571217_พุทธชีวศิลป์(๒๒) วนบ.เรื่อง กายในกายเริ่มและจบตรงไหน.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571217_ พุทธชีวศิลป์( 22 ) วนบ.เรื่อง กายในกายเริ่มและจบตรงไหน
พ่อครูว่า… วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก วันนี้เราจะพูดถึง เรื่องพุทธธรรมล้วนๆ มีคน sms มาด่าทอก็มี แสดงออกถึงจิตที่ไม่ปกติ เป็นเรื่องยึดมั่นถือมั่น ก็มีพลังออกมาทำร้าย หรือยึดติด เป็นของตนก็ได้ อาตมาไม่ได้แปลกใจ ตั้งแต่ทำงานศาสนา ก็รู้แต่ต้นว่า เป็นเช่นนี้ เราต้องเจอกับอะไร ต้องเจอการต่อต้าน ไม่เห็นด้วย ต้องพิสูจน์กันว่าอะไรจริง อะไรเท็จ พระพุทธเจ้าว่า สัจจะมีหนึ่งเดียว เท่านั้น สัจจะไม่มีสองอย่าง แล้วเราก็ไม่ไปวิวาทกับใคร ให้เขาว่ากันไป ต่างคนต่างเห็นไปได้ มันก็อาจมีเชิงข่ม เราก็ต้องบอกว่าเราถูก คนอื่นก็เลยผิด เพราะไม่ตรงกัน แต่ถ้า ไม่มี กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ที่ข่มกัน ก็จะดี อาตมาไม่มีปัญหาเลย อาตมามีแต่ ปัญญา เพราะ เข้าใจว่าเป็นธรรมดา ที่สำคัญคือ ไม่ได้ทำงานเพื่อหาพวก หรือเอาแพ้เอาชนะ แต่ทำงานเพื่อสื่อว่านี่ถูกนี่ผิด ก็จบในตัวมันเอง ส่วนผลจะเกี่ยวข้องกับใคร ก็เอาไปไตร่ตรอง ปรับปรุงตน หรือว่าจะ ค้านแย้ง ก็ได้ อย่าง ปฏิโกสนา ก็ทำได้ อย่างไม่มีเรื่อง ค้านแย้งได้ แต่ไม่ฟ้องร้อง เอาเรื่องเอาราวอะไร แสดงออกได้อิสรเสรีภาพ อยู่กันได้ นานาสังวาส อยู่กันได้ แต่มีความแตกต่างกัน ผู้รู้ความจริงก็ประพฤติได้เหมาะสม ถ้าไม่ได้รู้จริงก็ทำได้ไม่ถูกผล
วันนี้มีคนที่เขาเขียนแผนภูมิมาให้.... 1086485 0
แผนผังนี้อาตมาใช้ได้เลย แต่อาตมาเติมว่าต้องมี กายนอกกาย ด้วย จึงสมบูรณ์ แล้วเขาถามว่า กายในกาย นับเอาจุดใด เป็นจุดเริ่มต้น ถึงสุดท้าย(กรอบของกายในกาย) จุดเริ่มต้นของกาย ต้องมีสัมผัส และ ต้องมีนามธรรมประกอบ ด้วยเสมอ ใน ผัสสะ 3 มีรูป มีนาม มีปสาทรูป มีโคจรรูป ถ้าเกิดสัมผัสกันแล้ว มันเข้าไปสัมผัสแตะก
อ่านต่อ
