไม่ไปนิยมชมชอบกิเลส มันก็ค่อยเป็นมาๆ อาตมาตั้งไว้ว่า 500 ปีจึงรุ่งเรือง แต่ตอนนี้ทำมาๆ มันดีเกินคาด น่าจะไม่ถึง 500 ปี ขนาดอาตมาคนเดียว หัวเดียวกระเทียมลีบ มาหาผู้ช่วยเอาข้างหน้า ก็เท่าที่เห็นนี่แหละ เร ิ่ มแต่หน่วยน้อยที่สุดจนเป็นได้ เขาไม่กล้าล้มอโศก เขารู้แล้วว่านี่ของจริง อาตมาว่านะ ก็ไม่ต้องไปท้าทายเขา เราทำความลดละไปของเรา ตามรู้ตามเห็นความไม่เที่ยงเป็นอนิจจานุปัสสะ ทำให้กิเลสลดลงได้เป็นวิราคานุปัสสะ แต่ก่อนเราเคยติดหลงสิ่งเฟ้อเกิน เรามีอาการดูดดึง แต่ตอนนี้เราทำให้มันลดละจางคลาย ลดความดูดดึงลง เป็นวิราคานุปัสสะ จนทำให้มันไม่มีอาการเลย แม้จะสัมผัสอยู่แรงอย่างไรก็ไม่เกิดดูดเกิดผลัก เป็นกลางได้ ก็เป็นนิโรธานุปัสสะ ทำต่อไปให้แข็งแรง ผัสสะมาท่าไหนลีลาไหน แรงเบาแค่ไหนก็นิ่ง ไม่ดูดไม่ผลัก การนั่งหลับตาแล้วใจนิ่งไม่ยากหรอก มันเป็นของแห้งด้วยไม่ใช่ของจริง ในพระไตรปิฎก ล. 16 ให้รู้ผัสสะ 3 พระอนาคามี พ้นกาม แต่อยู่ในโลกกามาวจร เขามีอย่างไรก็รู้ เขาเป็นทาสเราก็รู้ว่าเขาเป็นทาส แต่จิตเราพ้นแล้วสบายแล้ว จะช่วยเขาถ้าทำได้ก็ช่วย ช่วยทั้งการโลกๆที่มีประโยชน์และช่วยให้ลดกิเลสทั้งตนและท่านเป็น อุภยถะ เป็นประโยชน์สองส่วน ทั้งตนและท่าน เป็นการพัฒนาสังคมที่มีทฤษฎีสูงสุด อาตมาพูดไปเขาก็เคือง เพราะเขาทำมานานแบบผิดๆ ปล่อยให้ผีครองเมือง ไทยเป็นพุทธกว่า 95 % แต่มีคอรัปชั่นเต็มเมือง ดีไม่ดีก็ไปเป็นลูกไล่ผีมารเสียอีก สรุปแล้วศาสนาพุทธจะเป็นศาสนาช่วยโลก อนุเคราะห์โลก โลกานุกัปายะ การหนีจากโลกเป็นเรื่องใจดำ ศาสนาพุทธนั้นหมดไป ต้องกู้กลับ จนที่สุดพระโพธิสัตว์กู้ไม่ได้ ก็ต้องให้พระพุทธเจ้ามาอุบัติเพื่อกู้ศาสนาพุทธ เพราะต่อไปคนจะมาแก้ไขก็ต้องเก่งกว่าอาตมา เพราะผีร้ายจะร้ายมากกว่า ไม่อย่างนั้นตาย ขนาดอาตมาไม่ตายก็บุญแล้ว เก่งพอสมควร รอดมาได้ เพราะเขามีเขี้ยวเล็บนะ ต่อไปจนกว่าไม่มีโพธิสัตว์ใดช่วยได้ก็ต้องปล่อยให้เสื่อมไปเรื่อยๆ ไฟประลัยกัลป์ก็จะไหม้โลก ในช่วงไม่มีศาสนาพุทธ เรียกว่าพุทธันดร ไฟจะไหม้โลก คนบาปจะตายหมด เหลือแต่คนที่มีบารมีเหลือก็ไม่แย่งกันเพราะมีคนน้อย จนกว่าคนจะมีมากขึ้นๆ กิเลสก็พัฒนาขึ้นๆ อีกนานเป็นแสนเป็นล้านปี ก็หยาบๆๆ เช่นตอนพระสมณโคดมนี่ก็ช่วยได้เท่านี้ พระพุทธเจ้าถ้าต้องมีกายกรรมวจีกรรมหยาบๆอย่างอาตมาก็เสียพระพุทธเจ้าหมด ไม่เหมาะกับสมณสารูป แต่อย่างอาตมานี่คนพออนุโลมมีคนไม่ถือสา แต่คนถือสาก็มี ก็ว่ากันไป สรุปว่าศาสนาพุทธไม่ได้ออกป่า แต่อาศัยป่า ผู้ที่จำเป็นจะต้องออกป่าเพื่อตรวจสอบ คือ ใจเรามีติดยึดในโลกธรรมกามคุณจิตก็จะฟุ้งออกมาเป็น อุทธัจจกุกกุจจะ ออกมา ว่ามันยังมีอยู่นะ และอีกอย่างคือไปตรวจสอบว่าจิตเราติดสงบไหม พระพุทธเจ้าเรียกว่า จิตจม กับจิตลอย....