571218_ความรัก๑๐มิติ(๑๓)วนบ.เรื่อง มิติที่ ๙ นิพพานนิยม.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571218_ ความรัก 10 มิติ( 13 ) วนบ. เรื่อง มิติที่ 9 นิพพานนิยม
พ่อครู… วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2557 วันนี้วันเรียนความรัก 10 มิติ เราเรียนมาถึงมิติที่ 8
อาตมาว่าจะอ่านมิติที่ 9 และ 10 แล้วจะได้อธิบายรายละเอียด
มิติที่ 9 คือ ความรักของผู้ที่ได้เรียนรู้สัจจะแห่งความรัก แล้วปฏิบัติจนได้ผลสำเร็จสมบูรณ์ สำหรับประโยชน์ตน จบ คือ เลิกมีความรักเพื่อตัวเอง แม้มันยังมีความจำอยู่ ถ้าห่างไปนานก็ยิ่งไม่เหลือ เป็นอรูปนิดๆหน่อยๆ จนกระทั่งหมด ไม่เหลืออาการนั้นในจิต แม้จะจำได้ เป็นนิทานเรื่องราวได้ ว่าเราผ่านอดีตมา มีกรรมกิริยาอย่างไร แต่รสสุข เอร็ดอร่อย ความโหยหาอาลัยอาวรณ์ไม่เหลือแล้ว ให้เราตรวจดูว่า เรายังเหลืออีกเท่าไหร่ ในแต่ละมิติ มันจะเป็นความรู้ไม่เป็นความรัก จะรู้คุณรู้โทษ ในอาการเช่นนั้น มีบทบาทปฏิกิริยา นิทานเรื่องอย่างไร ในชีวิตเราจะไปมีนิทานอย่างนั้นอีกก็รู้ ไม่มีรสสุขทุกข์แล้ว มันกลางๆ นี่คือความจริงที่เราต้องอ่าน แม้มีเหตุปัจจัยที่ต้องเจอกันอีกเหมือนเดิม แม้มีกระทุ้งกระแทกยั่วยวนอย่างไร ก็ไม่เกิดอาการ เราต้องอ่านเองรู้สภาวะจริง ความจบจะจบไปแต่ละรอบ แต่ละขั้น ในมิติที่ 1 ก็มีรอบของกาม ,รูปภพ,อรูปภพ ถ้าเรียนรู้มิติที่ 8 จิตวิญาณสัมมาทิฏฐิ จะเรียนรู้มิติที่ 8 แม้จะมีกิเลสระดับกามนิยมระดับที่ 1 แคบ ใจดำมาก เผื่อแผ่น้อยมาก ยังสุขทุกข์กับกามราคะ แม้ลูกก็ไม่เผื่อแผ่ ฆ่าลูก ทิ้งลูก ขายลูกก็มี แม้ความรักระดับที่สูงส่งปานใด แม้ปรมาตมัน ก็ ไม่มีสิ่งใดยืนยง คนทนไม่เปลี่ยนแปลง ไม่สลายไปได้ ในมหาจักรวาลนี้ ไม่ว่ารูปธรรม หรือนามธรรม สิ่งที่ปรากฏว่ามีจะต้องเปลี่ยนแปลง ไม่คงที่ ไม่มีความมีใดๆ ที่สามารถคงที่ เที่ยงแท้ ไม่แปรเปลี่ยนไม่เคลื่อนไหว นอกจากความไม่มีจริงๆ ซึ่งได้แก่ความไ
อ่านต่อ
ม่มีกิเลส ที่ได้ละล้างด้วยทฤษฎีพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่านิพพาน แต่ก็ต้องเคลื่อนที่ไปกับเหตุปัจจัยกับขันธ์ 5 ของอรหันต์ ผู้ไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ซึ่งความไม่เที่ยงของอรหันต์คือ กุศลที่มีแต่ทำดีไม่มีชั่วแล้ว สุดท้ายแห่งสุดท้ายคือ สภาพปรินิพพานที่ดับไม่เหลือแม้อัตตา ปรมาตมัน ขันธ์ 5 ก็ไม่มีอีก แต่ปุถุชนนั้น มีแต่ความชั่วที่ไม่เที่ยง