ันเฉยๆ โดยที่ไม่มีนามธรรมเข้าไปทำงาน แม้มีสัมผัส โคจระไป แต่นามธรรม ไม่ไปรับรู้สึก จิตนิ่งเฉย ไม่เกิดความรู้สึกอะไรกับการสัมผัส ก็ไม่เกิดวิญญาณ ก็ไม่เกิดกาย แม้รูปกับนามมันร่วมกัน รูปนาม นั้นมีนาม หรือ ธาตุรู้ เข้าไปแตะ เป็นรูปนาม ก็อยู่รวมกันแต่นามก็ไม่ทำงานอะไร ก็ไม่เกิด โคจร ก็ไม่ทำงานอะไร อันนี้ลึกซึ้ง เมื่อมี รูปกาย เมื่อใด ก็มีนามธรรมมาร่วมเมื่อนั้น มันทำงานร่วมกับ ปสาทรูป โคจรรูป และ รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ ก็ทั้ง มหาภูตรูป 4 และ อุปาทายรูป 24 ส่วน นาม คือ ตัวรู้ ก็มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ถ้า ตัวรู้ มันมีแต่อวิชชา มีกิเลสก็มนสิการไปตามกิเลส ทำใจในใจตามกิเลส แต่ถ้าเป็น วิชชา ก็มี อภิสังขาร ก็จะรู้มโนสัญเจตนา ตรวจกามตัณหา ภวตัณหา มีเจตนาในการกำจัดกิเลสตัณหา ในนามทั้งหลายเราก็จะรู้จักความเป็นนามรูปต่างๆ ที่ โคจระ ไป ดำเนินไป ก็จะต้องเรียนรู้ และที่ อโคจระ ก็มี คือดำเนินเฉยๆ ไม่ทำงานต่อ แตะกันเฉยๆ แต่ถ้าโคจระก็ทำงาน และมีซ้อนในโคจระ ก็มีย่อยอีกเป็น โคจรคาหิกรูป คือที่มีนามธรรม มารับรู้ทวาร 5 ก็เริ่มรู้อาการจิต ที่เป็นนามธรรมขึ้นมา พวกปสาทรูป ก็ทำงาน แต่ถ้าไม่มีวิญญาณเข้าไปร่วมกับปสาทรูป ก็ไม่เกิดอะไร เมื่อมันทำงานกับปสาทรูป ก็แยกย่อยออกเป็น สัมปัตตโคจรคาหิกรูป กับ อสัมปัตตโคจรคาหิกรูป มันก็แยกอีก 2 อย่าง สัมปัตตโคจรคาหิกรูป คือรูปซึ่ง รับอารมณ์ ที่ ไม่มาถึงตน ได้ มันมีอยู่สอง คือตากับหู คือรูปกับเสียง ขยายความว่า ก็คือรูปที่เป็นรูปรูป คือตัว ภาพ กับเสียง มันไม่มาถึงตน ไม่สัมผัสตน มันก็ไม่มาชิดแตะกับตน แต่เห็นได้ ได้ยินได้ คนอื่นก็ร่วมรู้ ร่วมแตะกับเราได้ด้วย รูปนี้ ใครเห็นก็รู้ได้กับเรา ด้วย คือมันไม่รู้จริงเท่ากับการแตะตัวแตะตน ลักษณะรูปกับเสียงนี่ ไม่มาแตะตัวตน ส่วน อสัมปัตตโคจรคาหิกรูป คือรูปซึ่ง รับอารมณ์ ที่มาถึงตน ได้ คือ ฆานะ ชิวหา และโผฏฐัพพะ อาตมาก็ขยายความว่า เป็นสิ่งที่มาถึงตน คนอื่นจะไม่รู้กับเรา ได้ด้วย ผู้ไม่แตะกับเรา ก็รู้กับเราไม่ได้ มันมีกึ่งๆคือ สัททรูป คือมัน กึ่งๆ คนอื่นก็รับรู้ด้วยได้ สัททรูป มันก็จะมากึ่งๆ ก็ไม่ชัดเจนเหมือนรูป ไม่ชัดเจนเหมือนเสียง มันละเอียดเหมือนกัน มัน ร่วมได้เหมือนกันโดยไม่แตะ แต่ใน รสา กับ โผฏฐัพพะ นี่ ต้องแตะเลยชิดเลย จึงรับรู้ได้ พวกนี้เป็นองค์ประชุมที่มาร่วมแล้ว เกิดการ รับรู้ภาวะ มีโคจรที่เต็ม ทั้งสองอย่าง แล้วที่ถามว่า ตั้งแต่เร ิ่ มต้นจนถึงสุดท้าย กายในกาย ก็ตอบว่า เริ่มต้น คือ มีสัมผัส ก็มีกาย แล้วเมื่อ พ้นสัมผัส ไปแล้ว ก็ ไม่มีกายในกาย ก็คือ สิ้นสุดกาย ก็ถึง สุดท้าย กรอบของกายก็มีเท่านี้