พระพุทธเจ้าสอนให้พิสูจน์ว่าจิตอยู่เหนือลาภยศสรรเสริญ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสได้จริง โดยอยู่กับโลกกับผัสสะแล้วก็ช่วยโลกเขาได้ ให้หลุดพ้นได้ ดังนั้นบางคนไม่ต้องออกป่าเลยก็บรรลุได้ เป็นบุคคลได้แต่โลกุตระแต่ไม่ได้เจโตสมถะก็มี แต่พวกฤาษีได้แต่เจโตสมถะไม่ได้โลกุตระไม่ใส่เสื้อผ้าเลยก็มี ไม่ใช้มีดโกนเลย ถอนผมเอาเลือดเต็มเลย มักน้อยสันโดษมากเลย แต่พระพุทธเจ้าไม่ยอมรับแม้แต่เป็นโสดาบัน อดทนได้มากต้องนับถือ แต่ว่ากดข่มไม่ได้โลกุตระ ไม่มีวิปัสสนาญาณ เรารู้แล้วเราใช้เจโตสมถะได้เป็นการพัก ได้อาศัยอ่านจิตในภวังค์ ได้เตวิชโช ตรวจสอบสิ่งที่ได้ทำมาแล้วว่าเที่ยงไหม เหมือนค้าขายต้องลงบัญชี เมืองไทยอาตมาเคยพูดไว้ว่าเป็นชมพูทวีป มีสุรภาโว สติมันโต อิทพรหมจริยวาโส อาตมาเห็นว่าคนไทยนี้อาตมาได้เอาธรรมะโลกุตะสถาปนาลงไปจนเป็นหมู่กลุ่มได้อย่างนี้ถ้าจริงก็จะมีลักษณะนิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) แม้อาตมาจะตายก็ยังคงไปได้ คำถาม ปุ๋ยสะอาด ข้าวแสนตันข้าวกู้ประเทศ กับสามอาชีพกู้ชาติเกี่ยวข้องกันอย่างไร?....ปุ๋ยดีก็ทำให้ข้าวดี ข้าวเป็นอาหารหลัก ถ้าทำเกินเหลือก็ไปแจกให้เขาได้ เอาไปให้ต่างชาติไหนก็ได้ อาตมาสำทับแล้วว่าอโศกต้องเป็นเจ้าแห่งข้าวให้ได้เหมือนเป็นเจ้าแห่งมังสวิรัติ ปุ๋ยสะอาด ก็พอเข้าใจ ขยะกู้ชาติเขายังมองไม่เห็น...ขยะนี่เอาง่ายๆมันรก ก็ต้องทำให้สะอาด และมันเป็นพิษเป็นบ่อเกิดเชื้อโรค ถึงเป็นโรคห่าได้เลยก็มี ก็ต้องบำบัด และขยะทางจิตวิญญาณ จะเป็นตัวหลักของการกู้โลกแท้จริง ถ้าทำให้ใจหมดขยะหมดกิเลสได้เป็นจิตสะอาดบริสุทธิ์มีแต่ของดีในจิตได้ แล้วจะไม่กู้โลกกู้ชาติได้อย่างไร ถ้าจิตดีก็จะระมัดระวังขยะไม่ให้เป็นพิษ ในของกินของใช้เราก็ช่วยโลกตลอดเวลา แม้แต่มันรก เขาก็ว่าบ้านเมืองไม่เจริญ ถ้าสะอาดดีก็คือกอบกู้ชาติได้ จิตวิญญาณดีช่วยตนช่วยโลกได้ก็กอบกู้ชาติ แม้แต่เศษขยะของทิ้ง มันสร้างขึ้นมารกโลกไม่มีวันหมด อาตมาตั้ง สถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ ใครมีขยะมาบริจาคก็เอามา เราเอามาแยก 1 .คนเอามาทิ้ง แต่เราเอามาใช้ซ้ำได้ Reuse 2 .หลายอย่างซ่อมได้เราก็ทำRepair 3 .เอามา Recycle 4 .