แต่ทิศทางปุถุ หนาไปใหญ่ๆ แม้กัลยาณชน ทำดีก็ไม่เที่ยง ทั้งกุศลและกิเลส แม้เป็น อรหันต์ ก็ยังมีความไม่เที่ยง ในรูปนามขันธ์ 5 แต่ท่านมีความเที่ยง ที่กิเลสไม่เกิดอีกเลย คำว่ามีหรือไม่มี ก็ต้องมีเงื่อนไข ว่าอะไรมี หรืออะไรไม่มี พวกฤๅษี หรือพวกนั่งหลับตา หรือกัลยาณชน ก็ทำได้แค่สะกดให้กิเลสนิ่ง หรือดับชั่วคราว ไม่รับรู้ แต่ถึงเวลามันก็จะขึ้นมาทำงานอีกจนได้ นิพพาน เป็นลักษณะสุดยอด ที่จะสร้างก็สร้างอย่างพระเจ้า แต่ไม่มีสุขทุกข์ ไม่มีการเอา มีแต่การให้ แล้วสำหรับตนเองจะ อยู่นิรันดรก็ได้ หรือจะ สลายไปนิรันดรก็ได้ ซึ่งการให้แล้ว ไม่มีการเอามาเลยนี่ คนโลกๆเขาจะไม่เชื่อ แม้นักธรรมะทั่วไป เขาก็ไม่เชื่อ เพราะเขาเป็นไม่ได้ ก็เลยไม่เชื่อ ใน ทิฏฐิ 62 นั้น ทิฏฐิที่ ยึดกาม ยึด ฌาน 1-4 ก็เป็นทิฏฐิปัจจุบัน เป็นสุดยอดของชีวิตก็คือนิพพาน สิ่งที่เราเคยมีเคยเป็นเคยสุขทุกข์ แต่บัดนี้เราทำให้จางคลายได้ แต่แบบ มิจฉาทิฏฐิ แบบฤาษีนั้น ก็จางคลายได้ จะแยกได้อย่างไรนั้น ถ้าเราไม่ได้ปฏิบัติแบบหลับตา แต่มีสายสมถะลืมตา สายอภิธรรม ก็คิดว่าทุกอย่างไม่มีตัวตน ไม่มีอะไร เป็นอนัตตา เขาก็วางได้ ไม่ได้นั่งสะกดจิตด้วย ทำจริงก็ได้แบบลืมตาอย่างนั้น มันก็ เวียนวนกลับได้ ไม่เที่ยง พอนานไปจะเห็นได้ว่าเขาเวียนกลับ แต่ถ้า สัมมาทิฏฐิ นั้น ไม่เวียนวน จะมีสิ่งจริงพิสูจน์ได้ว่าเราหมดหรือไม่ จะมีเหตุปัจจัยมาทดสอบ หลายแบบหลายลักษณะ หลายน้ำหนัก เราก็จะอ่าน ว่าเราแวบไหม จะเป็นของจริงยืนยันได้ ธรรมะพระพุทธเจ้าจึงมีผัสสะเป็นบทปฏิบัติ และการทดสอบ แต่เรา ไม่ต้องวิ่งหาบททดสอบ หรอก แต่ว่าอยู่ในปัจจุบันปกตินี่ จะมีมาทดสอบในสังคม ในการงาน ในวิบากสังคมจะมีโจทย์ตามวิบาก แม้เป็นผู้มีบารมี ได้แล้วมันก็จะมีวิบากของตนเหมือนกัน ตามลำดับมาทดสอบ สุดท้ายจะทดสอบได้ มันก็จะมีอยู่ในโลก จะมีคู่บารมี แบบทางศัตรู เช่น เทวฑัตกับพระพุทธเจ้า ท่านไม่ต้องสอบแล้ว แต่มันก็มีได้ตามวิบาก ไม่ต้องไปวิ่งหา ขนาดคนทดสอบอย่างเทวฑัต คุณจะสู้ไหวไหม จะ มาตามบารมี ไม่ต้องวิ่งหา ถ้าเราไปหาเองสิ ไม่จริง ถ้ามีมาเองนี่จริง สู้ให้ดีก็แล้วกัน สู้ให้ได้ก็แล้วกัน นี่ก็ขยายความ จนสุดท้ายก็จบสัมบูรณ์ เราทำอย่างไม่ได้อยากได้บริวาร ไม่ได้อยากได้มาบำเรอกาม บำเรออัตตา อยาก ทำเพื่อผู้อื่นหมด มันซับซ้อนมาก ยากที่จะเข้าใจ เขาจะว่าเราหลอกคนได้สนิทอีก เขานับถือว่าเราหลอกคนเก่ง คิดไปโน่นเลย จะซับซ้อนไปอีก ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเขาไม่เข้าใจวิภวตัณหา ที่จะมีอย่างมีอิทธิบาทสูง มุ่งมั่นมาก แต่ท่านไม่ได้ทำเพื่อตัวตนเลย พวกเราฟังจะเข้าใจ เมื่อเราทำได้ ก็จะมี พลัง แห่ง ปัญญา วิริยะ อนวัชชะ สังคหะ มีพลังเพิ่มขึ้น จะย้อนแย้ง แทนที่คนที่ละกิเลส จะหมดพลัง แต่กลับมีพลังขยันพากเพียร แทนที่จะเฉื่อยช้าลง แต่กลับทวีการทำงาน มีความเพียรในการทำงานอยู่กับสังคม มันจึงตรงกันข้ามกับเทวนิยม ที่จะยิ่งเฉื่อย หยุดเพลาลง แต่ทางนี้กลับทวีมากขึ้น แต่ความบริสุทธิ์กลับมากขึ้นๆ ยิ่งไม่มียิ่งมี ยิ่งมียิ่งไม่มี ยิ่งหมดยิ่งเป็นกำลัง พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า วิมุติ เป็นเครื่องแสดงกำลัง มีอิทธิบาทเป็นเครื่องแสดงกำลัง เห็นความคล่องแคล่ว แล้วอะไรเป็นเครื่องแสดงพละกำลัง ก็คือ วิมุติ คนที่วิมุตินี่ จะดูว่าเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาทำ ไม่เบื่อไม่เมื่อย สังคมพวกเรา อาตมามั่นใจว่าจะเป็นแก่นแกนของมนุษยชาติ เป็นชมพูทวีป ถ้าในตัวคนมีคุณลักษณะมนุษย์ชมพูทวีป อาการครบ 32 มี สุรภาโว สติมันโต สติเต็มรู้ตัวทั่วพร้อมจะปฏิบัติธรรมได้ ไม่จำเป็นที่จะฉลาดหรือไม่ แต่คนที่มีอะไรพร้อมก็ประกอบด้วย อิธ พรหมจริยวาโส มีสติสัมปชัญญะปัญญา พระพุทธเจ้าว่าพากเพียรไปเถอะ 7 วัน ไม่ได้เป็นอรหันต์ก็ได้ อนาคาฯ 7 ปีได้ แต่พวกเราหลาย 7 ปีแล้ว ก็ ยังไม่ได้อรหันต์ เพาะอะไร? 1 .ไม่ สัมมาทิฏฐิ สมบูรณ์ 2 . ความเพียร ไม่พอ คนสัมมาทิฏฐิแต่ไม่เพียรก็ไม่บรรลุ แต่ถ้าคนที่เพียร แต่ไม่สัมมาทิฏฐิก็ยิ่งแย่ง สัมมาทิฏฐิ จึงสำคัญกว่า ความเพียรเป็นรอง ที่ว่าไม่สัมมาทิฏฐิก็ต้องโทษอาตมาด้วย อาตมาไม่เก่ง พระพุทธเจ้าท่านเก่ง คนมาฟังก็มีบารมี ถ้าสัมมาทิฏฐิ 7 ปีก็ต้องได้ แต่ยุคนี้ 70 ปีจะได้ไหม? พวกเราแม้ไม่ได้อรหันต์สมบูรณ์ครบรอบถ้วน แต่ได้ อรหัตตผลในโสดาบัน จะอยู่ไปนานเท่าใด แม้คุณไม่เพิ่มฐานในสกิทาฯ แต่ก็ได้อรหัตตผลในโสดาฯควบแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่เพิ่มอธิศีล แต่ปฏิบัติทุกกรรมกิริยาไป ที่คุณสู้กับอบายมุขได้ จะตกผลึกทับทวีไปเรื่อยๆ ถ้าคุณไม่เอาถ่านเกินไป หรือออกจากหมู่ มันก็จะเพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อย แต่ถ้าสัมมาทิฏฐิ คุณมีบารมีเจริญได้ทวีขึ้นเรื่อยๆ อาตมาว่าทุกวันนี้ ขัยความได้ละเอียดชัดเจนสูงขึ้นตั้งใจฟังกัน แต่ละคนถ้ามีเนื้อหาของชมพูทวีป