ถามว่า… แล้วความรู้สึก นับจากจุดใด มาจากปสาทรูปเลยหรือไม่? เช่นตอนนี้รู้สึกหนาว หรือรู้สึกร้อน แล้วความรู้สึกที่ว่านับจากจุดใด มาจากปสาทรูปเลยหรือจุดใด พ่อครูว่า .....ความรู้สึกนั้น เป็นการเกิดรู้ ถ้ามันไปแตะกัน มันไม่เกิดความรู้สึก ไม่มีธาตุจิตวิญญาณ มันก็แตะไปแค่นั้น ไม่ทำงานเป็นวิญญาณ ดังนั้นจะเริ่มต้นก็ต้องมี สัญญา มีสังขาร เป็นเวทนา ก็ต้องมีปฏิกิริยากัน แต่ถ้า แตะกัน แต่ ไม่ปรุงแต่ง ก็ ไม่เกิดกาย ไม่เกิดวิญญาณ ไม่เกิดเวทนา
สรุปคือ นับ เริ่มที่ มีเวทนา สัญญา สังขาร มาร่วมทำงาน เป็น วิญญาณ ก็ เกิดกาย แล้วเกิด เจตนา ผัสสะ มนสิการ ต่อไป ผู้ปฏิบัติกายคตาสติ แต่เอาแต่อิริยาบถนอก หรือพิจารณาแค่ร่างภายนอก ไม่พิจารณาจิตวิญญาณ จึงไม่เข้าเกณฑ์ปรมัตถ์ ไปเข้าใจว่า กายมีแต่ภายนอก ไม่เข้าหาจิต เลยนี่คือ การล้มละลายของธรรมะ ที่ไม่มีทางได้ไปถึงนิพพานได้เลย ถ้าผิดพลาดตรงนี้จบเห่เลย คน อวิชชา เวลา สัมผัส แล้ว ก็ สังขารอย่างอวิชชา เลย เป็น เวทนาสุขทุกข์ ทันที แต่ถ้าเราเรียนรู้แยกแยะเหตุได้ ไม่ทำสังขารอย่างอวิชชา แต่เริ่มจับสักกายทิฏฐิได้ ทำให้พ้นศีลพตปรามาส ทำให้เกิดวิราคานุปัสสี เริ่มเข้าโลกุตระไปตามลำดับๆ
ถามว่า… โคจรรูป และปสาทรูป เป็นอุปาทายรูป ได้อย่างไร? ทำงานมันน่าจะเป็นมหาภูตรูปมิใช่หรือ? เขาถามมาเช่นนี้
พ่อครูว่า ...มันจะเป็น ปสาทรูป โคจรรูป ได้ ก็ต้อง เริ่มมีกาย ต้องเป็น โคจรคาหิกรูป จึงเกิดกาย แล้ว เกิดเป็นอิตถีภาวะและปุริสภาวะ เราต้องจับหัวใจมันให้ได้ ที่มันเป็น อิตถีภาวะ มันเป็นสัตว์นรกมีอาการอย่างไร ก็ต้องจับที่หทยรูป ก็ต้องรู้ชีวิตรูป ดูว่ามันเป็นสัตว์มี ชีวิตินทรีย์ แข็งแรงอย่างไร เราสู้มันได้ไหม หรือมันอย่างกับไดโนเสาร์ เลยแข็งแรงมาก หรือว่าชีวิตสัตว์มันเล็กๆแค่กิ้งกือ ก็จะรู้อินทรีย์ของมันว่า หนักหรือเบา แล้ว ต้องดับเหตุ ให้ได้ ชีวิตก็ดับ สัตว์ตัวนี้ก็ตาย คุณฆ่าแต่สัตว์ในสัตตาวาส 9 หรือแม้แต่เทวดาสมมุติก็ฆ่าได้ แม้แต่พรหมก็เอาไว้อาศัย แต่ไม่ให้ติดยึด รู้ว่า ชีวิตินทรีย์ มันดำเนินไปก็เพราะมี อาหาร 4 เป็น อาหารรูป แล้วมาเป็น ปริเฉทรูป คุณก็ตัดกรอบของรอบกิเลสของคุณ เป็นรอบๆ ของใครก็ของมัน แล้วทำให้มันว่าง เป็นอากาสธาตุ ให้เป็นอุเบกขา เป็นอากาสาฯ เป็นฌาน ,อรูปฌาน พอได้ผลเช่นนี้แล้ว ถึงเขตของ วิญญัติรูป มาถึง วิการรูป ตรวจสอบด้วย อรูปฌาน 4 ทำซ้ำทำทวนไป มันก็จะดูได้ว่า มันไม่ใช่ตัวเรา ไม่อยู่ในตัวเรา ต้องรู้ลักษณะของวิญญัติรูป ลักขณรูป มันพ้นมาแล้วเป็นอากาสาฯแล้ว รูปที่เหลือเราก็กำหนดเอาได้เลย จะให้แสดงออกเป็นวิญญัติรูปอย่างไร ก็ใช้ สัปปุริสธรรม และ มหาปเทส แล้วจะให้เป็นวิการรูป ให้เบาแค่ไหน ให้ไวเร็ว มุทุแค่ไหน ทั้งเจโตและปัญญา มันจึงเป็นกัมมัญญตา แล้วมันมีลักษณะของ อุปจยะ ชรตา สันตติ อนิจจตา ในที่สุดได้ ถ้าไม่จบมันก็เกิดอยู่เรื่อย ๆ มีแรงอยู่ แต่หากขาดพลังงานไปก็ชรตา คุณต้องใช้ความรู้ ในการเพ ิ่ มอุปจยะ หรือชรตา ก็ได้ รวมแล้วภาวะพวกนี้มี อิตถีภาวะ กับ ปุริสภาวะ เป็น ภาวรูป 2 เรากำลังเรียนว่า อะไรที่ไม่ควรให้มี ให้ชีวิตรูปมันหายไปเลย ตายไปเลย หมดชีวิตได้ ก็ฆ่าเหตุเลย ที่ก่อชีวิตสัตว์มันตาย คุณก็อยู่กับอาหารรูปได้ จิตก็ว่าง อากาสาฯ
แต่จะว่าเป็น มหาภูตรูป ก็ไม่ได้ เพราะมันมีบทบา ท ทำงานได้ เป็นนามธรรม ก็คือ อุปาทายรูป ซึ่งเราสามาร ถ หมดความยึดถือ ได้ แต่ถ้ามีอยู่ ก็เป็น รูปูปาทานักขันโท เวทนูปาทาฯ สัญญูปาทาฯ สังขารูปาทาฯ เราก็ต้องสมาทาน ให้สงบ ควบคุมได้ก็เอาไว้อาศัย แต่ถ้ายึดมั่นถือมั่นไปเมื่อไหร่ ยิ่งยึดเป็นอภินิเวสายะ คือปลูกบ้านเรือนให้มันอยู่เลยก็เสร็จสิ แค่ยึดเป็นอุปาทานก็แย่แล้ว เราก็จะรู้ว่า อุปาทาน เป็นอย่างไร สมาทาน เป็นอย่างไร เราก็อยู่สมาทาน แต่แม้กระนั้นก็มี ภาราหเวปัญญจขันธา ทุกข์จากการมีขันธ์ และทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้อีก
ถามว่า… นาย ก.เอื้อมมือไปหยิบวัตถุชิ้นหนึ่ง ซึ่งได้เคยขอจากนาย ข. แล้ว ก็ได้รับอนุญาตจากนาย ข.แล้ว ยกให้แล้ว โดยเจตนานาย ก.คือขอ แต่ในขณะที่เอื้อมมือไปหยิบนั้น จิตนาย ก.นี่คิดว่าจะลัก ของนี้ แล้วก็ดักไว้ คือไม่พยายามให้มันโผล่มา ที่จริงพูดน่ะว่าขอ แต่ใจน่ะใจคิดจะลัก ก็คิดว่าจะลัก แต่ดักไว้ทัน นาย ก.จึงไม่แน่ใจว่าจะหยิบหรือไม่ เพราะรู้ว่าใจเรามีแฝงอยู่ ก็ทั้งๆที่เจตนาลักนั้นไม่มี จะขอ แต่มันรู้สึกว่าตนเองลึกๆว่าจะเอา แต่ทำทีหลอกนาย ข.ว่าจะขอ แต่ไม่เข้าใจจิตที่ดำริว่าจะลักนั้นคืออะไร? และจะแก้ไขอย่างไร เพราะใจนาย ก.