ใช้ไม่ได้จริงๆก็Reject เราเปิดสำนักงานขยะวิทยา คนมีเงินฐานะดี เขามีของรกบ้านเขาให้มาก็ได้กุศล มันเป็นการสร้างเศรษฐกิจ จะหมุนเวียนหรือขายได้อีก ก็เงินสะพัด เกิดหมุนเวียน เป็นการประหยัดมัธยัสถ์ ตอนนี้ขยะจะท่วมโลก วัตถุดิบของโรงงานไม่มีวันหมด มีแต่จะมากขึ้นๆๆๆ เพราะว่าเขาหลอกกันเรื่อยๆ อย่าง สิ่ง หุ้มห่อสินค้า ขนาดติดเพชรติดทองมันก็คิดกำไรในเพชรในทองนั้นด้วย ก็จะมีเศษเหลือเป็นของทิ้ง แค่ Package ก็มีมากมายไม่หมดแล้ว อาตมาว่าต่อไปมหาวิทยาลัยจะตั้งวิชาขยะวิทยา ทั้งการวิจัย การปรับเปลี่ยน การแยกแยะ ต้องใช้วิทยาศาสตร์อย่างสำคัญเลยในขยะวิทยา การพาณิชย์การจัดการบริหารก็ต้องทำในขยะวิทยา เป็นเรื่องใหญ่นะ สิ่ง ที่ไร้ประโยชน์คือขยะ ยิ่งสิ่งที่เป็นโทษยิ่งเป็นมหาขยะ แต่ถ้ารู้ระมัดระวังก็จะใช้ประโยชน์ได้อย่างสำคัญเลย ก็ให้เลือกเอาว่าจะเอาวิธีไหน? อาตมาหาเรื่องที่ให้ทำล้ำหน้าไปไกลเลย แต่ขอยืนยันว่าอาตมารู้มาพอสมควรไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร? วิญญาณตอนตายไปไหน? ก่อนได้ร่างเกิดใหม่เป็นอย่างไร? นรกในภาพวาดกับสิ่งจริงเป็นอย่างไร?... ตอนตายไปไหน? ตอบ...วิญญาณคือธาตุรู้ของอัตภาพของตน ตายแล้วไปตามวิบาก จะมีผลวิบากเป็นนรกก็ไปนรก แล้วนรกอยู่ไหนก็อยู่ที่ใจ หรือไปสวรรค์ก็แล้วแต่ มีสถานที่ไหมไม่มี มีทิศทางไหม?ไม่มี ก็ไม่มีคำตอบไม่ต้องไปวิ่งหาเพราะไม่มีคำตอบ มันละเอียดกว่าทิศทาง สถานที่ ละเอียดกว่าพลังงานวัตถุ จิตวิญญาณอยู่ที่นี่ตายแล้วไปโลกพระอังคาร พระจันทร์แวบเดียวเร็วกว่าปีแสง แล้วมันก็ไป ตามที่มันต้องการ เช่นเอาง่ายๆ เช่นติดใจดาวหางลูกไหน ตายไปก็ไปหาดาวหาง ถ้าไม่ติดใจก็ไม่ไป มันละเอียดกว่าแสงสีเสียง น้อยกว่าหลายร้อยพันเท่า เวลาตอนเป็นสร้างวิมานหรืออะไรในจิตยึดถือไว้ ตอนตายก็ต้องไปตามวิบาก ไม่ได้อย่างที่สร้างปั้นหรอก มันเป็นของหลอก แต่สิ่งจริงคืออาสวะอนุสัยที่คือความอยากที่ฝังไว้ เป็นของจริง ที่ติดอยู่ในจิต แต่พุทธนั้นล้าง อาสวะอนุสัยได้หมดไม่เที่ยงเช่นกัน สรุปตายไป ก็ไปตามวิบากเช่นไปเข้าท้องหมาปุ๊ปเลย นรกในภาพวาดนั้นไม่เคยมีเลยในของจริง เช่น ยกตัวอย่าง นรกคนที่ผิดเรื่องกามจะต้องขึ้นต้นงิ้ว มันไม่มีต้นงิ้วจริงหรอกแต่มันมีต้นงิ้วทางนามธรรม เจ็บกว่าแหลมกว่าทิ่มแทงมากกว่าอีก เพราะที่วาดนี่มันหยาบ แต่จิตมันละเอียดกว่านั้น ที่จะไปแตะกับหนามงิ้วนั้นไม่ร้ายแรงเท่าตอนตายไป ที่ไม่มีทางออก ไม่มีทวารนอกให้ออกเลย มันจะจมไปกับวิบากจริงที่ไม่รู้ตัวเลย ไม่มีทางออก แม้มีทางออกแต่ไม่เคยได้ศึกษาฝึกฝนจิตเลย ได้แต่กดข่มไว้ ตายไปนั้นไม่มีทางออกไม่มีใครช่วยได้เลย ไม่รู้ไม่เห็นกับผู้ใดเลย ตกนรกสวรรค์เป็นของตนๆ ไม่มีใครแนะนำได้ ไม่ได้เหมือนภาพวาดเลย