ซึ่งจะไม่กลับกำเริบไม่เวียนกลับอีก แล้วเราก็รวมตัวกันมากขึ้น เป็นหลายหมู่บ้าน เป็นตำบลน้อยๆ สักวันหนึ่งก็ต้องเป็นตำบล อำเภอ เครือแห เป็นประเทศ เป็นทวีปได้ ที่อื่นไม่มีคนเช่นนี้ ธรรมะเช่นนี้ มันมาอยู่ที่นี่แล้ว ที่เขาเอาวัดไทยไปอินเดียนั้น ที่โน่นเขาไม่ได้ยอมรับนะ ก็เป็นแต่เพียงเอายี่ห้อไปแปะให้เขารู้ แต่เราก็จะพยายามเอาเนื้อหาพุทธแท้ เข้าไปพุทธอโศกตอนนี้ก็เป็นเหมือนเด็กเพิ่มโต จนกว่าจะแตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาว ก็จะมีคนยอมรับน่ามาเอาต่อไป
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น
ถามว่า … ความจบคืออะไร? พ่อครูว่า. ..ความจบมีสองนัย คือ จบชั่วคราว กับ จบถาวร เหมือนเรากินข้าว มื้อนี้จบอร่อยแล้ว แล้วมื้อต่อไปเราก็ไปอร่อยใหม่อีก นี่คือ จบชั่วคราว แต่ความจบที่จบสนิทเลย ถาวรก็คือ มันอร่อยจนหมดอร่อย มันอาจอร่อยหลายคราว เราก็จบได้มากขึ้น จนจบจริง ไม่มีอร่อยอีกถาวรเลย เป็นนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)
ถามว่า… การอ่านกิเลส คืออะไร? พ่อครูว่า… เช่น ขี้เกียจรู้จักไหม? เราไม่อยากทำ เราก็อ่านอาการใจว่า ไม่อยากทำเป็นอย่างไร แล้วเทียบกับอาการขยัน มีอิทธิบาท เป็นอย่างไร มันต่างกัน เราก็จะอ่านอาการออก หรือว่าอาการอร่อยในใจเรา กับอาการไม่อร่อย มันก็จะต่างกัน เช่น ของกินอย่างเดียวกัน วันนี้อร่อย วันอื่นอาจไม่อร่อย อาการอยากนี่แหละคือกิเลส ไม่มีรูปร่างสีสันเส้นแสงเงาสี แต่อาการใจที่โกรธนี่ คือกิเลสนะ มันไม่สบายใจมันร้อนๆ อ่านกิเลส โลภะ ราคะ โทสะ
หนึ่งฟ้าถาม...ความรักมิติที่ 1 กับมิติที่ 8 จะไปด้วยกันได้ไหม? ถ้าเรายังไม่พ้นกาม ไม่เป็นอนาคามี แต่มีอุดมการณ์สูงส่ง อยากเกื้อกูลกัน อยากพัฒนากันไปในทิศทางที่ดี ในความรักมิติที่ 1 ที่กระทำอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะ ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะไปสู่ดี เชื่อมั่นว่าจะควบคุมกามได้ แม้ไม่พ้น.. พ่อครูว่า ...ถามซับซ้อนว่ามีตัวชั่ว แต่ก็ตั้งใจทำดี ซ้อนกันอยู่ โดยชั่วก็ทำอยู่ ได้ไหม? ...ได้ แล้วก็ทำกันอยู่ ศาสนาเทวนิยม ยังมีชั่วเป็นอนุสัยทั้งนั้น แม้เป็นศาสดาทำดีมาก แต่ไม่ได้ล้างกิเลสได้ แต่ศาสนาพระพุทธเจ้านั้น สอนนิพพาน ไม่ต้องเสียเวลาทำซ้ำซ้อน กลับมาล้างอีก อุตสาห์เป็นศาสดาแล้ว ต้องมาล้างมิติที่ 1 อีก ก็เสียเวลาไปเริ่มต้นใหม่ พระพุทธเจ้าว่าให้ทำไปตามลำดับ มันเสร็จไปในตัว อย่างสายศรัทธานั้นกว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้านั้น 40 อสงขัย กับอีกเศษแสนมหากัปป์ แต่ถ้าวิตักกจริตก็ 80 ส่วนปัญญานั้น 20 แค่นั้น