ก็รู้สึกทุกข์ละอายอยู่ ขอถามว่าเป็นกามภพ รูปภพหรือ อรูปภพ มันเป็นวีติกมกิเลส ปริยุฏฐานกิเลสหรืออนุสัยกิเลส ,มันเป็นจิตสำนึก จิตใต้สำนึกหรือจิตไร้สำนึก...โปรดให้คำชี้แนะนาย ก.ด้วย? พ่อครูว่า. .. จิตที่แฝงลึกนี่ มันเกิด เนวสัญญานาสัญญายตนะ มันจะใช้หรือไม่? ก็ไม่รู้ ถ้าอาการนี้ไม่หยาบแล้ว เจตนากิริยาภายนอกเหมือนดีทุกอย่าง ขอเขาก็ให้ แต่จิตเรามันตั้งไว้ก่อนเลยว่า กูจะเอานะ จะให้หรือไม่ให้ก็เป็นในที แต่ว่าโจทย์บอกว่าเจตนาจะขอ แสดงว่าเขาอ่านเจตนาตนไม่ออก มันเป็นเนวสัญญาฯ แต่รู้สึกว่าใจตนไม่ดี แม้นายข.เขาก็ให้ด้วย แต่สะดุดจิตตนที่จะเอาก่อนที่จะขอเสียอีก อย่างนี้อยู่ใน อรูปภพ เพราะอรูปภพมันก็อยู่มี กามาวจร อยู่ แต่ว่ารูปภพนี้เขาก็ไม่รู้ชัดเจนนัก เป็น อนุสัยกิเลส แล้วเป็นกิเลสขั้นไหน? ซึ่ง วิติกมกิเลส แปลว่า กิเลสที่ก้าวล่วงพ้น แล้ว ส่วน ปริยุฏฐานกิเลส คือ กิเลสที่ทำงานอยู่ ใน ปัญญาโสดาบัน ข้อที่ 1 จะ พ้น วีติกมกิเลส อยู่กับ ปริยุฏฐานกิเลส ถ้าอย่างนี้จะปรับเป็นอนุสัยกิเลสก็ไม่ได้ แต่เป็นเนวสัญญาฯ เพราะ ฐานลักนี่มันหยาบ นะ ก็กำลังพยายามเป็นปริยุฏฐานกิเลสอยู่นะ นี่เรื่องทุจริตนี่มันเป็นแค่หยาบ จะเอาของเขานะ ไม่ใช่อนุสัย แต่ เป็นปริยุฏฐาน แล้วเป็นจิตลึกระดับไหน?...คุณพอรู้ได้ มันก็ ไม่ไร้สำนึก เสียทีเดียว มันก็อยู่ กลางๆอยู่ระหว่างจิตใต้สำนึก เพราะสำนึกจริงมันมีมากพอ เรา มีกายวิญญัติ วจีวิญญัติ นั้น ขอ เขาก็ให้ ไม่ผิดกฎหมายเลย แต่ ตนเองรู้สึกสะดุดใจ ตนเอง มันมีทั้งกุศลจิต อกุศลจิต เราต้องดูที่อกุศลจิตให้ดี ต้องทำให้เกลี้ยง มันไม่ธรรมดานะ ซุกซ่อน จะเล่นงานเรา ให้เราเป็นสัตว์ แต่ถ้าปฏิบัติจริงก็จะได้อรหันต์ อรหันต์ในโสดาฯ อรหันต์ในสกิทาฯ อรหันต์ในแต่ละเหตุปัจจัยไป เราก็อ่านหยาบกลางละเอียดไป
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น คุณหินแสงถามว่า … จุดที่ทำให้พ่อท่านสนใจศึกษาทางจิตคืออะไร? พ่อครูว่า ...อาตมาไม่มีเจตนาทีเดียว อาตมา ไม่ได้สนใจศาสนา ธรรมะเลย แต่จิตมุ่งไปโลกีย์ แต่อาตมาก็ไม่เป็นคนหยาบ ก็เลยเลวไม่สำเร็จ หลายอย่าง มันทำชั่วไม่ขึ้น มันก็เป็นไปตามสัจจะ ชีวิตก็คงต้องดำเนินมาทางนี้ จุดเริ่มต้นแรก ตอนนั้นอาตมาไปกับแฟนคนที่ 2 ไปดูเขาสะกดจิต ที่สมาคมค้นคว้าทางจิต ไปเจอเขาสะกดจิต ฝรั่ง ให้เขาระลึกชาติได้ ระลึกย้อนไปถึงเด็ก ถึงในท้อง ถึงก่อนเข้าท้อง