ถามว่า … ถ้าเขายังมีพันธะทางกฎหมายกับคู่เก่าอยู่ จะมีความเสี่ยงอย่างไร พ่อครูว่า ...ก็ให้พากเพียรเลิกให้ได้ อยู่ที่หมู่จะช่วยกัน
ถามว่า… สำหรับชาวอโศกทุกฐานะ ที่มีประสพการณ์เรื่องนี้ โดยตรง หรืออ้อม ก็น่าจะได้เป็นประเด็น ที่อภิปรายกันว่า จะมีความเสี่ยงอยู่หรือไม่? พ่อครูว่า ...คุณอยากจะได้สะอาดมากเกินไป ทำได้ขนาดนี้ อนุโลมขนาดนี้ ด่างพร้อยขนาดนี้ อาตมาว่าแจ๋วแล้วดีแล้ว คุณจะต้องการสะอาด 100 % ทำไม่ได้ พระพุทธเจ้าอยู่ก็ทำไม่ได้ พวกเราได้ขนาดนี้ 40 ปีแล้ว เหตุการณ์มีบกพร่องผิดพลาดขนาดนี้ ก็เบาใจได้ว่าไม่แย่กว่านี้ ก็ไม่อยากให้บกพร่อง แต่ได้ขนาดนี้ก็ดีแล้ว ให้ได้เต็มร้อยนั้นอาตมาก็อยากได้
พวก เชื่อมั่นในตนเองสูง มี สองลักษณะ ใหญ่ๆ 1 .เชื่อมั่นในตัวเองสูงอย่างจริง อย่างพระพุทธเจ้าหรืออาตมาก็มี แล้วไม่เคยวอกแวก แต่กรรมกิริยาอาตมาทำแพ้เป็น โง่เป็น อนุโลมเป็น อาตมาเชื่อตนเองสูง แต่ก็ยอมได้ เราไม่ได้เสียหน้า ยอมได้ รู้สึกว่าเขาจับได้ว่า เราแพ้ก็ได้ เราผิดในสมมุติสัจจะได้ แต่ปรมัตถ์ท่านสมบูรณ์แล้ว จิตท่านไม่มีพลาดแล้ว แต่โลกวิทูไม่เท่ากัน
มนุษย์อุตรกุรุทวีป คือผู้ได้โลกุตรธรรม แต่ไม่มีกาย มีแต่จิตวิญญาณ ไม่สูงส่งได้เท่ามนุษย์ชมพูทวีป
จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ กลัวผี เพราะว่าสั่งสมอุปาทานไว้นาน แต่ถ้ามีพลังปัญญาเพียงพอ อาตมาพาทำอธิบายมานาน ชาวอโศกลดความกลัวผีไปเยอะ แต่แม้ยังไม่หมดก็ตาม เพราะเข้าใจจริง ในสัจธรรม จิตวิญญาณมาหลอกใครไม่ได้ ถ้าไม่มีร่าง ไม่มีรูปร่าง ตายไปแล้วมาหลอกไม่ได้ เพราะตกนรกไปแล้ว ออกมาไม่ได้ จิตวิญญาณในตัวคนนี่แหละคือผีจริงๆ มีเต็มสังคมไปหมด ผีต้องมีรูปร่างมนุษย์นี้ จึงเป็นผีได้ แต่คนตายนั้นตกนรกออกมาไม่ได้ ถ้าคุณรู้จักเสือดี คุณไม่กลัวเสือ แต่ถ้าคุณรู้จักผีที่แท้จริง คุณจะไม่กลัวผีเลย หลวงปู่ยืนยันว่าผีไม่มี ใครที่เจอจริงก็ซวยมาก เป็นอุปาทานของตนเองเท่านั้น ให้พิสูจน์เลย เอาคาถานี้ แค่ตาย แล้วเดินเข้าไปพิสูจน์เลย
ส มณะ มือมั่นถามว่า … เรื่องพ่อครูตอนอยู่ที่บ้านครูล้วน ที่อยู่ไม่ได้ เพราะถูกแกล้งแล้วอาจารย์ลำเอียงด้วย พ่อครูว่า … ตอนนี้ ช่วยแต่งเพลง ทำเนื้อเพลง …จบ