เขาก็จะพูดได้ตามที่เขาย้อน ตอนเป็นเด็กก็พูดอ้อแอ้ ตอนในท้องก็ไม่พูด อาตมาก็เลย สนใจเรื่องทางจิต ก็ไปศึกษาเป็นสมาชิกค้นคว้าทางจิตไปกับเขาด้วยเลย อาตมาเป็นดาราทีวีด้วย พวกสะกดจิตนี่ มีหมอประพันธ์เข้าทรง อาตมาก็เลยไป ศึกษาเข้าทรง ไปเจอเพื่อนที่ศึกษาไสยศาสตร์ว่าเข้าทรงเก่ง ก็เลยไปเล่นไสยศาสตร์ด้วยตอนกลางคืน ตอนกลางวันก็ไปศึกษาทางสมาคมค้นคว้าทางจิต ไม่ได้หลับไม่ได้นอน แต่ว่าไม่รู้ว่ามีเรี่ยวแรงจากไหนไปทำ ก็ ศึกษาทางไสยศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ศึกษาอยู่ 8 ปี เป็นอาจารย์ทางไสยศาสตร์ด้วย ก็เลยไม่สงสัย เข้าใจทั้งสองอย่าง สรุปว่าไสยศาสตร์ทำได้เก่งพิลึกกว่าวิทยาศาสตร์มาก แต่ว่าไม่รู้ที่ไปที่มา อธิบายไม่ได้ แต่วิทยาศาสตร์อธิบายได้ แต่ไม่ได้ลึก ทั้งสองอย่างก็ไม่ได้ทำให้ได้อะไรขึ้นมา แก้ไขอะไรไม่ได้ หรือแก้ได้พอสมควร แต่อาตมาคงมีภูมิมีบารมีเก่าก็เลยไม่ติด ก็เลยมา สนใจการค้นคว้าทางจิตแนวพุทธ เพราะเราเป็นชาวพุทธ ก็เลยศึกษาตำราของพุทธ เอาอภิธรรมมาอ่าน ก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ก็รู้ว่ามันละเอียดมาก ก็เลยไปสำนักนั้น สำนักนี้ ไปนั่งสมาธิ ก็ทำได้ง่าย แต่ก็มีภูมิรู้ขึ้นมาว่า แบบพุทธนั้นต้องปฏิบัติแบบใด ก็ ปฏิบัติลดละ ไปตามภูมิเก่าที่ขึ้นมา ได้ ไปตามลำดับ ตอนนั้นทำหนังโทนอยู่ด้วย ก็มีแฟนด้วย ปฏิบัติธรรมก็พบกับแฟนน้อยครั้งลงไปเรื่อยๆ หนักเข้าก็ไม่ต้องพบกันก็ได้ ถ้าคิดถึงจะมาหาเอง จากนั้นก็ลาออกจากที่ทำงาน ต่อมาก็ออกมาปฏิบัติธรรมที่วัดอโศการาม ….ต่อมาก็บวช... สรุปจุดเร ิ่ มก็เป็นไปตามธรรม
คุณเกื้อดินถามว่า...ปฏิบัติธรรมมานานแล้ว ดีใจที่ได้เป็นลูกโพธิสัตว์ แต่ว่าจับหัวข้อธรรมไม่ได้เลย พ่อท่านพาปฏิบัติ ช่วงของ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นบาทฐานในการปฏิบัติ แล้วถ้าเราปฏิบัติแล้ว เราจำเป็น ต้องเข้าใจภาษา ที่พ่อท่านอธิบายให้ละเอียดไหม? พ่อครูว่า… มันก็ควร ต้องเข้าใจ เข้าใจแล้วจ ะได้ปฏิบัติได้ดีขึ้น เป็นทิฏฐิที่สัมมามากขึ้น มีอิทธิบาท มีกำลังเป็นอานิสงส์ของการฟังธรรม อิทธิบาทเต็ม ต้องเข้าใจ แต่ว่าจะจำภาษาหรือไม่ ก็ไม่เป็นไรในภาษาบาลี จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้า จำเนื้อความได้ ก็จะมี วจีสังขาร ตามที่จำได้ …จบ